Heaven Awakening Path ตอนที่ 69 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.69 - โอ๊ย!


ตอนที่ 69 – โอ๊ย!

 

“เกิดอะไรขึ้น ข้าเพียงอยากจะช่วยเหลือเท่านั้น” ลู่ผิงก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริง ๆ เขาจากไปเพียงครู่เดียว และเมื่อกลับมาก็เห็นเวินเหยียนถูกหมัดชกจนกระเด็นออกไปชนกับต้นไม้แล้ว

“พวกเขาบาดเจ็บจากฝีมือของม่อหลินกับซูถัง” เวินเหยียนอธิบายสถานการณ์ให้ลู่ผิงฟังอย่างชัดแจ้งในประโยคเดียว

“อ้อ เรื่องนี้เอง ขอบคุณนะ” ลู่ผิงกล่าวกับนาง จากนั้นสายตาของเขาก็ตกลงบนตัวเต้าเหรินผู้เย่อหยิ่ง

“เด็กน้อย พวกเราก็ไม่ได้มาหาเจ้าเหมือนกัน อย่ามาแส่เรื่องของผู้อื่นได้หรือไม่” เต้าเหรินพูดกับลู่ผิงพลางแกว่งหมัดที่ใหญ่เหมือนกระสอบทราย แม้ว่าเขาจะสัมผัสถึงพลังวิญญาณที่ออกมาจากร่างลู่ผิงไม่ได้ เขาก็ไม่ได้ลดการระแวดระวังลง เขาได้ยินแล้วว่าในกลุ่มคนที่มาจากป่าเขานี้ เด็กหนุ่มที่ดูธรรมดาที่สุดคนนี้ค่อนข้างแข็งแกร่งและแปลกประหลาดมาก สำหรับเขาที่ชอบรังแกคนอ่อนแอและอยู่ห่างจากผู้แข็งแกร่งแล้ว เขาไม่มีอารมณ์ที่จะยุ่งเกี่ยวกับคนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเช่นนี้

“นี่มิใช่เรื่องของผู้อื่น” ลู่ผิงกล่าวพลางเดินไปข้างหน้า

เต้าเหรินที่สูงกว่าลู่ผิงถึงสองช่วงศีรษะดูจะหมดความอดทนและหันหลังไปพลางกล่าวพร้อมส่งสัญญาณอันเป็นที่รู้กันทางแววตา “จัดการมัน” หลังจากพูดจบเขาก็ก้าวถอยไปเหมือนรังเกียจที่จะต่อสู้กับลู่ผิง ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วเขาเพียงอยากจะลองเชิงเด็กหนุ่มผู้ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางคนนี้ก่อน

ข้างหลังเขา นอกจากคนที่ถูกพิษและบาดเจ็บแล้วก็ยังมีคนที่ชอบอวดโอ้ความสามารถข้างกายเต้าเหรินอยู่อีก พวกเขารู้จักนิสัยของเต้าเหรินเป็นอย่างดี แม้ว่าพวกเขาจะทราบเจตนาของอีกฝ่าย พวกเขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ พวกเขาต่างก็ เจ้ามองดูข้า ข้ามองดูเจ้า หลังจากเหลือบมองกันไปมาเพื่อตกลงใจกันแล้ว สุดท้ายคนผู้หนึ่งก็ก้าวออกมา

“เด็กน้อย ไม่รู้หรือว่าไม่ควรจะยุ่มย่ามกับเรื่องของผู้อื่นน่ะ” เมื่อพูดคำข่มขวัญที่จำเป็นแล้ว นักเรียนผู้นี้ก็สาวเท้าไปหาลู่ผิง แต่เมื่อเห็นว่าศัตรูมิได้มีปฏิกิริยาอันใดกับคำพูดของเขาเลย เขาก็ได้แต่ลงมือ เขาทำตามเต้าเหรินโดยการเหวี่ยงหมัดเข้าใส่ใบหน้าของลู่ผิง

เวินเหยียนยิ้มอย่างเย็นชา

เจ้าลูกสมุนที่เดินออกมาเป็นเพียงนักเรียนชั้นปีสอง เขายังฝึกฝนไม่ถึงระดับพลังวิญญาณชั้นฟ้าที่หกสักประเภทเดียวเลย เขาจะจองหองได้ถึงเพียงนี้ก็ตอนที่อยู่ข้างกายเต้าเหรินเท่านั้น มิเช่นนั้น ระดับพลังเช่นนี้ก็ไม่ได้กล้าแกร่งอันใดเลยสำหรับนักเรียนชั้นปีสอง

สวะเช่นนี้ จะจบลงได้อย่างไรเล่า

จิตใจที่รักสนุกของเวินเหยียนตื่นเต้นขึ้นมา นางดีใจเสียจนลืมเลือนอาการบาดเจ็บของตนเอง แต่ในวินาทีต่อมานางก็ต้องกรีดร้องออกมา

