Heaven Awakening Path ตอนที่ 57 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.57 - เพื่อปกป้อง


ตอนที่ 57 – เพื่อปกป้อง

 

ทุกคนที่กล่าวถึงคำขวัญของกัวโหย่วเต้าที่ว่าจะก้าวข้ามสี่สถาบันหลักตอนที่เขาเพิ่งตั้งสถาบันไจเฟิงต่างก็เห็นเป็นเรื่องขำขัน นี่รวมถึงอาจารย์และนักเรียนของไจเฟิง รวมทั้งซีเฟิ๋นและม่อหลินที่อยู่ตรงนี้ก็ด้วย

แต่ฉู่หมิ่นกลับมิได้เห็นเป็นเช่นนั้น เมื่อพูดว่า “ก้าวข้ามสี่สถาบันหลัก” เสียงของนางสงบนิ่งไร้ร่องรอยเย้ยหยันเสมือนว่านางแค่พูดความจริงข้อหนึ่งเท่านั้น ความเสียดายเล็กน้อยในน้ำเสียงของนางมิได้เกิดจาก “ก้าวข้ามสี่สถาบันหลัก” แต่เป็นเพราะว่าเป้าหมายของกัวโหย่วเต้าลดลงเหลือเพียงการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณเขตจื้อหลิงเท่านั้น

แน่นอนว่าเมื่อเทียบกับสี่สถาบันหลัก การชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณเขตจื้อหลิงก็ไม่นับว่าเป็นอย่างไรได้ บางคนยังอาจจะกล่าวด้วยว่าการชุมนุมระดับภูมิภาคเช่นนี้เทียบกับการทดสอบทั่ว ๆ ไปของสี่สถาบันหลักยังไม่ได้เลย อย่าว่าแต่จะไปเปรียบเทียบกับการชุมนุมใหญ่ยุทธวิญญาณที่สถาบันทั้งสี่ร่วมมือกันจัดขึ้นทุก ๆ สี่ปีครั้งซึ่งเป็นการชุมนุมของผู้ที่แข็งแกร่งและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของแผ่นดิน มันเทียบได้กับการคัดเลือกผู้มีความสามารถของอาณาจักรทั้งสาม

การคัดเลือกผู้มีความสามารถของอาณาจักรทั้งสามเกิดขึ้นทุก ๆ สามปี ในเมื่อเป็นการคัดเลือกผู้มีความสามารถก็ย่อมต้องมีการประเมินความสามารถของผู้เข้าร่วมอย่างละเอียดรอบด้านยิ่งกว่า ดังนั้นสำหรับพลังวิญญาณทั้งหกจึงต้องมีการประเมินแยกกันออกไป จึงได้ชื่อว่า การคัดเลือกพลังวิญญาณ

การชุมนุมใหญ่ยุทธวิญญาณและการคัดเลือกพลังวิญญาณเป็นการชุมนุมที่มีชื่อเสียงที่สุดในแผ่นดินและถือได้ว่าเป็นเวทีที่ใหญ่ที่สุดสำหรับผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณทุกคน ในทางกลับกัน การชุมนุมแบบการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณเขตจื้อหลิงนั้นพบเห็นได้ทั่วไป เขตเขตหนึ่ง เมืองเมืองหนึ่ง หรือแม้แต่การจัดกิจกรรมอื่น ๆ ก็จัดการชุมนุมเช่นนี้ได้แล้ว

การชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณเขตจื้อหลิงเมื่อเทียบกับการชุมนุมมากมายในแผ่นดินแล้วก็ถือได้ว่ามีชื่อเสียงพอสมควร สำหรับแดนตะวันออกเฉียงใต้แล้วเรียกได้ว่าเป็นการชุมนุมที่ทรงอิทธิพลที่สุดก็ว่าได้ ในอาณาจักรเซวียนจุน นอกจากการคัดเลือกพลังวิญญาณ นี่ก็เป็นการชุมนุมที่ทางอาณาจักรให้ความสำคัญมากที่สุด แม้แต่อาณาจักรอีกสองแห่งคืออาณาจักรชางเฟิ่งและอาณาจักรชิงเฟิงก็ยังส่งสายลับมาสังเกตการณ์ความแข็งแกร่งของผู้เข้าร่วมทุกปีและดึงดูดผู้ที่เข้าตาไป

การเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณเขตจื้อหลิงก็ถือเป็นการพิสูจน์ความแข็งแกร่งแล้วในความคิดของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณหลายคน แต่ฉู่หมิ่นดูจะไม่ค่อยยอมรับการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณนี้เท่าใดนัก

