Heaven Awakening Path ตอนที่ 73 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.73 - ข่าวลือเป็นความจริง


ตอนที่ 73 – ข่าวลือเป็นความจริง

 

เป็นนาง!

เว่ยหมิงเดินจากไป เว่ยอิ่งมิได้ส่งข่าวสารใด ๆ มาให้เขา และสุดท้ายก็ปลิดชีพตัวเองอย่างหมดจด นี่เป็นแนวทางของเจ้าเมืองของพวกเขา ในฐานะหน่วยสอดแนม เมื่อถูกจับได้แต่ไม่มีทางออกก็ได้แต่ตายเท่านั้น มีเพียงแบบนั้นที่ทุกสิ่งจะถูกปกป้องไว้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

เว่ยอิ่งเป็นสิบสององครักษ์ประจำตระกูล มิใช่สายลับธรรมดา แต่เขาก็กระทำการอย่างเด็ดขาดยิ่งกว่าสายลับทั่วไปคนใด เรื่องที่เขากระทำไม่ได้มีความสำคัญเลย เพราะไม่มีความขัดแย้งจริงจังระหว่างพวกลู่ผิงทั้งสี่และจวนเจ้าเมือง พวกเขาเพียงไม่มีความเคารพและหวาดกลัวให้จวนเจ้าเมืองแบบที่คนทั่วไปมีเท่านั้นเอง

เรื่องแบบนี้เป็นได้ทั้งเรื่องใหญ่และเรื่องเล็ก แต่จวนเจ้าเมืองไม่มีอะไรจะทำ จะเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กก็จัดการไปดีกว่า เรื่องใหญ่คืออะไร ก็คือการส่งเจ้าเมืองน้อยมาที่สถาบันซวงจี๋ ทำพิธีแสงจันทร์ชำระวิญญาณให้ดี นั่นย่อมเป็นเรื่องสำคัญมาก เรื่องเล่านี้จัดการเรียบร้อยแล้ว  เรื่องเล็กก็ไม่ควรอยู่เฉย จัดการไปด้วยกันเลย

แต่ยังไม่ทันได้เริ่มดำเนินการอะไร เว่ยอิ่งเพียงไปดูว่าคนพวกนั้นทำอะไรอยู่ แต่ผลก็คือ เว่ยอิ่งเสียชีวิต

เขาตายเพราะเรื่องเล็กน้อย และตายอย่างเด็ดเดี่ยวมาก แต่มิได้หมายความว่าชีวิตของเขาไม่สำคัญ

องครักษ์ทั้งสิบสองแห่งตระกูลเจ้าเมือง ทั้งหมดเป็นลูกน้องที่เจ้าเมืองเว่ยจ้งเชื่อถือที่สุด เว่ยอิ่งเป็นสายลับอันดับหนึ่งที่เขาฝึกฝนขึ้นมากับมือ นักฆ่าอันดับหนึ่ง

ตอนนี้ ตายแล้ว

ดังนั้นตอนนี้นี่จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ อีกต่อไป

เว่ยหมิงกลับที่พักและเขียนจดหมายลับถึงเจ้าเมืองทันที เรื่องนี้เป็นความผิดของเขาหรือไม่ ความคิดนี้ไม่เคยอยู่ในสมองของเขาในตอนที่เขียนจดหมายลับ เขาทำเพียงอธิบายสถานการณ์ให้ถูกต้องชัดเจนที่สุด ไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็เป็นการตัดสินใจของเจ้าเมือง เขาไม่ปิดบังเรื่องราวใด ๆ ในจดหมายลับฉบับนี้ และไม่มีข้อแก้ตัวด้วย ถ้าจะมีก็ต้องเป็นเรื่องราวในภายหลัง

การที่สิบสององครักษ์ประจำตระกูลเป็นที่เชื่อถือของเจ้าเมืองอย่างยิ่งย่อมมิใช่ไร้เหตุผล

เมื่อทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เว่ยหมิงก็ออกจากที่พัก เขาหยุดไม่ได้ เขาต้องเริ่มดำเนินการสืบเรื่องราวของสตรีนางนั้นทันที สตรีนางนั้นมาจากสถาบันเทียนเจ้า เช่นนั้นแล้วสถาบันซวงจี๋จะรู้เรื่องราวของนางมากเท่าใดกัน

