Heaven Awakening Path ตอนที่ 70 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.70 - ลูกศิษย์


ตอนที่ 70 – ลูกศิษย์

 

จะทำอย่างไรดี

เวินเหยียนรู้สึกอยากจะบอกให้ลู่ผิงสังหารเต้าเหรินคนนี้ให้สิ้นเรื่องสิ้นราวเสียที แต่โชคร้ายที่มันเป็นไปไม่ได้

สถาบันไม่ใช่สถานที่ไร้กฎไร้เกณฑ์ การสังหารนักเรียนคนหนึ่งอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ทางสถาบันจะไม่เข้ามาตรวจสอบ อีกอย่างก็ไม่ใช่ว่าเต้าเหรินจะไม่มีเบื้องหลัง การบีบคั้นคนอื่น ทำตัวเป็นอันธพาลมาตั้งแต่ชั้นปีหนึ่งย่อมมิได้เกิดจากระดับพลังของเขาเพียงอย่างเดียว นี่เป็นเพราะเขามีเซี่ยปั๋วเจี้ยน รองผู้อำนวยการของสถาบันเทียนเจ้าอยู่เบื้องหลัง

แม้ว่าเซี่ยปั๋วเจี้ยนจะมิได้เป็นผู้อำนวยการ แต่ความอาวุโสของเขายังเหนือกว่าผู้อำนวยการอวิ๋นชงเสียอีก อย่าว่าแต่นักเรียนที่ออกจากสถาบันไปซึ่งได้รับการสั่งสอนจากเขาจำนวนนับไม่ถ้วนเลย คนที่เติบโตขึ้นจากสถาบันเทียนเจ้าแล้วลงเอยด้วยการเป็นอาจารย์เทียนเจ้าเอง หนึ่งในสามของทั้งหมดก็ยังเป็นลูกศิษย์ของเขา

ในสถาบันที่เล็ก ๆ แบบไจเฟิงไม่มีแนวคิดเกี่ยวกับลูกศิษย์ แต่ในเทียนเจ้าซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียง เรื่องแบบนี้ปกติมาก

อย่างอาจารย์ผู้มีพลังวิญญาณสามเชื่อมต่อที่แข็งแกร่งแบบเซี่ยปั๋วเจี่ยน นักเรียนย่อมต้องการจะติดตามมาก แต่พลังงานของอาจารย์มีจำกัด และนักเรียนแต่ละคนก็ต้องการคำสอนที่แตกต่างกันไปตามแต่พลังวิญญาณของแต่ละคน หลังจากเชื่อมต่อแล้วความแตกต่างนี้ยิ่งเพิ่มมากขึ้น นักเรียนมีตั้งมากมายขนาดนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่อาจารย์ผู้เดียวจะดูแลไหว

ดังนั้นเอง เมื่อมาถึงจุดนี้ นักเรียนก็จะเลือกอาจารย์ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คืออาจารย์จะเลือกนักเรียน มีเพียงนักเรียนที่ได้รับการคัดเลือกถึงจะได้รับการสั่งสอนจากอาจารย์ของเขา อาจารย์ท่านหนึ่งมีผลต่อระดับและความสามารถของนักเรียนที่ถูกเลือกเป็นอย่างมาก ดังนั้นความสำคัญของอาจารย์จึงไม่มีข้อสงสัยเลย

นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดเรื่องลูกศิษย์ การฝึกฝนนักเรียนที่เก่งกาจทำให้อาจารย์มีชื่อเสียงเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกัน นักเรียนก็อยากที่จะเป็นศิษย์ของอาจารย์มีชื่อยิ่งกว่า

เซี่ยปั๋วเจี่ยนก็เป็นอาจารย์มีชื่อเช่นนั้น ลูกศิษย์ลูกหาของเขามีทั่วแผ่นดิน ในด้านนี้ ชื่อเสียงของเขาไม่มีผู้ใดในสถาบันที่เทียบได้ แม้แต่อวิ๋นชงผู้เป็นผู้อำนวยการก็ไม่อาจ

