Heaven Awakening Path ตอนที่ 65 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.65 - ทรัพยากรของจวนเจ้าเมือง


ตอนที่ 65 – ทรัพยากรของจวนเจ้าเมือง

 

เมื่อนักเรียนเสียเฟิงที่เดินไปจนเกือบสุดถนนแล้วหันกลับมาเนื่องจากได้ยินเสียงวุ่นวายเบื้องหลัง และพวกเขาก็ได้เห็นฉากที่ค่อนข้างน่ากลัว

ถนนที่เงียบสงบกลายเป็นสนามรบในทันใด ความสามารถหลากหลายจากพลังวิญญาณต่าง ๆ ปลิวว่อนไปทั่วท้องถนน ตามมาด้วยโลหิตที่สาดกระจาย

ในตอนนี้นักเรียนเสียเฟิงได้แต่เงียบกริบ พวกเขาเชื่อแล้วว่าในฐานะผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ พวกเขานั้นด้อยกว่าผู้อื่น ในขณะนี้สามารถมองเห็นความสามารถต่าง ๆ นานาที่ได้รับหลังจากเชื่อมต่อพลังวิญญาณ แล้วพวกเขาเล่า เพียงไปถึงชั้นฟ้าที่หกก็ถึงว่าเป็นนักเรียนที่เก่งที่สุดแล้ว

“พวกเรา...ไปกันเถอะ...” มีคนกล่าว

น้ำเสียงของเขาค่อนข้างเศร้าสร้อย สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นโลกที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง สถานะนักเรียนเสียเฟิงซึ่งเป็นบุตรอันเป็นที่รักแห่งสวรรค์ไม่ถือว่าสำคัญแต่อย่างใดบนถนนเส้นนี้ เมื่อพวกเขาจากไปก็ไม่มีใครเหลือบมอง ทุกคนต่างก็จดจ่ออยู่ที่หนึ่งในสามจุดสองการต่อสู้ที่เห็นได้ทุกวันบนถนนเส้นนี้

ความวุ่นวายบนท้องถนนมิได้ห้ามไม่ให้นักเรียนจากทั้งสองสถาบันเดินเข้าเดินออก บางคนออกมาเหลือบดูสองสามครั้งแล้วก็ไปทำกิจธุระของตนเองต่อไป ในขณะที่บางคนก็ไปร่วมสนุกอย่างตื่นเต้น เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมานานนับได้หลายศตวรรษแล้ว ไม่เคยมีผู้ใดเป็นผู้ชนะ และทั้งสองสถาบันก็ทำเหมือนว่ามันเป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง ไม่มีใครมาวุ่นวายหรือตะโกนสั่งให้หยุด บางครั้งแม้แต่ครูบาอาจารย์ก็มาร่วมวงด้วย

และสำหรับสูญเสียเลือดเนื้อ อาการบาดเจ็บ หรือแม้แต่การบาดเจ็บสาหัส แน่นอนว่าย่อมไม่สามารถเลี่ยงได้ในการต่อสู้ที่ใหญ่โตเช่นนี้ แต่จะไม่มีการสังหาร นี่เป็นขีดจำกัดที่ทั้งสองสถาบันตกลงร่วมกันในการต่อสู้เช่นนี้ แต่บางครั้งบางคราในความสับสนก็มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ถ้ามีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นก็จะมีการตรวจสอบเพื่อหาตัวคนร้ายและจัดการต่อไป แต่นอกจากนั้น ทุก ๆ ปี นักเรียนและอาจารย์บางคนจากทั้งสองสถาบันจะหายตัวไปอย่างลึกลับโดยไม่มีผู้ใดพบเห็นอีกเลย ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าใช้วิธีสกปรกสังหารพวกตัวเอง แต่ทั้งสองฝ่ายก็ไม่เคยหาหลักฐานเจอเลย หลังจากผ่านมาเป็นร้อยปีโดยที่มีคดีเพิ่มขึ้นตลอดเวลา  ทั้งสองฝ่ายก็นับจำนวนคดีที่เกิดขึ้นไม่ถูกแล้ว

แม้แต่ถนนเส้นนี้และกำแพงสูงของสถาบันก็ยังถูกทำลายและสร้างใหม่มานับครั้งไม่ถ้วนในหลายร้อยปีมานี้ สำหรับเขตจื้อหลิงแล้ว ถนนเส้นนี้ได้กลายเป็นตำนานไปแล้ว ตำนานของการเจริญเติบโตและต่อสู้ของทั้งสองสถาบัน

“ประธานหนิงซู มาสักทีนะครับ!”

