Heaven Awakening Path ตอนที่ 54 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.54 - คำเชิญ


 

ตอนที่ 54 – คำเชิญ

 

สถาบันเทียนเจ้า ชั้นบนสุดของอาคารหลัก ห้องผู้อำนวยการ

อารมณ์ของผู้อำนวยการอวิ๋นชงตอนนี้ไม่อาจเรียกว่าดีได้ เขาไม่เคยนึกเลยว่าการรบกวนเล็ก ๆ น้อย ๆ จากผู้บุกรุกไร้นามสี่คนซึ่งเดิมควรจะเป็นเพียงการฝึกฝนให้กับนักเรียน สุดท้ายกลับต้องให้เขาลงมือจัดการด้วยตนเอง

เด็กหนุ่มหมวกฟางที่มีพลังวิญญาณแห่งรสชั้นฟ้าที่หกชำนาญการหลบหนีและใช้ยาพิษ ตลอดการไล่ล่ามีรายงานถึงนักเรียน 18 คนแล้วที่ถูกวางยาพิษ ยังไม่มีรายงานเพิ่มเติมแต่เด็กหนุ่มก็ได้ถูกจับกุมและส่งตรงมาที่ห้องผู้อำนวยการแล้ว น่าแปลกที่ตัวเขาสวมชุดเครื่องแบบสถาบันเทียนเจ้าไปทั้งตัว และบนใบหน้าของเขาก็แสดงสีหน้าว่ายอมตายเพื่อความยุติธรรม

เด็กสาวชุดแดงที่มีพลังวิญญาณแห่งกายชั้นฟ้าที่หกมีพลังการต่อสู้สูงส่งมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังที่นางแสดงออกมานั้นเหนือกว่าพลังวิญญาณแห่งกายชั้นฟ้าที่หกที่ทุกคนต่างรู้จักโดยสิ้นเชิง ในการตามล่านางมีนักเรียนเทียนเจ้า 31 คนที่บาดเจ็บ ในจำนวนนั้นมี 19 คนที่กระดูกหัก ตอนนี้เด็กสาวชุดแดงก็ยังไม่ถูกจับกุมตัว

เด็กหนุ่มในรถเข็นที่มีพลังวิญญาณแห่งจิตชั้นฟ้าที่หกไม่อาจเคลื่อนไหวได้และได้แต่พึ่งเด็กหนุ่มชุดเทาในการหลบหนี แต่ว่าแม้เด็กหนุ่มชุดเทาจะมีภาระเช่นนี้ก็ยังเปลี่ยนจากรางวัลปลอบใจหนึ่งคะแนนกลายเป็นสามสิบคะแนนได้ เห็นได้ชัดว่าเขาก็มีความสามารถ น่าแปลกที่ไม่มีใครจากด้านของเขาที่กลับมาพร้อมกับอาการบาดเจ็บหนักซึ่งทำให้ผู้อำนวยการพึงพอใจมาก แต่เวินเหยียนซึ่งเพิ่งจะนำตัวซีเฟิ๋นมาก็นำข่าวร้ายที่ชวนใจสลายมาด้วยกับนางคือ อุปกรณ์ห้องกระจายเสียงถูกเด็กหนุ่มชุดเทาพังหมดแล้ว

เมื่อได้ยินข่าวนี้ สือเอ้าที่เอาตัวม่อหลินมาก็เตรียมที่จะแอบหนีออกไป ผู้บุกรุกถูกเขาพบเป็นคนแรก ดังนั้นการประเมินของเขาจึงเป็นข้อมูลเริ่มต้นที่สถาบันเทียนเจ้าใช้เป็นพื้นฐาน แต่เห็นได้ชัดมากว่าการประเมินของเขานั้นค่อนข้างผิดพลาด โดยเฉพาะการประเมินความสามารถของทั้งสี่คนต่ำเกินไป ทำให้นักเรียนหลายคนต้องรับบาดเจ็บ แต่นี่ก็ยังพูดผ่าน ๆ ไปว่าเป็นการเพิ่มประสบการณ์เรียนรู้ได้ แต่การพังห้องกระจายเสียงหรือ ในฐานะสมาชิกหน่วยป้องกันเขาทราบว่านี่เป็นความเสียหายขนาดไหนกัน เขารู้ว่าถ้าข่าวที่ผ่าน ๆ มาสามารถทำให้ผู้อำนวยการหดหู่มาถึงตอนนี้ ข่าวนี้ก็จะทำให้เขาโกรธแค้นขึ้นมาได้แล้ว

รีบหนีดีกว่า!

