Heaven Awakening Path ตอนที่ 51 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.51 - พลังวิญญาณที่ไม่บริสุทธิ์


ตอนที่ 51 – พลังวิญญาณที่ไม่บริสุทธิ์

 

ตั้งแต่เริ่มแรกเวินเหยียนก็สนใจเด็กหนุ่มชุดเทามาโดยตลอด แต่นางไม่คิดเลยว่าการโจมตีครั้งสุดท้ายที่ทำให้นางล้มลงจะมาจากคนที่ดูไร้ค่าที่สุดในกลุ่มสี่คนคือเด็กหนุ่มสองคะแนนที่ได้แต่โดนเด็กหนุ่มชุดเทาแบกหนีมาตลอดทาง

การโจมตีนั้นใช้พลังวิญญาณแห่งกายชั้นฟ้าที่สามและตามมาด้วยพลังวิญญาณแห่งจิตชั้นฟ้าที่หกซึ่งควบคุมได้อย่างยอดเยี่ยมจู่โจมเข้าสู่ระบบประสาทของเวินเหยียน นางล้มลง ยังมีสติอยู่แต่ไม่อาจควบคุมร่างกายได้เลย

“จับนางไว้!” ซีเฟิ๋นไม่ได้ประมาทไปเพราะเรื่องแค่นี้ เขาได้โอกาสนี้มาจากความร่วมมือของลู่ผิงและความดูหมิ่นของเวินเหยียน ไม่เช่นนั้นจากการออกหมัดและเท้าที่รวดเร็วของนาง เขาคงจะชอกช้ำไปทั้งตัวนานแล้ว ซีเฟิ๋นไม่แน่ใจว่าการโจมตีของเขาส่งผลต่อคู่ต่อสู้เท่าไหร่กันแน่ เพราะอย่างไรเสียเขาก็ดูไม่ออกเลยว่าเวินเหยียนมีระดับพลังที่ชั้นไหนกันแน่ สิ่งเดียวที่เขารู้ก็คือนางเป็นผู้เชื่อมต่อ ความแข็งแกร่งของนักเรียนสถาบันนี้ช่างน่ากลัวจริง ๆ

เมื่อได้ยินคำพูดของซีเฟิ๋น ลู่ผิงก็ก้าวไปข้างหน้า อาการบาดเจ็บของเวินเหยียนนั้นหนักหนากว่าที่ซีเฟิ๋นคาดไว้มาก ดังนั้นลู่ผิงจึงจับนางไว้อย่างเบา ๆ จากนั้นลู่ผิงก็เงยหน้าขึ้นไป ศีรษะนั้นยังห้อยลงมาจากเพดานอยู่เลย ตอนแรกศีรษะนั้นมีแต่รอยยิ้ม แต่ตอนนี้มีแค่ความหวาดกลัว เมื่อเห็นลู่ผิงมองไป อยู่ ๆ ศีรษะนั้นก็สั่นเทาและผลุบหายไป

“รุ่นพี่เวินเหยียน ข้าไปเรียกคนมาช่วยนะครับ!”

พร้อมกับเสียงนั้น ร่างร่างหนึ่งก็วิ่งฉิวไปบนหน้าต่างต่อหน้าต่อตาลู่ผิงกับซีเฟิ๋น คนผู้นั้นกลับกระโดดลงมาจากจุดสังเกตการณ์ตรง ๆ เลย!

“ไม่จริงกระมัง” ลู่ผิงกับซีเฟิ๋นที่ตื่นตะลึงรีบพุ่งไปดู คนผู้นี้มีความสามารถยอดเยี่ยมใดกันที่สามารถกระโดดลงมาจากหอคอยสูงร้อยเมตรเช่นนี้ได้

“ไม่ต้องมองหรอก เขาไม่ได้เก่งอะไรแบบนั้น” เวินเหยียนพูดขึ้นทั้ง ๆที่ยังถูกลู่ผิงจับตัวไว้

เมื่อชะโงกไปมอง ลู่ผิงและซีเฟิ๋นก็พบว่าคนผู้นั้นมิได้มีความสามารถบินได้อะไรเลย เขาแค่วิ่งไปตามผิวผนังหอคอยเท่านั้นเอง แน่นอนว่านี่เป็นไปไม่ได้สำหรับคนธรรมดา แต่สำหรับผู้ฝึกพลังวิญญาณที่มีพลังวิญญาณแห่งกายที่สูงพอก็ไม่ได้ยากเลย จากทักษะของคนผู้นี้ เขาคงจะสามารถวิ่งขึ้นลงแบบนี้ได้หลายรอบในเวลาที่คนผู้หนึ่งจะใช้บันไดปีนขึ้นมาได้

