Heaven Awakening Path ตอนที่ 62 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.62 - การสัมผัสพลังวิญญาณแห่งเสียง


ตอนที่ 62 – การสัมผัสพลังวิญญาณแห่งเสียง

 

แครก...แครก...แครก...

เสียงนั้นดังเป็นจังหวะอย่างต่อเนื่องในดงไม้ เศษไม้กองใหญ่กองอยู่ข้างเท้าซ้ายของลู่ผิง และไม่นานก็มีเศษไม้กองเล็กกองอยู่ข้างเท้าขวาของลู่ผิงซึ่งมีมีเศษไม้ขนาดเล็กกว่าอีกกองหนึ่ง

ความสำเร็จไม่ง่ายดายเลย ทุกครั้งลู่ผิงกระทำการอย่างระมัดระวัง ระมัดระวังขึ้น และระมัดระวังที่สุด แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเป็นเช่นเดิมเสมอ เสียงแครกดังขึ้นและเศษไม้ก็แตกเล็กลงไปกว่าเดิม

แต่เขาก็ไม่หมดกำลังใจ

เขาหักชิ้นหนึ่ง หยิบอีกชิ้น แล้วลองใหม่อีกครั้งและอีกครั้ง เขาไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเลย แต่ทุ่มเทจิตใจด้วยความยินดี เวินเหยียนที่เอนกายอยู่ริมหน้าต่างหอสมุดมองดูมาเกือบจะครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่เขาก็ไม่รู้ตัวเลย หลังจากครึ่งชั่วโมงผ่านไปเขาก็หยุดลงเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง จากนั้นก็หันไปอีกทิศทางหนึ่ง ในดงไม้ซูถังที่ไม่รับรู้ทิศทางกำลังเดินไปมาอย่างไร้จุดหมายพลางเคลื่อนไหวด้วยท่าทางต่าง ๆ นานา ลู่ผิงถอนสายตากลับมาและเห็นเวินเหยียนเอนกายอยู่ริมหน้าต่างหอสมุด เวินเหยียนก็อาศัยโอกาสนี้ถามว่า “พวกเจ้าทำอะไรอยู่น่ะ”

ซูถังที่เคลื่อนไหวอยู่ในดงไม้ นางไม่เข้าใจเลย

การกระทำของลู่ผิงซึ่งอยู่ใกล้หน้าต่าง นางก็ไม่เข้าใจเหมือนกันในตอนแรก แต่ต่อมานางก็เริ่มคาดการณ์ได้บ้างแล้ว

แต่คำตอบของลู่ผิงก็เรียบง่ายมาก “ฝึกฝน”

เมื่อเขาพูดจบ เขาก็หยิบเศษไม้ขึ้นมาอีกหนึ่งชิ้น รวบรวมสมาธิสัมผัสถึงพลังวิญญาณแห่งเสียงและถ่ายทอดมันออกไปด้วยความระมัดระวังสูงสุด

“นี่ พักบ้างเถอะ!” แต่อยู่ ๆ เขาก็ได้ยินเวินเหยียนพูดโพล่งขึ้นมาอีกครั้ง

แครก...

เสียงเบา ๆ ของเศษไม้ที่แตกออกบ่งบอกถึงความพ่ายแพ้อีกครั้งของลู่ผิง

ถ้าเป็นความพ่ายแพ้ธรรมดา ลู่ผิงไม่หงุดหงิดเลย แต่ถ้าความพ่ายแพ้นั้นเกิดจากปัจจัยภายนอก เขาก็ย่อมต้องใส่ใจมาก เขาเงยหน้าขึ้น และในสายตาของเขาที่มองเวินเหยียนก็เต็มไปด้วยการต่อว่าต่อขาน

“โทษข้าหรือ” เวินเหยียนกล่าว

“ใช่สิ อย่าส่งเสียง” ลู่ผิงกล่าว

เวินเหยียนโกรธแล้ว นางดูอย่างอดทนมาตั้งครึ่งชั่วโมง ทางโน้นซูถังกำลังฝึกฝนวิธีประหลาด ๆ อย่างไรนางก็ดูไม่ออกเลย ทางนี้นางยังเห็นได้บ้างว่าลู่ผิงกำลังทำอะไร เมื่อวานตอนที่ลู่ผิงทำลายอุปกรณ์ในห้องกระจายเสียงนางก็อยู่ด้วย เห็นได้ชัดว่าในตอนนี้เขานำอุปกรณ์ที่พังแล้วของเมื่อวานมาฝึกฝน

