Heaven Awakening Path ตอนที่ 46 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.46 - ผู้บุกรุก


ตอนที่ 46 – ผู้บุกรุก

 

เมืองจื้อหลิงเป็นเมืองหลวงของเขตจื้อหลิง เมื่อเทียบกับเมืองเสียเฟิงซึ่งเป็นเมืองหลวงของเขตเสียเฟิงแล้วมันต่างกันมาก

เมืองเสียเฟิงสร้างอยู่บนภูเขาซึ่งมีข้อจำกัดมากมายนัก มันมีรูปร่างยาวและแคบเพราะถูกภูเขาใหญ่กระหนาบอยู่ทั้งสองด้าน

แต่เมืองจื้อหลิงนั้นต่างกัน มันตั้งอยู่บนทุ่งราบ ทุกด้านต่างราบเรียบ เมืองทั้งเมืองขยายตัวออกไปทั่วทุกทิศทางและมีถนนหนทางแผ่ขยายไปทุกด้าน แตกแขนงออกไปทุกทิศ ไหนเลยจะเหมือนกับเมืองเสียเฟิงซึ่งมีเพียงถนนหลักเส้นเดียวที่ยังสร้างไม่เสร็จด้วยซ้ำ

ลู่ผิงและพวกเดินทางมาได้ครึ่งวันก็มาถึงพื้นที่รอบนอกเมืองจื้อหลิง จำนวนม้าที่วิ่งบนถนนเพิ่มขึ้นอย่างมากไม่เหมือนกับตอนที่พวกเขาเพิ่งออกจากภูเขา นักเรียนเสียเฟิงส่วนมากก็เพิ่งออกจากเขาเสียเฟิงเป็นครั้งแรก ทิวทัศน์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงนี้ทำให้พวกเขาตาลาย ตลอดทางเดินนอกจากไร่นาและหมู่บ้านทั้งสองฝั่งถนนแล้วก็เริ่มมีสิ่งปลูกสร้างหนาแน่นขึ้น คนกลุ่มหนึ่งมาถึงเขตนอกเมืองจื้อหลิง และพวกเขาก็เห็นกำแพงเมืองที่สูงตระหง่านจากที่ไกล ๆ สิ่งนี้ก็ไม่มีในเขตเสียเฟิงเช่นกัน เมืองชั้นในของเสียเฟิงสร้างอยู่บนภูเขา ภูเขาใหญ่ทั้งสองด้านทำให้เมืองง่ายต่อการป้องกัน นี่อาจเรียกได้ว่าเป็นสิ่งเดียวที่เมืองเสียเฟิงเหนือกว่าเมืองจื้อหลิงก็เป็นได้

หลังจากมาถึงเขตนอกเมือง ลู่ผิงและพวกก็เริ่มถามทางไปสถาบันเทียนเจ้า

สถาบันเทียนเจ้ามีชื่อเสียงมากในเมืองจื้อหลิงหรือแม้แต่เขตจื้อหลิงทั้งเขต หลังจากถามทางไปเรื่อย ๆ อย่างไม่ยากเย็น พวกเขาก็มาถึงถนนกว้างใหญ่ที่แทบไม่มีคนสัญจรเลย ลู่ผิงและพวกมาถึงทางเข้าสถาบันเทียนเจ้าโดยที่เบื้องหลังมีนักเรียนเสียเฟิงแถวหนึ่งจ้องมองพวกเขาด้วยสีหน้าแปลก ๆ ตรงข้ามกับประตูทางเข้าสถาบันเทียนเจ้าเป็นประตูทางเข้าอีกประตูซึ่งมิได้ด้อยกว่า เหนือคานประตูเป็นตัวอักษรสองตัวซึ่งเขียนว่า ซวงจี๋

เทียนเจ้าและซวงจี๋ สองสถาบันที่มีชื่อเสียงของเขตจื้อหลิงกลับอยู่ห่างกันเพียงถนนเส้นเดียวกั้น นักเรียนผู้น่าสงสารพวกนั้นไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลย

ด้านสถาบันซวงจี๋ จดหมายที่บ่งบอกถึงการถล่มของหอคอยแห่งพลังวิญญาณและการขอยืมใช้หอคอยแห่งพลังวิญญาณได้มาถึงก่อนการมาของนักเรียนแล้ว ดังนั้นนักเรียนของสถาบันเสียงเฟิงจึงเข้าไปได้โดยไร้ปัญหา แต่ลู่ผิงและพวกกลับถูกหยุดไว้ที่หน้าประตูสถาบันเทียนเจ้า