เว่ยหมิงยกมือไปแตะใบหน้าของตัวเอง โจ๊กกุ้งชามนั้นในเมืองว่างซานมิได้ทำให้ใบหน้าเขาลวกร้อน แต่เขายังคงไม่อาจลืมเลือนความอับอายนั้นได้

เขาเป็นคนหยิ่งยโส แต่ก็ยังเป็นผู้ที่รักษากฎของจวนเจ้าเมืองอย่างเคร่งครัดด้วย และเขาจะไม่ยอมให้ความรู้สึกส่วนตัวอยู่เหนือกว่าเรื่องของจวนเจ้าเมืองเป็นอันขาด แต่ตอนนี้สตรีนางนี้กลับมาขวางทางของจวนเจ้าเมือง อีกทั้งเขายังจะได้ล้างอายอีกด้วย เว่ยหมิงไม่คัดค้านเลยสักนิด

บนท้องฟ้า พิราบสื่อสารที่ได้รับการฝึกพิเศษจากจวนเจ้าเมืองโผบินไปทางเมืองเสียเฟิงด้วยความเร็วราวสายฟ้า ฉู่หมิ่นเองก็กลับไปที่สถาบันเทียนเจ้าเช่นกัน กลับไปที่ดงไม้ใกล้หอสมุด

“มีเรื่องอะไรหรือไม่” ฉู่หมิ่นถามลู่ผิงสบาย ๆ แต่ก็ไม่คาดว่าจะมีเรื่องราวเกิดขึ้นจริง ๆ

ล่อเสือออกจากภูหรือ

การร่วมมือกันของทั้งสองฝ่ายเป็นสิ่งที่ฉู่หมิ่นคิดขึ้นทันที แต่ก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธ ด้านสถาบันเทียนเจ้านี้ก็เป็นเพียงการที่นักเรียนผู้พ่ายแพ้มาหาเรื่องเท่านั้นเอง เรื่องแค่นี้จะสละชีวิตตนเองเลยหรือ

“รู้จักผู้มาไหม” ฉู่หมิ่นถามลู่ผิง

“ไม่รู้จัก” ลู่ผิงมาถึงในครึ่งหลัง ตอนที่เวินเหยียนกับเต้าเหรินเรียนชื่อกันเขาไม่อยู่

“สูงใหญ่มาก พลังกายแข็งแกร่งมาก ได้ยินคนรอบข้างเรียกเขาว่า ‘พี่เต้า’” ลู่ผิงบรรยายลักษณะอีกฝ่าย “พี่เต้า” เป็นสิ่งที่อีกฝ่ายตะโกนออกมาหลังจากวิ่งหนีไปแล้วเขาได้ยินเข้า

“ข้ารู้แล้วว่าใคร” ฉู่หมิ่นพยักหน้า

“ดูเหมือนพวกเขาจะมาอีก” ลู่ผิงกล่าว

“เจ้าเฝ้าอยู่ตรงนี้เถอะ เดี๋ยวข้าจะไปเตือนเขาเอง” ฉู่หมิ่นก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวเช่นกัน นางจากไปทันที ลู่ผิงยิ้ม ๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เขารู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่าครูฉู่หมิ่นชอบแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ดูอย่างเรื่องของพวกเขาทั้งสี่สิ มิใช่เรียบง่ายและดิบเถื่อนมากหรอกหรือ

แครก...แครก...แครก...

