Heaven Awakening Path ตอนที่ 44 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.44 - ข้าขอเชิญท่านกินโจ๊ก


ตอนที่ 44 – ข้าขอเชิญท่านกินโจ๊ก

 

ลู่ผิงกับพวกสี่คนไปแล้ว นักเรียนเสียเฟิงก็ไม่ชักช้า และเพียงไม่นานพวกเขาก็ออกเดินทางกันเป็นกลุ่มสามคนห้าคน แม้ว่าเหตุการณ์เมื่อคืนไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกเขา แต่ก็ยังทำให้พวกเขาเกิดความตึงเครียดขึ้น ไม่มีผู้ใดบอกได้ว่าตนเองจะไม่พบกับเรื่องราวแบบนี้เข้ากับตัวตลอดการเดินทางที่เหลือ อารมณ์ท่องเที่ยวของพวกเขาที่แสดงออกมาตลอดการเดินขึ้นเขาจึงหายไปอย่างสิ้นเชิง ที่จริงเหตุผลที่พวกเขารีบเดินทางก็เพราะต้องการหลบเลี่ยงกลุ่มจวนเจ้าเมืองด้วย นักเรียนที่ปกติชอบไปเลียแข้งเลียขาเว่ยเทียนฉี่ยังไม่อยากจะหาเรื่องใส่ตัวในตอนนี้เลย

วันทั้งวันผ่านไปบนทางภูเขา ทุกคนกระสับกระส่าย แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในช่วงพลบค่ำ เหล่านักเรียนก็เริ่มออกมาจากช่องเขาทีละคนสองคน จุดนี้แสดงถึงจุดสิ้นสุดของเขาเสียเฟิง ในตอนนี้ทิวทัศน์รอบตัวของพวกเขาเริ่มกว้างขวางขึ้น มันไม่ได้เป็นพวกก้อนหินหน้าตาแปลกประหลาดที่กองอยู่ริมเนินเขาอีกต่อไปแต่เป็นทุ่งกว้างสุดลูกหูลูกตา ถนนใหญ่ที่ทอดตรงไปข้างหน้าเชื่อมต่อกับทางภูเขา คนเหล่านี้ซึ่งไม่เคยออกจากเขตเสียเฟิงต่างก็รู้สึกว่าเพียงมองถนนนี้สองสามครั้ง ความเหน็ดเหนื่อยของพวกเขาก็หายไปแล้ว

เดินต่อ!

เมื่อเห็นถนนที่ทั้งตรงและราบเรียบ หลายคนก็ตัดสินใจที่จะเดินทางต่อโดยไม่แวะพักที่ช่องเขา ดูเหมือนพวกเขาคิดที่จะเดินทางต่อตอนกลางคืนเลย

“เราจะทำอย่างไร” ม่อหลินนั่งแปะที่พื้นทันทีที่มาถึงปากช่องเขา ด้วยกำลังกายของเขา เขาจะไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการเดินมาตลอดทั้งวันได้อย่างไร อีกทั้งเขาก็มิใช่คนเสียเฟิงที่จะรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นถนนแบบที่มีอยู่ทั่วทุกแห่งนอกจากในเขตเสียเฟิงอีกด้วย

“พวกเจ้าตัดสินใจเลย” ในเมื่อซีเฟิ๋นไม่ได้เดินทางด้วยตัวเอง เขาจึงปฏิเสธที่จะออกความเห็น การเดินทางบนภูเขาโดยรถเข็นมันลำบากจริง ๆ ดังนั้นส่วนใหญ่แล้วทั้งเขาและรถเข็นจึงถูกลู่ผิงกับซูถังสลับกันแบกมา แต่ตอนนี้พวกเขาก็ยังทำเหมือนไม่มีเรื่องราวใด

“ทำไมไม่มีรถม้าเลย” ซูถังพูดพลางสังเกตสังการอบกาย เนื่องจากคนที่เดินทางออกจากเขาเสียเฟิงตามปกติมีน้อยมาก จึงไม่มีคนขับรถม้าคนไหนมาที่นี่ ที่นี่ไม่มีสิ่งอื่นนอกจากป้ายริมถนนที่บอกว่านี่เป็นทางภูเขาเพื่อไปยังเขตเสียเฟิง