“ฉู่หมิ่นหรือ ไม่มีอาจารย์ชื่อนี้หรอก”

หลังจากอธิบายจุดประสงค์ที่มาเยือน พวกเขาก็ถูกขัดขวางอย่างไม่เกรงใจ

“เอ่อ...หรือบางทีนางอาจจะไม่ใช่ครูแต่เป็นผู้อำนวยการก็ได้” ซีเฟิ๋นกล่าวพลางนึกถึงบทสนทนากับผู้อำนวยการของพวกเขาตอนที่ส่งจดหมายฉบับนี้มาให้ก่อนที่พวกเขาจะจากมา

“มาหาเรื่องหรือ ใคร ๆ ก็รู้ว่าผู้อำนวยการสถาบันเทียนเจ้าคือใต้เท้าอวิ๋นชง เขาเป็นคนว่าจ้างข้าเองเลยนะ!” คนเฝ้าประตูพูดด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงคนธรรมดาที่ได้แต่เฝ้ายามอยู่หน้าประตูเขาก็ยังวางก้ามเขื่องโขต่อหน้าเด็กกลุ่มนี้ที่เป็นผู้ฝึกพลังวิญญาณ เขารู้จักเพียงแต่ว่าต้องรักษากฎระเบียบของสถาบันเทียนเจ้าให้ดี ถ้ามีคนมาหาเรื่องเขาก็ไม่มีวิชาใด ๆ จะต่อกร แต่เขาก็ไม่จำเป็นต้องทำอย่างไรเพราะเดี๋ยวก็จะมีคนมาจัดการเรื่องทุกอย่างเอง เบื้องหลังของเขานั้นสูงใหญ่ดั่งขุนเขา!

“อะไรกัน เหล่ากัวเข้าใจผิดหรือ” ม่อหลินกล่าว เมื่ออยู่ลับหลัง ม่อหลินก็ไม่เรียกกัวโหย่วเต้าเป็นผู้อำนวยการหรืออะไรทั้งนั้น แต่เรียกเป็นเหล่ากัวตรง ๆ เลย

“เอ่อ! ไม่น่าจะใช่นะ” ซีเฟิ๋นควักจดหมายออกมา มันเขียนเพียงว่า “สหายฉู่หมิ่น” อยู่บนซองจดหมาย

“ท่านลุง แล้วมีคนอื่นที่ชื่อฉู่หมิ่นในสถาบันไหมล่ะคะ” ซูถังก้าวไปข้างหน้าเพื่อถามไถ่

เมื่อคนเฝ้าประตูเห็นเด็กสาวที่ดูมีเหตุผลที่อยู่ตรงหน้า สีหน้าของเขาก็ดูดีขึ้นมากนัก แต่สุดท้ายเขาก็ได้แต่พูดอย่างช่วยไม่ได้ว่า “ทั้งสถาบันมีคนเป็นหมื่น ข้าจะรู้จักทุกคนได้อย่างไร พวกเจ้าไปหามาให้แน่ชัดก่อนค่อยมาใหม่เถอะ!”

“ให้พวกเราเข้าไปดูหน่อยได้ไหมคะ” ซูถังถาม

“ไม่ได้หรอก ไม่มีทาง สถาบันนี้ไม่อนุญาตให้ใครก็ได้เข้าไปได้หรอกนะ” คนเฝ้าประตูพูดพลางโบกมือไปมา

“ก็ได้ค่ะ!” ซูถังก็หมดความอดทนและถอยไป แต่ม่อหลินไม่ชอบใจการพูดจาของคนเฝ้าประตูเลย

“ทำไมเจ้าไม่ชกหน้าเขาสักหมัดหนึ่งเล่า” ม่อหลินยุซูถัง

“ข้าชกหน้าเจ้าก็ได้นะ” ซูถึงดุเขา

“ก็ได้ เอาอย่างไรต่อ” ม่อหลินเปลี่ยนเรื่อง

แต่ลู่ผิงก็ได้ก้าวออกไปแล้ว

“ให้เราเข้าไปหานาง!” ลู่ผิงกล่าว

“เจ้าเด็กคนนี้นี่ บอกแล้วอย่างไรว่าไม่ได้ ไปตรวจสอบมาก่อนว่าจะหาใครกันแน่” คนเฝ้าประตูกล่าว

