Heaven Awakening Path ตอนที่ 64 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.64 - ความมุ่งมั่นที่ถูกต้อง


ตอนที่ 64 – ความมุ่งมั่นที่ถูกต้อง

 

“เป็นวิธีที่โหดร้ายแต่ก็มักจะได้ผล” ฉู่หมิ่นกล่าวโดยหน้าไม่เปลี่ยนสี นางรับประทานน้อย เทียบกันแล้วนางดื่มเร็วกว่ามากนัก

“นี่จำเป็นจริง ๆ หรือ” เวินเหยียนถาม ไม่เพียงกับฉู่หมิ่น แต่เป็นกับอีกสี่คนที่เหลือด้วย

“ก็แค่การชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ ปีที่แล้วมี ปีนี้มี ปีหน้าก็จะมี ทุก ๆ ปีก็มี” เวินเหยียนกล่าว

“แน่นอนว่าการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณมันไม่สำคัญขนาดนั้น” ซีเฟิ๋นกล่าว “พวกเราต่างมีเหตุผลส่วนตัว”

“เจ้าก็ตัดสินใจแล้วหรือ” ฉู่หมิ่นมองหน้าซีเฟิ๋น แม้ว่านางจะเป็นคนที่เด็ดเดี่ยวมากแต่ก็ยังต้องถามยืนยันเป็นครั้งสุดท้าย จะเห็นได้ว่าทางเลือกของซีเฟิ๋นต้องระมัดระวังที่สุด

“ตัดสินใจแล้วครับ” ซีเฟิ๋นพยักหน้ารับพลางพูดโดยไม่ลังเล

“เช่นนั้นก็เริ่มเลยไหม” ฉู่หมิ่นถาม

“เริ่มเลยครับ” ซีเฟิ๋นกล่าว

“ดี!” ฉู่หมิ่นพยักหน้า

เพราะว่าซีเฟิ๋นได้แสดงถึงความมุ่งมั่นที่ถูกต้อง

ถ้าเขายอมแพ้ ฉู่หมิ่นจะไม่กล่าวสิ่งใดเลย แต่ถ้าเขาตัดสินใจจะรอให้หายจากอาการบาดเจ็บ ฉู่หมิ่นก็จะปฏิเสธเขา

การรอคอยให้หายจากอาการบาดเจ็บก็ดี และมันจะทำให้เขามีโอกาสสำเร็จมากขึ้นด้วย แต่สำหรับซีเฟิ๋น การฝึกฝนของเขาเป็นเหมือนการต่อสู้กับความเป็นความตายที่ได้แต่ก้าวไปข้างหน้าเท่านั้นจึงจะมีชีวิตรอด เขาไม่อาจถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียวและไม่อาจมีจิตใจที่ผ่อนคลายได้ การรอให้หายจากอาการบาดเจ็บก็ถือได้ว่าเป็นการถอยหลังแบบหนึ่งแล้ว ด้วยจิตใจเช่นนี้เขาอาจจะมีเวลาฝึกฝนมากขึ้นเล็กน้อย แต่มันก็จะไม่มีประโยชน์อะไร ทัศนคติเช่นนี้ถือเป็นจุดอ่อนถึงชีวิต จะอย่างไรเสียซีเฟิ๋นก็ต้องเชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งจิต

“กินให้น้อยหน่อย” นี่เป็นคำแนะนำสุดท้ายที่ฉู่หมิ่นมีให้ซีเฟิ๋น แต่สำหรับม่อหลินนางไม่ถามอะไรเลย ในหมู่คนทั้งสาม สถานการณ์ของม่อหลินถือได้ว่าดีที่สุดแล้ว

ดังนั้นในช่วงบ่ายจึงมีอีกสองร่างที่ฝึกฝนอยู่ในดงไม้

ม่อหลินนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ เขาไม่เหมือนซูถังที่ลองเคลื่อนไหวด้วยท่วงท่าต่าง ๆ เขาอยากจะเชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งรส ตอนนี้เขานั่งเคี้ยวรากหญ้าอยู่ ซึ่งมันก็ค่อนข้างขม แต่ม่อหลินกลับทำเหมือนกำลังลิ้มรสสุดยอดอาหารและค่อย ๆ ลิ้มชิมรสชาติทั้งหมดอย่างระมัดระวัง