ซีเฟิ๋นและม่อหลินหันไปสบตากันอีกครั้ง พวกเขาไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรได้ บางทีฉู่หมิ่นอาจจะมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะดูถูกการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ แต่สำหรับระดับของพวกเขาในตอนนี้ เพียงเท่านี้ก็เรียกว่าประเมินตนเองสูงเกินไปแล้ว

“ก่อนอื่นก็ไปพักก่อนเถอะ!” ฉู่หมิ่นกล่าว “นอกห้องนี้ ซ้ายกับขวาสองห้อง ตามสบายนะ”

“แล้วสองคนนี้ล่ะครับ” ซีเฟิ๋นกล่าว

“พลังวิญญาณของเด็กสาวคนนี้กล้าแข็งมาก แต่มันก็เป็นภาระกับร่างกายของนางมากกว่าคนทั่วไปเช่นกัน นางมาถึงขีดจำกัดของนางแล้ว” นางกล่าวแล้วหันไปทอดสายตามองมุมห้องที่ลู่ผิงถูกหนังสือกองทับอยู่ครึ่งตัว

“ส่วนนี่เป็นคนโง่” ฉู่หมิ่นพูดโดยไม่เกรงใจ แต่ในขณะที่นางพูด แววตาของนางก็แสดงความกระตือรือร้นที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนด้วย มันดูเหมือนความดีใจ แต่ก็เหมือนความมุ่งหวังรอคอยด้วย เป็นอะไรนั้น ซีเฟิ๋นก็บอกแน่ชัดไม่ได้

“พวกเจ้ากลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ” ฉู่หมิ่นสั่ง

“ครับ...”

ทั้งสองคนไปที่ห้องที่อยู่ข้างนอก ทั้งสองห้องก็เหมือน ๆ กัน คือมีหนังสือและฝุ่นเยอะมาก แต่ในตอนนี้ทั้งคู่ก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนั้น แม้แต่ซีเฟิ๋นที่พึ่งพิงคนอื่นในการเคลื่อนที่ก็ยังรู้สึกจิตใจอ่อนล้า เขาหลับสนิทแทบจะทันทีที่หัวถึงหมอน

 

เช้าตรู่

ลู่ผิงดีดตัวขึ้นยืนทันทีที่ตื่นขึ้นมา

โครม!

หนังสือจำนวนมากร่วงพรูลงมา ลู่ผิงพบว่าตนเองอยู่ท่ามกลางกองหนังสือท่วมตัว ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นแต่หนังสือ แต่ลู่ผิงก็มิได้ใส่ใจเรื่องนี้ เขาคิดถึงเพียงซูถังเท่านั้น แต่ในห้องก็ไม่มีใครอื่นอยู่เลย

หอสมุดที่ถูกไม้ใหญ่ปกคลุมนั้นมีแสงสลัวเสมอไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน แต่ในห้องนี้มีจุดจุดหนึ่งที่สว่างเจิดจ้าเป็นพิเศษ ลู่ผิงที่หาใครไม่เจอเลยรีบเดินไปที่จุดนั้น

ที่จุดนั้นก็คือหน้าต่าง ต้นไม้ใหญ่หลีกทางให้หน้าต่างเชื่อมโยงถึงท้องฟ้าได้ หน้าต่างนี้หันไปทางทิศตะวันออก จากแสงอรุณรุ่ง นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่หน้าต่างบานนี้ส่องสว่างที่สุดในแต่ละวัน แสงอาทิตย์มิได้ถูกขัดขวางในการเข้าห้องมาเลย เมื่อลู่ผิงยืนอยู่ข้างหน้าต่างโดยมีเงาของเขาทอดยาวไปด้านหลัง เขาก็รู้สึกว่าหน้าต่างบานนี้อาจจะเป็นทางออกก็ได้

จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงบทสนทนาและเห็นผู้คนข้างนอกหน้าต่าง

ซูถังและสตรีขี้เมานางนั้นกำลังอยู่ที่ลานกว้างในดงไม้นอกหน้าต่าง เขากระโดดออกจากหน้าต่าง ไม่นานหลังจากนั้นซูถังก็สังเกตเห็นเขาและโบกมือทักทาย “ลู่ผิง”

ลู่ผิงรีบเดินไปข้างหน้า เขาย่อมไม่ลืมว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนที่เขาจะสลบไป

แล้วสรุปว่าสตรีนางนี้มีเรื่องอะไรกันแน่

“ลู่ผิง นี่ครูฉู่หมิ่น” ซูถังแนะนำกับลู่ผิงเมื่อเขาเดินเข้ามาใกล้มากขึ้น

นางคือฉู่หมิ่นหรือ

สายตาลู่ผิงพุ่งตรงไปที่ฉู่หมิ่น นางก็ยังดูเหมือนกับตอนที่พบกันในร้านโจ๊กครั้งแรก ทั้งร่างเต็มไปด้วยกลิ่นสุราและมีขวดสุราในมือข้างหนึ่ง