“ฉู่หมิ่น” ลู่ผิงพูด

“ไม่มีคนชื่อนั้น” คนเฝ้าประตูโบกมือ

“ท่านเพิ่งพูดว่าจำคนทั้งสถาบันเป็นหมื่นคนไม่ได้ รู้ได้อย่างไรว่าไม่มีคนชื่อนั้น” ลู่ผิงกล่าว

คนเฝ้าประตูตะลึงงันไป เขาไม่คิดเลยว่าลู่ผิงจะพูดแบบนี้ แต่เขาก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็วและกล่าวว่า “ใครจะไปรู้ว่าพวกเจ้าแต่งเรื่องขึ้นมาเองหรือไม่ ไปหาสถานะของคนผู้นั้นมาให้ชัดเจนก่อนแล้วข้าจะเข้าไปตรวจสอบให้”

“เราไม่ได้แต่งเรื่องนะ เรามีจดหมายมาให้นาง!” ลู่ผิงชี้ไปที่จดหมายในมือซีเฟิ๋น

“ใครจะไปรู้ว่าจดหมายปลอมหรือเปล่า” คนเฝ้าประตูพูด

“ของจริงนะ” ลู่ผิงบอก

“เจ้าบอกว่าจริงก็ต้องจริงหรือ”

“ก็มันจริงจริง ๆ นี่”

“ยังมาเล่นลิ้นอีก มีจดหมายหรือไม่ข้า ...โอ๊ย” เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ สายตาของคนเฝ้าประตูก็พร่ามัวไปและสองขาก็อ่อนยวบเหมือนจะล้มลง ลู่ผิงยื่นมือออกไปพยุงตัวคนเฝ้าประตู หลังจากวางเขาลงพิงกับกำแพงเขาก็หันไปเรียกอีกสามคน “ไป”

“จะบอกว่าฉลาดหรือบ้าบิ่นดีนะ” ม่อหลินพูดพลางปาดเหงื่อ

“ไม่ค่อยดีกระมัง” ซีเฟิ๋นอึ้งไป

“เจ้าไม่ได้ตีแรงนักใช่ไหม” ซูถังเป็นกังวล

“ไม่แรง” ลู่ผิงตอบเพียงคำถามของซูถังแล้วเดินเข้าสถาบันเทียนเจ้าไป

“สัญชาตญาณมือสังหารของข้าบอกว่าเรากำลังจะเจอเรื่องยุ่งยากแล้ว” ม่อหลินกล่าว

“หาครูฉู่หมิ่นให้เจอเร็วที่สุด” ซูถังกล่าว

“ข้าเกรงว่าผู้อำนวยการไม่ได้ติดต่อนางมานานเกินไปแล้ว ช่างโชคร้ายจริง ๆ” ซีเฟิ๋นกล่าว

ทั้งหมดเดินตามลู่ผิงเข้าไปในสถาบันเทียนเจ้าพลางพูดคุยกัน

ทางเดินกว้างใหญ่ทอดยาวไปถึงอาคารหลัก พวกเขาไม่เห็นใครแม้แต่คนเดียวตอนที่เดินอยู่ ทั่วทั้งสถาบันดูจะเงียบสงบมาก แต่นี่ทำให้ทั้งสี่คนปวดหัวขึ้นมาแล้ว เดิมทีพวกเขาหวังจะจับใครสักคนมาถามข้อมูล แต่พวกเขาก็ไม่เห็นใครเลยจนสุดทางเดิน

“ลองหาในอาคารดูแล้วกัน!” ลู่ผิงเดินอยู่ข้างหน้า ในเมื่อทุกคนไม่มีความคิดใด ๆ ลู่ผิงจึงนำทุกคนไปอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่

แต่ในตอนนั้นเองก็มีเสียงที่ดังและกระจ่างชัดสะท้อนก้องไปทั่วสถาบันเทียนเจ้าโดยไม่มีผู้ใดคาดคิด

“ผู้บุกรุก เรามีผู้บุกรุก สามบุรุษ หนึ่งสตรี พลังวิญญาณแห่งจิตชั้นฟ้าที่หก เด็กหนุ่มในรถเข็น พลังวิญญาณแห่งรสชั้นฟ้าที่หก เด็กหนุ่มหมวกฟาง พลังวิญญาณแห่งกายชั้นฟ้าที่หก เด็กสาวชุดแดง คนธรรมดาสามัญ เด็กหนุ่มชุดเทา”