สือเอ้ากำลังจะแอบย่องไปทางประตูต่อไป อวิ๋นชงกำลังถามรายละเอียดกับเวินเหยียนอยู่ และยังไม่สังเกตเห็นเขา แต่เขาจะคาดได้อย่างไรว่าหลังจากหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไปจนถึงข้างประตูแล้ว ในตอนที่เขากำลังจะเล็ดรอดออกไปนั้นเองก็มีคนทุบประตูขึ้นมา สายตาทุกคู่ต่างมองไปทางประตู สือเอ้าไม่มีเวลาแม้แต่จะยืดตัวขึ้นจากท่าหลบซ่อนเลย

“แค่ก...” สือเอ้ากระแอมไอ ก่อนที่จะแกล้งทำตัวนิ่ง ๆ และทำเป็นว่ามาที่ประตูหลังจากได้ยินเสียงเคาะ เขาเปิดประตูออกแล้วจ้องมองคนที่ทำลายแผนการของเขาอย่างดุดัน

เฉินฉือ

เขาควรจะมาพร้อมกับเวินเหยียน แต่เขาก็มาสายเหมือนเคย แต่การมาสายครั้งนี้ทำร้ายสือเอ้าที่กำลังจะหนีออกไปหลังจากได้ยินข่าวของเวินเหยียนสาหัสมาก

เฉินฉือเดินเข้าห้องมาอย่างช้า ๆ แล้วมายืนอยู่ข้างเวินเหยียน ผู้อำนวยการอวิ๋นชงมองเขาพลางคาดเดาว่าคนผู้นี้นำข่าวร้ายหรือข่าวดีมาให้เขา จากนั้นเขาก็เห็นเฉินฉือชี้ไปที่เด็กหนุ่มที่นั่งบนรถเข็นก่อนที่จะพูดว่า “สองคะแนนนี้เป็นของข้า!”

อวิ๋นชงโมโหขึ้นมา แม้แต่ตอนที่เขาได้ยินว่าห้องกระจายเสียงพังพินาศไปเขายังไม่โกรธเท่านี้เลย นักเรียนตั้งหลายคนบาดเจ็บ และห้องกระจายเสียงก็ถูกทำลาย เจ้าไม่แม้แต่จะไปหาทางจับกุมสิบคะแนน สิบสองคะแนน หรือสามสิบคะแนน แล้วตอนนี้กลับมาคุยเรื่องสองคะแนนกับข้านี่นะ

อวิ๋นชงสะบัดแขนเสื้อแล้วลุกขึ้นยืน เขาจ้องเขม็งไปที่เฉินฉือก่อนที่จะหันร่างมองออกไปนอกหน้าต่าง เมื่อเทียบกับกัวโหย่วเต้าแห่งไจเฟิงกับปาลี่เหยียนแห่งเสียเฟิงแล้ว อวิ๋นชงนั้นเด็กกว่ามากนัก เขายังมีความกระตือรือร้นและความมุ่งมั่นของบุรุษหนุ่ม วันนี้ ภายใต้เงื้อมมือของบุคคลไร้นามสี่คน สถาบันตกต่ำลงไปทั้งไม่มากและไม่น้อย  เขาหงุดหงิดมาก! แล้วนักเรียนของสถาบันเขาเองยังจะมาพูดคุยเรื่องการแบ่งคะแนนสองคะแนนที่ไม่สำคัญอะไรเลยอีก นี่มันสาดน้ำมันเข้ากองไฟชัด ๆ

แม้ว่าเขาจะหันออกไปมองนอกหน้าต่างแล้วเพื่อสงบสติอารมณ์แล้ว คนไม่กี่คนข้างหลังก็ยังวุ่นวายไม่หยุด

“ข้าว่านะ ในเมื่อเขาเป็นคนที่สามารถจะล้มเจ้าลงได้ คนผู้นี้ไม่ควรจะมีแค่สองคะแนนเลยนะ!” เฉินฉือที่ดวงตาเป็นประกายต่างจากความเซื่องซึมตามปกติยังคงเถียงเรื่องคะแนนกับเวินเหยียนอย่างกระตือรือร้น

แต่เวินเหยียนที่เห็นว่าสีหน้าผู้อำนวยการไม่สู้ดีก็ทำสัญญาณ “หุบปาก” ให้เฉินฉือทันที