“เฮ้ย!” นางร้องออกมาแล้วรีบย้ายร่างไปด้านข้าง เจ้าลู่ผิงน่าตายนั่นจับมือของอีกฝ่าย จากนั้นก็โยนมันมาทางต้นไม้ที่นางเพิ่งจะชนไป

นี่ควรจะล้างแค้นแทนข้ามิใช่หรือ เจ้าคนนี้ไม่เห็นหรือว่าข้าอยู่ใต้ต้นไม้นี่

ทันทีที่เวินเหยียนเคลื่อนร่างออกไปก็มีเสียงตูมดังขึ้นสองครั้ง ครั้งแรกคือตอนที่คนผู้นั้นชนกับต้นไม้ และครั้งที่สองคือเขาตกลงมากระแทกพื้น โชคดีที่นางไวพอ มิเช่นนั้น นางจะมิได้ถูกเจ้านี่ชนอย่างไร้เหตุผลหรอกหรือ

“ระวังหน่อยสิ!” นางตะโกนใส่ลู่ผิง

แต่ไม่มีผู้ใดสนใจเสียงตะโกนของนาง พวกเขาพากันมองลู่ผิงอย่างตกตะลึง

แม้ว่านี่จะเป็นนักเรียนชั้นปีสองที่มีระดับพลังธรรมดาสามัญ ในกลุ่มของพวกเขาก็ไม่มีใครสามารถโยนเขาออกไปอย่างง่ายดายเพียงนี้ อาจจะยกเว้นแต่เพียงเต้าเหรินเท่านั้น

หลายคนแสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมาตาม ๆ กัน คนเราไม่อาจเชื่อสิ่งที่ได้ยินทั้งหมด แต่เชื่อเพียงสิ่งที่ตาเห็นเท่านั้น ว่ากันว่าคนผู้นี้ดุดันมาก ดุดันเพียงไรในที่สุดพวกเขาก็ได้ทราบแล้ว พวกเขาไม่มีทางต่อสู้กับความแข็งแกร่งระดับนี้ได้เลย! ลูกพี่ เลิกเสแสร้งได้แล้วกระมัง

ไม่มีใครกล้าขยับเขยื้อนเมื่อพวกเขามองไปที่เต้าเหรินอย่างวิตกกังวล

เต้าเหรินยืนนิ่งโดยไร้คำพูดหรือความเคลื่อนไหว เขากำลังคาดคำนวณแรงที่ใช้โยนออกไปอยู่ในใจ เขาเป็นผู้เชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งกาย อีกทั้งยังมีความสามารถประเภทเสริมสร้างอีกด้วย การคาดคะเนพลังกายของเขาย่อมต้องแม่นยำมาก แม้ว่าเขาจะไม่อาจรับรู้พลังวิญญาณแห่งกายของลู่ผิงในขณะที่เขาโยนนักเรียนชั้นปีสองคนนั้นออกไป แต่จะแรงกระแทกที่อีกฝ่ายชนเข้ากับต้นไม้ เขาก็สามารถคาดคะเนพลังของลู่ผิงได้แล้ว

จากนั้นเขาจึงยิ้มออกมา รอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม

“ก็แค่เรื่องเล็กน้อย!” เขาย่างก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ต้องการใช้ลูกน้องน่าสมเพชของตนเองอีกต่อไป ลูกน้องของเขาพากันรู้สึกว่าได้รับการอภัยโทษ พวกเขารีบถอยไปอยู่ข้างหลังเต้าเหรินทันที และท่าทีของพวกเขาก็กลับมาเย่อหยิ่งเหมือนเดิม

“ข้าไม่อยากจะเสียเวลากับเจ้า นี่โอกาสสุดท้ายของเจ้าแล้วนะ” คำพูดของเต้าเหรินยังคงอวดดี เขาชอบที่จะเตือนศัตรูเช่นนี้และยิ่งชอบเหมือนศัตรูปฏิเสธคำเตือนของเขาแล้วจบลงที่พื้น ความรู้สึกเช่นนั้นช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน เป็นการรังแกที่ดีที่สุดแล้ว

ลู่ผิงก็ไม่ได้รับฟังคำเตือนของเขาจริง ๆ แต่สิ่งที่ทำให้เต้าเหรินรู้สึกเสียดายก็คืออีกฝ่ายสงบนิ่งจนเกินไป ถ้าเขาจะร้องตะโกนสักสองสามคำแบบเวินเหยียนเมื่อครู่นี้ก็คงจะดีไม่น้อย การไร้ปฏิกิริยาตอบกลับเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนตนเองกำลังจัดการกับท่อนไม้ทื่อด้าน

ความฮึกเหิมของเต้าเหรินลดลงมาก แล้วเขาก็รู้สึกไม่อยากจะเสียเวลากับคนผู้นี้อีกต่อไป

“ไสหัวไป!” เขาโบกมือไปข้างหน้าเหมือนเดิม

แต่ลู่ผิงก็ยกมือขึ้นมาเช่นกันเพื่อจะคว้าข้อมือของเต้าเหริน

“เฮอะ...” เต้าเหรินยิ้มเยาะ พลังวิญญาณแห่งกายเสริมสร้างสิบห้าเท่าได้ถูกใช้ไปอย่างไม่ปรานี และหมัดที่เต็มไปด้วยพลังก็พุ่งเข้าหาศีรษะของลู่ผิง แขนของลู่ผิงเมื่อเทียบกับแขนใหญ่ยักษ์ของเต้าเหรินก็ดูจะอ่อนแอและบอบบางยิ่งนัก

อยากจะป้องกันเช่นนั้นหรือ แขนหักเสียเถอะ!