หลังจากเห็นว่านี่ไม่ใช่เรื่องยอดเยี่ยมอันใด ซีเฟิ๋นกับลู่ผิงก็หันกลับมาดูห้องกระจายเสียง ซีเฟิ๋นเหลือบมองไปรอบ ๆ แล้วเห็นแส่อ่อนเส้นหนึ่งแขวนอยู่บนผนังห้อง

“ลองอันนั้น” ซีเฟิ๋นชี้ไปที่แส้อ่อนเส้นนั้น กำลังของเวินเหยียนนั้นน่ากลัวมาก แม้ว่าการโจมตีที่ระบบประสาทของนางโดยใช้พลังวิญญาณแห่งจิตจะประสบความสำเร็จมาก เขาก็ไม่รู้ว่ามันจะอยู่ได้นานเท่าไหร่ การใช้ลู่ผิงจับตัวนางไว้ตลอดเวลาดูจะไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่สำหรับผู้ฝึกพลังวิญญาณแล้วเชือกธรรมดาไม่มีความหมายอะไรเลย พวกเขาต้องใช้ของที่พิเศษ ซีเฟิ๋นกับลู่ผิงย่อมไม่มีของที่ว่านี้ แต่โชคดีที่เจอแส้เส้นนี้ สิ่งที่ผู้ฝึกพลังวิญญาณจะใช้เป็นอาวุธย่อมดีกว่าเชือกธรรมดามากนัก

“โชคดีจังนะ” เวินเหยียนพึมพำ ลู่ผิงวางซีเฟิ๋นลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่งแล้วไปหยิบแส้นั้นมา เขาทดลองดึงแล้วผงกศีรษะให้ซีเฟิ๋นก่อนที่จะกล่าวว่า “เหนียวมาก”

“แน่ล่ะสิ ทำมาจากเถาวัลย์เทียนหลัวนี่นา” เวินเหยียนกล่าว

“เราโชคดีจริง ๆ” ซีเฟิ๋นพูด เถาวัลย์เทียนหลัวเป็นพืชที่หายากมาก มันทั้งอ่อนนุ่มและยืดหยุ่น แต่ก็เหนียวมากด้วย ไม่ว่าจะเป็นสายธนู แส้อ่อน หรือสิ่งอื่น แค่บอกว่ามันทำมาจากเถาวัลย์เทียนหลัวก็ยกขึ้นเป็นอุปกรณ์ขั้นสามได้แล้ว

ลู่ผิงไม่พูดอะไรและเดินเร็ว ๆ กลับมาก่อนที่จะมัดมือและเท้าของเวินเหยียนเอาไว้ ในขณะที่ลู่ผิงกำลังยุ่งกับการมัดนาง ซีเฟิ๋นก็เริ่มพูดกล่อมนาง “อย่ากังวลเลย เราไม่มีจุดประสงค์ร้ายหรอก”

เวินเหยียนยิ้มออกมา นางย่อมรู้ดีว่าพวกเขามัดนางเพราะเกรงกลัวนาง ไม่ใช่เพราะมีความคิดน่ารังเกียจ

“เรื่องเป็นแบบนี้นะ เรามาจากสถาบันไจเฟิงในเขตเสียเฟิง เรามาที่สถาบันเทียนเจ้าเพื่อหาคนที่ชื่อฉู่หมิ่น นางอาจจะเป็นอาจารย์หรือเคยเป็น เจ้ารู้จักนางไหม”

“ไม่รู้จัก” เวินเหยียนตอบ

“ก็ได้...เช่นนั้นก็ช่วยอธิบายเรื่องของเราให้สถาบันฟังได้ไหม” ซีเฟิ๋นกล่าว

“ไม่เอา” เวินเหยียนส่ายศีรษะ

“ทำไมล่ะ” ซีเฟิ๋นอึ้งไปเล็กน้อย

“แบบนั้นก็น่าเบื่อแย่เลย” เวินเหยียนยิ้ม

“เจ้า...เจ้าไม่เกรงกลัวอะไรเลยนะ” ซีเฟิ๋นพูด

“ใช่ พวกเจ้าจะทำอะไรข้าได้” เวินเหยียนพูดพลางบิดตัวหาท่าที่สบายตัว นางดูจะไม่กังวลที่ถูกมัดอยู่เลย