สือเอ้าที่รู้สึกว่าโอกาสนี้ไม่ควรพลาดไปก็เปิดประตูเงียบ ๆ แล้วเล็ดรอดออกไปทางช่องเล็ก ๆที่เปิดออก

ในขณะเดียวกัน ซีเฟิ๋นที่เพิ่งถูกนำตัวมาก็กำลังพูดคุยกับม่อหลิน

“เจ้าเป็นอะไรไหม”

“ข้าสบายดี ข้าไม่ควรลงมือหนักไปจริง ๆ ไม่เช่นนั้นคงไม่ถูกจับได้แน่ ๆ”

“เปลี่ยนชุดได้ทั้งตัวเลยนี่ เก่งจังนะ”

“เรื่องเล็กน้อย พวกเขาคาดไม่ถึงหรอกว่าข้าจะมีเล่ห์เหลี่ยมเหมือน...เอ่อ...เจ้าก็รู้น่ะ” ม่อหลินเกือบจะพูดคำว่า “มือสังหาร” ออกมาแล้วก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเวลาและสถานที่ไม่เหมาะสมและต้องกลืนคำพูดบ่งบอกตัวตนที่แท้จริงลงไป

“ลู่ผิงล่ะ” ม่อหลินจึงถามต่อจากนั้น

“เขาไปหาซูถัง”

“อ้อ ไม่นะมีปัญหานะ”

“บอกยาก...” สีหน้าซีเฟิ๋นเครียดขรึม จากพลังวิญญาณแห่งรูปชั้นฟ้าที่สามของเขา เขามองไม่เห็นการต่อสู้ที่หน้าหอสมุดเลย เวินเหยียนกับเฉินฉือก็ไม่ได้อธิบายอะไร เขาได้แต่สังเกตสีหน้าของพวกเขาเท่านั้น สุดท้ายเขาก็เห็นเพียงความตื่นตะลึง ความตื่นตะลึง และความตื่นตะลึงยิ่งขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นมีแต่ทำให้เวินเหยียนและเฉินฉือตื่นตะลึงเท่านั้น

ซีเฟิ๋นถามดูแล้ว แต่ทั้งสองคนก็ไม่ยอมพูดอะไร แม้แต่ตอนนี้พวกเขาก็มิได้เล่าเรื่องการต่อสู้หน้าหอสมุดให้ผู้อำนวยการฟัง นักเรียนเทียนเจ้าไม่ทราบเลยว่าสตรีขี้เมานั้นมีความแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ เวินเหยียนไม่รู้ว่านี่เป็นความลับของสถาบันหรือเปล่า ดังนั้นนางจึงย่อมไม่อาจเล่าเรื่องนี้ให้ซีเฟิ๋นฟังหรือบอกกับผู้อำนวยการเมื่ออยู่ต่อหน้าคนนอก

“เป็นไปไม่ได้ จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร” จากสีหน้าของซีเฟิ๋น สภาพการณ์ของลู่ผิงดูจะมีปัญหา ดังนั้นม่อหลินจึงตกตะลึงมาก

“พวกเจ้านี่ไม่รู้จักจบจักสิ้นจริง ๆ!”

อวิ๋นชงโมโหมาก โมโหจริง ๆ! ตอนแรกเขาอยากจะสงบสติอารมณ์ตัวเอง แต่เจ้าเด็กพวกนี้ตั้งแต่นักเรียนสถาบันเขาเองจนมาถึงผู้บุกรุกพวกนี้ที่เป็นเหมือนเจ้าปิศาจน้อย ทั้งหมดทุกคนต่างก็คิดว่าตนเองเหนือกว่าทุกคนบนโลกทั้งนั้น นี่มันที่ไหนกัน นี่เป็นห้องของผู้อำนวยการสถาบันเทียนเจ้าผู้ได้รับความเคารพอย่างสูงนะ ที่นี่เขาเป็นคนพูดและที่เหลือก็ต้องฟัง มีแต่ตอนที่เขาถาม คนอื่นถึงจะมีสิทธิ์พูด แต่เจ้าปีศาจน้อยพวกนี้กลับทำเหมือนที่นี่เป็นโรงน้ำชาไปได้!