“เดินต่อไปเถอะ ข้างหน้ามีเมืองเล็ก ๆ อยู่เมืองหนึ่ง ไปนอนที่นั้นดีกว่า” นักเรียนเสียเฟิงคนหนึ่งเข้ามาใกล้พวกเขาแล้วกล่าวขึ้น เขารีบเดินหนีไปทันทีที่พูดจบ ตอนที่เขาพูดอยู่ สหายของเขาก็มองทางภูเขาอย่างกังวลใจจากการกระทำของเขา และเมื่อเขากลับไป พวกเขาก็เริ่มต่อว่าเขาทันที

ที่จริงแล้วหลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน มีนักเรียนหลายคนที่เริ่มมีความรู้สึกที่ดีต่อลู่ผิงและซูถัง แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองคนก็ได้ทำให้เว่ยเทียนฉี่ไม่พอใจ ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดกล้ามาพูดคุยด้วย นักเรียนที่เข้ามาเมื่อครู่ก็มาหลังจากที่แน่ใจแล้วว่าไม่มีคนจากตระกูลเว่ยอยู่แถวนี้เท่านั้น แม้จะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังถูกสหายตำหนิยกใหญ่ ยังมีหลายคนในหมู่พวกเขาที่ยังอยากจะประจบประแจงตระกูลเว่ย ถ้าคนแบบนั้นเกิดอ้าปากขึ้นพูดต่อหน้าตระกูลเว่ยขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

เดินทีลู่ผิงและซูถังอยากจะกล่าวขอบคุณเขา แต่เมื่อเห็นบรรยากาศแบบนี้พวกเขาจึงหยุดปากไว้ทันที พวกเขาแย้มยิ้มโดยไม่ใส่ใจเรื่องพวกนี้เลยสักนิด

“เจ้าจะนอนอยู่นั่นหรือจะเข้าเมือง” ทั้งลู่ผิงและซูถังหันไปหาม่อหลินพร้อมกันและถามขึ้น เมื่อครู่คนผู้นั้นยังนั่งอยู่ แต่ในวินาทีต่อมาพวกเขาก็พบว่าเขานอนแผ่ลงกับพื้นแล้ว

“เมืองเล็ก... เมืองเล็ก...อ้อ เมืองว่างซาน” ม่อหลินดูเหมือนจะนึกอะไรได้ สีหน้าของเขามุ่งมั่นขึ้นมาและเขาก็ดีดตัวขึ้นยืน “มา ไปเมืองว่างซานกันเถอะ ร้านที่มุมทิศตะวันออกมีโจ๊กกุ้งที่อร่อยมากอยู่ ข้าจะพาพวกเจ้าไปเอง”

ตอนที่ม่อหลินพูดจบ เขาก็เริ่มก้าวยาว ๆ ไปข้างหน้าแล้ว ทำให้ลู่ผิงกับซูถังที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังต้องหันไปมองหน้ากัน

“ทำไมเขาตะกละแบบนี้นะ!” ซูถังคร่ำครวญ

“ก็พลังวิญญาณแห่งรสน่ะสิ” ซีเฟิ๋นกล่าว

“ข้าพบเจอผู้เชี่ยวชาญพลังวิญญาณแห่งรสมาตั้งเยอะแยะ ไม่เห็นมีใครจะช่างกินแบบเขาเลย” ซูถังพูดพลางเริ่มผลักรถเข็นให้ซีเฟิ๋นตามม่อหลินไป

“ว่ากันว่านี่ก็ถือเป็นการฝึกฝนพลังวิญญาณแห่งรสแบบหนึ่งด้วยนะ” ซีเฟิ๋นกล่าว

“เช่นนั้นก็ฝึกกันง่ายเกินไปแล้ว” ซูถังคร่ำครวญ

ทั้งสี่คนเดินทางต่อ ม่อหลินมุ่งมั่นมาก เขาไม่ได้บ่นว่าเหนื่อยเลยสักครั้ง จนกระทั่งถึงเมืองว่างซาน

