Heaven Awakening Path ตอนที่ 68 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.68 - อันธพาลประจำสถาบัน


ตอนที่ 68 – อันธพาลประจำสถาบัน

 

คนกลุ่มหนึ่งปรากฏกายออกมาจากในดงไม้ ในหมู่คนเหล่านี้ บางคนก็มีสีหน้าน่าเกลียด บางคนเดินโขยกเขยก และบางคนก็มีร่องรอยบาดเจ็บบนแขน น่าแปลกใจยิ่งนักที่คนส่วนมากในกลุ่มนี้ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่ายี่สิบสามคนดูจะมีอาการบาดเจ็บกันถ้วนหน้า

เวินเหยียนมองดูพวกเขา แม้ว่านางไม่อาจจะรู้จักนักเรียนทุกคนในสถาบันเทียนเจ้า แต่หัวหน้ากลุ่มคนนี้ซึ่งดูจะมีความกระตือรือร้นมากกลับเป็นคนที่นางรู้จักดี

เต้าเหรินเป็นนักเรียนชั้นปีสี่เช่นเดียวกับนางและเป็นผู้เชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งกาย ชำนาญด้านความสามารถประเภทเสริมสร้างพลังวิญญาณแห่งกายมากที่สุด “กายาใหญ่” กายาใหญ่เป็นเหมือนดังชื่อของมัน คือการเพิ่มพูนพลังของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ ความสามารถของพลังวิญญาณแห่งรูปที่เวินเหยียนใช้ “มองไกล” ก็เป็นความสามารถประเภทเสริมสร้างพลังวิญญาณอย่างหนึ่ง คือการเสริมสร้างระยะการมองเห็นของคนผู้หนึ่ง

เรื่องที่เป็นปัญหาสำหรับความสามารถประเภทเสริมสร้างพลังวิญญาณเมื่อเทียบกับความสามารถประเภทอื่นก็คือ มันไม่สามารถระบุระดับขั้นได้

ตัวอย่างเช่น การเสริมสร้างพลังวิญญาณแห่งกาย มันอาจจะเพิ่มความแข็งแกร่งของผู้ฝึกฝนสองเท่า สิบเท่า หรือมากยิ่งกว่านั้นคือร้อยเท่าก็ได้!

ความแตกต่างของความสามารถเสริมสร้างพลังวิญญาณเกิดขึ้นได้ง่ายมาก การเสริมสร้างสองเท่ากับร้อยเท่าจะนำมารวมกันย่อมไม่เหมาะสม ดังนั้นความสามารถประเภทเสริมสร้างพลังวิญญาณทั้งหมดจึงถูกจัดเป็นความสามารถขั้นสูงสุด “ขั้นหก” มาโดยตลอด นี่บ่งบอกถึงความเป็นไปได้ของมันที่จะเพิ่มพูนขึ้นโดยไร้ที่สิ้นสุด

จนกระทั่งสามร้อยปีที่แล้ว หลินอี้หย่วนผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณผู้มีชื่อเสียงของสถาบัน ไป่เต่า หนึ่งในของสี่สถาบันหลัก ได้สรุปผลการศึกษาค้นคว้ามาตลอดชีวิตด้านความสามารถเสริมสร้างพลังวิญญาณ หลังจากเปิดเผยการค้นคว้าเกี่ยวกับความสามารถเสริมสร้างพลังวิญญาณหลากหลาย สุดท้ายเขาก็เผยแพร่ “ตำราจัดระเบียบความสามารถเสริมสร้าง” ในวงการสถาบันการศึกษาและวิจัยค้นคว้าแล้ว ตำรานี้สร้างกระแสตื่นเต้นได้มาก เป็นครั้งแรกที่มีการการแยกประเภทและจัดระดับความสามารถเสริมสร้างพลังวิญญาณที่ละเอียดยิบและตำราเล่มนี้ยังคงใช้มาจนกระทั่งทุกวันนี้

ความสามารถเสริมสร้างพลังวิญญาณไม่ถูกรวมเป็นความสามารถขั้นหกอีกต่อไป

ตัวอย่างเช่น ความสามารถเสริมสร้างพลังวิญญาณแห่งกาย

ถ้าเป็นการเสริมสร้างพลังวิญญาณแห่งกายสองเท่า จะถูกจัดเป็นความสามารถขั้นหนึ่ง “กายาคู่”

