Heaven Awakening Path ตอนที่ 66 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.66 - วันที่หนึ่ง


ตอนที่ 66 – วันที่หนึ่ง

 

การต่อสู้ที่เกิดขึ้นบนท้องถนนวันนี้ไม่นับว่าใหญ่หรือเล็กเกินไป หลังจากจำนวนผู้บาดเจ็บเพิ่มขึ้น การต่อสู้ก็ซาลงไปโดยไม่มีผู้แพ้ผู้ชนะเหมือนเช่นทุกครั้ง

ม่านราตรีกาลเริ่มคลี่คลายลงมา สำหรับใครหลายคน มันบ่งบอกถึงจุดสิ้นสุดในการฝึกฝนพลังวิญญาณของพวกเขา และอาจจะเป็นเวลาสำหรับการพักผ่อน ในเวลานี้ นักเรียนหลายคนจะลอบออกจากสถาบันเพื่อไปเล่นสนุกกันที่ตลาด การต่อสู้กับนักเรียนจากสถาบันอีกฟากถนนก็ถือเป็นเรื่องสนุกสำหรับนักเรียนหลายคนเช่นกัน ดังนั้นหลังจากการต่อสู้ครั้งใหญ่ในตอนกลางวัน ก็มีการต่อสู้ย่อย ๆ อีกสองครั้งในตอนกลางคืน คนเฝ้าประตูของทั้งสองสถาบันต่างงีบหลับโดยไม่สนใจจะดูฉากครื้นเครงนั้นเลย

ลู่ผิงและพวกก็ฝึกฝนมาตลอดทั้งวันแล้ว นอกจากพักผ่อนเพียงครู่เดียวตอนรับประทานอาหารเย็น ยามกลางคืนก็ไม่ส่งผลใด ๆ ต่อพวกเขาเลย จนกระทั่งฉู่หมิ่นร้องสั่งให้หยุด การฝึกฝนในวันนี้จึงได้ถือว่าสิ้นสุดลง

ลู่ผิงช่วยพาม่อหลินกับซูถังไปพักผ่อน สถานการณ์ของทั้งสองคนดูดีมาก โดยเฉพาะซูถังที่หลับลงแทบจะทันทีที่ศีรษะถึงหมอน นางดูจะหลับลึกมากและมีรอยยิ้มน้อย ๆ อยู่บนใบหน้า

แม้ว่านางจะสูญเสียประสาทสัมผัสไปสี่อย่าง นางก็คงคงสงบนิ่งและผ่อนคลาย เพราะมีสิ่งที่สำคัญกับนางยิ่งกว่าอยู่ตรงนี้มาโดยตลอด

แต่สถานกาณ์ของซีเฟิ๋นนั้นไม่สามารถระบุได้ ซูถังและม่อหลินยังใช้สีหน้าแสดงความรู้สึกออกมาได้ แต่ซีเฟิ๋นไม่สามารถทำได้ สำหรับเขา เวลาเหมือนจะหยุดหมุนตั้งแต่ตอนที่เขาสูญเสียประสาทสัมผัสไป นอกจากผู้เชี่ยวชาญพลังวิญญาณแห่งจิตที่มีความสามารถในการสื่อสารทางจิตแล้วก็ไม่มีผู้ใดสื่อสารอะไรกับเขาได้อีก เขาได้หยุดการฝึกฝนเพื่อพักผ่อนหรือไม่ เขาพบเจอปัญหาใดหรือไม่ เขายังคงพยายามต่อไปสุดความสามารถหรือว่าเขาสูญสิ้นกำลังใจแล้ว

ไม่รู้ ดูไม่ออก

ลู่ผิงดูไม่ออก เขาหันกลับไปมองฉู่หมิ่น ฉู่หมิ่นที่รับรู้ความคิดของเขาก็ได้แต่ส่ายหน้า นางเองก็บอกไม่ได้เช่นกัน

