Heaven Awakening Path ตอนที่ 50 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.50 - ยอดหอกระจายเสียง


ตอนที่ 50 – ยอดหอกระจายเสียง

 

หอกระจายเสียงมีลักษณะเป็นวงกลมและสูงกว่าร้อยเมตร นอกจากห้องกระจายเสียงและจุดสังเกตการณ์ที่อยู่บนยอดหอคอยแล้ว ทั้งหอคอยมีเพียงบันไดที่วนขึ้นไปทั้งร้อยเมตรนั่นเท่านั้น ซึ่งก็ต้องใช้พลังอย่างมากในการปีนป่ายขึ้นไป

ตอนที่เฉินฉือมาถึงใต้คอหอย ห้องกระจายเสียงก็ได้ออกประกาศอีกรอบไปแล้ว เด็กหนุ่มหมวกฟางและเด็กสาวชุดแดงได้คะแนนเพิ่มคนละสองคะแนน รวมเป็นสิบและสิบสองคะแนนตามลำดับ

การเพิ่มคะแนนนี้เป็นการเพิ่มแรงจูงใจหรือเป็นการประเมินความสามารถของพวกเขาใหม่อีกครั้งก็ไม่มีใครทราบ ประกาศพวกนั้นก็มิได้อธิบายอะไรด้วย

“ไม่มีเรื่องของเด็กหนุ่มชุดเทาเลย เขามาที่ห้องกระจายเสียงไหมนี่” เฉินฉือที่ยืนอยู่ใต้หอกระจายเสียงเงยหน้าขึ้นมองยอดหอคอย

“ข้าไปดูหน่อยดีกว่า!” เขาพึมพำกับตัวเองแล้วเดินไปที่บันได เขาไม่ใช่คนที่ขี้เกียจหรือเกรงกลัวปัญหา เขาก็แค่เฉื่อยชาเท่านั้นเอง ทำอะไรก็ช้าไปตลอด

ยอดหอกระจายเสียง ห้องกระจายเสียง

ห้องกระจายเสียงมิได้เป็นเพียงห้องธรรมดา มันมีอุปกรณ์ที่สร้างมาจากวัสดุพิเศษซึ่งสามารถใช้การได้จากพลังวิญญาณแห่งเสียงและสามารถทำให้กระจายเสียงไปได้ทั่วทั้งสถาบันเทียนเจ้า

เวินเหยียนนั่งอยู่ในห้องกระจายเสียง นางดูเหมือนกำลังเบื่อหน่ายขณะที่ขยับเครื่องกระจายเสียงซึ่งสามารถใช้ได้จากพลังวิญญาณแห่งเสียงเท่านั้นที่อยู่ในมือเล่นไปมา นางไม่อาจออกประกาศใหม่มาได้สักพักแล้ว

ห้องกระจายเสียงมีรูปทรงกลมที่ผนังทุกด้านทำมาจากหินโปร่งใส มุมมองที่มองลงข้างล่างไม่ต่างกันมากกับที่จะสามารถมองเห็นได้จากจุดสังเกตการณ์ที่ดาดฟ้าของหอคอย แต่ก็มีความแตกต่างเล็กน้อยคือบนจุดสังเกตการณ์มีกระจกเวทที่สามารถใช้พลังวิญญาณแห่งรูปเพื่อดูสิ่งที่อยู่ไกลออกไปได้ชัดเจนขึ้น แต่เวินเหยียนไม่ชอบขึ้นไปข้างบนนั้นเพราะลมแรงเกินไปจะทำให้ผมนางยุ่ง แน่นอนว่าสาเหตุที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือนางเป็นผู้เชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งรูป และจากความสามารถขั้น 1 หลังจากเชื่อมต่อพลังวิญญาณ “มองไกล” นางก็สามารถมองเห็นทุกซอกทุกมุมของสถาบันได้ไม่ต่างจากการใช้กระจกเวทนั้น

แต่ตอนนี้นางรู้สึกเบื่อแล้ว เพราะว่าเด็กหนุ่มชุดเทาที่นางสนใจมากที่สุดหายตัวไปหลังจากที่เข้าไปในดงไม้แห่งหนึ่ง