สัมผัสรสชาติเป็นประสาทสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ของพลังวิญญาณแห่งรส การรับรู้รสชาติสามารถส่งผลต่อการควบคุมได้ นี่เป็นเหตุผลเดียวกับที่เวลาลู่ผิงฟังคำพูดของเวินเหยียนหรือเสียงดนตรีก็จะมีการควบคุมพลังวิญญาณแห่งเสียงที่ดีขึ้นเล็กน้อย แต่จุดสำคัญของการฝึกฝนของลู่ผิงนั้นต่างออกไป เขาจะต้องเรียนรู้การควบคุมด้วยตนเอง ดังนั้นฉู่หมิ่นจึงไม่อนุญาตให้เขาใช้ตัวช่วย แต่เป้าหมายของม่อหลินและคนอื่นคือการทะลวงผ่านขั้นเชื่อมต่อ ดังนั้นการใช้ตัวช่วยภายนอกเพื่อเพิ่มพูนการควบคุมจึงเป็นวิธีที่เรียบง่ายมาก แม้ว่าวิธีนี้จะมิได้มีผลมากไปกว่าคำพูดของเวินเหยียนที่มีต่อลู่ผิง แต่มันก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย

และสำหรับซีเฟิ๋นแล้ว เขานอนแน่นิ่งอยู่ใต้ต้นไม้

แสงอาทิตย์สาดส่องลงมา สายลมพัดโชย ยอดหญ้าลูบไล้ใบหน้าของเขา แต่เขาไม่รู้สึกถึงพวกมันเลย หลังจากสูญเสียพลังวิญญาณแห่งกายเขาก็ได้สูญเสียประสาทสัมผัสทางกายไปแล้ว เขามองไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่รับรู้รสชาติ และไม่อาจรู้สึกอะไรได้เลย

เขาต้องการฝึกฝนพลังวิญญาณแห่งจิต พลังวิญญาณแห่งจิตเป็นสติสัมปชัญญะ เป็นการรับรู้ของจิตใจ หลังจากสูญเสียประสาทสัมผัสทั้งห้าก็ไม่มีข้อมูลใดจากภายนอกที่ส่งไปถึงเขาได้อีกแล้ว แน่นอนว่าไม่มีตัวช่วยแบบที่ม่อหลินมีรากหญ้าอีกด้วย เขาได้แต่นอนนิ่งเงียบโดยไม่มีผู้ใดรับทราบเลยว่าจิตสมาธิในร่างกายของเขาจะต้องต่อสู้ดิ้นรนมากเพียงใด ดูจากภายนอก การฝึกฝนของเขาดูจะราบรื่นที่สุดในทั้งสามคน แต่ในความเป็นจริงแล้ว การฝึกฝนของเขานั้นอันตรายที่สุด

เวินเหยียนได้มองดูพวกเขาอยู่ตลอด นางเห็นม่อหลินและซีเฟิ๋นสูญเสียประสาทสัมผัสไปจากความช่วยเหลือของฉู่หมิ่น และยังเห็นพวกเขาพยายามอย่างหนักในสถานการณ์อันโหดร้ายนี้เพื่อทะลวงผ่านระดับ

นางไม่ทราบว่าอะไรคือสาเหตุที่พวกเขาต้องทำเช่นนี้ แต่ความมุ่งมั่นและท่าทีเช่นนี้ก็ทำให้นางประหลาดใจมาก

แครก...แครก...แครก...

ลู่ผิงที่อยู่ตรงนี้ก็ยังถือเศษไม้ชิ้นหนึ่ง กองใหญ่กลายเป็นกองเล็ก และกองเล็กก็กลายเป็นกองใหญ่ แม้ว่าเขาจะไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่ากลัวอย่างอีกสามคนที่เหลือ ความจริงจังของเขาก็ไม่ได้น้อยกว่าเลยแม้แต่น้อย

นางเคยพยายามถึงเพียงนี้หรือไม่

พวกเขาเป็นผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณที่ด้อยกว่านางมากในด้านระดับการฝึกฝน แต่ก็ทำให้นางรู้สึกถึงภัยอันตราย ที่เทียนเจ้าเพื่อนนักเรียนอัจฉริยะของนางยังไม่อาจทำให้นางรู้สึกด้อยกว่าได้เช่นนี้เลย

ขี้เกียจไม่ได้แล้ว!

