Heaven Awakening Path ตอนที่ 55 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.55 - สภาวะจิตใจที่เหนือธรรมดา


ตอนที่ 55 – สภาวะจิตใจที่เหนือธรรมดา

 

คำปฏิเสธนี้เหนือความคาดหมายของอวิ๋นชงอย่างสิ้นเชิง แม้แต่สมาชิกเทียนเจ้าที่เหลือยังคิดว่ามันไร้เหตุผลมาก เวินเหยียนคิดว่าใต้เท้าผู้อำนวยการของพวกเขาคงจะระเบิดออกมาแล้ว แต่นางกลับเห็นว่าเขาไม่แม้แต่จะแสดงความไม่พอใจแม้เพียงเล็กน้อยหรืออารมณ์อื่นใดเลยด้วยซ้ำ เขาเพียงแต่พูดว่า “อ้อ” เหมือนพูดเรื่องทั่ว ๆ ไปและได้รับคำตอบตามที่คาดหมาย

คนที่สามารถมานั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการสถาบันก่อนอายุสี่สิบในแผ่นดินนี้สามารถนับนิ้วได้ถ้วน อย่าว่าแต่สถาบันมีชื่อเสียงทรงอิทธิพลอย่างสถาบันเทียนเจ้าที่ติดอันดับ 50 สถาบันที่ดีที่สุดเลย

ในความเห็นของนักเรียนหลายคน การพูดคุยกับอวิ๋นชงดูจะง่ายดายมาก แต่ตัวอวิ๋นชงเองไม่ใช่คนธรรมดา พวกเขารู้สึกเช่นนั้นเพียงเพราะว่าอวิ๋นชงไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องแสดงความหลักแหลมออกมาให้นักเรียนดูเท่านั้น แล้วยังอาจจะบอกได้ว่าการทำตัวให้ง่ายต่อการพูดคุยด้วยก็เป็นความหลักแหลมอย่างหนึ่งที่เขาแสดงต่อเหล่านักเรียนแล้ว

คำปฏิเสธที่ไม่คาดหมายจะทำให้เขาเสียกริยาไปหรือ นั่นเป็นการมองจากมุมของนักเรียนเท่านั้น

อวิ๋นชงมิได้วุ่นวายใจ ไม่เลยแม้แต่น้อย ที่จริงเขาเพิ่งเริ่มที่จะสังเกตนักเรียนไจเฟิงทั้งสองคนนี้อย่างจริงจังเอง

ความจริงก็คือ แม้ว่าผู้บุกรุกไม่กี่คนนี้จะสร้างปัญหาและแสดงความสามารถออกมาบ้าง แต่สถาบันเทียนเจ้าก็เป็นถึงสถาบันลำดับที่ 39 ในลำดับวาตะเมฆา มันดึงดูดนักเรียนจากทั่วทุกแห่งหนและไม่เคยขาดแคลนนักเรียนที่มีพรสวรรค์สูงส่ง อวิ๋นชงไม่ได้อยากได้นักเรียนดี ๆ จนหน้ามืดขนาดนั้น

ถ้าซีเฟิ๋นกับม่อหลินตอบตกลงรับคำเชิญทันที เขาก็คงไม่สนใจพวกเขามาก พรุ่งนี้เขาอาจจะลืมพวกเขาไปเลยด้วยซ้ำ แต่คำปฏิเสธของพวกเขากลับทำให้อวิ๋นชงรู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนที่พิเศษ เขาเริ่มจะประเมินพวกเขาใหม่อีกครั้ง

ซีเฟิ๋นและม่อหลินต่างก็รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว เดิมทีพวกเขาไม่ได้เป็นกังวลในสถานการณ์ปัจจุบันมากนักและก็รู้สึกสบายดี แต่อยู่ ๆ พวกเขาก็รู้สึกว่าสายตาของอวิ๋นชงนั้นกำลังมองทะลุทะลวงผ่านตัวพวกเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวมาก

นี่เป็นความสามารถแบบใดกัน

ม่อหลินกับซีเฟิ๋นต่างก็มีประสบการณ์อยู่บ้าง พวกเขารู้ว่าคราวนี้อวิ๋นชงคงจะใช้ความสามารถแปลก ๆ อะไรสักอย่างแน่ ๆ แต่พวกเขาไม่มีผู้ใดเป็นผู้เชื่อมต่อ ดังนั้นจึงไม่มีความสามารถที่จะต่อต้านเลย

ม่อหลินรู้สึกอกสั่นขวัญหาย เขาเหลือบตาขึ้นดูเพราะอยากรู้ว่าอวิ๋นชงใช้ความสามารถแปลก ๆ อะไรกันและใช้พลังวิญญาณประเภทไหน

