Heaven Awakening Path ตอนที่ 45 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.45 - มีประสิทธิภาพไม่พอ


ตอนที่ 45 – มีประสิทธิภาพไม่พอ

 

หน้าเว่ยหมิงทั้งหน้าเต็มไปด้วยโจ๊กร้อน ๆ แม้ว่าอุณหภูมิเพียงเท่านี้ไม่อาจทำให้เขาบาดเจ็บได้ แต่ความรู้สึกอัปยศที่เขาได้รับนั้นมากกว่าที่เขาเคยได้สัมผัสมาก่อน สำหรับคนที่ยะโสเช่นเขา การตายเสียยังอาจจะดีกว่าได้รับความอัปยศเช่นนี้

เว่ยหมิงเป็นคนที่เย่อหยิ่งโดยไม่ต้องสงสัย แต่เขาในตอนนี้กลับดูเหมือนไม่คิดที่จะกระทำสิ่งใด แม้ว่าเขาจะได้รับความอัปยศนี้ สิ่งที่เขาทำก็มีเพียงการลุกขึ้นยืน

ผม หน้า และแม้แต่ลำคอของเขาเปรอะเปื้อนโจ๊ก เขาดูทั้งน่าสมเพชและน่าขัน แต่เขาก็ไม่รีบร้อนที่จะทำความสะอาดตนเอง เมื่อเขายืนขึ้น เขาก็ดูเหมือนคนอีกคนหนึ่ง คนทำสีหน้าเย็นชาและวางเฉยซึ่งเป็นสีหน้าตามปกติของเขา แต่ว่าสีหน้าเย็นชาเช่นนี้เมื่อเปื้อนโจ๊กยิ่งดูตลกเข้าไปใหญ่

เขาไม่มองดูลู่ผิงและพวกที่เป็นพยานรูปลักษณ์ที่น่าขบขันของเขา และก็ไม่ไล่ตามสตรีนางนั้นไป เขาหันกลับเข้าไปในร้านโจ๊กที่เพิ่งถูกเตะออกมาและกล่าวกับเจ้าของร้านด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งว่า “เอาโจ๊กชามหนึ่ง ข้ากำลังรอคนอยู่”

เจ้าของร้านมองเขาอย่างแปลกใจ เขาไม่คิดเลยว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ ในขณะที่เขากำลังอึ้ง เว่ยหมิงก็ถามอีกคำ “ทำได้ไหม”

“รอสักครู่ครับ” สติเจ้าของร้านกลับมาแล้วเขาก็กลับไปที่ครัว ต่อจากนั้นเขาก็นำชามโจ๊กออกมาหนึ่งชาม

“ขอบคุณ” เว่ยหมิงยกตัวขึ้นจากที่นั่งเล็กน้อย เขาดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากอกเสื้อและเช็ดโจ๊กทั้งหมดออกจากผม หน้าและลำคออย่างระมัดระวังจนสะอาดหมดจด

แล้วเขาก็เริ่มรับประทานโจ๊ก เขารับประทานอย่างสงบนิ่งมากเหมือนว่าไม่เคยมีเรื่องอะไรเลย

ลู่ผิงและพวกมองหน้ากันเองอย่างงงงัน แม้แต่ซีเฟิ๋นซึ่งสามารถจะคาดการณ์ความคิดของผู้คนจากการสังเกตสีหน้าและการกระทำก็ยังไม่สามารถเดาได้ว่าเว่ยหมิงคิดอะไรอยู่

“เรายังจะเข้าไปอีกไหม” ซูถังถาม

“เข้าสิ พวกเจ้าไม่หิวหรือ” ลู่ผิงตอบ

“ไปไปไป” ม่อหลินพูดแล้วเข้าร้านไปก่อน และทุกคนก็เดินตามเข้าไป พวกเขานั่งที่โต๊ะตัวหนึ่งและสั่งโจ๊กสี่ชาม ในขณะที่รับประทานโจ๊กพวกเขาก็ยังคงเฝ้าสังเกตเว่ยหมิงเหมือนเขาเป็นผักดองที่ช่วยเติมรสชาติให้โจ๊ก