ซีเฟิ๋นและลู่ผิงหันไปมองหน้ากันเองเพราะสิ่งที่เวินเหยียนพูดนั้นถูกต้อง พวกเขาไม่มีหนทางที่จะจัดการนางจริง ๆ ใครบอกให้พวกเขาพูดกันล่ะว่าพวกเขาไม่ได้มีประสงค์ร้ายแต่แค่มาตามหาคน

“ของนี่ใช้อย่างไร” โดยที่ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า ลู่ผิงกับซีเฟิ๋นก็เริ่มสำรวจห้องกระจายเสียงและค้นพบเครื่องกระจายเสียงที่เวินเหยียนใช้อยู่ก่อนหน้านี้ในเวลาไม่นาน

“นี่ นี่!” ลู่ผิงหยิบเครื่องกระจายเสียงขึ้นมาแล้วทดสอบมันสองคำ เสียงของเขามีแต่ซีเฟิ๋นกับเวินเหยียนที่ได้ยิน

“ฮิฮิ...” เวินเหยียนหัวเราะ

“ไม่ง่ายแบบนั้นหรอก” ซีเฟิ๋นสังเกตสีหน้าของเวินเหยียนอยู่ตลอดเวลา แต่นางก็เพียงแย้มยิ้มแล้วมองพวกเขาอย่างสนใจเท่านั้น นางไม่ใส่ใจเลยตอนที่ลู่ผิงหยิบเครื่องกระจายเสียงขึ้นมา

“ไม่ต้องใช้ความสามารถ แต่ถ้าจะใช้อุปกรณ์นี้ก็คงต้องใช้พลังวิญญาณด้วยใช่หรือไม่” ซีเฟิ๋นพูดพลางตั้งใจสังเกตกริยาของเวินเหยียน

“ใช่” แต่เขาไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์อะไรให้วุ่นวายเลยเพราะเวินเหยียนยอมรับออกมาอย่างมีความสุขมาก

“ต้องเป็นพลังวิญญาณแห่งเสียงสินะ” ซีเฟิ๋นกล่าว

“ใช่สิ!” รอยยิ้มของเวินเหยียนยิ่งร่าเริงขึ้น ซีเฟิ๋นรู้ว่าทำไมนางถึงได้ดีใจนัก นางรู้ว่าเขาไม่มีพลังวิญญาณแห่งเสียงที่เพียงพอ ส่วนลู่ผิงล่ะ คนธรรมดาไม่มีพลังวิญญาณใด ๆ เลย!

แต่ครั้งนี้ซีเฟิ๋นก็ยิ้มแย้มอย่างร่าเริงเช่นกัน

“พลังวิญญาณแห่งเสียง!” เขากล่าวกับลู่ผิง

“เอ๊ะ” เวินเหยียนสีหน้าเปลี่ยนไป นางมองไปทางลู่ผิงอย่างประหลาดใจ แม้ว่าพลังของลู่ผิงจะดูแปลก ๆ แต่เขาก็ไม่มีพลังวิญญาณเลย เรื่องนี้ชัดเจนมาก!

แต่ลู่ผิงก็ยื่นเครื่องกระจายเสียงไปที่ปากตนเองอย่างมั่นใจมาก

“นี่!”

นี่!

ทันใดนั้น เสียงนั้นก็ดังขึ้นไปทั่วสถาบันเทียนเจ้า มันทั้งดังและชัดเจนมาก แต่ต่อจากนั้น...

เพล้ง เพล้ง เพล้ง เพล้ง ...