“ฟางอู๋!”

“รุ่นพี่ฉินซาง”

เมื่อการต่อสู้ดำเนินต่อไป คนใหญ่คนโตของทั้งสองฝ่ายก็เริ่มเข้ามาร่วมวงด้วย บางคนทำให้ฝ่ายตนมีกำลังใจดีขึ้น แต่บางคนก็ดึงดูดความเกลียดชังของอีกฝ่าย ทำให้กระแสการต่อสู้ไหลไปในทิศทางที่แตกต่างกัน การต่อสู้เริ่มทวีซับซ้อนและอันตรายมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ทั้งสองสถาบันก็พอฟัดพอเหวี่ยงกันจริง ๆ ทั้งสองฝ่ายต่างมีข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบของตนเอง แต่โดยรวมแล้วก็ไม่มีฝ่ายได้ที่กดดันอีกฝ่ายได้ ฝ่ายหนึ่งจะได้เปรียบ แล้วก็จะมีอีกคนมาเข้าร่วมอีกฝ่ายทำให้ความได้เปรียบนี้เปลี่ยนไป ซ้ำไปซ้ำมา...

“เทียนเจ้ากับซวงจี๋ ชื่อเสียงของพวกเขาสมควรแล้วจริง ๆ...”

เว่ยหมิงผู้มาจากเขตเสียเฟิงเช่นกันมองดูเหตุการณ์บนถนนอยู่กับเว่ยหยาง ความรอบรู้ของเขาย่อมเหนือกว่านักเรียนเสียเฟิงชั้นปีที่หนึ่งและสามซึ่งได้แต่อยู่ในเขตเสียเฟิงที่ความรู้ตื้นเขินพวกนั้นมาก เขารู้ว่าโลกนี้กว้างใหญ่เพียงใดและระดับของเขตเสียเฟิงนั้นล้าหลังแค่ไหน เทียนเจ้าและซวงจี๋ นี่เป็นสถาบันที่อยู่ระดับชั้นสูงสุดในแผ่นดินนี้แล้ว

ข้างกายเขายืนไว้ด้วยเว่ยหยาง เขายังคงสวมหน้ากากของตนเองอยู่ แต่ในส่วนลึกของดวงตาที่เปิดเผยออกมาก็เห็นความตกตะลึงของเขาได้อย่างชัดแจ้ง

ในด้านประสบการณ์ เขาย่อมโดนเว่ยหมิงทิ้งห่างไปไกล เขาที่ได้รับการดูแลเจ้าเมืองและฝึกฝนเป็นผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ ประสบการณ์ของเขามีน้อยมาก แต่เมื่อเทียบกับผู้ที่อยู่รอบ ๆ และโดยเฉพาะกับเหล่านักเรียนสถาบันทั้งสองของเขตเสียเฟิงแล้ว พรสวรรค์ของเขาก็ไม่มีผู้ใดเทียบเคียงได้เลย ด้วยอายุเพียงเท่านี้เขาทะลวงถึงขั้นเชื่อมต่อแล้ว ไม่มีผู้ใดในเขตเสียเฟิงนอกจากเขาอีกแล้วที่ทำได้

ทุกคนพากันพูดว่าเขาเป็นอัจฉริยะ และเขาก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่จากการอยู่ในจวนเจ้าเมือง ก็ช่วยไม่ได้ที่เขาจะได้ยินเรื่องราวภายนอกหลายเรื่อง