และสำหรับเด็กหนุ่มหมวกฟางกับเด็กสาวชุดแดงนั้น ความสามารถของพวกเขาก็เปิดเผยมาจนเกือบหมดสิ้นแล้ว คนหนึ่งมีประสบการณ์ในการหลบหนีมาก ส่วนอีกคนมีพลังวิญญาณแห่งกายชั้นฟ้าที่หกแต่สามารถแสดงพลังออกมาได้น่าประทับใจมาก แต่ก็เท่านั้นเอง สองคนนั้นดูจะไม่สามารถสร้างความประหลาดใจใด ๆ ได้อีกแล้ว คะแนนของพวกเขาได้แต่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามเวลาให้ทุกคนตื่นตัวเท่านั้น

มีแต่พลังของเด็กหนุ่มชุดเทาที่ยังทำให้ทุกคนตื่นตาตื่นใจและสงสัย นี่ทำให้เวินเหยียนอยากรู้อยากเห็นมาก นางกำลังรอคอยที่จะได้เห็นการแสดงออกเช่นนั้นจากเขาอีก แต่โชคร้ายที่เขาหายตัวไปในดงไม้แล้ว นักเรียนที่หวังจะจับตัวสามสิบคะแนนย่อมมีมากมาย แต่ดูเหมือนไม่มีผู้ใดพบร่องรอยอะไรเลย ตอนนี้แม้แต่หน่วยป้องกันก็มาร่วมวงด้วยแล้ว พวกเขาไม่เหมือนนักเรียนทั่วไปที่ไม่อาจร่วมมือกันและเอาแต่แข่งขันกันเอง หน่วยป้องกันเริ่มการค้นหาอย่างมีระเบียบจากการสั่งการแบบรวมศูนย์ นี่เป็นสิ่งที่พวกเขาแตกต่างกับนักเรียนคนอื่น ๆ มากที่สุด

“เจ้าไปซ่อนที่ไหนกัน ออกมาเร็ว ๆ สิ” เวินเหยียนใช้ “มองไกล” และกวาดตามองไปทั่วทุกทีอีกครั้ง นางยังไม่พบสิ่งใด ดังนั้นจึงได้แต่ครุ่นคิดว่าอีกฝ่ายได้เข้าไปอยู่ในจุดอับสายตาของห้องกระจายเสียงแล้ว

ปัง ปัง ปัง!

อยู่ ๆ เวินเหยียนก็ยกเครื่องกระจายเสียงราคาแพงในมือเคาะไปที่เสาโลหะข้างตัว และเสียงที่ดังเสียดแก้วหูก็ดังขึ้นไปถึงจุดสังเกตการณ์ด้านบน

“เจ้าที่อยู่ข้างบนน่ะ เจอเด็กหนุ่มชุดเทาหรือยัง” เวินเหยียนตะโกนอย่างหงุดหงิด

“รุ่นพี่เวินเหยียน...” ศีรษะหนึ่งยื่นออกมาจากเพดาน เขามองเครื่องกระจายเสียงในมือเวินเหยียนอย่างกังวลใจพลางกล่าวต่อว่า “ถ้าท่านอยากพูดสิ่งใดก็กล่าวออกมาได้เลยครับ ข้าได้ยินท่าน ไม่ต้องใช้เครื่องกระจายเสียงทุกครั้งก็ได้!”

“ลมแรงแบบนั้นจะได้ยินหรือ” เวินเหยียนพูดอย่างรำคาญใจ เห็นได้ชัดว่านางก็แค่หาเรื่องระบายอารมณ์เท่านั้น

“ลมตอนนี้ไม่...ไม่แรงเท่าไหร่ ท่านได้ยินไหมครับ” คนผู้นั้นกล่าว

“ข้าถามว่าเจ้าพบเด็กหนุ่มชุดเทาหรือยัง เอาแต่พูดไร้สาระอยู่ได้!” เวินเหยียนกล่าว

“ไม่ครับ ไม่เห็นเลย ไม่รู้หนีไปไหนแล้ว...” คนผู้นั้นรู้สึกหดหู่ แต่ในตอนนั้นเองเขาก็เห็นว่าสุดปลายบันไดข้างหลังเวินเหยียนนั้น มีคนผู้หนึ่งที่แบกอีกคนไว้บนหลังค่อย ๆ ก้าวทีละก้าวขึ้นมา

