Heaven Awakening Path ตอนที่ 5 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.5 - สารวัตรนักเรียน


ตอนที่ 5 – สารวัตรนักเรียน

 

“ไม่ต้องแล้ว...” ม่อเซินตอบคำถามของลู่ผิงโดยไม่หันมองแล้วรีบเผ่น  เขาไม่ได้กินอาหารด้วยซ้ำ

“เกิดอะไรขึ้น” ซูถังกล่าว จากอาการกระอึกกระอักของม่อเซิน ใครก็ดูออกว่ามีเรื่องผิดปกติ

“เขากังวลมากเลย” ลู่ผิงพยักหน้ารัว ๆ อย่างเห็นด้วย

“เราควรไปดูอีกรอบไหม” ซูถังกระวนกระวายใจนิดหน่อย นางเห็นม่อเซินที่เฉียบขาดเข้มงวดบ่อยครั้ง แต่ไม่เคยเห็นเขากลัวจนสติหลุดแบบนี้เลย มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

“ข้าต้องไปด้วยรึ เห็นข้าจะยิ่งทำให้เขาหดหู่น่ะสิ” ลู่ผิงพูดขึ้น

“ทำไมเขาอยากให้เจ้าไปสวนที่ 18 กันนะ” ซูถังกลับมาถามอีกครั้ง  แต่ก่อนที่ลู่ผิงจะทันอธิบายเขาก็ถูกขัดจังหวะอีกครั้ง มีคนสามคนยืนขวางทางของลู่ผิงและซูถัง พวกเขาอาศัยโอกาสที่ทั้งคู่หยุดลงแล้วยืนล้อมพวกเขา

สถาบันไจเฟิงไม่มีเครื่องแบบ แต่นักเรียนทั้งสามคนต่างก็สวมชุดสีดำแบบเดียวกันเป๊ะ แขนข้างซ้ายมีตราตัวอักษรสีทองล้อมด้วยขอบสีเงินว่า ‘ระเบียบ’

หน่วยสารวัตรนักเรียน!

นั่นคือกลุ่มนักเรียนที่ช่วยรักษากฎระเบียบของสถาบัน สถาบันอื่น ๆ ก็มีกลุ่มเช่นเดียวกันนี้ แต่สำหรับสถาบันไจเฟิงแล้วการมีอยู่ของหน่วยค่อนข้างจะกระอักกระอ่วน

สาเหตุก็คือกฎระเบียบของสถาบันไจเฟิงในปัจจุบันไม่เข้มงวดสักนิด การมาเรียนสายหรือกลับก่อนถือเป็นความผิดร้ายแรงในสถาบันอื่น แต่ในไจเฟิงไม่มีใครสนใจเรื่องนั้นเลยด้วยซ้ำ นักเรียนส่วนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวัน ๆ สารวัตรนักเรียนทำอะไรบ้าง

แต่ลู่ผิงไม่แปลกหน้ากับหน่วยสารวัตรนักเรียนสักนิด แค่มองคนสามคนข้างหน้า เขาก็ทำหน้าจนปัญญาอย่างชำนิชำนาญแล้ว

“มีอะไรอีกหรือครับ รุ่นพี่ทั้งสาม” ลู่ผิงถาม

“เจ้าว่าอย่างไรล่ะ”

คนที่ยืนตรงกลางเรียกว่าซีเฟิ๋น เขาเป็นนักเรียนชั้นปีที่สี่ในสถาบันไจเฟิงและเป็นหัวหน้าสารวัตรนักเรียนด้วย  เพียงได้ยินคำว่า ‘อีก’ เขาก็โมโหขึ้นมาเป็นอย่างมาก เขาจับตาดูลู่ผิงอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่ที่เขาเป็นหัวหน้าสารวัตรนักเรียนตอนชั้นปีที่สอง  จากวันนั้นก็ผ่านมาเกือบสามปีแล้ว