“โจ๊กกุ้ง โจ๊กกุ้ง!” คนผู้นั้นกลับโห่ร้องยินดีขึ้นมาเมื่อมาถึงเมือง พวกลู่ผิงทั้งสามได้แต่ตามเขาไปอย่างทำอะไรไม่ได้ เขาชำนาญทางที่ไปยังร้านเล็ก ๆ ที่มุมตะวันออกของถนนมาก เมื่อเห็นป้ายที่เขียนคำว่า “โจ๊ก” ซึ่งโบกสะบัดในสายลม ใบหน้าม่อหลินทั้งหน้าก็แสดงอารมณ์ตื้นตันใจออกมา

“เร็ว รีบพาข้าเข้าไป” ม่อหลินมีสีหน้าเหมือนกำลังจะทรุดลงคุกเข่า กำลังกายของเขามาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ขาทั้งสองข้างของเข้าต่างก็สั่นเทา แต่จิตใจของเขาก็ยังมุ่งมั่นที่จะกินโจ๊ก

ลู่ผิงได้แต่เข้าไปช่วยพยุงเขา จากนั้นทั้งสี่คนก็เริ่มเดินไปร้านโจ๊ก

ในบรรดาพวกเขาทั้งสี่ ถ้าไม่นับลู่ผิงแล้ว อีกสามคนที่เหลือไม่มีความเก่งกาจด้านพลังวิญญาณแห่งกลิ่นเลย แต่พวกเขาก็ยังบรรลุถึงชั้นฟ้าที่หนึ่งที่สองกันทุกคน ประสาทรับกลิ่นของพวกเขาดีกว่าคนธรรมดาทั่วไปมากนัก

“กลิ่นสุราหึ่งเลย!” ซีเฟิ๋นพูดพลางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ

“เกิดอะไรขึ้นน่ะ” ม่อหลินมีสีหน้าสับสน พลังวิญญาณแห่งกลิ่นของเขาอยู่ในชั้นฟ้าที่สอง ซึ่งแข็งแกร่งกว่าทั้งซีเฟิ๋นและซูถัง ดังนั้นเขาจึงระบุได้แล้วว่าต้นตอของกลิ่นสุรานี้มาจากร้านตรงหน้าแน่ ๆ ทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นมองป้ายหน้าร้านอีกครั้งว่าไม่ได้ดูผิดไปจากความเหน็ดเหนื่อย เขามิได้ดูผิด ป้ายนั้นเขียนว่า “โจ๊ก” จริง ๆ

ทั้งสี่คนมาถึงหน้าร้านด้วยความสงสัย ทันทีที่มาถึงพวกเขาก็เห็นสตรีนางหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะหน้าร้านหันหน้ามาทางพวกเขา ผมยาวสยายของนางยุ่งเหยิงและใบหน้าก็แดงกล่ำ บนโต๊ะตรงหน้าของนางมีขวดสุราวางระเกะระกะอยู่ถึงหกขวด ในตอนนั้นมือขวาของนางก็ถือขวดที่เจ็ดอยู่ นางยกขวดขึ้นดื่มอึกใหญ่ ในขณะที่มือซ้ายของนางก็ตบลงบนโต๊ะแล้วตะโกนว่า “โจ๊กข้าทำไมยังไม่มา!”

“มาแล้ว มาแล้ว!” มีคนรีบพูดขึ้นมาจากในร้าน

“โหดมาก!” คนทั้งสี่นอกร้านเบิกตากว้าง ทั้งสี่คนต่างก็มีพลังวิญญาณแห่งรูปที่ค่อนข้างดี พวกเขาไม่ต้องเข้าใกล้สตรีนางนั้นก็เห็นขวดสุราแล้ว นี่มีใช่สุราไม่หยาแบบที่นักเรียนเสียเฟิงดื่มกันเล่น ๆ บนภูเขา แต่เป็นสุราร้อนแรงที่มีเมล็ดข้าวเป็นส่วนผสมหลัก สุราไม่หยามีดีกรีเหล้าเแค่สี่ ส่วนสุราประเภทนี้มีดีกรีเหล้าอยู่ที่ประมาณห้าสิบ คนปกติดื่มไปสองสามตำลึงก็เมาแล้ว แล้วถ้าดื่มไปหนึ่งจินก็จะเริ่มยืนไม่อยู่ แต่บนโต๊ะข้างหน้าสตรีนางนั้นมีขวดเปล่าหกขวด ซึ่งแปลว่ามีหกจิน แล้วนางก็ยังดื่มขวดที่เจ็ดต่ออีก ยิ่งไปกว่านั้นนางยังร้องตะโกนขึ้นมาเมื่อครู่อีกด้วย ความคอแข็งนี้ช่างน่ากลัวจริง ๆ

