Heaven Awakening Path ตอนที่ 71 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.71 - ทางที่มีประสิทธิภาพที่สุด


ตอนที่ 71 – ทางที่มีประสิทธิภาพที่สุด

 

เจ้าเมืองเคารพสถาบันและอาจารย์ เพราะว่ามีผลประโยชน์

แล้วสถาบันกับอาจารย์เล่า พวกเขาก็ไม่ปฏิเสธที่จะมีความสัมพันธ์อันดีกับเจ้าเมืองเช่นกัน พวกเขาก็ได้รับประโยชน์ด้วยเหมือนกัน ตัวอย่างที่ดีที่สุดก็คือสถาบันเสียเฟิง ถ้าไม่เพราะการสนับสนุนจากเจ้าเมืองเสียเฟิงแล้ว มันคงจะไม่ใหญ่โตได้จนขึ้นขนาดนี้ในวันนี้ คงจะไม่มีหอคอยแห่งพลังวิญญาณที่สถาบันหลายแห่งก็ยังไม่มี

สถาบันซวงจี๋มิได้อ่อนแอเช่นสถาบันเสียเฟิง เขตจื้อหลิงไม่ได้อยู่ในการปกครองของเว่ยจ้ง แต่นี่ก็มิได้ทำให้ถังมู่ไม่ยินดีจะมีความสัมพันธ์อันดีกับเจ้าเมืองเสียเฟิง อย่าว่าแต่เว่ยจ้งยังเป็นลูกศิษย์ของเขาอีกด้วย

ลูกศิษย์เคารพอาจารย์ และอาจารย์ก็สนับสนุนลูกศิษย์ เมื่ออาจารย์พบเจอปัญหา ลูกศิษย์ก็จะลุกขึ้นสนับสนุนอาจารย์ แน่นอนว่าอาจารย์และลูกศิษย์หลายคนก็ทำเพราะรักและสนับสนุนกันจากใจจริง แต่จากสถานะของถังมู่กับเว่ยจ้งทั้งคู่ก็ทำให้พวกเขายากยิ่งที่จะรักษาความสัมพันธ์ศิษย์-อาจารย์ตามปกติได้ และทั้งคู่ก็ไม่พยายามกลบเกลื่อนความสัมพันธ์ว่าเรียบง่ายเช่นนั้นอีกด้วย

ดังนั้นถังมู่จึงรับเว่ยเทียนฉี่บุตรชายของเว่ยจ้งมาฝึกฝน มิเช่นนั้นด้วยพรสวรรค์สามัญธรรมดาของเว่ยเทียนฉี่ ถังมู่จะยินดีเสียพลังในอีกยี่สิบเอ็ดวันขัดเกลาเขาหรือ

ในยี่สิบเอ็ดของเดือนนี้ อาคมแสงจันทร์ต้องใช้ตัวยาล้ำค่ามากมาย สิ่งเหล่านี้มาจากเว่ยจ้ง แต่ในยี่สิบเอ็ดวันนี้ ตัวถังมู่เองต้องคอยเฝ้าระวังภัยให้ด้วยตนเอง ยี่สิบเอ็ดวันนี้ ต้องปรับเปลี่ยนส่วนผสมของอาคมถึงยี่สิบเอ็ดครั้งสำหรับแต่ละคืน ซับซ้อนถึงสิบส่วน เพื่อที่จะใช้พลังของแสงจันทร์ให้ถึงขั้นสูงสุดสำหรับการชำระวิญญาณผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณและเพิ่มพูนระดับชั้นพลังอย่างรวดเร็ว

ยี่สิบเอ็ดวันนี้ถือว่าเป็นความปรารถนาของผู้เข้าพิธีแสงจันทร์ชำระวิญญาณ ไม่มีความยุ่งยากมากนักในการฝึกฝน ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับว่าเขาจะสามารถรับรู้และเข้าใจได้มากเพียงใด

แต่สำหรับผู้ปกป้องแล้ว ยี่สิบเอ็ดวันนี้เรียกได้ว่าเหนื่อยยากมาก เหนื่อยยิ่งกว่าปกติ การเสียสละเช่นนี้ของถังมู่ย่อมมิได้เป็นเพราะมิตรภาพของอาจารย์และลูกศิษย์ และเว่ยจ้งก็ไม่หน้าไม่อายพอที่จะให้อาจารย์ของตนเสียสละถึงเพียงนี้เพื่อบุตรชายตัวเอง

เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายยินยอม ต้องมีอะไรที่แน่นอนกว่า “มิตรภาพ” แต่ตอนนี้องครักษ์ประจำตระกูลของเว่ยจ้งกำลังถูกฉู่หมิ่นไล่ล่า เมื่ออยู่ในสถาบันซวงจี๋ของถังมู่เอง เขาก็ไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้ แต่ว่า...องครักษ์ประจำตระกูลของเว่ยจ้งไปตอแยสตรีนางนั้นได้อย่างไรกัน

ถังมู่ครุ่นคิดและมิได้ลงมืออะไรทันที แต่มองดูสถานการณ์ด้วยอดทน ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย

“สตรีนางนี้...ต้องการอะไรกันแน่” ถังมู่รู้สึกแปลกใจ เขาเห็นว่าวิธีการหลบหนีของเว่ยอิ่งนั้นค่อนข้างดี แต่ระดับของเขากับฉู่หมิ่นห่างกันไกลลิบ ถ้าฉู่หมิ่นต้องการจริง ๆ นางก็จะจับตัวเขาได้ ไม่จำเป็นต้องวุ่นวายถึงเพียงนี้ ในตอนนี้นางจงใจรักษาระยะห่างและยอมให้เว่ยอิ่งหลบหนีต่อไป นี่ก็คือ...ล่องูออกจากโพรง*หรือ

ไม่เคยเห็นใครจะล่องูออกจากโพรงได้เปิดเผยเช่นนี้มาก่อนเลย แต่มาคิดอีกทีนิสัยของสตรีนางนี้ก็รุนแรงมาโดยตลอด การจะหลบ ๆ ซ่อน ๆ ตามใครไม่ใช่สิ่งที่นางจะทำได้ ไม่ใช่สิ่งที่นางทำได้ดีเลย แน่นอนว่าการใช้ความรุนแรงคุกคามเพื่อให้ศัตรูเผยตัวเป็นวิธีการที่เหมาะสมกว่าของนาง

ไม่มีหนทางอื่นแล้ว ต้องไปช่วยซ่อนตัวเขาแล้ว!

ถังมู่มิได้สั่งการผู้ใด แต่เตรียมที่จะลงมือด้วยตนเอง เพราะเขาทราบดีถึงความร้ายกาจของฉู่หมิ่น และยังทราบว่าฉู่หมิ่นไม่ใช่คนที่จะต้านทานได้ง่าย ๆ ตัวเขาเป็นสหายเก่าแก่ของนาง อาจจะพูดกับนางได้สักคำสองคำ แต่ว่าก็ไม่รู้เลยว่าจะโน้มน้าวนางได้อย่างไร แต่จะอย่างไรก็ต้องจัดการด้วยตนเองอยู่ดี...

ถังมู่หน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง เขาไม่กลัวที่จะลงมือ เขามั่นใจว่าอย่างน้อยก็สามารถอำพรางการจากไปของเว่ยอิ่งได้ แต่การจะจัดการสตรีนางนี้ก็เป็นเรื่องที่ยากมาก ไม่ว่าจะชนะหรือพ่ายแพ้มันก็ยากมาก

แต่ก็ไม่มีทางเลือก มีแต่เขาที่ทำได้ ถ้าเป็นคนอื่นก็ไม่เพียงเป็นเรื่องยากหรือไม่ยากแล้ว

เฮ่อ...

ถังมู่ถอนหายใจเตรียมจะเผยตัวออกไป แต่อยู่ดี ๆ เขาก็เห็นร่างร่างหนึ่งที่รวดเร็วมาก ร่างงดงามที่เหินไปหาฉู่หมิ่นที่กำลังวิ่งโดยแวดล้อมด้วยสายลม และข้างหลังร่างงดงามนี้ก็ยังมีอีกร่างหนึ่ง ไม่มีการกระโจนทะยาน ไม่มีการเหินไปบนอากาศอย่างสง่างาม แต่เพียงวิ่งไปด้วยสองเท้า นางวิ่งตามร่างที่งดงามนั้นอย่างเต็มกำลัง แต่มันย่อมยากยิ่งนักสำหรับนาง แม้จะเป็นเช่นนั้นนางก็ไม่ถูกทิ้งห่างไกลนัก และความเร็วที่นางวิ่งก็ทำให้หลายคนตกตะลึงได้ แต่ท่าวิ่งของนางน่าเกลียดมาก ดูไม่เป็นธรรมชาติเลย ดูเหมือนว่าเพื่อจะวิ่งด้วยความเร็วเช่นนี้นางวิ่งจนไม่รู้เหนือรู้ใต้แล้ว