เสียงแบบนี้ก็ดังขึ้นในห้องกระจายเสียงอย่างต่อเนื่อง จากเครื่องกระจายเสียงในมือลู่ผิงไปถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ในห้องกระจายเสียง ห้องทั้งห้องโกลาหลขึ้นมาทันตาเห็น อุปกรณ์บางส่วนระเบิดออกกระจายไปทั่ว ทำให้คนทั้งสามในห้องต้องก้มหัวหลบกันจ้าละหวั่น

หลังจากนั้นสักครู่หนึ่งห้องกระจายเสียงก็กลับสู่ความสงบ คนทั้งสามจ้องมองหน้ากันไปมาอย่างอึ้ง ๆ ห้องกระจายเสียงทั้งห้องเละเทะไปหมด เครื่องกระจายเสียงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระจายสัญญาณเสียง แต่ตอนนี้ ไม่เพียงแต่เครื่องกระจายเสียงในมือของลู่ผิง แต่เป็นห้องกระจายเสียงทั้งห้องที่เหมือนโดนถล่มลงไป

เวินเหยียนตะลึงไปเป็นเวลานาน แต่ในที่สุดนางก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา นางหัวเราะหนักเสียจนต้องหอบหายใจ

“เจ้าคนนี้นี่...” นางมองไปที่ลู่ผิง

“เกิดอะไรขึ้น” ซีเฟิ๋นคิดอะไรไม่ออก ลู่ผิงก็ไม่รู้อะไรเลย

“พลังวิญญาณแห่งเสียง! วัสดุที่ใช้ในอุปกรณ์นี่ทำได้เพียงกระจายพลังวิญญาณแห่งเสียงเท่านั้น เจ้าทำอะไรไปน่ะ” เวินเหยียนพูด

“ได้แต่พลังวิญญาณแห่งเสียงหรือ” ลู่ผิงเกาศีรษะ

“ใช่!”

“เจ้าทำอะไร” ซีเฟิ๋นมองไปที่ลู่ผิง

“เอ่อ...พลังวิญญาณแห่งเสียงของข้าคงบริสุทธิ์ไม่พอน่ะ” ลู่ผิงกล่าว

ก็ไม่ใช่ว่าลู่ผิงไม่อยากมีพลังวิญญาณที่บริสุทธิ์ แต่จากการพันธนาการของโซ่กักวิญญาณ การที่เขาสามารถลักลอบดึงพลังวิญญาณออกมา อีกทั้งยังเก็บมันไว้ได้นานพอจะเอามาใช้ได้ก็เรียกได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ถ้าจะเอาพลังที่บริสุทธิ์ด้วยก็ยากเกินไปแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับลู่ผิงในปัจจุบันนี้ ดังนั้นแม้ว่าเขาจะอยากใช้เพียงพลังวิญญาณแห่งเสียง พลังวิญญาณอื่นก็ยังจะผสมเข้ามาตอนที่เขาดึงพลังวิญญาณออกมาจากโซ่กักวิญญาณอยู่ดี ผลก็คือ อุปกรณ์ที่สร้างขึ้นจากวัสดุพิเศษเพื่อกระจายพลังวิญญาณแห่งเสียงถูกทำลายลงทันที

“คราวนี้ถึงข้าอยากช่วยพวกเจ้าก็ทำไม่ได้แล้ว” รอยยิ้มของเวินเหยียนยิ่งมีความสุขขึ้นอีก ก่อนหน้านี้แค่เวินเหยียนเอาเครื่องกระจายเสียงออกมาเคาะทีสองที เด็กนักเรียนปีสามคนนั้นก็ทำเหมือนหัวใจสลายแล้ว แต่ตอนนี้ห้องกระจายเสียงทั้งห้องพังพินาศ แต่เวินเหยียนก็ดูจะไม่เป็นห่วงเลย สำหรับนาง ทั้งหมดนี้มันน่าสนใจมาก ๆ

“ทำอย่างไรต่อดี” ลู่ผิงกับซีเฟิ๋นมองหน้ากันอย่างท้อใจ เดิมทีพวกเขาคิดว่าการมาที่ห้องกระจายเสียงนี้แล้วอธิบายเหตุผลที่มาเยือนสถาบันเทียนเจ้านั่นเป็นเรื่องที่เรียบง่ายมาก แต่ใครจะไปรู้ว่าจะมาเจอเข้ากับสตรีนางนี้ที่ช่างไม่ให้ความร่วมมือเลย ลู่ผิงต้องลงมือเองทำให้ตอนนี้แผนการและความหวังทั้งหมดของพวกเขาล่มสลายไปหมดแล้ว

ทั้งสองคนมองออกนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย แต่ตอนนั้นเองสีหน้าของลู่ผิงก็เปลี่ยนไป