“นี่...ความสามารถของพลังวิญญาณแห่งรสหรือเปล่า” ซีเฟิ๋นซึ่งจิตใจเหมือนจะหวาดหวั่นถามม่อหลิน เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพลังวิญญาณแห่งจิต พลังวิญญาณแห่งจิตนั้นเกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึกและการควบคุมจิตใจ ดังนั้นของอย่างสุราจึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับผู้ฝึกพลังวิญญาณแห่งจิต ซีเฟิ๋นคิดว่ามันช่าง***

“อย่าบอกนะว่าเป็นถุงสุราในตำนานน่ะ” ม่อหลินพึมพำกับตนเอง

“แต่งขึ้นเองหรือเปล่า” ซูถังพูด

“เปล่า ความสามารถแบบนี้มีจริง ๆ นะ! ถ้าไม่เชื่อข้าก็ลองถามเขาดูสิ” ม่อหลินกล่าวแล้วมองไปทางลู่ผิง ความสามารถที่ลู่ผิงแสดงออกมาตอนที่ทิ้งยาพิษไว้ที่ก้นชามในขณะที่กินโจ๊กนั้นทำให้ม่อหลินคิดว่าอาจจะมีความสามารถใกล้เคียงที่ทิ้งส่วนที่เป็นฤทธิ์สุราไว้ในขณะที่ดื่มก็ได้

“มันไม่เหมือนกันหรอกมั้ง” ลู่ผิงกล่าว

“อย่างจริงจังนักสิ!” ม่อหลินกล่าว

เสียงของพวกเขาไม่ได้ดังมาก เนื่องจากพวกเขาไม่อยากให้คนอื่นได้ยิน แต่พวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าสตรีนางนั้นซึ่งดื่มไปแล้วถึงหกจินครึ่งไม่เพียงแต่ยังมีพลังงานล้นเหลือ แต่ก็มีหูที่ฉับไวอีกด้วย อยู่ ๆ นางก็ตบโต๊ะอีกครั้งแล้วจ้องพวกเขาเขม็ง

“เจ้าพวกปีศาจน้อยจะรู้อะไร ใช้ความสามารถมาดื่มสุราก็เสียของหมด” สตรีนางนั้นตำหนิทั้งสี่คน

“เอ๊ะ?”

ทั้งสี่คนได้แต่จ้องมองอย่างมึนงง

นางสามารถได้ยินบทสนทนาของพวกเขาแล้วยังรู้เรื่อง “ความสามารถ” นี่แปลว่านางก็เป็นผู้ฝึกพลังวิญญาณใช่หรือไม่

“ระดับชั้นอะไรนะ...”

นี่เป็นคำถามที่ผู้ฝึกพลังวิญญาณทุกคนจะถามตนเองตามสัญชาตญาณหลังจากพบผู้ฝึกพลังวิญญาณอีกคน แต่สุดท้ายพวกเขาก็ได้แต่มองหน้ากันเอง

“สัมผัสไม่ได้...”

สัมผัสมิได้ ไม่ได้แปลว่านางไม่มีพลังวิญญาณแต่เป็นพวกเขาดูไม่ออกเอง ส่วนใหญ่แล้วมันจะแปลว่าอีกฝ่ายมีระดับชั้นสูงส่งกว่าพวกเขาอย่างมากต่างหาก เช่นเว่ยหมิง พวกเขาก็สัมผัสไม่ได้เช่นกัน ซึ่งหมายความว่านางคงจะแข็งแกร่งพอดู

“เอ๊ะ เว่ยหมิง!”