ในระยะเวลาสามปีมานี้ ลู่ผิงแทบไม่เคยไปเข้าเรียนแล้วยังตกการทดสอบประจำปีถึงสองครั้ง มีเพียงสถาบันไจเฟิงที่ผ่อนผัน คนแบบนี้ถึงยังอยู่มาได้ สำหรับสวะชื่อเน่าเสียนี้แล้ว ซีเฟิ๋นเชื่อว่าเป็นหน้าที่ของหน่วยสารวัตรนักเรียนที่จะหาจุดผิดพลาดที่ทำให้ไล่มันออกไปจากสถาบันให้ได้ นอกจากกฎสอบตกการทดสอบประจำปีสามครั้งแล้ว ในสถาบันยังมีกฎที่ห้ามฝ่าฝืนอื่นอีก

แต่ว่า สามปีแล้ว...

ซีเฟิ๋นเฝ้าสังเกตลู่ผิงมาสามปีแล้ว แต่ก็ยังหาข้อมูลที่จะใช้ต่อต้านลู่ผิงไม่ได้สักข้อ สำหรับคนอื่น ลู่ผิงเป็นเพียงสวะ แต่เขาจัดการสวะยังไม่ได้เลย เขาจะทนรับได้อย่างไร

แต่เขาก็ไม่มีเวลาเหลือมากแล้ว การทดสอบประจำปีกำลังใกล้เข้ามา และครั้งนี้เขาจะเรียนจบ ถ้าลู่ผิงสอบตกก็จะโดนไล่ออกตามกฎ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็จะไม่มีโอกาสให้เขาลบล้างความด้อยประสิทธิภาพของหน่วยสารวัตรนักเรียนในสายตาของคนทั่วไปอีก

ภายในสัปดาห์นี้ เขาต้องหาจุดอ่อนของลู่ผิงให้ได้

สำหรับซีเฟิ๋น เรื่องนี้สำคัญกว่าการผ่านการทดสอบประจำปีเสียอีก

ตอนนี้เมื่อเขามีโอกาสแล้ว เขาจะไม่ยอมให้ลู่ผิงหนีไปได้เด็ดขาด จึงได้จ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง

แต่ลู่ผิงก็ยังมีสีหน้าจนปัญญาเช่นเดิม “เราคุ้นเคยกันตั้งขนาดนี้แล้ว รุ่นพี่มีอะไรก็ถามมาเถอะครับ”

“อย่ามาทำเป็นสนิทสนมกับข้านะ” ซีเฟิ๋นดุ “ศาลาในสวนที่ 18 ใช่ฝีมือของเจ้าหรือไม่”

“แน่นอนว่าไม่ใช่” ลู่ผิงกล่าว

“แล้วทำไมถึงมีคนเห็นเจ้าเดินไปทางนั้นในช่วงเวลานั้นล่ะ ปกติที่นั่นว่างเปล่าจะตาย” ซีเฟิ๋นพูด

“ใครเห็นข้า” ลู่ผิงถาม

“ยังหวังจะพึ่งดวงอีกหรือ” ซีเฟิ๋นหัวเราะอย่างเย็นชาแล้วโบกมือ คนผู้หนึ่งโผล่มาจากกลุ่มคนที่มุงดูอยู่รอบ ๆ

“เสี่ยวเป่า” ลู่ผิงร้องทักทายคนที่เพิ่งออกมา

เมื่อได้ยินดังนั้นเสี่ยวเป่าก็จ้องมึน ๆ เขาไม่ได้คุ้นเคยกับลู่ผิงสักนิด พวกเขาไม่เคยคุยกันเลยด้วยซ้ำ การที่เขารู้จักลู่ผิงไม่ใช่เรื่องแปลก แม้ว่าลู่ผิงจะถูกเรียกเป็นขนมคอเป็ด แต่เขาก็ยังถือว่ามีชื่อเสียง คนที่มีชื่อเสียงในสถาบันสามารถนับนิ้วได้ถ้วน แต่เขาเว่ยเป่าเป็นแค่นักเรียนสามัญดาษดื่น น่าแปลกใจที่ลู่ผิงจำเขาได้ ไม่เพียงจำได้ ยังเรียกเขาว่า เสี่ยวเป่า อย่างสนิทสนมอีกด้วย