ค่ำคืนผ่านไป และวันแรกของการฝึกฝนก็สิ้นสุดลง

สำหรับใครหลายคน วันนี้เป็นวันธรรมดาวันหนึ่ง

จากสถิติที่ไม่สมบูรณ์ของปีที่แล้ว อายุขัยโดยเฉลี่ยของมนุษย์ตกอยู่ที่ 113 ปี ซึ่งก็คือ 41,245 วัน หนึ่งวันถือเป็นเศษหนึ่งส่วนสี่หมื่นของชีวิตคน

แต่สำหรับซีเฟิ๋นแล้ว หนึ่งวันนี้ถือเป็นเศษหนึ่งส่วนสามของชีวิตของเขา

เพราะถ้าในสามวันนี้ไม่ยังเชื่อมต่อไม่สำเร็จ เขาก็ได้แต่ตายเท่านั้น!

ทันทีที่ลู่ผิงตื่นขึ้นมาในตอนเช้าตรู่ เขาก็ตรงไปหาซีเฟิ๋นเพื่อดูอาการ แม้ว่าเขาจะรู้ดีว่าจะดูอะไรไม่ออก แต่บางทีซีเฟิ๋นอาจจะเชื่อมต่อสำเร็จและได้รับประสาทสัมผัสกลับคืนแล้วก็เป็นได้

แต่ก็ไม่

ใบหน้าของซีเฟิ๋นผ่อนคลาย ผ่อนคลายจนเหมือนคนตาย ลู่ผิงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปสัมผัสลมหายใจของเขา

“เขายังมีชีวิตอยู่” จากด้านหลัง เสียงของฉู่หมิ่นดังขึ้น

ลู่ผิงถอนหายใจโล่งอกเล็กน้อย

“การรับรู้ของเจ้ามันแย่ไปแล้ว” จากนั้นเขาก็ถูกว่าอย่างไม่ไว้หน้า เพื่อจะตรวจสอบลมหายใจของคนผู้หนึ่ง ผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณต้องยื่นมือออกไปหรือ มีวิธีมากมายที่จะตรวจสอบลมหายใจของใครสักคนจากที่ไกล ๆ

“ข้าแค่อยากยืนยันเท่านั้น” ลู่ผิงอธิบาย แม้ว่าการรับรู้ของเขาจะไม่แหลมคมมากนัก แต่มันก็ไม่ย่ำแย่ถึงขั้นที่ฉู่หมิ่นกล่าวหาเช่นกัน

ฉู่หมิ่นก็รู้อยู่แล้ว ดังนั้นนางจึงไม่โต้ตอบอะไร นางถือขวดสุราไว้หนึ่งขวด แสงแรกของอรุณเพิ่งจะเริ่มแตะลงพื้น และนางก็เริ่มดื่มแล้ว

ลู่ผิงเดินไปเอาอาหารมา จากนั้นก็ช่วยป้อนให้ซูถังกับม่อหลิน ม่อหลินยินดีเป็นพิเศษเมื่อได้รับประทาน การมีประสาทรับรสเหลืออยู่ถือเป็นความสุขของเขา เขาดื่มด่ำกับทุกคำที่รับประทานเข้าไป แต่สำหรับซูถัง ไม่ว่าอาหารจะอร่อยแค่ไหนตอนนี้ก็ไร้ความหมาย นางรับประทานอย่างรวดเร็วแล้วเริ่มฝึกฝนต่อทันที เพียงหนึ่งวัน การเคลื่อนไหวของนางก็ดูจะไม่ตะกุกตะกักและแปลกประหลาด แต่เริ่มดูเป็นธรรมชาติและลื่นไหลแล้ว เห็นได้ชัดว่าการควบคุมพลังวิญญาณแห่งกายของนางก้าวหน้าขึ้นอีกขึ้นหนึ่ง การควบคุมความเคลื่อนไหวและประสาทสัมผัสทางกายของนางยิ่งมายิ่งแหลมคม