“เป็นนาง!” สายตาของถังมู่ทอดลงบนร่างที่งดงามนั้น เขารู้สึกดีใจขึ้นมาทันที ถ้าเป็นนาง บางทีเขาอาจจะไม่ต้องลงมือด้วยตัวเองก็ได้ แม้ว่านางจะไม่สามารถต้านทานฉู่หมิ่นได้จนถึงที่สุด แต่ก็คงจะเพียงพอที่จะถ่วงเวลาป้องกันแล้ว

เมื่อมองอีกครั้ง ถังมู่ก็ตั้งใจที่จะรอ ฉู่หมิ่นเองก็ได้ยินเสียงสดใสดังมาจากด้านหลัง “ผู้ใด กล้ามาก่อเรื่องในสถาบันซวงจี๋”

เสียงยังไม่จางหาย ร่างร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันดั่งลำแสงที่เคลื่อนคล้อย เคลื่อนเข้าใกล้อย่างรวดเร็ว ฉู่หมิ่นที่วิ่งอยู่ท่ามกลางสายลม นักเรียนที่ระดับพลังต่ำต้อยต่างไม่อาจเข้าใกล้ได้ ลำแสงที่เคลื่อนคล้อยนี้แยกสายลมเป็นสองส่วนอย่างฉับพลันกลางอากาศและมาอยู่ไม่ห่างจากฉู่หมิ่น

“ข้าแซ่ฉิน เรียกฉินซาง ผู้มาคือใคร!” เด็กสาวผู้งดงามหยุดอยู่ตรงหน้าฉู่หมิ่นและแนะนำตัวเองอย่างภาคภูมิใจ

ชื่อของนางคือฉินซาง ผู้ที่สถาบันภาคภูมิใจที่สุด และยังเป็นนักเรียนที่ภาคภูมิใจในตนเองที่สุดด้วย เพราะนางแซ่ฉิน ถ้ามีผู้ใดถือว่าแซ่ฉินเป็นความภาคภูมิใจ ฉินนี้ย่อมต้องเป็นฉินใน “เว่ย ฉิน เหลียง กู้”

สี่ตระกูลแห่งเซวียนจุน เว่ย ฉิน เหลียง กู้

กล่าวได้ว่านี่เป็นตระกูลใหญ่ทั้งสี่แห่งอาณาจักรเซวียนจุน

บ้านของเว่ยจ้งแห่งเมืองเสียเฟิงก็เป็นแซ่เว่ย แต่แซ่เว่ยของเขาเป็นเพียงเว่ยธรรมดา แต่แซ่ฉินของฉินซางนั้นเป็นฉินที่เหนือธรรมดานั้น

เพราะว่านางคือฉินนั้น แม้แต่ซวงจี๋ที่เป็นสถาบันอันดับที่สามสิบเจ็ดของแผ่นดินก็มิใช่เป้าหมายสุดท้ายของนาง ในสถาบันซวงจี๋ ไม่มีอาจารย์ท่านไหนกล้ารับนางเป็นศิษย์ เพราะทุกคนทราบดีว่าฉินซางเป็นคนที่จะเข้าสี่สถาบันหลักเพื่อศึกษาขั้นสูงหลังจากหยุดพักครู่เดียวที่นี่ มันเป็นจุดหมายสุดท้ายของนาง เช่นด้วยกับพี่ชายทั้งสามและพี่สาวทั้งสองของนาง

นางมีความภาคภูมิ นางมีความพิเศษ แต่แม้ว่าสถาบันซวงจี๋จะเป็นเพียงที่พักชั่วคราวของนาง แม้ว่าบ้านของนางจะไม่มีวันเป็นที่นี่ แต่ในเมื่อตอนนี้นางอยู่ที่สถาบันซวงจี๋ นางก็ไม่อาจทนเห็นสถาบันซวงจี๋ต้องอับอายได้ นั่นจะทำให้นางต้องอับอายตามไปด้วย

ดังนั้นนางจึงลงมือ ขวางทาง ประกาศนาม

แต่ฉู่หมิ่นไม่สนใจ

นางได้ยินทุกคำ ฉินของฉินซางเป็นฉินไหน นางก็รู้ แต่นางยังก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ตอบแม้สักคำเดียว

“บังอาจนัก!” ฉินซางโมโห แล้วนางก็ยื่นมือขวาออกไป “กระบี่!”