จากสองถึงสิบ เป็นความสามารถขั้นสอง “กายาใหญ่”

จากสิบเอ็ดถึงห้าสิบ เป็นความสามารถขั้นสาม “กายาแกร่ง”

จากห้าสิบถึงหนึ่งร้อย เป็นความสามารถขั้นสี่ “มหากายา”

สูงกว่าหนึ่งร้อย เป็นความสามารถขั้นห้า “กายาเทพ”

ส่วนความสามารถเสริมสร้างพลังวิญญาณแห่งกายขั้นหก หลินอี้หย่วนมิได้ระบุบรรทัดฐานอันใด เนื่องจากในบรรดาผู้มีความสามารถเสริมสร้างพลังวิญญาณแห่งกายทั้งหมดที่เขาค้นพบ ผู้ที่แกร่งที่สุดก็อยู่เพียงแค่หนึ่งร้อยแปดเท่าเท่านั้น นี่เป็นขีดจำกัดของความสามารถเสริมสร้างพลังวิญญาณแห่งกายหรือไม่ เขาไม่มีคำตอบ แต่หลังจากที่เขาตาย จนวันนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดได้เห็นผู้มีความสามารถเสริมสร้างพลังวิญญาณแห่งกายที่เสริมสร้างได้สูงกว่าหนึ่งร้อยแปดเท่า

แต่ในตำราจัดระเบียบความสามารถเสริมสร้าง เขาก็ได้กล่าวถึงชื่อชื่อหนึ่งสำหรับความสามารถเสริมสร้างพลังวิญญาณแห่งกายที่ไปถึงขั้นนั้น “อนันตกายา” พลังกายไร้ขีดจำกัดมิใช่บรรทัดฐานของความสามารถขั้นหก แต่เป็นความคาดหวังอันไร้ขอบเขตที่เขามีต่อความสามารถเสริมสร้างพลังวิญญาณทั้งหลาย ในตำราจัดระเบียบความสามารถเสริมสร้างมีหลายความสามารถที่เขามีแต่ชื่อโดยไม่มีบรรทัดฐานสำหรับการประเมินผล

ความสามารถเสริมสร้างพลังวิญญาณสามารถจะก้าวหน้าขึ้นได้ เมื่อเทียบกับความสามารถธรรมดาอื่น ๆ แล้ว นี่เป็นจุดที่สำคัญที่สุดของมัน

ความสามารถเสริมสร้างพลังวิญญาณมีความเป็นไปได้อันไร้ขอบเขต ผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณหลายคนเลือกฝึกฝนความสามารถประเภทนี้ก็เพราะเชื่อคำกล่าวนี้ที่อยู่ในตำราจัดระเบียบความสามารถเสริมสร้าง ในหมู่คนพวกนี้ก็มีหลายคนที่เชื่อว่าตนเองจะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดและเป็นผู้ที่ไปถึงขั้นหก “อนันต์” ได้

เต้าเหรินเองก็เป็นคนเช่นนี้

ความสามารถเสริมสร้างพลังวิญญาณแห่งกายของเขามีชื่อว่า “กายาใหญ่” ดังนั้นมันจึงเป็นความสามารถขั้นสองแล้ว นอกจากนี้เวินเหยียนยังรู้อีกด้วยว่า “กายาใหญ่” ของคนผู้นี้ก้าวไปถึงระดับเสริมสร้างเก้าเท่าซึ่งห่างจากความสามารถขั้นสามเพียงก้าวเดียว

เสริมสร้างเก้าเท่า

เนื่องจากเขาเป็นผู้เชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งกาย พลังวิญญาณแห่งกายของเขาย่อมอยู่ในชั้นฟ้าที่หก พื้นฐานพลังกายของเขาอยู่เหนือกว่าคนทั่วไปและผู้มีสัมผัสพลังวิญญาณแห่งกายคนอื่นอยู่แล้ว ยิ่งมีการเสริมสร้างขึ้นไปอีกเก้าเท่า หมัดหนึ่งของเขาคงจะหนักเป็นพันจินเลยกระมัง นี่เป็นการประมาณแบบถ่อมตัวมากแล้วด้วย