“สรุปแล้วพวกเจ้าเป็นใครกันแน่” อวิ๋นชงถาม เขาไม่อยากจะสติหลุดไปอีก แต่ ณ ขณะนี่เขาทำไม่ได้จริง ๆ

“พวกเรามาจากสถาบันไจเฟิงในเขตเสียเฟิงครับ มาที่สถาบันเทียนเจ้าเพื่อหาคนผู้หนึ่ง”

“สถาบันไจเฟิงหรือ”

อวิ๋นชงแปลกใจ ในฐานะผู้อำนวยการเขาย่อมมีความรู้กว้างขวาง สถาบันไจเฟิงและเสียงเฟิงแม้มิได้มีชื่อเสียง แต่จะอย่างไรพวกเขาก็เป็นเพื่อนบ้านกัน เขามิอาจไม่รู้จัก อีกทั้งสมัยก่อนนั้น ผู้อำนวยการไจเฟิงกัวโหย่วเต้าเปิดสถาบันในเขตชนบทแล้วก็ประกาศว่าจะก้าวข้ามสี่สถาบันหลักให้ได้ เรื่องชวนหัวนี่ได้ถูกนินทาไปทั่วเขตจื้อหลิง แม้ว่าตอนนั้นอวิ๋นชงจะเด็กมาก เขาก็ยังมีความทรงจำถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจนมาจนถึงวันนี้

“พวกเจ้ามาหาใคร” ดังนั้นอวิ๋นชงจึงถามต่อ

“ฉู่หมิ่น นางอาจจะเป็นอาจารย์หรือเคยเป็น...” ซีเฟิ๋นกล่าว

อวิ๋นชงมองอึ้ง ๆ แต่ว่าสีหน้าของเขานั้นต่างจากนักเรียนพวกนั้นที่ไม่รู้จักเลย ซีเฟิ๋นถอนหายใจอย่างโล่งอก

ดูเหมือนจะไม่ได้เสียเที่ยวเปล่าแล้ว

แม้ว่าฉู่หมิ่นจะไม่อยู่ในสถาบันเทียนเจ้า แต่ก็คงมีข้อมูลอะไรบ้างกระมัง

“หานางทำไม”

“รับการฝึกฝนพลังวิญญาณ” ซีเฟิ๋นกล่าว เขารู้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือผู้อำนวยการของสถาบันเทียนเจ้า ดังนั้นจึงมิได้ปกปิดสิ่งใด

“ฉู่หมิ่น รับการฝึกฝนพลังวิญญาณหรือ ฮาฮาฮา...” อวิ๋นชงร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ และเขาก็หัวเราะขึ้นมาอย่างปุบปับ อีกทั้งยังหัวเราะอย่างยาวนานด้วย หัวเราะจนเสียกริยา ก่อนที่จะพูดในที่สุดว่า “ใครบอกให้พวกเจ้ามารับการฝึกฝนพลังวิญญาณจากนาง”

“ผู้อำนวยการของเรา” ซีเฟิ๋นกล่าว

อวิ๋นชงส่ายศีรษะไปมาแล้วกล่าวว่า “เป็นไปไม่ได้หรอก นางกลายเป็นสวะไปแล้ว แต่ว่าจากพรสวรรค์ของพวกเจ้าสี่คน ข้าหาทางให้เจ้ามาเป็นนักเรียนขั้นสูงที่เทียนเจ้าได้นะ”

การศึกษาขั้นสูง สถาบันทั่วไปยากที่จะมีความเชื่อมั่นในการเอ่ยคำคำนี้ออกมา สำหรับสถาบันที่มีชื่อเสียงทั้งหลายแล้ว คำพูดนี้เป็นข้ออ้างสวยหรูที่จะขโมยเด็กเรียนที่มีพรสวรรค์จากสถาบันทั่วไป นอกจากนี้ น้อยมากที่นักเรียนที่ได้รับคำเชิญจากสถาบันมีชื่อจะปฏิเสธคำเชิญเช่นนี้ สำหรับพวกเขาแล้ว การศึกษาขั้นสูงก็เหมือนความก้าวหน้าอย่างหนึ่ง

แม้ว่าสถาบันเทียนเจ้าจะไม่อาจเทียบกับสี่สถาบันหลัก มันก็ยังถือเป็นสถาบันชั้นหนึ่งในแผ่นดินนี้ แค่ดูความแข็งแกร่งของนักเรียนก็ทราบถึงความห่างชั้นของสถาบันเทียนเจ้ากับสถาบันเสียเฟิงหรือไจเฟิงแล้ว เมื่อคิดถึงฐานะของนักเรียนจากเขตเสียเฟิงแล้ว สถาบันเทียนเจ้าก็มีความมั่นใจที่จะเอ่ยชวนพวกเขามาศึกษาขั้นสูงแน่ ๆ อีกทั้งยังไม่อาจถูกปฏิเสธได้ด้วย