“พวกเจ้ารู้จักกันหรือ” ซีเฟิ๋นก็แปลกใจเช่นกัน

“เปล่า” ทั้งคู่ตอบพร้อมกัน

ไม่รู้จักแต่ทักทายกันอย่างสนิทสนมเลยนะ  ซีเฟิ๋นระแวง แต่เขาก็ไม่สามารถจะครุ่นคิดเรื่องนี้ต่อไปได้ เขาส่งสัญญาณให้เว่ยเป่าพูด

“ที่ทางแยกด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ข้าเห็นลู่ผิงเดินมาจากทางทิศตะวันออก ทางทิศเหนือของแยกนั้นมุ่งไปสู่เพียงสวนดอกไม้ที่ 18 เท่านั้น” ใบหน้าเว่ยเป่าเหมือนกำลังกล่าวสัตย์สาบาน

“ตอนเช้าตรู่ มีเจ้าคนเดียวที่ไปทางนั้น ยังมีอะไรจะแก้ตัวอีกหรือไม่” ครั้งนี้ซีเฟิ๋นมั่นใจยิ่งกว่าคราใด สามปีแล้ว และครั้งนี้เขารู้สึกว่าระยะห่างจากเป้าหมายของเขาอยู่ไม่ไกลแล้ว

“ข้าคนเดียวหรือ เป็นไปไม่ได้หรอก ท่านแน่ใจหรือว่าข่าวสารไม่ผิดพลาด” ลู่ผิงเริ่มระแวง

“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า” ซีเฟิ๋นมั่นใจว่าลู่ผิงแค่พูดให้เขาไขว้เขว ซีเฟิ๋นหัวเราะอย่างเย็นชา เขารู้สึกพอใจกับสถานการณ์นี้มาก จะอย่างไรเขาก็รอเวลานี้มาถึงสามปีแล้ว

“เจ้าเห็นข้าไปที่นั่น จริงหรือไม่” ลู่ผิงเริ่มถามเว่ยเป่า

“ใช่” เว่ยเป่าก็มั่นใจยิ่งเช่นกัน

“ข้าก็เห็นเจ้านะ” ลู่ผิงผงกศีรษะ

“เอ๊ะ” เว่ยเป่าจ้องมองอย่างว่างเปล่า ในแววตาของเขามีความไม่สบายใจ

“ตอนนั้น แม้ว่าเจ้าจะซ่อนตัวเป็นอย่างดี แต่ข้าก็เห็นเจ้า เจ้าอยู่กับนักเรียนหญิงคนหนึ่ง ข้าจะไม่เอ่ยชื่อนาง เจ้ามองข้าผ่าน ๆ แต่มิได้สนใจข้าเลย เพราะตอนนั้นเจ้ากำลังยุ่งอยู่ เมื่อใบหน้าของเจ้าห่างจากด้านขวาของใบหน้านาง 1.7 เซ็นติเมตร เจ้าก็หลับตาลง ใบหน้าที่ลุ่มหลงของเจ้าเอนเข้าไป แล้วเจ้าได้ลืมตาขึ้นมาหรือไม่”

“เปล่า!” เว่ยเป่าพูดโพล่งโดยไม่คิด

“ไม่ได้ลืมตา แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าไปทิศเหนือหรือตะวันตก” เมื่อลู่ผิงพูดถึงคำว่า ‘หรือตะวันตก’ เขาก็แสดงสีหน้าถูกใส่ความ “พยานของท่านครานี้ก็ไม่มีเหตุผลเช่นเดิม”

ซีเฟิ๋นกัดฟันอย่างเกรี้ยวกราด สีหน้าแบบนี้เขาเห็นมาเกินพอแล้วในช่วงสามปีที่ผ่านมา คำว่า ‘เช่นเดิม’ ก็ช่างบาดหูนัก เป็นอีกครั้งที่ใบหน้าของเขาสลักด้วยคำว่า ‘ไร้สามารถ’