เมื่อนางคิดว่านางได้ใช้เวลาช่วงเช้าทั้งเช้าอ่านหนังสือและมองดูผู้อื่นฝึกฝน เวินเหยียนก็รู้สึกว่าตนเองเสียเวลาไปอย่างไร้ค่าจริง ๆ นางไม่รีรอต่อไปและเดินจากไปฝึกฝนพลังวิญญาณของตัวเอง

มีเพียงห้าคนที่เหลืออยู่ในดงไม้

ซูถังยังคงเดินไปทั่ว ม่อหลินยังคงชิมทุกสิ่งทุกอย่าง ซีเฟิ๋นยังคงนิ่งเงียบ ลู่ผิงยังคงฝึกฝนกับเศษไม้อย่างจริงจัง และฉู่หมิ่นที่นั่งอยู่ในจุดที่จะมองเห็นพวกเขาได้ทั้งสี่คนก็เปิดสุราขวดใหม่ กลิ่นสุราอบอวลไปทั่วดงไม้

 

สถาบันซวงจี๋

มันอยู่ด้านตรงข้ามเยื้องกับสถาบันเทียนเจ้า ทั้งสองสถาบันเป็นคู่แข่งที่ดุเดือดมาตั้งแต่แรกก่อตั้ง แต่ผ่านมาหลายร้อยปีก็ยังมีมีใครที่ชนะ ทั้งสองสถาบันต่างพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็วและถูกจัดลำดับไว้ติดกันในลำดับวาตะเมฆาของแผ่นดินนี้เสมอ ส่วนลำดับพลังวิญญาณของเขตจื้อหลิงนั้น พวกเขาก็เป็นที่หนึ่งและที่สอง

แต่ในตอนนี้ที่นอกประตูของสถาบันซวงจี๋มีนักเรียนที่ท้อแท้สิ้นหวังอยู่กลุ่มหนึ่ง พวกเขาบางคนยังมีรอยฟกช้ำและรอยแผลด้วย

นักเรียนเหล่านี้ก็คือนักเรียนชั้นปีหนึ่งและสามของสถาบันเสียเฟิงที่รีบเร่งมาจากเขตเสียเฟิงเพื่อขอยืมหอคอยแห่งพลังวิญญาณของสถาบันซวงจี๋

การทดสอบของพวกเขาผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แต่เมื่อผู้ที่ด้อยกว่าไปถึงบ้านของผู้ที่เหนือกว่า พวกเขาก็ย่อมถูกเยาะเย้ยถากถาง เมื่อครู่นี้ พวกเขาทนต่อไปไม่ไหวและเริ่มยกพวกตีกัน จากนั้นพวกเขาก็ถูกตีจนฟกช้ำดำเขียวไปหมดจากนักเรียนของสถาบันซวงจี๋และถูกไล่ออกจากสถาบัน

พวกเขาตั้งใจจะไปวันนี้อยู่แล้ว แต่กลับจบลงเช่นนี้ พวกเขาต่างรู้สึกซึมเศร้ามาก แต่จะว่าไปพวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีก พวกเขาด้อยกว่าในด้านระดับพลัง พวกเขาได้แต่เก็บความแค้นนี้ไว้ในใจและแอบสาปแช่งก่อนที่จะหนีไปหางจุกก้น

“ฮา ฮา ฮา ฮา” นักเรียนซวงจี๋กลุ่มที่ไล่พวกเขาออกจากสถาบันต่างมีความสุข เมื่อเห็นว่าไม่มีใครในกลุ่มเสียเฟิงปากเสียอีก นักเรียนซวงจี๋ก็ไม่ไปวุ่นวายกับพวกเขาอีกต่อไป

“พวกบ้านนอก...เสียเวลาจริง ๆ” บางคนพูดพลางถ่มน้ำลายลงพื้น การต่อสู้วันนี้ก็เกิดขึ้นจากการเหยียดหยามแบบนี้เช่นกัน บางคนไปถากถางนักเรียนเสียเฟิงที่มีระดับชั้นต้อยต่ำ บอกว่าไม่ว่าพวกเขาจะฝึกอย่างไรก็เสียเวลาเปล่า ทั้งสองฝ่ายถกเถียงกันและก็เกิดการต่อสู้ นักเรียนเสียเฟิงสภาพดูไม่จืด ซึ่งก็เป็นการยืนยันคำพูดที่มีมาก่อนหน้านี้แล้ว