เต้าเหรินไม่เพียงเป็นลูกศิษย์ของเซี่ยปั๋วเจี่ยนเท่านั้น แต่ยังเป็นหลานชายต่างแซ่ของเขาด้วย คนที่ปกป้องเขาในสถาบันเทียนเจ้ามีนับไม่ถ้วน ผู้ที่ฉลาดย่อมไม่ไปหาเรื่องเขา ส่วนผู้ที่ถูกเขาหาเรื่องก็ได้แต่โทษว่าตัวเองโชคร้ายแล้ว มีบางครั้งที่เรื่องราวลุกลามบานปลาย แต่เซี่ยปั๋วเจี่ยนไม่แม้แต่จะต้องมาจัดการด้วยตัวเองเลยด้วยซ้ำ อาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์ของเขาต่างก็ช่วยจัดการให้แล้ว

คนเช่นนี้อย่าว่าแต่สังหาร เพียงสภาพของเขาในตอนนี้เวินเหยียนก็รู้สึกว่าจะทำให้เกิดปัญหาภายหลังแล้ว อีกอย่างพวกลู่ผิงมาจากนอกสถาบัน ไม่มีผู้ใดในสถาบันเทียนเจ้าจะช่วยออกหน้าให้พวกเขา สตรีขี้เมานางนั้นหรือ นางดูลึกลับมาก แต่ใครจะรู้ได้ว่าเชื่อถือนางได้แค่ไหน อย่างตอนนี้นางก็วิ่งหายไปทางไหนแล้วก็ไม่รู้

ทำอย่างไรดี

สังหารเขาไม่ได้ ปล่อยเขาไปก็ไม่ได้ แล้วทำอย่างไรดีเล่า

เวินเหยียนรู้สึกว้าวุ่นใจและไม่สามารถหาวิธีการดี ๆ ได้ในตอนนี้ เนื่องจากไม่มีคำตอบจากนาง ลู่ผิงจึงตัดสินใจเอาเอง

“อย่ามาก่อเรื่องอีกนะ” ลู่ผิงบอกกับเต้าเหริน

“ไม่มาแล้ว ไม่มาแล้ว!” หน้าผากของเต้าเหรินเต็มไปด้วยเหงื่อจากความเจ็บปวด เขาไม่เย่อหยิ่งอีกต่อไป ไม่ดูแคลนอีกต่อไป ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด

“ไปเถอะ!” ลู่ผิงคลายนิ้วมือปลดปล่อยข้อมือของเขา

“ข้า...เจ้าเชื่อคำพูดเขาด้วยหรือ!” เวินเหยียนกระโดดขึ้นมา เต้าเหรินก็เช่นกัน เขาก้าวยาว ๆ ถอยไปหนึ่งก้าวเพิ่มระยะห่างกับลู่ผิงเป็นสามเมตร มือข้างหนึ่งของเขาประคองมืออีกข้าง แม้ว่าความเจ็บปวดจะไม่ได้หายไปทันที สีหน้าของเขาก็ดีขึ้นมากแล้วและกลายเป็นความอาฆาตมาดร้าย

“เจ้าเด็กน้อยรอก่อนเถอะ ไม่ง่ายเช่นนี้หรอก!” เต้าเหรินตะโกนออกมาพลางรีบหนีให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ การที่เขาเป็นผู้เชื่อมต่อ แม้ว่าความสามารถของเขาจะเป็นการเสริมสร้างพลังกาย “กายาแกร่ง” แต่ความเร็วของเขาก็ไม่ด้อยเลย

“ไม่น่าเชื่อเขาเลย...” ลู่ผิงตกตะลึง

“เจ้านี่โง่จริง ๆ!” เวินเหยียนอารมณ์เสีย

ลู่ผิงพุ่งออกไปทันที แต่ก็วิ่งกลับมาถามว่า “ครูฉู่หมิ่นล่ะ”