“เจ้าค่ะ” มีคนตะโกนออกมา เสียงนั้นแตกตื่นเล็กน้อย เด็กสาวตัวน้อยที่วิ่งตามฉินซางมามีความดื้อรั้นถึงสิบส่วน ตอนท้าย ๆ ความเร็วของฉินซางเร่งขึ้นมา ทำให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ห่างกันขึ้น ขณะนี้ฉินซางตะโกนเรียกกระบี่ขึ้นมา เด็กสาวก็รีบโยนกระบี่ในมือไปให้ฉินซาง

ทักษะของนางยอดเยี่ยมมาก และแม่นยำอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่านี่เป็นความรู้ใจกันของนายกับบ่าว แต่วันนี้น้ำเสียงของนางค่อนข้างตื่นตระหนก เพราะอยู่ ๆ นางก็รู้สึกว่า ไกลเกินไป วันนี้คุณหนูอยู่ไกลจากนางเกินไป ศัตรูก็อยู่ใกล้เกินไป แล้วก็เร็วมากด้วย กระบี่นี้ของตน เกรงว่าจะไปไม่ถึงแล้ว....

ฉินซางยื่นมือขวาออกไปพร้อมจะรับกระบี่ แต่สุดท้ายแล้วกลับกลายเป็นนิ้วมือที่แข็งกระด้างสี่นิ้ว

นางมิได้จับด้ามกระบี่ นางจับมือซ้ายของฉู่หมิ่น ฉู่หมิ่นไม่ได้อยากจะจับมือทักทายนาง การจับครั้งนี้ทำให้ฉินซางแผ่นฟ้าหมุนวนแผ่นดินพลิกกลับ*

จากที่สูง ฉินซางที่เย่อหยิ่งร่วงลงบนพื้น ฉู่หมิ่นไปถึงข้างกายนาง สายลมหมุนวน เศษดินหมุนวน โปรยลงบนใบหน้าของนาง กระบี่ขุยอิงของนางก็ไม่มีผู้ใดคว้าไว้ได้ จึงลอยข้ามศีรษะนางไป สุดท้ายก็หล่นลงบนพื้นดิน

“คุณหนู...” เด็กสาวตัวน้อยที่วิ่งท่าทางน่าเกลียดสุดท้ายก็ตามมาจนทัน แต่นางกลับเห็นคุณหนูตกอยู่ในสภาพนี้ กระบี่ขุยอิงร่วงลงกับพื้น นางรีบหยิบมันขึ้นมา ฉินซางไม่ได้กล่าวตอบ นางยังคงนอนอยู่บนพื้น คุณหนูตระกูลฉินไม่เคยตกอยู่ในสภาพน่าสมเพชเช่นนี้มาก่อนเลย ไม่เคยเลยสักครั้ง

“คุณหนู...” เด็กสาวตัวน้อยไม่เคยคิดว่าฉินซางจะมีเวลาที่ต้องอับอายเช่นนี้เลย จู่ ๆ น้ำตาของนางก็ไหลออกมา เมื่อฉินซางเห็น นางก็โกรธขึ้นมาทันที นางยกมือขึ้นตบหน้าอีกฝ่าย

“สวะ โยนกระบี่อย่างไรกัน!” ฉินซางตำหนิ

“ข้าขอโทษเจ้าค่ะ คุณหนู...” เด็กสาวตัวน้อยหวาดกลัวแล้ว นางก้มศีรษะลง น้ำตาหลั่งรินลงบนพื้น ผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างมองหน้ากัน ทุกคนเงียบกริบแต่ในใจก็รู้สึกสงสารเด็กสาวตัวน้อย