เต้าเหรินแข็งแกร่งมาก แต่เวินเหยียนก็ยังก้าวไปเผชิญหน้ากับเขาโดยไม่ลังเล

“เต้าเหริน มานี่มีเรื่องอะไร” เวินเหยียนขวางทางเต้าเหรินและถามขึ้นมา ของสถาบันเทียนเจ้าและซวงจี๋ต่อสู้กันเฉลี่ยวันละสามครั้ง อย่าว่าแต่นักเรียน แม้แต่อาจารย์ที่มาสอนทั้ง ๆ ที่มีอาการบาดเจ็บจากการต่อสู้ก็มิใช่เรื่องแปลก แต่ในตอนนี้ คนบาดเจ็บยี่สิบสามคนกลับมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ทำให้เวินเหยียนคิดถึงความเป็นไปได้อย่างอื่น

“เจ้ามาทำอะไรที่นี่” ร่างของเต้าเหรินค่อนข้างสูงใหญ่ จากความสูงสองเมตร เขาก้มลงมองเวินเหยียนโดยไม่ยอมตอบคำถามของนางตรง ๆ

“เจ้าตอบมาก่อน” เวินเหยียนไม่ยินยอมถูกเปลี่ยนเรื่องเช่นกัน

“พูดสั้น ๆ ก็คือ ไม่ใช่เรื่องของเจ้า” เขาก้าวไปข้างหน้าและกำลังจะเดินอ้อมตัวเวินเหยียนไป นักเรียนบาดเจ็บที่อยู่ข้างหลังเขาก็ก้าวตามไป

“เดี๋ยว เดี๋ยว!” เวินเหยียนก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวและขวางเขาไว้ นางคาดเดาเป้าหมายของคนกลุ่มนี้ได้แล้ว พวกคนที่แขนขาหักคงจะถูกซูถังทำร้ายวันนั้น ส่วนพวกที่สีหน้าซีดเซียวและดูเหมือนจะอาเจียนออกมาได้ทุกเวลาก็คงถูกม่อหลินวางยาพิษวันนั้น

“เจ้าทำอะไร” เต้าเหรินขมวดคิ้ว การพบกับเวินเหยียนที่นี้ไม่อยู่ในการคาดการณ์ของเขา แต่เขาไม่สนใจที่จะไต่ถามนาง แต่ในตอนนี้ดูเหมือนว่าเวินเหยียนต้องการจะปกป้องคนพวกนี้ นี่ทำให้เขาไม่เข้าใจ พวกเขาทุกคนต่างได้ยินแล้วว่ากลุ่มลู่ผิงมาจากป่าเขาเพื่อฝึกฝน นี่มิได้ทำให้พวกเขากลายเป็นศัตรูกัน แต่ก็มิใช่สหายด้วย แต่เรื่องสำคัญก็คือพวกเขาต้องเจ็บตัว ดังนั้นพวกเขาจึงกำลังจะมาเอาคืน นี่เป็นหลักการพื้นฐานของสถาบันเทียนเจ้า ไม่เช่นนั้นค่าเฉลี่ยการต่อสู้กับสถาบันซวงจี๋สามจุดสองครั้งต่อวันจะมาจากที่ใดกัน

ในความเข้าใจที่เต้าเหรินมีต่อเวินเหยียน ถ้าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น นางก็จะมานั่งดูข้าง ๆ อย่างสนุกสนาน การมายุ่งเกี่ยวด้วยนี้ไม่เหมือนกับตัวนางเลย

“เจ้าทำอะไร” เมื่อครู่นี้เต้าเหรินปฏิเสธที่จะตอบคำถามของเวินเหยียน ตอนนี้นางก็ทำแบบเดียวกัน