“ไม่รู้สิ อยู่ ๆ นางก็หายไป เจ้าจะทำอะไร” เวินเหยียนมองลู่ผิงงง ๆ การกลับคำของเต้าเหรินไม่ทำให้นางแปลกใจเลย แต่ลู่ผิงก็ตัดสินใจรวดเร็วที่จะกลับคำเช่นกัน! เมื่อครู่เขาเพิ่งพูดว่าจะปล่อยเต้าเหรินไป แต่พอเห็นว่าอีกฝ่ายทำตัวน่ารังเกียจ เขาก็พร้อมจะตามไปจับเขาอีกครั้ง พวกคนจากป่าเขานี่ไม่รู้จักทำตัวสูงส่งเลยจริง ๆ

แต่เมื่อลู่ผิงได้ยินคำพูดของเวินเหยียนว่าไม่รู้ฉู่หมิ่นไปไหนแล้ว เขาก็หยุดลงทันที

เขามองดูซูถัง ซีเฟิ๋น และม่อหลินที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเลย จึงได้หยุดการไล่ล่า กลุ่มของเต้าเหรินรีบหนีอย่างบ้าคลั่ง ไม่มีผู้ใดสนใจคนที่ช้ากว่าและตามกลุ่มไม่ทัน ส่วนคนที่เหลือก็แทบจะร้องไห้โฮ แต่เมื่อพวกเขาเห็นว่าลู่ผิงมิได้ไล่ตามมา พวกเขาก็ผ่อนคลายลงและเดินโขยกเขยกจากไป

“ครูฉู่หมิ่นไปไหนแล้ว” ลู่ผิงมองไปรอบ ๆ

“ข้าเห็นนางไปทางนั้น” เวินเหยียนชี้นิ้วบอก สีหน้าของนางไม่ดีนัก โลหิตยังไหลออกมาจากมุมปากของนาง อาการบาดเจ็บที่นางได้รับไม่ร้ายแรงมาก แต่ก็ไม่เบาเช่นกัน

“มีข้าอยู่ เจ้าไปพักเถอะ!” ลู่ผิงก็สังเกตเห็นเช่นกัน

“ได้ เจ้าระวังตัวหน่อยนะ เดี๋ยวข้ากลับมา” เวินเหยียนก็รู้สึกว่าทนต่อไปไม่ไหวเช่นกัน และนางก็จากไปหลังจากพูดจบ

เหลือเพียงพวกเขาสี่คนที่อยู่ในดงไม้ เนื่องจากประสาทสัมผัสถูกตัดขาด สามคนจึงไม่รู้เลยว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น ซีเฟิ๋นยังคงสงบนิ่ง ม่อหลินยังเคี้ยวอะไรอยู่ในปาก และความเคลื่อนไหวของซูถังก็ยิ่งเป็นธรรมชาติมากขึ้น แต่ก็ยังไม่รู้ทิศทางอยู่ดี ลู่ผิงจูงนางกลับมาเพราะนางไปไกลเกินไปแล้ว จากนั้นก็กลับไปที่กองเศษไม้ ฝึกฝน สังเกตรอบข้าง และมองหาฉู่หมิ่นไปพร้อม ๆ กัน

ฉู่หมิ่นไปที่ใด

พวกลู่ผิงไม่ทราบ แต่สถาบันซวงจี๋ที่อยู่ตรงข้ามกลับทราบเป็นอย่างดี

“นั่นสตรีขี้เมาของสถาบันเทียนเจ้า!” ในตอนเริ่มแรก พวกเขาไม่ใส่ใจมากนักว่าใครกันที่บุกรุกสถาบันของพวกเขา แต่นักเรียนหลายคนก็เริ่มจดจำฉู่หมิ่นได้มากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้ชื่อของนาง พวกเขาหลายคนก็เคยเห็นนางเดินเมา ๆ เข้าสถาบันเทียนเจ้าไปหลายครั้งหลายหนแล้ว