“พวกนั้นใครน่ะ” นักเรียนเทียนเจ้าบางคนก็บังเอิญเดินออกมาจากประตูที่อยู่ตรงข้ามเยื้องไปจากสถาบันซวงจี๋ พวกเขารู้สึกอยากรู้ขึ้นมาเมื่อเห็นคนกลุ่มหนึ่งจากไปอย่างห่อเหี่ยวและถามไปทางสถาบันซวงจี๋

ทั้งสองสถาบันแม้ว่าจะมีความสัมพันธ์แข่งขันกัน นักเรียนก็มิใช่ว่าเป็น เจ้าตาย ข้ารอด เสมอไป พวกเขายังมีการพูดคุยกันอย่างปกติ

“พวกบ้านนอกจากเขตเสียเฟิง ว่ากันว่าหอคอยแห่งพลังวิญญาณของพวกเขาถูกทำลายก็เลยรีบมาใช้หอคอยแห่งพลังวิญญาณของเราเพื่อทดสอบแทน ระดับแค่นี้ หาเรื่องถูกหยามชัด ๆ” คนที่ตอบก็พูดเสียงดังลั่น เห็นได้ชัดว่าอยากให้นักเรียนเสียเฟิงได้ยิน นักเรียนเสียเฟิงโต้ตอบด้วยการรีบเดินเร็วขึ้น

“แย่ขนาดนั้นเลยหรือ” นักเรียนเทียนเจ้าตะโกนถาม

“แน่อยู่แล้ว เออ ใช่ สถาบันของเราได้ยินว่าเมื่อวานมีผู้บุกรุกสี่คนมิใช่หรือ  วุ่นเลยน่าดูเลย! ใครกันล่ะ” นักเรียนจากฝั่งซวงจี๋ถาม

“พวกเขาก็นักเรียนจากเขตเสียเฟิงเหมือนกัน”

“นักเรียนเขตเสียเฟิง แล้วทำให้พวกเจ้าแตกตื่นเป็นไก่บินสุนัขกระโดด*ได้แบบนั้นเลยหรือ เช้าวันนี้เราได้ยินมาว่าพวกเขาทำให้หอกระจายเสียงพวกเจ้าถล่มลงมาด้วยนี่”

“มารดาเจ้าเถอะ ใครพูด มันก็ยังอยู่ดีตรงนั้นอย่างไร ไม่เห็นหรือ! ” นักเรียนเทียนเจ้าชี้ไปที่หอคอยซึ่งสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนแม้ว่าจะห่างไปหลายถนนจากความสูงของมันอย่างโกรธกริ้ว

“มันยังไม่ถล่มลงมา แต่อยู่ดีแน่หรือ”

“ไร้สาระ!”

นักเรียนทั้งสองสถาบันพูดคุยกันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเป็นสหายกัน บทสนทนาดำเนินไปในทิศทางที่ผิดพลาดและบรรยากาศก็คุกรุ่นขึ้นมาทันที

“อะไร จะเอาหรือ ก็ดีนะ จัดการสวะพวกนั้นยังไม่ค่อยสมใจเลย เราใช้โอกาสนี้มาสั่งสอนพวกเจ้าอีกแล้วกัน!”

“แค่เจ้าหรือ ตัวเองตายอย่างไรจะรู้หรือไม่” นักเรียนเทียนเจ้าพุ่งไปข้างหน้า และการต่อสู้ครั้งใหม่ก็ได้เริ่มต้นขึ้น

ถนนที่แบ่งทั้งสองสถาบันค่อนข้างกว้างขวาง แต่นานทีถึงจะมีใครเดินผ่าน นี่เป็นเพราะเมื่อปีที่แล้ว จำนวนการต่อสู้ที่เกิดขึ้นบนถนนเส้นนี้ต่อวันเฉลี่ยอยู่ที่...สามจุดสองครั้ง...

.........................................................................

ดูเหมือนทุกคนจะเชื่อมั่นในตัวน้องม่อมากเลยนะคะ ขอสปอยล์ว่าคนแรกจะสำเร็จตอนที่ 74 นี้แล้วค่ะ

*ไก่บินสุนัขกระโดด 鸡飞狗跳 สำนวนจีน แปลว่าแตกตื่นอลหม่าน แปลมาตรง ๆ ทั้งสี่คำเลยค่ะ

 

ตอนที่ 65 – ทรัพยากรของจวนเจ้าเมือง




NEKOPOST.NET