“อย่ามอง!” ซีเฟิ๋นที่อยู่ข้างกายม่อหลินเตือนขึ้นทันทีที่เห็นความเคลื่อนไหวของเขา

อวิ๋นชงยิ้มแล้ว เห็นได้ชัดว่าเด็กหนุ่มคนขวามือดูจะมีความรู้มากกว่าอยู่บ้าง หรือบางทีเขาอาจจะสัญชาตญาณดีกว่าจากพลังวิญญาณแห่งจิตของเขา แต่ “อย่ามอง” นี่เป็นการป้องกันที่พื้นฐานจนน่าหัวเราะแล้ว แต่อวิ๋นชงก็มิได้ต้องการให้พวกเขาลำบากถึงเพียงนั้น การใช้ความสามารถมาเท่านี้ก็ดูจะเพียงพอแล้ว

เด็กหนุ่มทางซ้ายมือมีพลังวิญญาณแห่งรสชั้นฟ้าที่หกแต่ไม่มีพลังวิญญาณแห่งกายเลย ลักษณะเช่นนี้ไม่เหมาะกับการต่อสู้ทุกชนิด แต่ด้วยลักษณะเช่นนี้เขาก็ยังรอดมาได้ในสงครามใหญ่ของนักเรียนชั้นปีสามที่กระหายคะแนนจนบ้าเลือด การหลบหนี ซ่อนตัว ใช้สภาพแวดล้อมให้เป็นประโยชน์ วางยาพิษ และเปลี่ยนเป็นชุดเครื่องแบบของเทียนเจ้าไม่ใช่เพียงพรสวรรค์และปัญญา แต่เป็นประสบการณ์อีกด้วย เด็กหนุ่มคนนี้ไม่มีกลิ่นอายของนักเรียนสถาบันเลย ท่าทีอิสรเสรีและความตระหนักรู้เช่นนี้มีกลิ่นอายของการเติบโตในป่าเขาอยู่บ้าง

เด็กหนุ่มทางขวามือไม่อาจเคลื่อนไหวได้จากอาการบาดเจ็บสาหัส แต่ในสภาพเช่นนี้เขาก็ยังแสดงออกถึงพรสวรรค์และทักษะที่ไม่ธรรมดาและเอาชนะเวินเหยียนซึ่งมีระดับชั้นสูงกว่ามากได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว เด็กหนุ่มคนนี้มีกลิ่นอายของทายาทตระกูลใหญ่ สภาวะจิตใจของเขาเหนือกว่าสถาบันเล็ก ๆ อย่างไจเฟิง ไม่สิ เรียกว่าเหนือกว่าสถาบันเทียนเจ้าอีก แม้ว่าเขาจะเปรยออกมาว่ามาหาฉู่หมิ่นเพื่อรับการฝึกฝน แต่เขาก็ดูจะไม่ได้คาดหวังอะไร แต่ทำเหมือนถูกบังคับให้มาตามที่เคยสัญญาเอาไว้เท่านั้นเอง

อวิ๋นชงยิ้มจาง ๆ พลางเคาะโต๊ะที่อยู่ข้างหน้าเบา ๆ เขาดูจะครุ่นคิดถึงบางสิ่ง แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็ดูจะไม่ได้ทำอะไรเลย ห้องทั้งห้องเงียบกริบลงทันที ซีเฟิ๋นกับม่อหลินไม่ได้พูดอะไรอีก และเวินเหยียนกับเฉินฉือก็สงบปากสงบคำไว้ พวกเขาต่างรู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งและสภาวะกดดันจากร่างอวิ๋นชง

ความเงียบงันดำเนินต่อเป็นเวลานาน

อวิ๋นชงไม่พูดสิ่งใดอีก และเขาก็มิได้ตั้งใจมองดูใครคนใดคนหนึ่ง แต่ทุกกริยา ทุกความเคลื่อนไหว และแม้แต่ทุกอารมณ์ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปแม้เพียงเล็กน้อยของพวกเขาต่างก็ถูกเขามองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่ง

เด็กหนุ่มทางซ้ายมือกำลังรอ เขาไม่มีความสามารถที่จะกำจัดความรู้สึกแปลก ๆ เหมือนถูกบีบคอนี้ได้ แต่เขามีความอดทน เขารอคอยให้สถานการณ์นี้ผ่านพ้นไปอย่างอดทน ความรู้สึกไม่สบายและเหมือนถูกบีบคอนี้ไม่ได้ทำให้เขาสั่นคลอนหรือรู้สึกกระสับกระส่ายใด ๆ

แล้วเด็กหนุ่มทางขวามือเล่า เขาโอนอ่อนผ่อนตาม เขาเองก็รู้สึกไม่สบายและเหมือนถูกบีบคอเช่นกัน แต่นี่มิได้ทำให้เขาจิตใจสับสน จิตใจเขาส่วนหนึ่งยังไม่สั่นไหว นี่มิได้เกี่ยวอันใดกับระดับชั้นของเขา แต่เกี่ยวกับสภาวะจิตใจ มีความโอหังสายหนึ่งที่หลบซ่อนอยู่ในจิตใจของเขา แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ยินดีที่จะเผชิญหน้ากับความโอหังนี้ แต่ในขณะนี้ เป็นความโอหังนี้เองที่ทำให้เขาไม่ยินยอมก้มหัวให้ใคร เขาไม่อาจต่อต้าน ดังนั้นเขาจึงโอนอ่อนผ่อนตาม และจะโอนอ่อนผ่อนตามจนตัวตาย