ลู่ผิงยังคงฝึกฝนพลังวิญญาณแห่งเสียงกับเศษไม้ของเขาต่อไป เขาไม่วุ่นวายใจมากนัก เพียงแต่ใกล้เที่ยงแล้ว ยังไม่เห็นฉู่หมิ่นกลับมาเลย ตรงโน้น ม่อหลินกวาดไม้กวาดมือไปหาตอไม้ที่ทุกคนนั่งรับประทานอาหารกันเป็นประจำแล้ว เขาทุบมันไม่ยอมหยุด ความหมายคือเขาหิวแล้ว อยากกินข้าว

“รอก่อน” ลู่ผิงกล่าว แต่ม่อหลินไม่ได้ยิน ยังคงทุบต่อไป ลู่ผิงดึงหญ้าขึ้นมายัดเข้าไปในปากเขา คนผู้นั้นตอนแรกก็เคี้ยวอย่างยินดีแต่ก็รีบถุยออกมา แล้วยิ่งทุบตอไม้ดุดันขึ้นไปอีกด้วยสีหน้าโกรธแค้น

ลู่ผิงไม่รู้จริง ๆ ว่าจะสื่อสารกับคนผู้นี้อย่างไรดี โชคดีที่มีคนมาแล้ว มิใช่ฉู่หมิ่นแต่เป็นเวินเหยียนที่มาพร้อมกับอาหารกลางวัน

“พวกเจ้ายังไม่ได้กินใช่ไหม” เวินเหยียนพูด

“อืม” ลู่ผิงพยักหน้า แล้วรีบเอาซาลาเปาก้อนหนึ่งจากกล่องอาหารที่เวินเหยียนนำมายัดใส่ปากม่อหลิน ม่อหลินหยุดทุบตอไม้แล้วยิ้มออกมา

“เขาดีใจอะไร” เวินเหยียนถามพลางหยิบกล่องขึ้นมาทีละกล่อง

“มีข้าวกินแล้ว” ลู่ผิงตอบ

“โอ๊ย น่าสมเพชจริง ๆ” เวินเหยียนรู้สึกสงสารผู้ฝึกฝนทั้งสามคนมาก

ลู่ผิงไปพาตัวซูถังมา จากนั้นเวินเหยียนก็กล่าวกับเขา “อาจจะมีเรื่องแล้ว”

“มีอะไรหรือ” ลู่ผิงถาม

“ฉู่หมิ่น ไม่รู้ทำไมเมื่อเข้าพุ่งไปที่สถาบันซวงจี๋แล้วไปสังหารนักเรียนคนหนึ่งของซวงจี๋เข้า ตอนนี้ผู้อำนวยการซวงจี๋มาถึงหน้าประตูแล้ว ทุกคนกำลังอยู่ในห้องผู้อำนวยการ!” เวินเหยียนใบหน้ากังวล

ในห้องผู้อำนวยการ ทุกคนเป็นคนใหญ่คนโต นางย่อมไม่อาจเข้าออกตามใจชอบได้ ข่าวคราวของนางเป็นเพียงข่าวลือ ความจริงก็คือไม่มีผู้ใดเห็นฉู่หมิ่นสังหารนักเรียน เพียงแต่ฉู่หมิ่นวิ่งไปที่สถาบันซวงจี๋แล้วก็มีนักเรียนตายในที่นั้นในตอนนั้นเท่านั้นเอง ดังนั้นเรื่องนี้ถึงได้ลือกันออกไปแบบนี้

แต่ข่าวลือนี้ก็ใกล้เคียงกับความจริงมาก มีเพียงสองเรื่องที่ไม่ถูกต้อง หนึ่ง เว่ยอิ่งมิใช่นักเรียนซวงจี๋ สอง เขามิได้ถูกฉู่หมิ่นสังหาร แต่ว่าปลิดชีพตนเอง

แต่ใครจะรู้เล่า

เหล่านักเรียนไม่รู้ พวกเขาก็แค่พูดไปเรื่อย ส่วนคนใหญ่คนโตทั้งสองฝ่ายที่ปิดห้องคุยกัน พวกเขาคุยเรื่องอะไรหรือ พวกเขาไม่มีทางทราบได้เลย

“ข้าได้ยินเขาพูดกันว่าด้านเจ้าไม่มีใคร เลยรีบมา ตอนที่เอาอาหารมาให้ข้าก็อยากหาผู้ช่วยมาอีกหน่อยเหมือนกัน แต่ว่า...” เวินเหยียนส่ายศีรษะอย่างจนแต้ม ฝ่ายนั้นเป็นอันธพาลประจำสถาบัน มีผู้สนับสนุนที่ยิ่งใหญ่ แม้แต่นักเรียนที่แข็งแกร่งกว่ายังไม่อยากไปยุ่งด้วย อย่าว่าแต่จะเป็นการช่วยนักเรียนจากป่าเขาที่ไม่มีใครเห็นใจ ส่วนเรื่องความยุติธรรมนั้น ถ้ามีจริงเต้าเหรินคงจะไม่จองหองมาได้ถึงตอนนี้แล้ว

