Heaven Awakening Path ตอนที่ 61 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.61 - ได้แต่พึ่งตนเอง


ตอนที่ 61 – ได้แต่พึ่งตนเอง

 

แล้วเจ้าก็จะ...ตาย

เป็นน้ำเสียงที่ไม่ได้เน้นย้ำ ไม่ใช่การข่มขู่ ไม่ใช่การเตือน แต่เป็นความจริง ความจริงที่ประจักษ์แจ้งเหมือนพระอาทิตย์ที่ขึ้นทางทิศตะวันออก

นกน้อยยังส่งเสียงร้องในดงไม้ แต่ลานดินแห่งนี้กลับเงียบสงัดขึ้นมา

ซีเฟิ๋นแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีคราม

สามวัน ไม่รอดก็ตาย ถ้าเขาทำไม่สำเร็จเขาก็จะไม่มีโอกาสได้มองเห็นท้องฟ้าอีกแล้ว แน่นอนว่าเขาก็เลือกที่จะไม่ข้ามผ่านขีดจำกัดด้วยวิธีที่เร่งรีบเช่นนี้ก็ได้ ก็แค่เข้าร่วมการชุมนุมของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณเขตจื้อหลิงซึ่งก็มีอยู่ทุก ๆ ปี เมื่อเทียบกับความเป็นความตายแล้ว การชุมนุมของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณก็มิใช่เรื่องสำคัญอะไรเลย เขาไม่มีความจำเป็นใดที่จะใช้วิธีการที่บ้าระห่ำนี้เลย

หรือบางทีรออีกสองสามวันเมื่ออาการบาดเจ็บของเขาดีขึ้น เมื่อมีเวลามากขึ้นเขาก็อาจจะมีโอกาสทำสำเร็จได้มากกว่า

มิใช่ว่าซีเฟิ๋นไม่มีทางเลือกเลย เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของเขา เขาก็เลือกที่จะหลบเลี่ยงมันไปได้เสมอ เห็นได้ชัดว่าไม่มีสาเหตุใดที่ทำให้เขาต้องเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ อย่างน้อยก็สาเหตุภายนอก

แล้วสาเหตุส่วนตัวของเขาเองเล่า

“พวกเจ้ามีเวลาเช้านี้ที่จะตัดสินใจ กลับมาตอนเที่ยง แล้วถ้าตัดสินใจที่จะไม่เข้าร่วมก็กลับไปเองได้เลย” ฉู่หมิ่นกล่าวในที่สุด

ทุกคนนิ่งเงียบ แต่ละคนก็ครุ่นคิดถึงเรื่องของตัวเอง ซีเฟิ๋นมิใช่คนเดียวที่ต้องตัดสินใจ ม่อหลินกับซูถังก็มีสถานการณ์ที่ดีกว่าเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น การตัดขาดกับประสาทสัมผัสตั้งมากมายขนาดนั้นพวกเขาจะต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาล พวกเขาจะอดทนจนเชื่อมต่อพลังวิญญาณได้สำเร็จหรือไม่ก็ยังมีความเสี่ยงอย่างสูง วิธีการที่ไม่ธรรมดาย่อมมาพร้อมกับอันตรายที่ไม่ธรรมดาด้วย

ม่อหลินเข็นรถเข็นซีเฟิ๋นจากไปเงียบ ๆ แต่ซูถังมิได้ขยับเคลื่อนไหว

“ข้าตัดสินใจแล้ว” ซูถังพูดด้วยรอยยิ้ม

“เพราะข้าต้องแข็งแกร่งขึ้น! แข็งแกร่งขึ้นให้เร็วที่สุด”

“ดังนั้นข้าก็เริ่มได้เลย”

“ดี” ฉู่หมิ่นพยักหน้าโดยไม่พูดอะไรต่อ นางเดินมาข้างหน้าซูถังโดยมีก้อนพลังวิญญาณค่อย ๆ หมุนวนอยู่เหนือฝ่ามือขวาของนาง เป็นแสงหรือเป็นอากาศ ก่อนที่จะเห็นได้ชัดเจน มือขวาของฉู่หมิ่นก็โบกไปและก้อนพลังนั้นก็ส่องแสงเจิดจ้าขึ้นมา ลู่ผิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองไม่เห็นเลยว่าก้อนพลังนั้นโจมตีโดนส่วนไหนของซูถัง

แต่ในตอนนั้นเอง ดวงตาของซูถังก็ไร้แววขึ้นมาจนดูตายด้าน

แต่ศีรษะของนางก็ยังหันไปทางลู่ผิงได้อย่างแม่นยำ

“ลู่ผิง อยู่นั่นหรือเปล่า” นางกล่าว

“ข้าอยู่นี่” ลู่ผิงกล่าว

“ข้ามองไม่เห็นเลย!” ซูถังหัวเราะคิกคัก มือของฉู่หมิ่นโบกขึ้นอีกครั้งเหมือนตัดขาดบางสิ่ง โลกของซูถังเงียบลงทันใด