แต่ลู่ผิงกลับดูจะไม่มีความคืบหน้าเลย มีเพียงกองเศษไม้ที่ขนาดเล็กลง ๆ เรื่อย ๆ แม้แต่ความก้าวหน้าเล็กน้อยในตอนที่เขาได้ยินเสียงดนตรีหรือคำพูดของเวินเหยียนก็ไม่ปรากฏขึ้นอีกในขณะนี้

ความผิดหวังย่อมยากที่จะเลี่ยงได้ แต่เขาก็ไม่หมดกำลังใจ เขาย้ายเก้าอี้ไปไว้หน้ากองเศษไม้เล็ก ๆ นั้นแล้วเริ่มต้นวันใหม่

“เจ้าก้าวหน้าขึ้นแล้ว แต่ว่าการรับรู้ของเจ้ามันแย่มาก เจ้าก็เลยไม่รู้สึกเท่านั้นเอง” จู่ ๆ ฉู่หมิ่นก็บอกกับเขา

“จริงหรือ!” ลู่ผิงตื่นเต้นดีใจ ที่จริงแล้วสถานการณ์ไม่ได้แย่เท่าที่เขาคาดคิด นี่ทำให้เขามีกำลังใจและเริ่มมุ่งมั่นกับการฝึกฝนในวันใหม่

“เด็กนี่ใสซื่อจริง ๆ หลอกง่ายชะมัด” เช้าตรู่วันนี้เวินเหยียนก็มาที่ดงไม้นี้อีกแล้ว เมื่อได้ยินคำพูดของฉู่หมิ่น นางก็ขุดหาความกล้ามายืนข้างกายฉู่หมิ่นและพูดขึ้นมา นางมิได้แก่กว่าลู่ผิงสักกี่มากกี่น้อย แต่กลับทำเหมือนตนเองผ่านประสบการณ์ชีวิตมามากมายและเรียกลู่ผิงเป็น “เด็ก” เห็นได้ชัดว่านางอยากจะลดช่องว่างระหว่างตนเองกับฉู่หมิ่น

ฉู่หมิ่นเหลือบมองนางและพูดโดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสีว่า “การรับรู้ของเจ้าก็ไม่ได้ดีกว่าเขาเท่าไหร่หรอก”

“อะไรนะคะ” เวินเหยียนกล่าว

“เพราะข้าไม่ได้หลอกเขา เขามีความก้าวหน้าขึ้นจริง ๆ” ฉู่หมิ่นกล่าว

เวินเหยียนตกตะลึง นางเห็นเศษไม้ในมือลู่ผิงดูจะไม่มีความก้าวหน้าเลย คำพูดของฉู่หมิ่นก็เหมือนคำโกหกปลอบใจและให้กำลังใจในความไร้ความก้าวหน้าของลู่ผิง เป็นคำโกหกด้วยความปรารถนาดี แต่กลับกลายเป็นว่านางคิดไปเอง

ใบหน้าเวินเหยียนแดงขึ้นมาวูบหนึ่ง หลังจากนั้นนางก็รวบรวมความกล้าได้

“ครูฉู่หมิ่นคะ ในความคิดของท่าน การฝึกฝนพลังวิญญาณของข้าควรจะปรับปรุงได้อย่างไร”

นางได้พูดคุยกับอาจารย์ทุกท่านในสถาบันแล้วรวมทั้งผู้อำนวยการด้วย นางไม่ค่อยได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ จากพวกเขาเท่าไหร่แล้ว ดังนั้นตอนนี้เมื่อได้พบว่าสตรีขี้เมาคนนี้ที่ถูกผู้คนหลบเลี่ยงมาโดยตลอดกลับแข็งแกร่งและกล้าหาญให้นักเรียนของนางฝึกฝนโดยวิธีเช่นนี้ เวินเหยียนก็อยากจะขอคำชี้แนะจากนางเช่นกัน

“เจ้าหรือ” ฉู่หมิ่นเหลือบมองนางอีกครั้ง และกล่าวโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าว่า “ลดเรื่องเล่นสนุกเสียบ้างก็แข็งแกร่งขึ้นได้อีกเยอะแล้ว”