แต่มันจะง่ายดายเช่นนั้นได้อย่างไร การควบคุมพลังวิญญาณบริสุทธิ์เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการทะลวงผ่านถึงขั้นเชื่อมต่อพลังวิญญาณ นางใช่เวลาแปดเดือนเต็ม ๆ หลังจากไปถึงชั้นฟ้าที่หกของพลังวิญญาณแห่งรูปกว่าที่จะเชื่อมต่อได้สำเร็จ แค่เรื่องนี้นางก็ถือได้ว่าเป็นอัจฉริยะสำหรับสถาบันเทียนเจ้าแล้ว คนพวกนี้ที่มาจากสถาบันอะไรไม่รู้ในเขตเสียเฟิงบอกว่าพวกเขาอยากจะเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ของฝึกฝนพลังวิญญาณ ดูจากท่าทีของพวกเขาแล้วดูเหมือนว่าพวกเขาต้องการจะทะลวงผ่านไปถึงขั้นเชื่อมต่อพลังวิญญาณในหนึ่งเดือนนี้เลยหรือ

เวินเหยียนเป็นคนชมชอบก่อเรื่องมาโดยตลอด สิ่งที่สะดุดตานางจะถูกนางมองว่าน่าสนใจเสมอ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้านางตอนนี้กลับไม่น่าสนใจสำหรับนางเลย นางเพียงรู้สึกว่ามันเหลวไหลมาก แล้วคนผู้นี้ยังมากล่าวโทษนางต่อเรื่องเหลวไหลเช่นนี้อีก นางไม่รู้สึกอยากจะขอโทษเลยสักนิด แต่กลับรู้สึกว่าถูกใส่ร้าย

แต่ลู่ผิงก็ดูจะไม่อยากมาถกเหตุผลกับนางเพราะเขากำลังจะฝึกฝนต่อไปแล้ว แต่เมื่อเขาก้มหน้าลงมองดูเศษไม้ในมือเขาก็ประหลาดใจมาก

เศษไม้ในมือเขาแตก แต่ก็ไม่ได้หักเป็นสองส่วน มันยังอยู่เป็นชิ้นเดียว มันมีส่วนที่อยู่ติดกันอยู่นิดหน่อยแม้ว่าจะหักครึ่ง แต่ก็ยังอยู่เป็นชิ้นเดียวกัน

นี่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย วัสดุอย่างเดียวกัน ความทนทานอย่างเดียวกัน มันหักเป็นสองส่วนเสมอ แต่ครั้งนี้มันไม่หักออกจากกัน นี่คือพัฒนาการหรือ

พัฒนาการย่อมสมควรแก่การเฉลิมฉลอง แต่มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน การควบคุมของเขาไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนไป ในครั้งสุดท้ายขณะที่เขาถ่ายทอดพลังวิญญาณแห่งเสียงเขาก็ได้ยินเสียงเวินเหยียนพูดโพล่งขึ้นมา ต่อจากนั้นเศษไม้ก็แตกออกเหมือนเคย แต่ความเสียหายดูจะน้อยลงกว่าเดิมเล็กน้อย

นี่เป็นเหตุบังเอิญ หรือการได้ยินเสียงทำให้เขาควบคุมได้ดีมากขึ้นกันนะ

ลู่ผิงไปทราบแน่ชัด เขาเงยหน้าขึ้นอย่างฉงนเล็กน้อยและเห็นเวินเหยียนกำลังชะโงกตัวออกมานอกหน้าต่างจ้องมองเขาอย่างโกรธ ๆ

“ตอนนี้เจ้าควบคุมพลังวิญญาณบริสุทธิ์อย่างเดียวยังไม่ได้เลย แต่กลับอยากจะทะลวงไปถึงขั้นเชื่อมต่อพลังวิญญาณในหนึ่งเดือนหรือ ไร้เดียงสาไปหรือเปล่า”

โอกาส!