เมื่อเทียบกันแล้ว อีกสองคนจากเทียนเจ้ากลับทำให้อวิ๋นชงผิดหวัง

เวินเหยียนและเฉินฉือทั้งคู่ต่างมีระดับชั้นเหนือกว่าซีเฟิ๋นและม่อหลินมาก แต่ความเงียบงันในขณะนี้แทบจะทำให้พวกเขาเป็นบ้าไปแล้ว พวกเขาทั้งคู่ต่างก็ต้องขยับตัวขยุกขยิกระบายความกดดันในจิตใจให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้

อวิ๋นชงลอบถอนหายใจ อยู่ ๆ เขาก็อยากจะได้ตัวนักเรียนไจเฟิงทั้งสองคนนี้มาเป็นของตัวเอง สภาวะจิตใจเช่นนี้หาได้ยากกว่าพรสวรรค์อีก เวินเหยียนและเฉินฉือต่างก็เป็นคนที่เป็นที่รู้จักในสถาบันเทียนเจ้า ต่างมีสายเลือดที่ยอดเยี่ยมจากตระกูลของแต่ละคน ต่างมีระดับชั้นที่สูงกว่าเพื่อนร่วมชั้น  แต่พวกเขาไม่มีสภาวะจิตใจเช่นนี้ ไม่ใช่ในตอนนี้ และอาจจะไม่ใช่ตลอดชีวิตเลย

เจ้าปิศาจน้อยสองคนนี้จะทนได้นานสักแค่ไหนกัน

อวิ๋นชงอยากรู้มาก แต่เขาเองก็รู้ว่าในครั้งนี้ คนที่ยอมแพ้ก่อนจะเป็นนักเรียนที่โดดเด่นทั้งสองคนของสถาบันเขา

หรือว่าเขาควรจะปรับเปลี่ยนกำแพงปราณเสียหน่อยดีนะ ในขณะที่อวิ๋นชงกำลังครุ่นคิด ประตูห้องก็เปิดออกเสียงดังสนั่น

ใคร

อวิ๋นชงรู้สึกตื่นตระหนกในใจ

ห้องนี้ทั้งห้องถูกเขาตั้งกำแพงปราณล้อมไว้ด้วยการใช้พลังวิญญาณแห่งรูปและพลังวิญญาณแห่งจิตซึ่งต่างก็เชื่อมต่อแล้ว ควบคุมขอบเขตด้วยพลังวิญญาณแห่งรูปและสร้างสภาวะกดดันจากพลังวิญญาณแห่งจิต กำแพงปราณนี้มิได้ห้ามใครเข้ามา แต่เมื่อประตูถูกเปิดออก เขาก็รู้สึกได้ว่ามีกำแพงปราณส่วนหนึ่งของเขาที่แตกออกในตำแหน่งนั้น

“ได้ยินว่ามีคนมาหาข้าหรือ”

ผู้ที่เข้ามามาพร้อมกับกลิ่นสุรารุนแรง กลิ่นสุรานี้ทำให้นักเรียนเทียนเจ้าต้องถอยห่างไปจากนางสามก้าวมาโดยตลอด พวกเขาหลบเลี่ยงจากนางมาโดยตลอด แต่ในตอนนี้ กลิ่นนี้และการก่อกวนกำแพงปราณของอวิ๋นชงกลับทำให้เวินเหยียนและเฉินฉือที่รู้สึกกระสับกระส่ายมากต่างก็รู้สึกดีขึ้น

พวกเขารู้แล้วว่าผู้มาเป็นใครโดยไม่ต้องหันกลับไปมอง

“นางก็คือฉู่หมิ่นที่คนพวกนี้ตามหาอยู่หรือ” นี่เป็นความคิดที่เกิดขึ้นในใจของทั้งเวินเหยียนและเฉินฉือ ซีเฟิ๋นกับม่อหลินก็จดจำได้ทันทีว่าสตรีผู้นี้ก็คือคนที่จัดการเว่ยหมิงได้อย่างง่ายดายที่ร้านโจ๊ก จากนั้นพวกเขาก็เห็นว่ามีเด็กสาวชุดแดงคนหนึ่งหนีบอยู่ใต้แขนของนางซึ่งก็คือซูถัง และมือของนางอีกข้างก็จับขาข้างหนึ่งลากนำมาในห้อง จะเป็นผู้ใดถ้าไม่ใช่ลู่ผิง

..................................................................

พรุ่งนี้งดอัพหนึ่งวันนะคะ

 

ตอนที่ 56 – สามประโยค




NEKOPOST.NET