เมื่อเห็นว่าสายตาลู่ผิงยังคงมีความระแวดระวัง นางก็ก้าวไปหนึ่งก้าวไปอยู่ข้างหลังซูถังอย่างปุบปับโดยวางมือไว้บนไหล่ซูถัง นางแข็งแกร่งเสียจนการเอาชีวิตซูถังจากกระบวนท่านี้ก็ลำบากเพียงยกมือเท่านั้น

ลู่ผิงกำมือแน่นทันที เขามิได้เคลื่อนไหว แต่ก็อึดอัดใจมาก เขาเห็นแล้วว่าฉู่หมิ่นไม่มีจิตมุ่งร้าย แต่ถ้าเกิดนางมีเล่า ถ้าเกิดนางไม่หยุดมือแล้วเอาชีวิตซูถังไปจริง ๆ เล่า เขาจะหยุดนางได้หรือไม่

คำตอบนั้นทำให้ลู่ผิงหวาดกลัวมาก

แต่ฉู่หมิ่นกลับยิ้มออกมา

“เจ้าทำได้แน่ถ้ามีจิตใจที่มุ่งมั่นหรือ” ฉู่หมิ่นเอ่ย

“นี่เป็นความคิดไร้เดียงสาเยี่ยงเด็กน้อยเท่านั้น เจ้าต้องมีความแข็งแกร่งที่แท้จริง ไม่ว่าศัตรูจะเป็นพวกกลับกลอก สงบนิ่ง เฉลียวฉลาด หรือจนมุม ก็จะไม่มีใครได้เปรียบเจ้า ความแข็งแกร่งที่แท้จริง ความแข็งแกร่งที่ไม่มีผู้ใดจะต้านทานได้ มีแต่ตอนนั้นที่เจ้าถึงจะสามารถปกป้องสิ่งที่เจ้าอยากปกป้องอย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องเสียใจภายหลัง” ฉู่หมิ่นกล่าว

“ครูฉู่หมิ่นคะ...” ซูถังที่แกล้งทำเป็นถูกฉู่หมิ่นจับกุมตัวพูดขึ้นมาในตอนนั้น

“ข้าจะไม่ยอมถูกปกป้องอยู่ฝ่ายเดียวหรอกนะ...” ก่อนทีนางจะพูดจบ ศีรษะของนางก็โขกไปข้างหลัง

การใช้ศีรษะเป็นอาวุธย่อมต้องอันตรายมาก แต่ฉู่หมิ่นก็ดูออกว่า ไม่ใช่ว่าซูถังมิได้บ้าบิ่นเช่นนี้เพียงเพราะเห็นว่าภัยคุกคามนี้เป็นเรื่องหลอกลวงเท่านั้น

แต่เป็นเพราะสิ่งที่นางเพิ่งจะพูดไป นางจะไม่ยอมถูกปกป้องอยู่ฝ่ายเดียว นางก็จะพยายามปกป้องลู่ผิงเช่นกัน

ฉู่หมิ่นเคลื่อนตัวหลบหลีกการโจมตีนี้อย่างไหลลื่น แต่ในตอนนั้นลู่ผิงก็ได้มาถึงและยืนอยู่เคียงข้างซูถังแล้ว

ทั้งคู่ไม่มีผู้ใดขลาดกลัว และไม่มีผู้ใดที่จะถูกปกป้องอยู่ฝ่ายเดียว ทั้งสองคนนี้ ถ้ามีคนใดคนหนึ่งตกอยู่ในกองเพลิง อีกคนก็ย่อมต้องตกอยู่ในกองเพลิงด้วย พวกเขาสนับสนุนกันและกัน พึ่งพากันและกัน และปกป้องกันและกัน พวกเขาจะร่วมรุกร่วมถอยด้วยกันเท่านั้น

สำหรับพวกเขา การปกป้องตัวเองก็คือการปกป้องอีกคน และการปกป้องอีกคนก็คือการปกป้องตัวเองด้วย ระหว่างพวกเขาไม่มีการแบ่งแยกว่าใครแข็งแกร่งใครอ่อนแอ

ฉู่หมิ่นยังแสดงต่อไปได้ นางยังสามารถเอาชนะพวกเขาโดยไม่เปลืองแรง

แต่นางก็หยุดมือแล้ว และใบหน้าของนางก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ไม่เสแสร้ง

“เป็นอย่างนี้นี่เอง” นางกล่าว “เจ้าดีมาก เจ้าเองก็ดีมาก พวกเจ้าทั้งคู่ดีมาก”

...........................................................

ตอนที่ 58 – ระดับชั้นการเชื่อมต่อพลังวิญญาณ




NEKOPOST.NET