เหตุการณ์เป็นเช่นนี้จนกระทั่งมีเสียงฝีเท้าจากถนนข้างนอก ตามมาด้วยคนสองคนที่มาถึงหน้าร้าน

ทั้งสองคนนอกร้านมองอย่างอึ้ง ๆ และสี่คนในร้านก็มองอึ้ง ๆ ตอบเช่นกัน แต่เว่ยหมิงยังคงสงบนิ่ง เขาลุกขึ้นและโค้งคำนับน้อย ๆ ให้กับคนที่อยู่ภายนอก “ท่านเจ้าเมืองน้อย มาแล้วหรือครับ”

ทั้งสองคนก็คือเว่ยเทียนฉี่และเว่ยหยาง เว่ยอิ่งหายไปเช่นเคย ตลอดการเดินทาง เขาไม่ได้เดินทางมาพร้อมกับพวกเขาเลย การปรากฏตัวของเขามีครั้งเดียวคือตอนที่มีเหตุการณ์ตื่นเต้นเมื่อคืน

“ทำไมพวกมันก็อยู่ที่นี่ด้วย” เมื่อเห็นเว่ยหมิง จิตใจของเว่ยเทียนฉี่ก็ผ่อนคลายลงอย่างมาก เขาคันไม้คันมืออยากจะหาเรื่องลู่ผิงและพวกแล้ว

แต่เว่ยหมิงกลับไม่แม้แต่จะหันมาทางพวกเขา เขาโค้งตัวน้อย ๆ กล่าวว่า “คงเพราะโจ๊กกุ้งที่นี่อร่อยมากกระมังครับ บังเอิญพวกเขาก็รู้เหมือนกัน”

“พวกมันอยู่ที่นี่ ถึงโจ๊กจะอร่อยแค่ไหนข้าก็กินไม่ลง” เว่ยเทียนฉี่กล่าว

“เช่นนั้นเราก็ห่อโจ๊กไปกินข้างนอกดีไหมครับ” เว่ยหมิงเหมือนจะถามความเห็นของเว่ยเทียนฉี่

“อะไรนะ” เว่ยเทียนฉี่เกือบจะนึกว่าตนเองฟังผิดไป ถ้าคิดถึงสติปัญญาของเว่ยหมิงแล้ว เขาไม่คิดว่าเว่ยหมิงจะไม่เข้าใจความหมายคำพูดของเขา แต่จากการห่อโจ๊กไป แสดงว่าเว่ยหมิงอยากจะถอยหรือ ถอยเมื่ออยู่ต่อหน้าคนไม่กี่คนนี้หรือ

เว่ยเทียนฉี่รู้สึกอยากจะโมโหขึ้นมาเหมือนกัน แต่เมื่อเขาคิดถึงท่าทีของเว่ยหมิงซึ่งชอบทำอะไรอย่างสมบูรณ์แบบ เขาก็รู้สึกว่าอาจจะมีสาเหตุอื่นที่เขาทำเช่นนี้

“ช่างเถอะ” เว่ยเทียนฉี่สะกดใจจากการระเบิดอารมณ์ออกมาทันที เขาเชื่อว่าตราบใดที่เว่ยหมิงอยู่ด้วย ผลลัพธ์จะต้องเป็นที่พอใจของเขาแน่ ๆ

ไม่นานหลังจากนั้น โจ๊กอีกสองชามก็ถูกส่งออกมา เว่ยเทียนฉี่ชิมไปสองคำ มาถึงตอนนี้อารมณ์ของเขาก็ไม่เลวแล้ว อาจจะเพราะว่าโจ๊กอร่อยมากจริง ๆ หรืออาจจะเพราะหลังจากพบเว่ยหมิง ความกระวนกระวายในจิตใจของเขาก็สงบลง

จากนั้นเขาก็รอคอยให้เว่ยหมิงแสดงแผนการและลงมือ แต่ต่อมาไม่นานเขาก็เห็นลู่ผิงและพวกจ่ายเงินและกำลังจะจากไป

เว่ยเทียนฉี่มองดูเว่ยหมิงที่ยังคงรับประทานโจ๊กอย่างจริงจัง

คงเส้นคงวาและสงบนิ่ง สิ่งที่บิดาของเขาเว่ยจ้งชอบในตัวเว่ยหมิงมาตลอด อยู่ดี ๆ เขาก็พบว่าตนเองสามารถเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างได้จากเว่ยหมิง