ฉินซางเป็นบุตรีอันเป็นที่รักแห่งสวรรค์ สายเลือดตระกูลฉิน ผู้ตื่นรู้พลังวิญญาณแห่งรูป เด็กถือกระบี่นี้เป็นเพียงคนธรรมดา ไม่ได้ฝึกฝนพลังวิญญาณอย่างจริงจัง เพียงความเร็วสองขาที่ติดตามฉินซางได้ทันก็ยอดเยี่ยมมากแล้ว แต่ถ้าจะให้ติดตาม “ระบำเหินลำแสงเคลื่อนคล้อย” ของนางได้ทันก็เป็นการบังคับผู้คนเกินไปแล้ว เพียงเมื่อครู่ที่โยนกระบี่ไปไม่ถึงมือ ก็เป็นเพราะว่า “ระบำเหินลำแสงเคลื่อนคล้อย” ในจังหวะสุดท้ายของฉินซางมันรวดเร็วเกินกว่าที่เด็กหญิงจะตามทัน อีกทั้งนางยังอยู่ห่างจากเด็กถือกระบี่นี้ไปด้วย ดังนั้นการจะลงโทษเด็กถือกระบี่นี้จึงไร้เหตุผลมาก

ฉินซางลุกขึ้น แล้วก็กระชากกระบี่ออกจากมือของเด็กหญิง นางกำลังจะไล่ตามไปแล้ว แต่กลับเห็นฉู่หมิ่นหยุดยั้งลงก่อน เมื่อก้าวไปข้างหน้าช้า ๆ สองสามก้าว ก็ได้ยินเสียงนักเรียนกรีดร้องดังขึ้น

“ตายแล้ว”

“มีคนตาย”

เกิดอะไรขึ้น ทุกคนต่างตกตะลึงและเฝ้ามอง ฉู่หมิ่นยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเงียบ ๆ เพราะผู้ตายก็คือคนที่นางกำลังไล่ตามอยู่

เว่ยอิ่งตายแล้ว

แต่มีไม่กี่คนที่รู้ว่าเขาเป็นเป้าหมายที่ฉู่หมิ่นไล่ตาม วิธีการหลบหนีของเขายอดเยี่ยมจริง ๆ เว้นแต่ฉู่หมิ่นที่มีระดับพลังสูงกว่าเขามากแล้ว ไม่มีนักเรียนซวงจี๋คนไหนที่ตระหนักว่าเขาเป็นตัวต้นเหตุของเรื่องราววุ่นวายนี้

“ตายได้อย่างไร” นักเรียนต่างถามไถ่กันเอง แต่คนที่ทราบเรื่องนี้มีอยู่เพียงสองคน

ฉู่หมิ่นที่ไล่ตามเขา และถังมู่ ผู้อำนวยการซวงจี๋ที่มองจากไกล ๆ

ทันทีที่ฉู่หมิ่นถูกฉินซางขวางทาง เว่ยอิ่งก็ตัวแข็งทื่อขึ้นมา หลังจากล้มลงกับพื้น เขาก็ไม่ลุกขึ้นอีกเลย

ดูเหมือนเขาจะรู้สึกว่าไม่อาจสลัดพ้นจากฉู่หมิ่นได้ และเขาก็ยังสัมผัสได้ว่าฉู่หมิ่นจงใจตามเขาอยู่ห่าง ๆ เพื่อให้สหายของเขามาช่วยชีวิต

เขาเพียงไปที่สถาบันเทียนเจ้าเพื่อสอดแนมพวกลู่ผิง นี่เป็นการจัดการของเว่ยหมิง ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการใหญ่ด้วยซ้ำ

แต่สุดท้ายแล้วเขากลับปลิดชีพตนเอง เพราะว่าเขาคือองครักษ์ของเว่ยจ้งเจ้าเมืองเสียเฟิง วิธีนี้เป็นทางที่มีประสิทธิภาพที่สุด

เขาไม่เปิดเผยฐานะ และไม่เปิดเผยจุดประสงค์ และเขาก็ไม่บังคับให้ผู้ร่วมงานต้องมาช่วยเหลือ หลังจากพบว่าทุกสิ่งที่กำลังทำไร้ความหมาย เขาก็ปลิดชีพตัวเองด้วยวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุด

ในกลุ่มคน เว่ยหมิงหันกายจากไปเงียบ ๆ

....................................................................

ล่องูออกจากโพรง 引蛇出洞 สำนวนจีนยอดฮิต ความหมายตรงตัว

แผ่นฟ้าหมุนวนแผ่นดินพลิกกลับ 天旋地转 แปลว่าหัวหมุน

 

ตอนที่ 72 –เก็บกระบี่ของเจ้าก่อนค่อยว่ากัน




NEKOPOST.NET