แต่ถึงพวกเขาจะเคยเห็นนางก็จะไปสำคัญอะไรในตอนนี้

ในขณะที่ฉู่หมิ่นวิ่ง นางเป็นเหมือนสายลมหอบหนึ่ง หรืออาจกล่าวได้ว่านางพาสายลมไปด้วยทุกทีที่นางไปถึง นางเรียนที่มีระดับพลังต่ำต้อยถูกพัดปลิวไปและสลบลงหลังจากเข้าใกล้สายลมนี้

ทุกคนอึ้งงัน พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าสตรีขี้เมานางนี้จะแข็งแกร่งถึงปานนี้ หลังจากนางบุกเข้ามาในสถาบันซวงจี๋ เหล่านักเรียนก็ได้ขวางทางนาง ล้อมรอบนาง โจมตีนาง และทำอีกหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ไม่มีผลอันใดเลย ไม่ว่าพวกเขาจะมีระดับพลังเท่าใด เมื่ออยู่ต่อหน้าสตรีนางนี้ก็อ่อนแอเหมือนเศษกระดาษ

แข็งแกร่ง แข็งแกร่งไปแล้ว!

“รีบไปบอกผู้อำนวยการ!” มีคนตะโกนออกมา ไม่มีทางเลือกอื่นจริง ๆ เมื่อพวกเขาถามจุดประสงค์ของนาง นางก็จะบอกเพียงว่า “ตามหาคน” เมื่อพวกเขาถามว่าใคร นางก็จะตอบว่า “อยู่ข้างหน้า”

ข้างหน้าหรือ ข้างหน้าไหนกัน นางก็วิ่งมาข้างหน้ามาตลอดมิใช่หรือ ใครกันที่อยู่ข้างหน้าที่นางตามหา

นักเรียนซวงจี๋บอกไม่ได้เพราะว่าทักษะหลบหนีและแอบซ่อนของเว่ยอิ่งยอดเยี่ยมจริง ๆ เขาไม่เพียงเชี่ยวชาญการใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์ แต่ยังชำนาญการเคลื่อนที่ผ่านฝูงชนอีกด้วย เขาเปลี่ยนชุดมาสามครั้งแล้วหลังจากเข้ามาในสถาบันซวงจี๋ นี่เป็นขีดจำกัดของเขาแล้ว ถ้าเขาอยากจะเปลี่ยนชุดอีกก็ได้แต่วิ่งตัวเปล่าแล้ว

นักเรียนซวงจี๋บางคนที่สังเกตเห็นเขาก็จะคลาดสายตาจากเขาไปในพริบตาเดียวจากวิธีการแฝงตัวและหลบหนีของเขา แต่ฉู่หมิ่นก็ยังคงตามเขาอยู่ จากเทียนเจ้า นางได้ตามเขามาจนถึงซวงจี๋ สถาบันซวงจี๋ไม่สำคัญในสายตานาง และมันก็ขัดขวางนางไม่ได้ด้วย นางก็ไล่ตามเว่ยอิ่งต่อไปด้วยวิธีที่โจ่งแจ้งและไร้ความยำเกรง เว่ยอิ่งไม่จำเป็นต้องหันไปดูก็รู้ได้ เมื่อได้ยินเสียงตะโกนและบรรยากาศที่วุ่นวาย เขาก็รู้แล้วว่าสตรีนางนั้นยังคงอยู่ข้างหลังเขา

รายงานผู้อำนวยการ!