“หาข้าหรือ” คนผู้นั้นพูดขึ้นเมื่อเดินมาจนสุดบันไดโดยมีอีกคนอยู่บนหลัง ในตอนนี้เขาไม่ได้ใส่ชุดสีเทาอีกแล้วแต่เป็นเครื่องแบบของสถาบันเทียนเจ้า แน่นอนว่าห้องกระจายเสียงกับจุดสังเกตการณ์ก็ทราบอยู่แล้ว พวกเขาเพียงแต่ไม่ได้ประกาศออกไปก็เท่านั้น

“หืม” เวินเหยียนหันไปแล้วตั้งแต่ตอนที่ได้ยินเสียงนั้น พลังวิญญาณแห่งเสียงของนางมิได้แย่ ดังนั้นนางจึงได้ยินมาก่อนแล้วว่ามีคนกำลังขึ้นมา แต่ว่าห้องกระจายเสียงไม่ใช่เขตหวงห้าม ใคร ๆ ก็ขึ้นมาได้ถ้าไม่ขี้เกียจปีนขึ้นบันไดมากมายนี้ขึ้นมา ดังนั้นนางจึงมิได้สนใจมากนัก เมื่อนางพบว่าคนที่มาคือเด็กหนุ่มชุดเทาที่พวกเขากำลังตามหาอยู่ นางก็ร่าเริงขึ้นมา

“น่าสนใจ!” ดวงตาที่ไม่กระตือรือร้นของนางส่องประกายวิบวับ

เมื่อซีเฟิ๋นและลู่ผิงได้ยินว่านี่เป็นสตรีคนเดียวกับผู้ประกาศข่าว พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะสำรวจนางอีกหลายครั้ง

นางเป็นคนที่งดงามมาก โดยเฉพาะผิวพรรณที่เรียบเนียนและขาวกระจ่าง นี่ช่างแตกต่างจากเด็กสาวจากเขตป่าเขาอย่างเสียเฟิงยิ่งนัก แน่นอนว่านี่มิใช่เรื่องที่ลู่ผิงและซีเฟิ๋นสนใจมากที่สุด พวกเขากำลังจะเริ่มพูดกับนาง แต่เด็กสาวคนนั้นกลับเร็วยิ่งกว่า

 “คนที่พวกเราตามหากลับเสนอตัวมาถึงที่เลย” เวินเหยียนลุกขึ้นพลางกล่าวต่อ “แต่ปัญหาก็คือข้าเป็นนักเรียนปีสี่ จับพวกเจ้าไปก็ไม่ได้คะแนน รุ่นน้องทั้งหลายจะว่าข้าเอาได้ ทำอย่างไรดีเล่า”

“รุ่นพี่ครับ ท่านจับพวกเขาแล้วมอบให้ข้าก็ได้นะครับ!” ศีรษะที่ยื่นออกมาจากเพดานห้องพูดพลางยิ้มกว้าง

“คงได้แต่ให้เจ้าได้กำไรไปแล้ว” เวินเหยียนถอนหายใจ

“รุ่นพี่ สู้ ๆ!” คนผู้นั้นตะโกน

“ข้าไม่อาจประมาท” เวินเหยียนพูด แต่นางก็ดูจะไม่ระแวดระวังอะไรเลย เพราะนางได้ออกกระบวนท่ามาแล้วก่อนที่จะทันพูดจบเสียอีก

“นี่...” ซีเฟิ๋นไม่คาดว่าหลังจากก้าวผ่านอุปสรรคมากมายกว่าจะมาถึงที่นี่ ก่อนที่จะได้มีโอกาสพูดอะไรก็โดนอีกฝ่ายพุ่งเข้าโจมตีแล้ว ความเร็วของสตรีผู้นี้ดูจะไม่ด้อยกว่านักเรียนชั้นปีสามที่ได้ชื่อว่า “ความเร็วเสียง” ผู้นั้นเลยด้วยซ้ำ

“ที่สถาบันเทียนเจ้าของเรา พวกเรานักเรียนปีสี่นั้นต่างกันมาก” เวินเหยียนกล่าวพลางยื่นมือออกไปตะครุบหน้าของลู่ผิง นี่เป็นวิธีการเดียวกับที่ลู่ผิงใช้กับเฉียวอิ่งอยู่หลายครั้ง

ลู่ผิงรีบหลบและยื่นมือออกไปบ้าง แต่กระบวนท่าที่เฉียวอิ่งไม่อาจต่อต้านได้เลยกลับคว้าได้เพียงอากาศเมื่อใช้กับเวินเหยียน