เต้าเหรินมิได้ใส่ใจแขนที่ยกขึ้นกันของลู่ผิง เขาไม่เชื่อว่ากำลังของลู่ผิงจะต่อต้านเขาได้เลย

พลั่ก!

ตอนที่ฝ่ามือของเขากำลังพุ่งออกมา ข้อมือของเขาก็ถูกฝ่ามือของลู่ผิงเกากุมเอาไว้ทำให้เกิดเสียงกังวานขึ้น

ไม่หักหรือ

เต้าเหรินไม่คาดเลยว่าแขนที่อ่อนแอเช่นนี้จะสามารถรับมือกับการจู่โจมที่แข็งแกร่งของเขาได้

แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรฝ่ามือนี้ก็ไม่อาจหยุดยั้งลงได้ เขายังจู่โจมมันต่อไปอีก แต่มันก็ยังไม่สามารถพุ่งไปถึงศีรษะของลู่ผิงอยู่ดี ลู่ผิงก้มศีรษะลงหลบฝ่ามือนี้ แต่มือขวาของเขาก็ยังคงเกาะกุมข้อมือของอีกฝ่ายอย่างแน่นหนา ดูเหมือนว่าลู่ผิงเตรียมที่จะโยนตัวเขาออกไปแล้ว

“เจ้าคนไม่รู้จักความเป็นความตาย!” เต้าเหรินยิ้มอย่างเย็นชาอีกครั้งและชูแขนขึ้นสูง เมื่อเทียบกับความสูงสองเมตรของเต้าเหรินแล้ว รูปร่างของลู่ผิงก็ดูแบบบางไปถนัดใจ เมื่อเขายกแขนขึ้น อีกฝ่ายก็ยกแขนขึ้นเช่นกัน เต้าเหรินไม่รู้สึกถึงการต่อต้านตอนที่เขายกแขนขึ้นเลย

“ตายเสียเถอะ!” เขาตะโกนแล้วโยนลู่ผิงไปทางต้นไม้ต้นเดิม แต่ต่อจากนั้นเสียงกรีดร้องกลับดังออกมาจากปากของเขาเอง

“อ้ากกกก!”

พร้อมกับเสียงกรีดร้องนั้น แขนของเขาก็ตกลงมาและมืออีกข้างก็เข้าไปประคองมันตามสัญชาตญาณ ร่างของเขายืนอย่างไม่มั่นคง แล้วเขาก็ทรุดตัวลงคุกเข่าข้างเดียวอย่างกะทันหัน

“โอ๊ย โอ๊ย โอ๊ย โอ๊ย โอ๊ย โอ๊ย โอ๊ย ! !”

เสียงร้อง “โอ๊ย” เจ็ดครั้งดังออกมาจากปากของเต้าเหรินในคราวเดียว เพราะว่าเขาเจ็บปวดยิ่งนัก เขาอยากจะโยนตัวลู่ผิงออกไปแต่กลับรู้สึกว่าลู่ผิงบีบข้อมือของเขาแรงขึ้น จากนั้นเขาก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดอันไม่อาจทนทานได้จากข้อมือของเขา ทำให้ร่ายกายของเขาหมดกำลังลงทันที

เต้าเหรินคุกเข่าลง แม้แต่ตอนที่เขาคุกเข่าลงมา ร่างกายของเขาก็ยังดูใหญ่โตกว่าร่างของลู่ผิง ข้อมือของเขายังคงอยู่ในมือของลู่ผิง ข้อมือที่ใหญ่และแข็งแรงเช่นนั้น ลู่ผิงสามารถกำได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น แต่ทุกคนก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่านิ้วทั้งห้าของลู่ผิงได้จมลงไปในผิวหนังของอีกฝ่ายแล้ว เมื่อถูกบีบจากสองด้าน ผิวหนังของเขาก็นูนขึ้นมาเหมือนเขาสองข้าง

เสียงร้อง “โอ๊ย” เจ็ดครั้งของเต้าเหรินก็ไม่ต่างจากการบอกว่าช่วยด้วย ลูกน้องที่อยู่ข้างหลังเขายิ่งหน้าซีดขาวไปกันใหญ่ แต่ลู่ผิงก็ยังคงสงบนิ่งและไม่ปฏิกิริยาใด ๆ เขาหันศีรษะไปถามเวินเหยียนว่า “จะทำอย่างไรกับเขาดี”

..............................................................

 

ตอนที่ 70 – ลูกศิษย์




NEKOPOST.NET