แม้ว่าจะมีนักเรียนตะโกนเช่นนั้น ความจริงก็คือผู้อำนวยการรับทราบสถานการณ์ในสถาบันของตนรวดเร็วกว่าที่เหล่านักเรียนคาดไว้มากนัก

เดิมทีผู้อำนวยการถังมู่ก็ไม่สนใจมากนักและคิดว่าผู้บุกรุกเป็นนักเรียนเทียนเจ้าอีกคนที่มาหาเรื่อง เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เขาไม่จำเป็นต้องจัดการเรื่องราวเช่นนี้ด้วยตนเอง

แต่ก็มีข้อมูลอีกข้อตามมาติด ๆ ผู้บุกรุกคือสตรีขี้เมาของสถาบันเทียนเจ้า

สตรีขี้เมาหรือ

สีหน้าถังมู่แปรเปลี่ยนไปทันที ถ้าสตรีนางนี้เมาจริง ๆ ก็ไม่เป็นไรหรอก แต่นางมิได้เมา นางบุกเข้ามาในซวงจี๋อย่างมีสติสมบูรณ์ดีทุกประการ นี่เป็นเรื่องใหญ่แล้ว

เขาไม่ได้สั่งการอะไรลงไป เพราะเขาต้องเป็นคนที่ต้องจัดการสถานการณ์นี้ด้วยตนเอง แต่ในขณะที่เขารีบเร่งไปหานาง เขาก็ได้รับข้อมูลอีกข้อ

นางกำลังหาคน คนที่อยู่ข้างหน้า...

นั่นคือ ไล่ตามคนหรือ

ไล่ตามใคร

ในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการ เขาย่อมต้องมีไหวพริบและเจ้าเล่ห์ ถังมู่ไม่ได้ไปเผชิญหน้ากับนางทันที เขาไม่แม้แต่จะไปยังสถานที่เกิดเหตุด้วยซ้ำ เขาหาจุดที่เหมาะสมแล้วมองจากระยะไกล

จากนั้น เขาก็พบเว่ยอิ่งทันที

ระดับพลังของผู้อำนวยการถังมู่ย่อมเหนือกว่านักเรียนธรรมดาของสถาบันซวงจี๋มาก

เขาไม่เพียงพบเว่ยอิ่ง เขายังจดจำเว่ยอิ่งได้ด้วย แม้ว่าปกติแล้วเว่ยอิ่งจะพยายามหลบเลี่ยงสายตาทุกผู้คนเท่าที่ทำได้ เมื่ออยู่ต่อหน้าถังมู่แล้ว เขาก็ไม่เคยหลบเลี่ยง เขาเป็นองครักษ์ประจำตระกูลเว่ย และหัวหน้าตระกูลเว่ย เว่ยจ้งก็เป็นลูกศิษย์ของถังมู่ แม้ว่าเขาจะได้ปกครองเขตเขตหนึ่งแล้ว กับอาจารย์ของเขา เขาก็ยังคงเคารพอย่างที่สุด แม้แต่ท่าทีที่เว่ยหมิงมีต่อเขาเมื่อเปรียบกับปาลี่เหยียนยังต่างกันเหมือนสวรรค์และโลกมนุษย์

นี่ไม่ได้เป็นเพียงการเคารพอาจารย์โดยบริสุทธิ์ใจ

หากนับด้านอิทธิพลแล้ว สถาบันและอาจารย์มีชื่อย่อมไม่อาจเทียบได้กับเจ้าเมืองผู้หนึ่ง แต่นักเรียนที่ได้การสั่งสอนจากอาจารย์มีชื่อในสถาบันและลูกศิษย์ของอาจารย์มีชื่อสามารถหาได้ทั่วแผ่นดิน ในด้านเครือข่ายความสัมพันธ์แล้ว ไม่มีผู้ใดกล้าเทียบเทียมกับสถาบันและอาจารย์มีชื่อได้

การเคารพสถาบันและเคารพอาจารย์มีชื่อไม่เพียงเป็นมารยาทเท่านั้น มันยังเป็นผลประโยชน์ด้วย

..........................................................

ถึงจุดสิ้นสุดของแปลอิ้งแล้วค่า

ปล. เจอกันอีกทีวันที่ 15 นะคะ

 

ตอนที่ 71 – ทางที่มีประสิทธิภาพที่สุด




NEKOPOST.NET