นางเอียงหูไป ไม่มีเสียง นางอ้าปากขึ้น ก็ยังไม่มีเสียง

พลังวิญญาณแห่งเสียงได้ถูกตัดขาดไปแล้ว คราวนี้ฉู่หมิ่นไม่ได้รีรอและโบกมือต่อไปอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นพลังวิญญาณแห่งกลิ่นและพลังวิญญาณแห่งรสก็ถูกตัดขาดไป พลังวิญญาณแห่งจิตเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย และมีแต่พลังวิญญาณแห่งกายที่ยังอยู่ครบถ้วน

ซูถังพยายามก้าวเดิน ครั้งนี้นางไม่รู้ทิศทางอะไรเลย เดินไปได้เพียงสามก้าวนางก็เริ่มเฉออกนอกเส้นทางแล้ว นางพยายามยื่นมือไปข้างหน้า และครั้งนี้นางก็จับสิ่งที่นางต้องการได้ทันที

ลู่ผิงจับมือของนางไว้และซูถังก็หัวเราะขึ้นมา แม้ว่าจะถูกตัดขาดจากประสาทสัมผัสถึงสี่อย่าง แต่นางก็ยังหัวเราะได้

นางพยักหน้า ลู่ผิงก็เขย่ามือนางขึ้นลงเหมือนกับจะพยักหน้ากลับ

จากนั้นนางก็ปล่อยมือจากลู่ผิงและเริ่มเดินเปะปะไปทั่ว การเคลื่อนไหวของนางราบรื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว นางปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันได้รวดเร็วมาก นางยังกลับไปหัวเราะอีกครั้ง แม้ว่าทิศทางจะไม่ถูกต้อง คือเป็นการหัวเราะใส่ต้นไม้ แต่ฉู่หมิ่นก็ยังรู้สึกตื้นตันใจมาก

นางได้เห็นผู้พลังวิญญาณหลายคนที่นางอนุญาตให้ใช้วิธีการนี้ในการทะลวงผ่านชั้นเชื่อมต่อ บนใบหน้าของพวกเขานางเห็นแต่ความกลัว กระสับกระส่าย หรือบางทีก็เป็นความมุ่งมั่นและตั้งใจ แต่รอยยิ้มที่มาจากหัวใจนั้นเป็นสิ่งที่นางไม่เคยเห็นมาก่อนเลย รอยยิ้มเช่นนี้แม้แต่คนที่ได้รับประสาทสัมผัสทั้งสี่กลับคืนหลังจากเชื่อมต่อสำเร็จก็ยังยิ้มไม่ออก แม้ว่าพวกเขาจะดีใจ แต่พวกเขาก็ยังคงถูกประสบการณ์อันเลวร้ายทำให้ซึมเศร้าไป บางคนไม่อาจกำจัดความกลัวนี้ออกไปได้จนชั่วชีวิต หลังจากเชื่อมต่อสำเร็จพวกเขาก็เสมือนตกอยู่ในห้วงฝันร้ายทำให้สติพังทลายและสุดท้ายก็กลายเป็นคนที่ใช้การไม่ได้

แต่เด็กสาวอายุสิบกว่าปีตรงหน้านางไม่เพียงตกลงทันทีเท่านั้น นางยังสามารถหัวเราะออกมาได้อีกด้วย ฉู่หมิ่นดูออกว่ารอยยิ้มนั้นมาจากใจจริงและมิได้เสแสร้ง

นางต้องทำได้แน่!

ฉู่หมิ่นไม่เคยเชื่อมั่นในตัวผู้ใดขนาดนี้มาก่อนเลย ความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือกันและกันและความเชื่อใจที่พวกเขามีให้อีกฝ่ายมันแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ นี่คือซูถัง แล้วอีกคนหนึ่งเล่า

ฉู่หมิ่นมองไปทางลู่ผิง เขาเองก็มองซูถังอยู่ เมื่อรู้สึกถึงสายตาของฉู่หมิ่น เขาก็หันไปหานาง

“แล้วเจ้าล่ะ” ฉู่หมิ่นพูดโพล่งขึ้นมา

“ข้าก็อยากแข็งแกร่งขึ้นเหมือนกัน” ลู่ผิงพูดอย่างสงบนิ่งและจริงจัง

“สถานการณ์ของเจ้าซับซ้อนกว่าพวกเขามากนัก และการควบคุมให้สำเร็จก็เช่นเดียวกัน” ฉู่หมิ่นก็ยังคงเป็นเช่นเดิม โดยไม่มีการเว้นจังหวะนางก็เริ่มสั่งสอนลู่ผิงทันที

“ข้าควรจะทำอย่างไร” ลู่ผิงกล่าว

ฉู่หมิ่นโยนของบางอย่างให้เขา ลู่ผิงรับมันมาและตรวจดู มันเป็นเศษไม้รูปร่างแปลก ๆ ที่ดูจะไม่มีคุณค่าอะไรเลย

“นี่คือขยะที่เจ้าสร้างขึ้นเมื่อวานนี้” ฉู่หมิ่นกล่าว

ลู่ผิงอึ้งไปก่อนจะนึกถึงห้องกระจายเสียงขึ้นมาได้ อุปกรณ์ที่เขาพังไปเมื่อวานจากการใช้พลังวิญญาณไม่ถูกต้องก็ดูเหมือนจะทำมาจากสิ่งนี้ด้วยเช่นกัน ตอนนี้มันกลายเป็นเศษไม้กองหนึ่งแล้ว

“ลองใส่พลังวิญญาณลงไปดูสิ” ฉู่หมิ่นกล่าว

ลู่ผิงลองดู เขารู้อยู่แล้วว่าปัญหาอยู่ตรงไหน แต่เมื่อเขาดึงพลังวิญญาณออกมาอย่างระมัดระวัง

แครก...