แต่สิ่งที่เขารู้สึกเมื่อได้ยินก็เทียบไม่ได้กับความตกตะลึงที่เขาได้รับเมื่อได้เห็นด้วยสองตาของเขา ต่อหน้าเขา บนถนนเส้นนี้ในเขตจื้อหลิง เขาสามารถมองเห็นผู้คนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาและบางคนก็อายุน้อยกว่าอีก ทุกคนต่างมีระดับพลังที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลย ถ้าระดับเท่านี้เรียกว่าเป็นอัจฉริยะแล้วล่ะก็ ถนนเส้นนี้เป็นเต็มไปด้วยอัจฉริยะที่กำลังห้ำหั่นกันจนเลือดเนื้อสาดกระจาย

เว่ยหมิงเพียงมองดูอย่างสงบนิ่ง

พวกเขาทั้งสองคนย่อมไปไม่เข้าร่วมด้วย แต่ก็ดูจะไม่มีความประสงค์ที่จะจากไปเลยเช่นกัน

การทดสอบของสถาบันเสียเฟิงสิ้นสุดลงแล้ว แต่พวกเขามิได้รีบเร่งมาจากเขตเสียเฟิงเพื่อเข้าร่วมการทดสอบนี้ การทดสอบนั้นหนึ่งวันผ่านไปเว่ยจ้งก็ไม่สนใจแล้ว ต่อจากนั้นก็คือการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการมาเยือนของพวกเขา และก่อนหน้านั้นพวกเขาก็ต้องฝึกฝนหนัก โดยเฉพาะเว่ยหมิง*และยังมีเว่ยเทียนฉี่ที่เพียงมีพลังวิญญาณแห่งกลิ่นชั้นฟ้าที่หก

พวกเขาจะฝึกฝนอยู่ในสถาบันซวงจี๋ แต่สิทธิ์พิเศษนี้ไม่ได้มาจากปาลี่เหยียน เขามีเพียงความสัมพันธ์ฉันมิตรเล็กน้อยกับสถาบันซวงจี๋เท่านั้น ตระกูลเว่ยต่างหากที่มีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับสถาบันซวงจี๋ เว่ยเทียนฉี่กับพวกเขาในครั้งนี้มาหาคนที่เคยสั่งสอนเว่ยจ้งในสมัยก่อนและในปัจจุบันนี้ก็คือผู้อำนวยการสถาบันซวงจี๋ ถังมู่ ผู้มีชื่อเสียงในเขตจื้อหลิง

ในขณะที่ทั้งสองคนดูการต่อสู้ที่สับสนอลหม่านบนท้องถนน ก็มีร่างร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่าและยืนอยู่ข้างทั้งสองคน

เว่ยหมิงกล่าวโดยไม่หันมามองว่า “ด้านท่านเจ้าเมืองน้อยจัดการเรียบร้อยแล้วหรือไม่”

“ใช่” เว่ยอิ่งตอบ

“ในการกักตัวฝึกฝนในอีกยี่สิบเอ็ดวันข้างหน้า ท่านเจ้าเมืองน้อยได้แต่พึ่งพาตนเองแล้ว” เว่ยหมิงระบุ

พวกเขาทราบชัดว่าในด้านการฝึกฝนพลังวิญญาณแล้ว พรสวรรค์ของเว่ยเทียนฉี่ก็มีไม่เท่าไหร่ แต่ในฐานะบุตรของเจ้าเมือง ทรัพยากรที่เขาสามารถใช้ในการฝึกฝนได้นั้นมิใช่สิ่งที่ผู้คนทั่วไปจะคาดหวังได้

ทั้งวิธีการ ยา และความลับต่าง ๆ นานาที่ใช้ช่วยในการฝึกฝนอยู่ในกำมือของเว่ยเทียนฉี่มาตั้งแต่ที่เขาเริ่มการฝึกฝนพลังวิญญาณ ด้วยวิธีการเช่นนี้ เขาก็ได้ก้าวมาถึงขั้นพลังวิญญาณแห่งกลิ่นชั้นฟ้าที่หกในชั้นปีที่สาม ซึ่งถือเป็นความสำเร็จขั้นสูงสุดของสถาบันเสียเฟิง