“เจ้าจะแส่เรื่องของคนอื่นหรือ” เต้าเหรินขมวดคิ้ว แม้ว่าคำพูดของเขาจะไม่สุภาพ แต่มันก็ไม่มีความประสงค์ร้ายต่อเวินเหยียน สำหรับคนที่ชมชอบก่อเรื่องพวกนี้แล้ว สตรีงดงาม ทุ่มเท และกระตือรือร้นนางนี้เป็นผู้ชมที่ทำให้พวกเขามีไฟขึ้นมาเสมอ จะดีกว่าถ้านางจะไม่มีคุณธรรมใด ๆ  แต่อยู่ดี ๆ วันนี้นางกลับมีจุดยืนขึ้นมาเช่นนั้นหรือ

“ถ้าใช่จะทำไมหรือ” สีหน้าเวินเหยียนดูตกลงใจแน่วแน่ ถ้าเป็นสองวันที่แล้วความคิดของเต้าเหรินก็คงไม่ผิด ถ้าเวินเหยียนได้พบเหตุการณ์เช่นนี้เมื่อสองวันที่แล้ว นางก็คงหาขนมมานั่งรับประทานดูการแสดงข้าง ๆ ไปแล้ว แต่ในตอนนี้นางรู้สึกประทับใจในตัวพวกบ้านนอกสี่คนนี้ แม้ว่าระดับพลังของพวกเขาจะไม่ได้พิเศษอะไร แต่นางก็ไม่เคยเห็นความอดทน กล้าหาญ และความมั่นใจเช่นนี้ในนักเรียนสถาบันเทียนเจ้าคนใดตลอดสี่ปีที่ผ่านมาเลย นางไม่อยากให้ความพยายามอย่างหนักของพวกเขาถูกทำลายลงโดยคนประเภทนี้

“หลบไป!” มือของเต้าเหรินพุ่งออกมาอย่างกะทันหัน ฝ่ามือของเขาที่ใหญ่กว่าศีรษะของเวินเหยียนอีกวาดมาที่ศีรษะของเวินเหยียน เมื่อเห็นว่าเวินเหยียนมีจุดยืนเช่นนั้นจริง ๆ เต้าเหรินก็ลงมือโดยไม่ลังเล

เวินเหยียนได้เห็นฉากเหตุการณ์แบบนี้มานับไม่ถ้วนแล้ว นางรู้สันดานของเต้าเหรินดี ผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณแห่งกายมีข้อได้เปรียบต่อผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณอื่น ๆ ในด้านการต่อสู้ตามธรรมชาติอยู่แล้ว จากวันที่เขาเข้ามาในสถาบัน เขาก็เป็นอันธพาลและรังแกนักเรียนที่มีระดับพลังต่ำกว่าเขามาโดยตลอด แต่ในตอนนั้นมีนักเรียนที่แข็งแกร่งกว่าเขามากมาย ดังนั้นคนผู้นี้จึงรู้จักระมัดระวังอยู่บ้าง แต่เมื่ออยู่ชั้นปีที่สี่ก็ไม่มีรุ่นพี่คนใดที่ควบคุมเขาได้อีกต่อไป พลังวิญญาณของเขาได้รับการเชื่อมต่อแล้ว ข้อได้เปรียบของความสามารถประเภทเสริมสร้างพลังวิญญาณก็คือมันพัฒนาขึ้นได้เรื่อย ๆ ดังนั้นผู้ฝึกฝนความสามารถประเภทเสริมสร้างพลังวิญญาณจึงไม่ต้องค่อย ๆ ฝึกฝนความสามารถขั้นสูง แต่ฝึกความสามารถขั้นหนึ่งให้สำเร็จอย่างรวดเร็วก็เพียงพอแล้ว แล้วค่อยไปพัฒนาเอาทีหลัง!

จากจุดนี้ ผู้ฝึกฝนที่มีความสามารถประเภทเสริมสร้างพลังวิญญาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณแห่งกายจึงมีข้อได้เปรียบในตอนที่เริ่มต้นเชื่อมต่อพลังวิญญาณอย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้น เต้าเหรินคนนี้จึงเปลี่ยนจากอันธพาลประจำชั้นเป็นอันธพาลประจำสถาบัน แน่นอนว่าเขาย่อมไม่ไปหาเรื่องคนที่สามารถต่อสู้กับเขาได้ แต่สำหรับคนอื่น ๆ ซึ่งไม่อาจต่อกรกับ “กายาใหญ่” ของเขาได้แล้ว ในสี่ปีมานี้ จำนวนนักเรียนเทียนเจ้าที่เขาทำร้ายมีจำนวนไม่น้อยไปกว่าที่ถูกพวกซวงจี๋ทำร้ายเลย