สุดท้ายแล้วเขามีแผนอะไรกันแน่นะ

เว่ยเทียนฉี่ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและกำลังเดาไปเรื่อยก็ได้เห็นลู่ผิงและพวกเดินออกจากร้านไปอย่างช้า ๆ และหายลับไปจากสายตา ในขณะเดียวกันเว่ยหมิงก็ยังรับประทานโจ๊กอยู่

เว่ยเทียนฉี่ยังรอคอยอีกครู่หนึ่งเพื่อให้แน่ใจว่าเว่ยหมิงมิได้มีแผนการใดจริง ๆ จากนั้นเขาก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที

“อธิบายมา” เว่ยเทียนฉี่กล่าว

เว่ยหมิงมิได้ถามว่า “ให้อธิบายอะไร” เพราะเขาเป็นคนที่เฉลียวฉลาด การพูดจากับคนฉลาดประหยัดเวลาไปได้เยอะ เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าเว่ยเทียนฉี่ต้องการให้เขาอธิบายสิ่งใด

“เรามีเรื่องสำคัญต้องทำ แตกกิ่งก้านใหม่* มากไป มีประสิทธิภาพไม่พอ” เว่ยหมิงกล่าว

มันฟังดูเหมือนการแก้ตัวแบบขอไปที แต่สำหรับเว่ยเทียนฉี่หรือแม้แต่จวนเจ้าเมืองทั้งหมด การอธิบายเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ที่จริงแล้วไม่มีคำอธิบายใดที่จะทรงพลังเท่ากับคำอธิบายนี้อีกแล้ว

เพราะจวนเจ้าเมืองเน้นความสำคัญที่คำว่าประสิทธิภาพ เรื่องที่มีประสิทธิภาพไม่มากพอ พวกเขาย่อมไม่ไปยุ่งกับมัน นี่เป็นตรรกะของพวกเขา เว่ยหมิงทำตามวิถีของจวนเจ้าเมือง แม้แต่เว่ยเทียนฉี่ก็หมดคำพูด

นี่ยังเป็นเหตุผลที่เว่ยหมิงสงบใจลงได้รวดเร็วมากอีกด้วย ตอนที่โจ๊กถูกเทลงบนหน้าเขา เขาก็ตระหนักว่าสิ่งที่เขาทำอยู่เป็นการแตกกิ่งก้านใหม่

เรื่องแบบนี้ต้องหยุดลงตรงนี้แล้ว

ดังนั้นเขาจึงกลับมาทำตัวแบบเดิม เขากลับไปที่ร้านโจ๊กซึ่งเป็นสถานที่ที่นัดหมายกันเอาไว้

ดังนั้น หลังจากนั้นเมื่อเว่ยเทียนฉี่บอกให้เขาจัดการกับลู่ผิงและพวก เขาจึงสะกดใจไว้ได้ เขาจะไม่ยอมให้อารมณ์ตนเองหลุดจากการควบคุมอีกแล้ว เขาที่ทำอะไรได้สมบูรณ์แบบมาโดยตลอดกลับจิตใจไม่มั่นคงเพราะแผนการเล็กน้อยที่ล้มเหลวเมื่อวานนี้ ก่อนหน้านี้การกระทำของเขาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งและราบรื่นมาโดยตลอด เขาไม่คาดเลยว่าความล้มเหลวเล็ก ๆ น้อย ๆ ครั้งเดียวจะส่งผลกระทบกับเขามากมายถึงเพียงนี้

ความล้มเหลวเพียงครั้งเดียวก็ทำให้เขาได้เรียนรู้แล้ว จะอย่างไรเขาก็เป็นคนฉลาดเฉลียว

เว่ยเทียนฉี่ไม่มีอะไรจะพูด เขาได้แต่รับประทานโจ๊กไปเงียบ ๆ ลู่ผิงและพวกหยุดลงหลังจากเดินไปตามถนนได้สักพัก พวกเขาก็สงสัยในขณะที่รอให้กลุ่มจวนเจ้าเมืองระเบิดอารมณ์ออกมาแล้วมาหาเรื่องพวกเขา พวกเขาไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เลย ตลอดทางที่เดินมา พวกเขาไม่พบกับปัญหาจากพวกนั้นเลย