จุดเด่นของพวกเขาและระดับชั้นกลับถูกบรรยายออกมาเหมือนกับว่าผู้พูดได้เห็นพวกเขาด้วยตาของตนเอง แม้ว่าเสียงนั้นจะครอบคลุมทั่วสถาบัน ลู่ผิงและพวกก็ยังสามารถระบุต้นเสียงได้โดยไม่ยากเย็น ทั้งสี่คนหันหลังกลับไปมองโดยพร้อมเพรียงกัน

ข้างหลังพวกเขาเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงปากประตู มือข้างหนึ่งของเขาเท้าอยู่บนสะโพก ส่วนมืออีกข้างก็ถือบางสิ่งที่มีรูปทรงกรวยที่ปาก แต่เห็นได้ชัดว่าการกระจายเสียงอย่างมีพลังเช่นนี้ไม่อาจพึ่งพาเพียงของเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ เด็กหนุ่มคนนี้มีพลังวิญญาณแห่งเสียงที่สูงส่งมาก การกระจายเสียงออกไปในพื้นที่ที่กว้างขวางเช่นนี้ไม่อาจทำได้จากผู้มีพลังวิญญาณแห่งเสียงชั้นฟ้าต่ำ ๆ สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นจากความสามารถที่ได้รับจากการเชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งเสียงแล้วเท่านั้น

“ข้อมูลทั้งหมดมาจากสมาชิกหน่วยป้องกันสือเอ้า” เด็กหนุ่มพูดเพิ่มอีกประโยคหนึ่ง

สมาชิกหน่วยป้องกัน! นั่นแสดงว่าเด็กหนุ่มเป็นนักเรียนแน่ ๆ นักเรียนเทียนเจ้ากลับสามารถเชื่อมต่อพลังวิญญาณได้แล้ว ความแข็งแกร่งของสถาบันนี้ช่างเหนือกว่าเขตชนบทอย่างเขตเสียเฟิงยิ่งนัก

มากไปกว่านั้น หลังจากเด็กหนุ่มส่งข้อมูลออกไป ก็มีเสียงตอบกลับจากสถาบันส่งมาทางท้องฟ้าทันที

“ประกาศ ปัญหาสำหรับนักเรียนชั้นปีสาม จับกุมผู้บุกรุก เด็กหนุ่มในรถเข็นสองแต้ม เด็กหนุ่มหมวกฟางสี่แต้ม เด็กสาวชุดแดงหกแต้ม เด็กธรรมดาหนึ่งแต้ม”

“น้อยจัง คะแนนแค่นี้จะไปพออะไร!” เสียงบ่นต่าง ๆ นานาเริ่มดังขึ้นในสถาบัน

“คะแนนเดียวก็สำคัญ!”

“มาก่อนได้ก่อน!”

ท่ามกลางเสียงเหล่านั้น กลับสามารถมองเห็นร่างหลายร่างที่กระโดดออกมาจากหน้าต่างของอาคารหลัก อีกทั้งยังสามารถได้ยินเสียงต่าง ๆ จากทิศทางอื่นอีกด้วย สถาบันเทียนเจ้าซึ่งเคยสงบเงียบเริ่มที่จะคึกคักจอแจจากความตื่นเต้นแล้วในพริบตาเดียว

“จริง ๆ เลย พวกเรานี่ไร้โชคจริง ๆ” ม่อหลินตะโกนอย่างน่าอนาถ ในไจเฟิงเขาถือว่าอยู่บนจุดสูงสุดจากพลังวิญญาณชั้นฟ้าที่หก แต่ในเทียนเจ้านี้ชั้นฟ้าที่หกของเขาไม่ได้มีค่าอะไรเลย ในความเห็นของเขา ที่นี่ผู้แข็งแกร่งมีมากมายดังปุยเมฆ

“อย่ากลัวเลย เราจะอธิบายจุดประสงค์ในการมาเยือนของพวกเรากับพวกเขา” ซีเฟิ๋นกล่าว

“แล้วถ้าพวกเขาทำร้ายเจ้าโดยไม่ถามไถ่อะไรเลยล่ะ” ม่อหลินพูด

“หนีก่อนเถอะ” ลู่ผิงกล่าว

“หนีไปคนละทางแล้วกัน ไม่เช่นนั้นเป้าหมายจะใหญ่เกินไป” ม่อหลินซึ่งมีภูมิหลังเป็นมือสังหารจะอย่างไรก็ยังมีประสบการณ์อยู่บ้าง