เวินเหยียนไม่เกรงกลัวเขา มิใช่ว่านางแข็งแกร่งกว่าเขา แต่นางเพียงคิดว่าอีกสักครู่ฉู่หมิ่นก็กลับมาแล้วเท่านั้น ความเหนือกว่าของเต้าเหรินในช่วงเริ่มแรกของการเชื่อมต่อ ต่อหน้าผู้มีพลังวิญญาณสามเชื่อมต่อฉู่หมิ่นแล้วจะต่างอันใดกับมดแมลง

ถ่วงเวลา นางเพียงต้องการจะถ่วงเวลาเท่านั้น

เวินเหยียนมีเป้าหมายที่ชัดเจน นางหลบการโจมตีจากฝ่ามือของเต้าเหริน และไม่ตอบโต้กลับ แต่กลับตั้งท่าป้องกันแทน

“หลบหรือ ดูสิว่าเจ้าจะหลบไปที่ใดได้!” เต้าเหรินก้าวไปข้างหน้าและออกหมัดจู่โจม เวินเหยียนเตรียมตัวพร้อมรับแล้ว นางยกมือทั้งสองขึ้นป้องกันคู่กันและเตรียมจะสลายพลังโจมตีด้วยเท้าทั้งสองข้าง แต่หลังจากที่หมัดนั้นโจมตีมาถึงนางก็พบว่าตนเองย่ำแย่แล้ว พลังของหมัดเต้าเหรินอยู่เหนือกว่าที่นางคาดการณ์ไว้มาก

เสริมสร้างเก้าเท่า นี่เป็นระดับของ “กายาใหญ่” ของเต้าเหรินที่นางรู้มา แต่พลังของหมัดนี้อยู่เหนือการเสริมสร้างเก้าเท่า นางมั่นใจเช่นนั้น อาจจะเป็นสิบเท่าหรือสิบเอ็ดเท่า หรือแม้แต่สิบสองเท่ากระมัง

“ตายเสียเถอะ!” เต้าเหรินยิ้มอย่างเย็นชา เขาค่อข้างยินดีกับความผิดพลาดของเวินเหยียนในครั้งนี้มาก

กายาใหญ่หรือ

ไม่ ไม่ใช่อีกต่อไป พลังเสริมสร้างของเขาในตอนนี้ไปถึงขั้นสามแล้ว เสริมสร้างสิบห้าเท่า!

ตูม!

เวินเหยียนไร้หนทางในการสลายพลังของหมัดนี้ พลังหมัดระเบิดเข้าใส่พลังวิญญาณของนางที่โคจรขึ้นป้องกัน ร่างของนางลอยถอยหลังและชนเข้ากับต้นไม้ต้นหนึ่งก่อนที่นางจะกระอักโลหิตออกมาหนึ่งคำ นางพ่ายแพ้แล้ว แพ้อย่างยับเยินในหมัดเดียว นางดูแคลนศัตรูของนางและนี่ก็มิใช่ครั้งแรกที่นางทำเช่นนี้ เมื่อไม่กี่วันก่อน...

“นี่...” หนึ่งในคนที่นางดูแคลนเมื่อไม่กี่วันก่อนตอนนี้นอนนิ่งอยู่บนพื้น ส่วนอีกคนก็มาถึงข้างกายนางแล้ว

“ต่อสู้กันทำไมหรือ” ลู่ผิงถาม

“เช่นนั้น ข้ามาช่วยเจ้านะ เครื่องเก็บเสียงของเจ้าอันนั้น ข้าไม่ชดใช้ให้นะ ตกลงไหม” ลู่ผิงกล่าว

“รู้หรือว่านี่เรื่องอะไร” เวินเหยียนเกือบจะกระอักโลหิตอีกคำด้วยความโกรธ

……………………………………………..

 

ตอนที่ 69 – โอ๊ย!




NEKOPOST.NET