เมื่อเห็นใบหน้าน่าเกลียดน่ากลัวของซีเฟิ๋น ลู่ผิงยังสงบนิ่งเช่นเดิม แต่เว่ยเป่าสติแตกแล้ว คำตอบของเว่ยเป่ามาจากความโง่เง่าของเขาเอง เขาพยายามอธิบายให้ซีเฟิ๋นเข้าใจ “ข้า...ข้าแค่อยากช่วยท่าน”

“ไสหัวไป!” ซีเฟิ๋นไม่มีสิ่งใดจะพูด เขาย่อมเข้าใจความคิดของเว่ยเป่าเป็นอย่างดี มีคนมากมายในสถาบันที่เกลียดชังลู่ผิง คนส่วนมากคิดว่าลู่ผิงเป็นคนทำเรื่องนี้ ซีเฟิ๋นก็เช่นกัน แต่เนื่องจากตำแหน่งสารวัตรนักเรียน เขาไม่สามารถกล่าวหาได้โดยไร้ซึ่งหลักฐาน เขาไม่สามารถสร้างพยานเท็จดื้อ ๆ อย่างที่เว่ยเป่าพยายามทำ แม้ว่าเขาจะเผ้าจับตาดูลู่ผิงอย่างระมัดระวังโดยไม่มีผลงานอะไร แม้ว่าเขาจะต้องยอมเป็นคนไร้สามารถ แต่เขาก็ไม่เคยคิดแม้แต่วินาทีเดียวที่จะใส่ร้ายลู่ผิงจากหลักฐานปลอม นี่เป็นขีดจำกัดล่างของเขา นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่มีวันทนได้ในฐานะสารวัตรนักเรียน

ในเวลานี้ ความขยะแขยงที่เขามีต่อเว่ยเป่ามากกว่าความเกลียดชังที่เขามีต่อลู่ผิง แต่ผ่านไปครู่เดียวความเกลียดชังของเขาก็กลับมา

“อีกหกวัน ข้าจะจ้องเจ้าไม่ให้คลาดสายตาเลย” ซีเฟิ๋นหันไปกล่าวกับลู่ผิง

“รบกวนด้วยนะครับ รุ่นพี่” ลู่ผิงยิ้ม

“ไปซะ” ซีเฟิ๋นหันกลับไปพร้อมกับสารวัตรนักเรียนอีกสองคน นักเรียนคนอื่นก็แยกย้ายกันไป เช่นเดียวกับสำนวนคนชังเท่าผืนเสื่อ บางคนดูถูกลู่ผิง ส่วนบางคนก็ดูถูกซีเฟิ๋น

“รุ่นพี่ซีเฟิ๋นช่าง...” ซูถังก็หาคำพูดมาบรรยายซีเฟิ๋นไม่ออก ความซื่อสัตย์ของซีเฟิ๋นช่างไม่ลำเอียง แต่เมื่อนึกถึงลู่ผิงแล้ว เขาก็เชื่อในคำพูดที่ว่า ‘ความประทับใจแรกสำคัญที่สุด’ มากยิ่งกว่าใคร ๆ ในช่วงสามปีมานี้ เขาเป็นคนที่ติดต่อกับลู่ผิงมากที่สุดแล้วรองจากซูถัง และผลก็คือเขายิ่งเกลียดลู่ผิงมากขึ้นเรื่อย ๆ

“โชคดีที่เขากำลังจะเรียนจบแล้ว” ลู่ผิงถอนหายใจ

“ครูม่อเซินขอให้เจ้าไปทำอะไรที่สวนที่ 18  เรื่องของศาลาเกี่ยวข้องกับพวกเจ้าหรือไม่” ซูถังเริ่มเชื่อมโยงเหตุการณ์อย่างตรงประเด็น

“ไม่ใช่แค่เราสองคน เจ้าก็ด้วย”

“ข้าด้วยหรือ” ซูถังมองลู่ผิงอย่างว่างเปล่า

“ข้าถึงพูดอย่างไรว่า ครูม่อเซินห่วงใยเจ้าจริง ๆ!” ขณะที่ลู่ผิงพูด ซูถังก็ยังมีแววตาที่ว่างเปล่า แต่นางก็เริ่มรับรู้บางสิ่ง และหลังจากนั้นสีหน้าของนางก็เปลี่ยนเป็นไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