แต่สำหรับสถาบันในเขตจื้อหลิงแล้ว ระดับความสำเร็จเช่นนี้ถือว่าไม่อาจพบหน้าผู้คนได้เลย แต่ทุกสิ่งก็ได้ถูกเว่ยจ้งจัดสรรไว้เรียบร้อยแล้ว เขาผู้ซึ่งชื่นชอบความมีประสิทธิภาพได้จัดเตรียมเส้นทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับการฝึกฝนของบุตรชายมาตั้งแต่เริ่มแรก แม้ว่าระดับของเว่ยเทียนฉี่จะล้าหลังเมื่อเทียบกับระดับของเขตจื้อหลิง หลังจากมาถึงชั้นฟ้าที่หกในพลังวิญญาณหนึ่งแล้ว การทะลวงผ่านขั้นต่อไปก็สามารถกระทำได้ การฝึกฝนครั้งนี้ต้องอาศัยคำแนะนำจากผู้อำนวยการซวงจี๋ ถังมู่ นี่จึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของคณะตระกูลเว่ยที่มาในครั้งนี้

“เจ้าได้รับผลประโยชน์จากท่านเจ้าเมืองน้อยแล้วนะครั้งนี้” เว่ยหมิงกล่าวกับเว่ยหยาง

เว่ยหยางพยักหน้า แม้ว่ามันจะเป็นเพียงเศษเหลือจากทรัพยากรของเว่ยเทียนฉี่ แต่สำหรับคนธรรมดาแล้ว โอกาสเช่นนี้ก็ยังแทบจะเป็นไปไม่ได้ สมาชิกในจวนเจ้าเมืองเองก็ไม่ต่างกัน ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเขากับเว่ยเทียนฉี่มีอายุใกล้เคียงกันและวิธีการฝึกฝนที่จัดเตรียมมาเพื่อเว่ยเทียนฉี่โดยเฉพาะนั้นเหมาะสมกับเขามากแล้ว ในหมู่องครักษ์ประจำตระกูลเว่ยทั้งสิบสองคน โอกาสที่จะได้รับเศษเหลือนี้ก็คงไม่ตกลงมาถึงมือของเขา

แต่ประสิทธิภาพก็คือประสิทธิภาพ การให้เขาจะได้รับเศษเหลือนี้ก็ฃฃมีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้นเขาจึงได้โอกาสนี้มา จากพรุ่งนี้เป็นต้นไป เขาเองก็จะใช้เวลายี่สิบเอ็ดวันกักตัวฝึกฝนเช่นกัน เขาเองก็ตั้งตารอคอยมาก

เว่ยหมิงและเว่ยอิ่งผู้ซึ่งไม่มีงานการอะไรเป็นพิเศษในระยะเวลาอันใกล้นี้ก็จะไม่อยู่เฉย การถูกเลี้ยงดูมาจากจวนเจ้าเมืองทำให้พวกเขาไม่อาจสูญเสียทรัพยากรอันมีค่าที่สุดคือเวลาไปได้ พวกเขาจะใช้ทุกนาทีและวินาทีอย่างคุ้มค่าที่สุด

“สี่คนจากสถาบันไจเฟิงได้รับรายงานว่าเข้าไปในสถาบันเทียนเจ้าแล้ว” เว่ยหมิงกล่าว

“หลายคนก็เห็น” เว่ยอิ่งกล่าว

“ข้าจะดูแลเรื่องของการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ เจ้าก็หาโอกาสไปสอดแนมพวกเขาแล้วกัน” เว่ยหมิงสั่ง

“ได้” เว่ยอิ่งพยักหน้า

จากนั้นทั้งสามคนก็หันหลังให้การต่อสู้อันดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ และจากไปโดยไม่ลังเล ผู้คนของจวนเจ้าเมืองย่อมไม่ยอมสูญเสียเวลาไปเพียงเพื่อดูเรื่องตื่นเต้นแน่นอน

..............................................................

*ไม่แน่ใจว่าพิมพ์ผิดหรือเปล่า เพราะจากเนื้อเรื่องน่าจะเป็นเว่ยหยางมากกว่า แต่เราก็เขียนไปตามต้นฉบับค่ะ

เริมมีทีมน้องซูแล้ว มีทีมซีเฟิ๋นบ้างไหมคะ

 

ตอนที่ 66 – วันที่หนึ่ง




NEKOPOST.NET