“ข้า...” เวินเหยียนอึ้งจนพูดไม่ออก และนางก็หน้าแดงอีกครั้ง ในเทียนเจ้า นางมีชื่อเสียงด้านการชมชอบก่อเรื่องและดูเหตุการณ์วุ่นวายมาก สตรีขี้เมาผู้นี้ไม่เคยพูดคุยกับนางเลย นางไม่คาดว่าอีกฝ่ายจะรู้ข้อเสียข้อนี้ของนาง ถ้านางให้ความสำคัญกับเวลาและตั้งใจฝึกฝนจริง ๆ จัง ๆ แล้วล่ะก็ นางก็คงจะมีความก้าวหน้าเป็นอย่างยิ่งแล้ว เวินเหยียนเองก็รู้ถึงเหตุผลข้อนี้ดี แต่นี่เป็นนิสัยตามธรรมชาติของนาง ถ้าจะต้องเปลี่ยนแปลงนิสัยเพื่อให้แข็งแกร่งขึ้นแล้ว นางจะยังคงเป็นนางอยู่หรือไม่

นี่เป็นปัญหาส่วนตัวของเวินเหยียน นางต้องแก้ไขด้วยตนเอง ไม่มีผู้ใดช่วยนางได้

เวินเหยียนถอนหายใจ จากนั้นก็มองดูซีเฟิ๋น “เขาเป็นอย่างไรบ้างคะ”

“มีแต่ตัวเขาที่รู้” ฉู่หมิ่นกล่าว

“ท่านก็ไม่อาจสื่อสารกับเขาได้หรือคะ” เวินเหยียนกล่าว

“พลังวิญญาณแห่งจิตของข้ามีระดับธรรมดามาก” ฉู่หมิ่นกล่าว

“แต่ท่านกำลังชี้แนะเขาให้เชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งจิตนี่คะ” เวินเหยียนพูด

“มิใช่ชี้แนะ ข้าเพียงมีวิธีการหนึ่งสำหรับพวกเขา จากตอนนี้พวกเขาก็ได้แต่พึ่งตัวเองแล้ว” ฉู่หมิ่นกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ

ในขณะที่นางกำลังพูดอยู่ศีรษะของนางก็เอียงไปในองศาที่แปลกประหลาดและสายตาของนางก็พุ่งตรงไปยังยอดไม้ต้นหนึ่งทางทิศตะวันตกเฉียงใต้

มีอะไรหรือ

เวินเหยียนหันเหสายตาไปตามฉู่หมิ่นและมองดูยอดไม้นั้น แต่นอกจากยอดไม้ที่ส่ายไหวไปตามสายลมแล้วนางก็ไม่เห็นสิ่งใดเลย

“เจ้าดูแลพวกเขาหน่อยนะ” ฉู่หมิ่นกล่าวและพุ่งไปยังทิศทางนั้นทันที

“ท่านจะไปไหน” เวินเหยียนรู้สึกงุนงง เมื่อสายตาของนางหันกลับมา หางตาของนางก็เห็นเงาร่างหนึ่งพร่าเลือนลงไป นางหันกลับไปมองตามเงาร่างนั้น แต่ก็ไม่เห็นผู้ใดแล้ว

ไปไหนแล้ว

แต่เวินเหยียนก็ยังคงมองไม่เห็นสิ่งที่ฉู่หมิ่นเห็น ยอดไม้ยังคงไหวเอนน้อย ๆ และดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นตรงนั้นเลย

...................................................

ต่อไปฉากบู๊อีกแล้วค่ะ หลังจากนี้การต่อสู้จะเริ่มจริงจังขึ้นแล้วค่ะ ก่อนหน้านี้เป็นเหมือนเล่นกันมากกว่า แต่ต่อจากนี้พวกพระเอกจะงานเข้ารัว ๆ แล้วจ้า

 

ตอนที่ 67 – นี่ก็เป็นการลอยตัวเช่นกัน




NEKOPOST.NET