แม้ว่าระดับชั้นของนักเรียนพวกนี้จะไม่สูงมาก แต่พวกเขาก็มีลักษณะพิเศษของตนเอง ในความคิดของอวิ๋นชง การละทิ้งความขัดแย้งเก่าก่อนและยื่นข้อเสนอเช่นนี้ให้ก็เป็นความกรุณาของเขามากแล้ว ตอนนี้เขารอดูพวกเขาพยักหน้าตกลงทันที

แล้วก็เป็นอย่างที่เขาคิด อีกฝ่ายรีบตอบทันทีเลย ทั้งคู่รีบพูดโดยไม่ต้องคิด

“ศึกษาขั้นสูงหรือครับ ไม่จำเป็นหรอก เรามาขอคำแนะนำจากอาจารย์ฉู่หมิ่นเท่านั้น” ซีเฟิ๋นกล่าว

“ศึกษาขั้นสูงหรือ ศึกษาขั้นสูงอะไรกัน สาเหตุหลักที่ข้าอยู่ที่สถาบันไจเฟิงก็เพราะความอยากรู้ จะมาศึกษาขั้นสูงอะไรที่นี่อีก”

“อืม...อืม” อวิ๋นชงเกือบจะพยักหน้ารับทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันฟังคำตอบของพวกเขาแล้ว ในความคิดของเขา โอกาสที่นักเรียนจากที่แย่ ๆ อย่างเขตเสียเฟิงจะปฏิเสธคำเชิญของสถาบันเทียนเจ้าแทบจะเป็นศูนย์ พวกเขามีแต่จะเสียใจที่สถาบันเทียนเจ้าไม่ประทับใจตัวพวกเขา ไม่ใช่ปฏิเสธคำเชิญ

แต่อวิ๋นชงก็ยังได้ยิน

แทบจะเป็นศูนย์จะอย่างไรก็ไม่ใช่ศูนย์ ทั้งสองคนนี้ปฏิเสธคำเชิญของเขา อีกทั้งยังแย่งกันปฏิเสธเป็นคนแรกอีกด้วย ทำถ้อยคำของทั้งสองคนต่างก็เป็นคำปฏิเสธ

หลังจากมองงง ๆ สักพัก อยู่ ๆ อวิ๋นชงก็ยิ้มออกมา

ดูเหมือนเจ้าเด็กชนบทที่มาจากป่าเขาพวกนี้จะไม่รู้ว่าคำเชิญเข้าศึกษาขั้นสูงมีความหมายเช่นไรนะ

อวิ๋นชงส่ายหน้าเบา ๆ เขายังต้องมารับมือกับเจ้าพวกปิศาจน้อยที่เป็นปิศาจชนบทด้วยหรือ น่าขำจริง ๆ! แต่ก็โชคดีเหมือนกัน เขาจะได้พูดได้ตรง ๆ

“เจ้าสองคน รู้ตำแหน่งของสถาบันเทียนเจ้าในเขตจื้อหลิงหรือแม้แต่จะทั้งประเทศไหม”

“อ้อ ครับ จากลำดับวาตะเมฆาของสถาบันทั่วแผ่นดิน เทียนเจ้าเป็นที่สองในเขตจื้อหลิง แล้วก็เป็นที่ 39 ในแผ่นดิน” ซีเฟิ๋นตอบ

อวิ๋นชงตะลึงงัน นี่แสดงว่าอีกฝ่ายรู้ตำแหน่งและอิทธิพลของสถาบันเทียนเจ้าในแผ่นดินนี้ แล้วสถาบันไจเฟิงของพวกเขาอยู่ที่เท่าไหร่กัน อวิ๋นชงไม่สนใจที่จะหาดูและเดาว่ามันคงจะมากกว่าสามร้อยหรือสี่ร้อยแน่ ๆ แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ สองคนนี้ก็ยังปฏิเสธคำเชิญของสถาบันเทียนเจ้าอีกซึ่งมีลำดับที่ 39 อีกหรือ

.................................................................................

 

ตอนที่ 55 – สภาวะจิตใจที่เหนือธรรมดา




NEKOPOST.NET