“ซ้ำซาก!” ตอนที่เสียงของเวินเหยียนดังออกมา นางก็ได้อ้อมไปอยู่ข้างหลังลู่ผิงแล้ว

ลู่ผิงซึ่งยังไม่เก็บแขนกลับมาหันร่างไปโจมตี เวินเหยียนยกแขนขึ้นกัน แต่พลังมหาศาลที่พุ่งออกมาจากการโจมตีของลู่ผิงก็ทำให้นางหน้าเปลี่ยนสีทันที นางรีบใช้แรงสะท้อนขยับร่างไปด้านข้าง นางเซไปชนกับโต๊ะตัวหนึ่งแล้วทำให้มันล้มลง สุดท้ายพลังจากการโจมตีของลู่ผิงก็สลายไปหมด

แม้ว่าการหลบของเวินเหยียนจะดูน่าสมเพช แต่การที่นางสามารถรู้ได้ทันทีว่าไม่อาจรับการโจมตีของลู่ผิงได้และขยับร่างไปด้านข้างก็ยอดเยี่ยมมากแล้ว

ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความประหลาดใจ สุดท้ายลู่ผิงก็เก่งกล้ากว่าที่นางคาดไว้อีก แต่สีหน้าของนางก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

“แบบนี้สิถึงจะน่าสนใจ” นางพูดและพุ่งเข้าไปโจมตีอีกรอบ

นางรวดเร็วมาก แต่ความเร็วของนางไม่เหมือนกับเฉียวอิ่งที่พยายามหาช่องว่างโจมตีจากการทำให้ศัตรูสับสนด้วยการเคลื่อนที่อย่างว่องไวของเขา ความเร็วของนางอยู่ที่การโจมตีอย่างรวดเร็ว ความเคลื่อนไหวของนางรวดเร็ว การโจมตีก็รวดเร็ว หมัดและเท้าของนางพุ่งเข้าโจมตีอย่างฉับพลันทำให้ซีเฟิ๋นตาลายไปหมดจนเกือบจะอาเจียนออกมา

นางรวดเร็ว แต่ลู่ผิงก็มิได้ช้า

“ระวังนะ!” ลู่ผิงบอกซีเฟิ๋นพลางเริ่มออกหมัดและเท้าด้วยความเร็วที่ไม่ช้ากว่าเวินเหยียนเลย ในพริบตาเดียว กระบวนท่าของพวกเขาก็พุ่งเข้าปะทะกันอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะไม่ได้มีเสียงการปะทะที่รุนแรงมากนัก เวินเหยียนรู้ว่ากำลังของลู่ผิงนั้นสูงส่งมาก ดังนั้นนางจึงมิได้ต่อสู้กับเขาด้วยกำลัง แต่กระบวนท่าของนางเมื่อปะทะกับลู่ผิงหรือบางทีก็ยังไม่ปะทะด้วยซ้ำ ก็เคลื่อนคล้อยไปด้านข้าง จากนั้นนางก็โจมตีจากมุมที่แตกต่างออกไปด้วยความรวดเร็วอีกครั้ง

ฝีมือพอ ๆ กันหรือ

จากการสังเกตของผู้ชมด้านข้างก็อาจจะเป็นเช่นนั้น แต่ใบหน้าของเวินเหยียนเริ่มปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา

นางไม่รู้ว่าจะอธิบายความสามารถของลู่ผิงอย่างไรดี พูดสั้น ๆ ก็คือเขาคงจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งมาก แต่การใช้พลังของเขานั้นหยาบและเรียบง่ายเกินไปสำหรับเวินเหยียน อาจจะกล่าวได้ว่าเขาแค่ใช้พลังตามใจชอบเท่านั้นเอง ไม่มีทักษะใด ๆ เลย ไม่เช่นนั้นการที่เขามีกำลังที่นางไม่อาจต้านทานและความเร็วที่เทียบเท่านางจะยังไม่ชนะได้อย่างไร

“เจ้ายังต้องเรียนรู้อีกมากนัก!” นางกล่าว นางวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของลู่ผิงได้แล้ว นางเตรียมจะจบการประลองนี้ นางชกออกไปด้วยกระบวนท่าที่ดูซับซ้อน และหลอกล่อให้แขนทั้งสองข้างของลู่ผิงต้องกางออก