เศษไม้ในมือของเขาแตกเป็นสองส่วน เนื่องจากพลังวิญญาณที่ใส่เข้าไปไม่ได้มากมายนัก มันจึงไม่ถูกทำลายมากจนเกินไป แต่สุดท้ายมันก็ยังแตกออกมา

“รู้แล้วใช่ไหมว่าต้องทำอย่างไร” ฉู่หมิ่นกล่าว

ลู่ผิงพยักหน้าพลางลองอีกครั้ง

แครก...

ก่อนหน้านี้เศษไม้มีสองชิ้น ตอนนี้มันมีสามชิ้น

“ตรงโน้นมีอีกเยอะ” ฉู่หมิ่นยื่นนิ้วชี้ออกไป ลู่ผิงหันศีรษะไปเห็นเศษไม้ทั้งชิ้นเล็กชิ้นใหญ่กองสุมเป็นภูเขา เขาก็ไม่รู้ว่าฉู่หมิ่นไปเก็บมันกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่

“ทำได้เมื่อไหร่ก็มาหาข้า” ฉู่หมิ่นกล่าว เห็นได้ชัดว่านางมิใช่อาจารย์ที่สอนด้วยคำพูด

“ครับ” ลู่ผิงกลับหลังหันมุ่งไปหากองเศษไม้นั้นทันทีโดยที่สายตาก็ยังมองซูถังที่กำลังพยายามเคลื่อนไหวแบบต่าง ๆ อยู่ไม่ไกลนัก

เริ่มกันเถอะ เริ่มไปด้วยกัน!

ลู่ผิงหยิบเศษไม้มาหนึ่งชิ้น แววตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งหวัง

ในอดีตเขาได้แต่พยายามไปด้วยตัวคนเดียว ในสถาบันไจเฟิง เขาได้ค้นคว้าจากหนังสือและแหล่งข้อมูลอื่น ๆ แต่ก็ไม่พบอะไรที่เกี่ยวข้องกับตัวเองเลย จะอย่างไรเสียสถานการณ์ของเขาก็ไม่เหมือนผู้ใดเลยจริง ๆ

จักษุจุลทัศน์เหวินเกอเฉิงเป็นคนแรกที่ทำให้เขาได้รู้ถึงคุณค่าของการสั่งสอน แต่โชคร้ายที่พวกเขาพบกันช้าไป สภาวะในปัจจุบันของเขาได้ก้าวข้ามขอบเขตที่เหวินเกอเฉิงจะช่วยเหลือได้แล้ว แม้ว่ากัวโหย่วเต้าจะส่งพวกเขามาที่สถาบันเทียนเจ้า เขาก็ยังบอกว่าลู่ผิงต้องพึ่งตนเองอยู่ดี

บนเส้นทางของเขา เขาได้แต่พึ่งตนเอง

ลู่ผิงมีความมุ่งมั่น แต่เขาก็อดรู้สึกเศร้าใจมิได้ ที่จริงเขาค่อนข้างอิจฉานักเรียนสถาบันคนอื่น พวกเขามีอาจารย์คอยสั่งสอน มีเพื่อนนักเรียนคอยแลกเปลี่ยนความคิด ลู่ผิงเองก็ฝันหลายครั้งว่าจะมีคนที่ถูกโซ่กักวิญญาณพันธนาการไว้เหมือนกับเขา คนที่เขาจะแลกเปลี่ยนความคิดด้วยได้

และตอนนี้อย่างน้อยเขาก็ได้รับการสั่งสอน ทำให้เขาไม่ต้องลองผิดลองถูกเอง เส้นทางฝึกฝนที่โดดเดี่ยว จู่ ๆ ก็มีผู้ที่แข็งแกร่งคอยมองดูเขาอยู่เบื้องหลัง

เขาตั้งตารอคอยเรื่องราวต่อไปจริง ๆ!

ลู่ผิงใส่พลังวิญญาณแห่งเสียงลงไปอีกครั้งก่อนที่เศษไม้นั้นจะแตกกระจาย จากอารมณ์ความรู้สึกที่ตื่นเต้นเกินไปของเขา ครั้งนี้การระเบิดค่อนข้างรุนแรง อีกทั้งยังข่วนมือของเขาไปเล็กน้อยอีกด้วย

แต่ลู่ผิงไม่ใส่ใจ เขาหยิบเศษไม้ชิ้นใหม่และพยายามอีกครั้งอย่างมีความสุข

............................................

 

ตอนที่ 62 – การสัมผัสพลังวิญญาณแห่งเสียง




NEKOPOST.NET