เมื่อได้ยินเวินเหยียนพูดอีกครั้ง ลู่ผิงก็รีบหยิบเศษไม้อีกชิ้นขึ้นมาทันที แต่เขามิได้รีบร้อน แต่ทำเช่นเดียวกับทุกครั้ง เขาตั้งสมาธิให้มั่นและครั้งนี้เขาก็ได้ยินสิ่งที่เวินเหยียนกำลังพูดอยู่ด้วย

“เจ้านี่แปลกจริง ๆ มีพลังตั้งมากขนาดนี้ทำไมยังทำเรื่องง่าย ๆ เช่นนี้ไม่ได้ ที่แปลกยิ่งกว่าก็คือทำไมข้าถึงสัมผัสพลังวิญญาณของเจ้าไม่ได้เกือบจะตลอดเวลาเลยเล่า”

แครก!

เศษไม้ในมือของลู่ผิงแตกออกพร้อมเสียงเบา ๆ อีกครั้ง

“นี่ เจ้าฟังที่ข้าพูดอยู่หรือเปล่า!” เวินเหยียนตะโกน

“ฟัง ฟัง!” ลู่ผิงดีใจขึ้นมาเมื่อเขาได้พิสูจน์สมมติฐานของตนเอง เมื่อเขาฟังคำพูดของเวินเหยียน การควบคุมของเขาก็ดูเหมือนจะดีขึ้น ครั้งนี้เศษไม้การเพียงแตกออก มิได้หักเป็นสองส่วนเหมือนกับคราวที่แล้วเลย

“เจ้าพูดต่อเถอะ” ลู่ผิงกล่าวพลางหยิบเศษไม้ขึ้นมาอีกชิ้นหนึ่ง

“พูดต่ออะไรกัน! เจ้าก็ต้องตอบข้ามาด้วยสิ เข้าใจไหม ข้าเพิ่มถามเจ้าไป เจ้าไม่ได้ยินหรือ”

แครก!

ครั้งนี้ก็ยังเหมือนเดิม ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่ามันเกี่ยวข้องกับการพูดของเวินเหยียน

“เจ้าใช้ความสามารถอะไรตอนที่กำลังพูดอยู่หรือ”

เขาอยากจะเข้าใจให้มากกว่านี้

“ความสามารถอะไรกัน!” นางอารมณ์ไม่ดี นางก็ดูออกเมื่อเห็นความพยายามของลู่ผิงสองครั้งที่ผ่านมา สายตาของนางค่อนข้างดี และจากความเสียหายที่เศษไม้ได้รับ นางก็บอกได้ว่าลู่ผิงมีพัฒนาการในการควบคุมพลังวิญญาณแห่งเสียง

“นั่นเป็นเพราะเจ้าได้ยินคำพูดของข้า นี่ก็เกี่ยวข้องกับประสาทสัมผัสเสียงเช่นกัน ดังนั้นมันจึงทำให้เจ้ามีสมาธิจดจ่อกับพลังวิญญาณแห่งเสียงมากขึ้น แต่มันก็ได้เพียงเท่านี้ล่ะ ไม่ค่อยมีประโยชน์หรอก” เวินเหยียนไม่เพียงดูออก แต่นางยังรู้สาเหตุเบื้องหลังอีกด้วย

“อ้อ เช่นนั้นเจ้าก็พูดต่อเถอะ” ลู่ผิงได้หยิบเศษไม้ขึ้นมาอีกชิ้นแล้วและดูจะกระตือรือร้นมาก

“ต่ออะไร!” เวินเหยียนโกรธขึ้นมา ที่บ้านนางมีสถานะเป็นพี่ใหญ่ ที่สถาบันนางก็เป็นคนมีชื่อเสียง นางกลายเป็นสาวใช้ในสายตาของคนบ้านนอกคนนี้ ถูกชี้นิ้วสั่งไปเรื่อยได้อย่างไรกัน

นางจ้องเขม็งไปที่ลู่ผิงซึ่งนั่งยอง ๆ อยู่และไม่ยอมพูดต่อ นางเอื้อมมือเข้าไปหยิบของกลม ๆ แบน ๆ ออกมาจากกระเป๋าและวางลงบนขอบหน้าต่าง “ใช้นี่สิ”

“นี่อะไร” ลู่ผิงถาม

“ไม่เคยเห็นเครื่องเก็บเสียงหรือ” เวินเหยียนประหลาดใจมาก เขตเสียเฟิงนั่นมันบ้านนอกขนาดไหนกัน

“เอ่อ ก็เคยได้ยินชื่อนะ” ลู่ผิงนึกออกว่าซูถังเคยกล่าวถึงสิ่งนี้ให้เขาฟัง มีนักเรียนบางคนที่มาเรียนแล้วมีของแบบนี้ด้วย