“เกิดอะไรขึ้น” ม่อหลินเกาศีรษะตัวเองอย่างสงสัย ความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเขาถูกกาหัวว่าผิดพลาดแล้ว แล้วตอนนี้แม้แต่ความเห็นของเขาที่มาจาก “ประสบการณ์ของมือสังหาร” ของเขาก็ยังผิดพลาดหรือ

“ดูเหมือนพวกเขาไม่อยากจะแตกกิ่งก้านใหม่” สุดท้ายก็เป็นซีเฟิ๋นที่พูดออกมา หลังจากวิเคราะห์ท่าทีของเว่ยหมิงแล้ว เขาก็สรุปได้ใกล้เคียงกับความจริงเป็นอย่างมาก

“แล้วเราต้องกลับไปไหม” ซูถังหันไปถามลู่ผิง เดิมทีลู่ผิงตั้งใจที่จะพูดกับเว่ยหมิง แต่เขาก็ถูกม่อหลินพูดกล่อมจาก “ประสบการณ์ของมือสังหาร” ของเขา อะไรสักอย่างเกี่ยวกับ “โจมตีตอบโต้” แล้วก็คำพูดชวนงงอีกมากมายนี่ล่ะ แต่มาถึงตอนนี้กลับพบว่าศัตรูไม่ได้เปิดเผยจุดอ่อนออกมาเลย

“ช่างเถอะ ข้าเดินไม่ไหวแล้ว!” ม่อหลินหวั่นเกรงข้อเสนอของซูถังอย่างที่สุด

“ทีหลังแล้วกัน!” น่าแปลกที่ลู่ผิงเองก็มิได้ดึงดัน

ม่อหลินถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ตอนที่เขาพูดว่าเดินไม่ไหวแล้ว เขาก็เกิดนึกถึงตอนที่ลู่ผิงก้าวไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่นโดยมีซูถังอยู่บนหลังขึ้นมา แล้วก็คิดว่าคนผู้นี้คงไม่ถึงขนาดแบกเขาขึ้นหลังแล้วก็กลับไปหาพวกจวนเจ้าเมืองตอนนี้เลยใช่ไหม โชคดีที่เรื่องน่ากลัวนี้มิได้เกิดขึ้น

“หาที่พักก่อนเถอะ พรุ่งนี้พวกเราน่าจะไปถึงเมืองจื้อหลิงไปที่สถาบันเทียนเจ้าได้แล้ว” ซีเฟิ๋นกล่าว

เกือบทุกคนก็พักที่เมืองว่างซานนี้ ตอนเช้าพวกเขาก็ออกเดินทางต่อ กลุ่มลู่ผิงพบกับนักเรียนเสียเฟิงที่หน้าประตูเมือง ทั้งสองกลุ่มต่างก็ไปที่เมืองจื้อหลิงเหมือนกัน

ในตอนนั้นเอง คำถามข้อหนึ่งก็ผุดขึ้นท่ามกลางเหล่านักเรียนเสียเฟิง

พวกเขาไปที่เมืองจื้อหลิงเพราะหอคอยแห่งพลังวิญญาณของพวกเขามันถล่มลงมาแล้วพวกเขาก็ต้องไปที่สถาบันซวงจี๋เพื่อรับการทดสอบใหญ่ แต่พวกไจเฟิงพวกนี้มาทำอะไรกัน ทำไมถึงเดินทางไปทางเดียวกันเลย

…………………………………………

节外生枝   แตกกิ่งก้านใหม่ แปลว่าเพิ่มปัญหาให้ตัวเอง หรือมีปัญหาใหม่โผล่ขึ้นมาทำให้ปัญหาเดิมยุ่งเหยิงขึ้น

后发制人 โจมตีตอบโต้ หมายถึงให้ศัตรูจู่โจมและเผยจุดอ่อนออกมาก่อน แล้วเอาจุดอ่อนนั้นมาโต้กลับ

 

ตอนที่ 46 – ผู้บุกรุก




NEKOPOST.NET