“ข้าไม่รู้ว่าเขาจะยอมแพ้หรือยังนี่สิ”

ยอมแพ้หรือ

ม่อเซินยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้น เรื่องราวของศาลาทำให้จิตใจของเขาปั่นป่วน มีเพียงหลังจากได้ฟังคำวิเคราะห์จากเหล่านักเรียนที่เขาเริ่มสงบจิตใจลงได้บ้าง

ในตอนนี้ ดูเหมือนยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ในการหาหลักฐาน แม้ว่าจะมีนักเรียนหลายคนที่ฟันธงว่าคนร้ายคือลู่ผิงแน่นอน

ม่อเซินย่อมรู้ว่าไม่ใช่ลู่ผิง แม้ว่าเขาจะยังไม่ตัดสินใจที่จะยอมมอบตัวตอนนี้ แต่เขาก็ไม่ต้องการให้ใครอื่นกลายเป็นแพะรับบาปของเขา แม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นลู่ผิงก็ตาม

เมื่อเขาดุด่านักเรียนหลายคนที่กล่าวหาลู่ผิง พวกเขาไม่ละอายใจสักนิดแต่กลับรู้สึกแปลกใจว่าทำไมถึงมีคนช่วยแก้ต่างให้ลู่ผิง หลังจากเขาจากไปเหล่านักเรียนก็หันไปมองตามอย่างสงสัยว่าเขากินยาอะไรผิดไปวันนี้

ทำอย่างไรดีนะ

หลังจากครุ่นคิดเรื่องนี้จนหัวแทบระเบิด ม่อเซินก็มาถึงสวนดอกไม้ใกล้บ้านลู่ผิง สวนนี้เป็นสวนที่เขาชอบมากที่สุดท่ามกลางสวนดอกไม้ทั้ง 22 แห่งของสถาบันไจเฟิงเขารู้สึกเสมอว่าดอกไม้ใบหญ้าในสวนแห่งนี้มีพลังชีวิตมากเป็นพิเศษและเติบโตได้มีจิตวิญญาณที่พิเศษมาก

แต่เมื่อเขามาถึงทางเข้าสวน เขาก็เห็นคนผู้หนึ่งนั่งยอง ๆ อยู่ด้านใน คนผู้นั้นแต่งชุดเขียวไปทั้งร่างและใส่หมวกฟาง

“ใคร” ม่อเซินรีบเร่งเข้าไปเพื่อตรวจสอบว่าคนผู้นั้นทำอะไรอยู่

“ข้าเอง” คนผู้นั้นยืนขึ้นและหันมาพลางถอดหมวกเมื่อได้ยินเสียงเอะอะข้างหลัง เขาดูเหมือนเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดสิบแปด การอยู่ในที่แจ้งเสมอไม่ได้ทำให้เขามีผิวคมเข้มขึ้นเลย แต่กลับทำให้มีรอยแผลถูกแดดเผาไปทั่ว ในขณะนี้เขายิ้มกว้างให้ม่อเซินจนเห็นฟันขาวสะอาดเต็มปาก

“ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง แต่มาเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร” ทางหนึ่งม่อเซินก็ยินดีมาก แต่อีกทางเขาก็แปลกใจ

“ข้ากำลังเดินทางผ่านมาพอดีน่ะ กำลังคิดจะแวะมาเยี่ยมท่านก็พอดีได้รับจดหมาย”

“เช่นนั้นก็โชคดีจริง ๆ”

“แล้วอย่างไรครับ มีปัญหาอะไรที่ข้าช่วยท่านได้”

“ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรหรอกแค่เรื่องน่ารำคาญ แต่ข้าไม่อยากจะทำให้มันโฉ่งฉ่างเกินไป ข้าเลยคิดว่าเจ้าเป็นมืออาชีพด้านนี้กว่าเยอะ” ม่อเซินกล่าว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำให้เขาเข้าใจดีเลยว่า การเป็นมืออาชีพมันสำคัญมาก!

…………………………………………………………….




NEKOPOST.NET