“จบแค่นี้ล่ะ!” ฝ่ามือข้างหนึ่งพุ่งออกมาจับศีรษะของลู่ผิง ครั้งนี้ลู่ผิงไม่อาจหลบได้ ปัดป้องหรือ หลังจากที่ถูกนางใช้กระบวนท่าหลอกล่อ เขาก็ไม่มีเวลาพอจะทำอะไรได้แล้ว

“สามสิบคะแนนของเจ้า!” นางกล่าวแล้วคิดที่จะพลิกตัวลู่ผิงด้วยมือขวาที่คว้าคอของเขาเอาไว้ แต่มันไม่ขยับเลย...

นี่มัน...

เวินเหยียนตื่นตะลึงอีกครั้ง

นางรู้ดีว่าไม่อาจแข่งกับลู่ผิงด้านพละกำลังได้ แต่นางไม่คิดเลยว่าพละกำลังของพวกเขาจะแตกต่างกันจนแม้แต่ตอนที่นางจับกุมอีกฝ่ายไว้แล้วกำลังของนางก็ยังไม่อาจทำอะไรเขาได้เลย

ตอนนี้สายเกินไปที่จะลองใช้กำลังที่มากขึ้นหรือความสามารถอะไรแล้ว เวินเหยียนถอยหนีโดยไม่รีรอ เวินเหยียนรีบถอย แต่มือสองข้างของลู่ผิงที่โดนหลอกล่อให้เปิดอ้าออกก็หุบเข้ามาแล้ว แต่ในสายตาของเวินเหยียน ความเคลื่อนไหวของลู่ผิงมีแต่ช่องว่าง และครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน

หลบ!

เวินเหยียนบิดตัวลอดออกไปตามช่องว่างในการโจมตีของลู่ผิง นางกำลังจะถอยออกไปให้ห่างกว่านี้ แต่สายลมแรงหอบหนึ่งก็โจมตีมาที่ลำคอของนางด้วยพลังวิญญาณแห่งกายที่ชัดเจนมากสายหนึ่ง นี่มัน...พลังวิญญาณแห่งกายชั้นฟ้าที่สามหรือ

ระดับชั้นของพลังวิญญาณแห่งกายนี้ไม่อาจโอ้อวดได้เลยในสถาบันเทียนเจ้า แต่ในช่วงเวลานี้ การโจมตีของระดับพลังเพียงเท่านี้ส่งออกมาในจังหวะที่ดีที่สุดและตำแหน่งที่ดีที่สุด

เด็กหนุ่มสองคะแนน...

ซีเฟิ๋นซึ่งได้แต่พึ่งลู่ผิงไม่ให้ถูกจับได้กลับทำให้เวินเหยียนที่มั่นใจมากตลอดการประมือกับลู่ผิงเกิดปัญหาใหญ่จากการโจมตีเพียงครั้งเดียว เพราะนางไม่อาจหาทางป้องกันการโจมตีนี้ได้เลย

การโจมตีเข้าสู่เป้าหมาย

พลังวิญญาณแห่งกายชั้นฟ้าที่สาม ข้าคงจะต่อต้านได้กระมัง

นี่เป็นความหวังสุดท้ายของเวินเหยียน แต่ก็ไม่เป็นจริง...

ถ้าจะกล่าวว่าทักษะของลู่ผิงนั้นแย่มาก ไม่อาจใช้พลังของตัวเองแม้แต่ห้าสิบส่วนในการโจมตีแล้ว เด็กหนุ่มสองคะแนนคนนี้ก็โจมตีได้จังหวะ ความแม่นยำ ความเร็วและพลังในการโจมตีได้ยอดเยี่ยมอย่างไม่น่าเชื่อ นี่เป็นทักษะที่มากกว่าพลังร้อยส่วนของคนผู้หนึ่งเสียอีก

พลังวิญญาณแห่งกายชั้นฟ้าที่สามก็เพียงพอแล้ว

ด้วยมือข้างเดียว เวินเหยียนล้มลง

..............................................................

ใครเก่งที่สุดดดดดดดด

ปล. คิดว่าหอกระจายเสียงนี้จะรอดไหมคะ 555

 

ตอนที่ 51 – พลังวิญญาณที่ไม่บริสุทธิ์




NEKOPOST.NET