“โกรธแค้นอะไรข้าหรือ” ซีเฟิ๋นกล่าวอย่างหดหู่ ในเวลาปกติเขาก็คงไม่ใส่ใจที่ต้องวิ่ง แต่ตอนนี้เขานั่งอยู่บนรถเข็น จะให้เขาวิ่งไปไหนได้

“เจ้าอยู่นี่อธิบายจุดประสงค์ของพวกเราไปแล้วกัน!” ม่อหลินกล่าว

ที่สุดทางเดินสามารถมองเห็นฝูงคนที่พุ่งมาหาพวกเขาได้แล้ว เมื่อซีเฟิ๋นมองดูอาวุธหลากหลายในมือของหลายคนและเด็กหนุ่มศีรษะล้านที่นำหน้าซึ่งมีรอยสักบนศีรษะและสีหน้าอยากฆ่าคน เขาก็รู้สึกความมั่นใจหดหายทันที

“วิ่ง!” ลู่ผิงเอื้อมมือหนึ่งไปคว้าตัวซีเฟิ๋นมาเกาะไหล่ จากนั้นก็รีบวิ่งหนีอย่างบ้าคลั่ง

“ฮาฮา” ม่อหลินยังมีอารมณ์จะหัวเราะ เขากำลังคิดถึงฉากที่จินตนาการไว้เมื่อวาน มันเกิดขึ้นกับซีเฟิ๋นแล้วจริง ๆ

“ยังหัวเราะอีก ห่วงตัวเองดีกว่าไหม!” เมื่อคิดถึงสภาพร่างกายของม่อหลินแล้ว “วิ่ง” สำหรับเขาก็ไม่ได้ดีไปว่าซีเฟิ๋นที่อยู่ในรถเข็นสักเท่าไหร่ ซูถังเองก็คิดว่าควรจะต้องแบกคนผู้นี้ไว้เองหรือไม่เช่นกัน

“ฮิฮิ สิ่งที่ข้าพึ่งพาเป็นสติปัญญาและประสบการณ์ต่างหาก” ในขณะที่พูด ม่อหลินก็เคลื่อนตัวออกจากถนนและเข้าไปในป่าข้างทางแล้ว

“ข้าไปทางนี้นะ” ซูถังตะโกนใส่ลู่ผิงโดยพูดถึงทิศทางตรงกันข้ามกับม่อหลิน

“ข้าจะหาที่ซ่อนซีเฟิ๋นก่อนแล้วค่อยไปหาเจ้า” ลู่ผิงตอบ

“เจ้าจะซ่อนข้าไว้ที่ไหน” ซีเฟิ๋นถามอย่างหดหู่

“ไม่รู้สิ ข้าก็ไม่คุ้นเคยกับที่นี่เหมือนกัน เจ้าว่าอย่างไรล่ะ”

“ข้าว่า เราอย่ามาวิ่งกลางถนนแบบนี้ดีกว่าไหม” ซีเฟิ๋นกล่าว

“ดึงความสนใจพวกเขาไว้ อีกสองคนจะได้หนีได้ง่ายขึ้น” ลู่ผิงกล่าว

“อ้อ...” ซีเฟิ๋นรู้สึกละอาย เขาเอาแต่คิดถึงตัวเอง พอคิดได้จึงทำให้เขารู้สึกว่าตนเองต้อยต่ำมาก!

“แต่เหมือนจะไม่ค่อยมีคนไล่ตามพวกเราสองคนมาเลยนะ!” ซีเฟิ๋นกล่าวหลังจากสำรวจทิศทางที่ผู้คนทั้งหลายไล่ตามมา

“ทำไมล่ะ” ลู่ผิงก็ลดความเร็วลงและมองไปรอบ ๆ

“คะแนนพวกเรามันต่ำไป ...สู้ม่อหลินยังไม่ได้เลย” ซีเฟิ๋นกล่าว

...........................................................

ต่อไปเป็นฉากบู๊ ยาวหลายตอนเลย

 

ตอนที่ 47 – คะแนนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว




NEKOPOST.NET