“ครูฉู่หมิ่นกลับเป็นเช่นนี้ วิธีการฝึกฝนที่อันตรายแบบนี้ แล้วยังโยนพวกเจ้าเข้ามาในดงไม้นี้อีก” เวินเหยียนกล่าวต่อ

“อืม...ถึงครูฉู่หมิ่นจะดูเป็นคนไม่ค่อยระมัดระวัง แต่ข้าคิดว่าการจัดการเช่นนี้ก็คงมีสาเหตุบางอย่างกระมัง” ลู่ผิงกล่าว

“อย่างนั้นหรือ” จะอย่างไรเวินเหยียนก็ไม่รู้จริง จึงไม่กล้าพูดมากไป “ข้าว่าพวกเจ้ารีบกินให้เสร็จแล้วหาที่ซ่อนให้พวกเขาก่อนเถอะ”

“อืม ก็เป็นวิธีหนึ่งนะ” ลู่ผิงพยักหน้าและไม่คัดค้าน

ใครจะรู้ว่าเพิ่งพูดจบ เวินเหยียนที่ตื่นตัวและใช้พลังวิญญาณแห่งรูปอยู่เสมอก็พบว่าในดงไม้ด้านหน้ามีความเคลื่อนไหว

“มาแล้ว!” เวินเหยียนรีบพูด ลุกขึ้นมองซ้ายมองขวาอย่างลนลาน ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี

“ตรงไหน” ลู่ผิงยังคงสงบนิ่ง

“ตรงนั้น คนไม่น้อยเลย” เวินเหยียนพูดพลางชี้ไปข้างหน้า

“เจ้าเอาตัวเขาไป” ลู่ผิงหมายถึงม่อหลิน แล้วก็เดินไปหาซูถัง ลากนางไปข้างหลังแล้วก็ก้มตัวลง พลังจากซูถังรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของลู่ผิง นางก็ให้ความร่วมมือทันที ลู่ผิงที่แบกซูถังอยู่เดินไปที่ใต้ต้นไม้ แล้วอุ้มซีเฟิ๋นที่ไม่รู้สึกตัวขึ้นมา

“ไม่ไกลแล้ว ซ่อนในหอสมุดก่อนเถอะ” เวินเหยียนไปเอาตัวม่อหลินมา แม้ว่าเขาจะไม่ให้ความร่วมมือเช่นซูถัง แต่ด้วยกำลังกายของเขา ถูกเวินเหยียนหยิกไปสองทีก็เรียบร้อยขึ้นมาแล้ว

“เจ้าทำให้เขาสลบไปก่อนเถอะ” ม่อหลินเพียงแกล้งทำเป็นเรียบร้อย มือข้างหนึ่งของเขาเอื้อมเข้าไปในกระเป๋า เห็นได้ชัดว่าเจ้าคนนี้คิดว่าตนเองตกอยู่ในอันตราย นี่เป็นการเตรียมการเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเขา แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว แล้วก็ไม่มีหนทางจะสื่อสารกับเขาด้วย

“หืม” เวินเหยียนงุนงง แต่ก็ไม่ถามมากความ โบกมือไปครั้งหนึ่งตีม่อหลินจนสลบ จากนั้นก็รีบเดินไปที่หอสมุดพร้อมกับลู่ผิง

 ........................................................

เดี๋ยวนะนาย คนของนายไปแอบดูเขาก่อน แถมฆ่าตัวตายเอง กลับเป็นความผิดลู่ผิงซะงั้น?!

 

ตอนที่ 74 – หน้าคนใจสัตว์ 人面兽心  ความหมายเดียวกับหน้าเนื้อใจเสือ




NEKOPOST.NET