“น่าสมเพชไปแล้ว...” เวินเหยียนรู้สึกสงสารลู่ผิงอยู่บ้าง เพียงได้ยินชื่อแต่ไม่เคยเห็น นี่มันน่าสังเวชไปหน่อยหรือไม่

“ของนี่เป็นแบบนี้นะ” น้ำเสียงของเวินเหยียนอ่อนโยนลงหลายส่วน “ด้วยการใช้พลังวิญญาณแห่งเสียง สิ่งนี้ใช้เก็บเสียงได้ ซึ่งนำมาฟังใหม่ได้อีกครั้งจากการใช้พลังวิญญาณแห่งเสียง แบบนี้”

ในขณะที่พูด นิ้วของเวินเหยียนก็กดไปที่ด้านบนของมันอย่างเบา ๆ นางใช้พลังวิญญาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ก็มีเสียงดนตรีดังออกมาจากของทรงกลมนั้น

“เป็นอย่างไรบ้าง”

“อืมอืม ใช้สิ่งนี้คงทำให้การฝึกฝนสะดวกขึ้นเยอะเลย!” ลู่ผิงถอนหายใจชื่นชม

ฝึก...ฝึกฝนหรือ ใครบอกกันว่าสิ่งนี้เอาไว้ใช้ฝึกฝนพลังวิญญาณ

เวินเหยียนไม่เข้าใจตรรกะของลู่ผิงเอาเสียเลย แต่ลู่ผิงได้หยิบเศษไม้อีกชิ้นขึ้นมาแล้ว ครั้งนี้เขาควบคุมพลังวิญญาณแห่งเสียงในขณะที่ฟังเสียงดนตรีไปด้วย

“ถ้าการฝึกฝนแบบนี้มันมีประโยชน์ ผู้คนจะต้องทรมานกับความยากลำบากตั้งมากมายไปเพื่ออะไรกัน” เวินเหยียนบ่นพึมพำ

แครก เสียงเบา ๆ

นี่อย่างไรที่ข้าพูดถึง! เวินเหยียนคิดเช่นนั้น แต่เมื่อนางเหลือบมอง นางก็เห็นว่าเศษไม้ในมือของลู่ผิงไม่หักเลยด้วยซ้ำ มันเพียงมีรอยแตกเล็กน้อย แม้ว่ารอยแตกนั้นจะลึกมาก แต่มันก็เป็นพัฒนาการที่เห็นได้ชัด

“ไพเราะมาก” ลู่ผิงชื่นชมเสียงดนตรีที่ออกมาจากเครื่องเก็บเสียง

เป็นเพราะเขาสามารถจะเพิ่มสมาธิได้จากการฟังเสียงดนตรีหรือ

เวินเหยียนคิดเช่นนั้น แต่เพียงไม่นานใบหน้าของนางก็มืดครึ้มลงอีกครั้ง

ที่ลู่ผิงพูดไม่ได้แปลว่าเสียงของนางไม่ไพเราะและผู้คนไม่อยากฟังมันหรือ

“เจ้าเด็กร้ายกาจ!” เวินเหยียนกระซิบด่า แต่ก็ไม่ได้ไปรบกวนลู่ผิงในตอนนี้ นางได้เห็นพัฒนาการของลู่ผิงในระยะเวลาสั้น ๆ แค่นี้ สิ่งที่เขาทำดูจะไม่ค่อยเหลวไหลแล้ว!

อาจจะไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ก็ได้...ในขณะที่เวินเหยียนกำลังคิดอยู่ก็มีพลังวิญญาณที่กล้าแข็งพุ่งมาหานาง นางรีบดึงตัวเองหลบออกจากบานหน้าต่าง

แครก!

ฝุ่นผงลอยออกมาจากขอบหน้าต่าง เวินเหยียนทอดสายตามองอึ้ง ๆ และพบว่าเครื่องเก็บเสียงของนางกลายเป็นฝุ่นไปแล้ว

“เจ้าต้องสนใจที่กระบวนการ มิใช่ผลลัพธ์” ไกลออกไป ใต้ต้นไม้ใหญ่ สตรีขี้เมาถือขวดสุราแต่เช้าตรู่ ดื่มสุราพลางสั่งสอนลู่ผิงพลาง

...............................................

 

ตอนที่ 63 – การฝึกฝนอันบ้าคลั่ง




NEKOPOST.NET