เวินเหยียนที่ถูกมัดไม่อาจเคลื่อนไหวทั้งมือและเท้าได้จึงได้แต่มาที่หน้าต่างจากการกระโดดมา เห็นได้ชัดว่าระบบประสาทของนางกลับคืนมาแล้วและการถูกมัดก็มิได้ทำให้นางไม่อาจใช้ความสามารถของตนเองเลย

“เอ๊ะ” จากการใช้ “มองไกล” นางเห็นได้ชัดกว่าซีเฟิ๋นที่มีเพียงพลังวิญญาณแห่งรูปชั้นฟ้าที่สามมาก

“โอ้ เด็กหนุ่มหมวกฟางโดนจับได้แล้ว ใครจับได้น่ะ เงยหน้ามาหน่อยสิ...” เวินเหยียนพูดไม่หยุด

“เด็กสาวนั้นก็จะจบแล้วเหมือนกัน!” เวินเหยียนพูดหลังจากมองไปอีกทางหนึ่ง “ที่จริงข้าชื่นชมนางมากนะ ทั้งกล้าหาญแล้วก็ดุดันมากเลย แต่เป็นแบบนี้จะยิ่งทำให้นางต้องเจ็บตัวมากขึ้นนะ!”

ในขณะที่นางกำลังพูด นางก็ได้เห็นร่างหนึ่งเลื่อนไถลลงไปนอกหน้าต่างพร้อมกับเสียงลมวูบใหญ่

“ผีอะไร!” เวินเหยียนสะดุ้งด้วยความตกใจ นางรีบเอนตัวไปข้างหน้าแล้วก้มลงมองไปทั่ว สิ่งที่นางเห็นก็คือร่างของลู่ผิงที่ทำแบบนักเรียนปีสามคนนั้นลงไปจากหอคอยอย่างรวดเร็ว นางหันศีรษะกลับไปดู แน่นอนว่ามีแต่ซีเฟิ๋นที่ถูกทิ้งเอาไว้ในห้องกระจายเสียง

“เด็กสาวนางนั้นเป็นอะไรกับเขาหรือ” เวินเหยียนถามซีเฟิ๋น

“จะเรียกว่าคนที่เขาต้องปกป้องจนตัวตายก็ได้กระมัง!” ซีเฟิ๋นกล่าว

“โอ้...อย่างนั้นก็ยิ่งน่าสนใจ” เวินเหยีนมองไปข้างนอกอีกครั้งอย่างสนอกสนใจพลางพึมพำว่า “รีบหน่อย รีบหน่อย!”

“การมาช้าก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีนะ!” ในตอนนั้นเองเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากสุดปลายบันได เวินเหยียนหันหน้าไปและเห็นเฉินฉือที่ก้าวเข้ามาใกล้อย่างช้า ๆ

“ทำไมถูกมัดไว้แบบนี้ล่ะ” เฉินฉือยิ้มเมื่อเห็นสภาพของเวินเหยียน

“ไม่ใช่เรื่องของเจ้า!” เวินเหยียนไม่สนใจเขาแล้วมองข้างนอกต่อไป

เฉินฉือเบนสายตาไปแล้วมองเห็นซีเฟิ๋นทันที

“ทำไมเป็นเจ้าอีกแล้ว...” ซีเฟิ๋นฝืนยิ้มออกมา

“ใช่ ข้าอีกแล้ว” เฉินฉือถามอย่างตื่นเต้น “อีกคนไปไหนแล้วล่ะ”

“เพิ่งไปเอง” ซีเฟิ๋นตอบ

“อ้อ” เฉินฉือถอนหายใจอย่างโล่งอก จากนั้นเขาก็ยิ่งตื่นเต้นขึ้นไปอีก “นี่ล่ะสาเหตุที่ข้าบอกว่า การมาช้าก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีนะ!”

“สองคะแนน! กลับมาแล้ว!” เฉินฉือประกาศชัยชนะ

“ใครสน!” เวินเหยียนหันกลับมากลอกตา

..................................................................

เครื่องกระจายเสียงคือไมโครโฟนค่ะ ตั้งแต่แปลมาคำนี้อยากใช้ทับศัพท์อังกฤษที่สุดแล้ว

 

ตอนที่ 52 – หยุดไม่อยู่




NEKOPOST.NET