อยู่ ๆ ลู่ผิงก็พูดขึ้นมา พวกเขาเพิ่งกำลังคิดถึงเว่ยหมิง ใครจะไปนึกว่าเว่ยหมิงจะโผล่ขึ้นมาจริง ๆ เขาเข้าร้านไปทางประตูอีด้าน คิ้วของเขาขมวดแน่นและสีหน้าก็แสดงความรังเกียจออกมา “กลิ่นสุรานี่มันอะไรกัน”

ในขณะที่เขากำลังพูด สายตาของเขาก็จ้องไปที่สตรีนางนั้นแล้ว แต่สตรีนางนั้นกลับไม่แม้แต่จะเหลือบมองเขาสักแวบ

“โจ๊กมาแล้วครับ!”  เพียงชั่วขณะเดียว เจ้าของร้านก็นำชามโจ๊กออกมาด้วยตนเองจากครัวมาถึงโต๊ะของสตรีนางนั้น ร้านเขามีแต่กลิ่นสุรา โต๊ะตัวหนึ่งก็มีแต่ขวดสุราวางระเกะระกะไปหมด แต่ดูเหมือนสิ่งเหล่านี้จะไม่ทำเขาไม่พอใจเลย

แต่เว่ยหมิงไม่พอใจอย่างยิ่ง เขารีบไปขวางหน้าเจ้าของร้านและกล่าวว่า “กลิ่นสุรารุนแรงเช่นนี้ พวกเราจะกินลงได้อย่างไร”

“ถ้ารับประทานไม่ได้ก็เดินทางดี ๆ นะครับ” เจ้าของร้านยิ้มแย้มและทำท่าทางเชิญเขาอย่างสุภาพ

เหมือนเคย เว่ยหมิงเพียงขมวดคิ้ว แต่ในใจของเขานั้นโกรธเกรี้ยวมาก ถ้าเป็นที่เขตเสียเฟิงก็คงไม่มีใครกล้าพูดแบบนี้กับเขาแล้ว แต่ที่นี่อยู่ในเชตจื้อหลิง มิใช่เสียเฟิง

แม้ว่าเจ้าของร้านจะรู้จักชื่อเสียงขององครักษ์ประจำตระกูลเว่ยทั้งสิบสองคนก็คงไม่นึกว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเป็นองครักษ์ลำดับที่สองในหมู่องครักษ์ประจำตระกูลทั้งสิบสองคนที่มีชื่อว่าเว่ยหมิง

เว่ยหมิงตัดสินใจที่จะสั่งสอนเจ้าของร้านคนนี้ วันนี้เขาอารมณ์ไม่ค่อยดี

เขาขยับแขนและกำลังจะยกมือขึ้น แต่น่าแปลกที่ก่อนที่มือของเขาจะขยับได้แม้แต่นิดเดียวก็ถูกคว้าเอาไว้ก่อนแล้ว จากสตรีขี้เมาที่มีดวงตาหรี่ปรือและแก้มแดงกล่ำ

“เด็กสมัยนี้ ทำไมไม่มีระเบียบวินัยกันเสียบ้างเลย” สตรีนางนั้นบ่นพึมพำกับตัวเอง เว่ยหมิงซึ่งตกตะลึงพยายามใช้แรงหนีออกมาทันที แต่เขาไม่คิดว่าสตรีนางนั้นจะดึงมือเขาขึ้นอย่างกะทันหัน เหมือนกับว่ากำลังที่เขาใช้ต่อต้านทั้งหมดจะสะท้อนกลับไปที่ตัวเขาเองขึ้น

เว่ยหมิงกระเด็นออกไป จากในร้านไปจนผ่านออกไปทางประตูใหญ่ เขาล้มคว่ำลงและกลิ้งหลายตลบบนพื้นถนน เขายกศีรษะด้วยความยากลำบากและพบกับใบหน้าที่หวาดเกรงทั้งสี่หน้า ลู่ผิงและพวกกลับอยู่ที่นี่ด้วย

แต่พวกเขาดูเหมือนจะไม่ได้อยากชื่นชมความโชคร้ายของเขา ทั้งสี่คนหันกลับไปที่สตรีนางนั้นด้วยสีหน้าหวาดเกรงยิ่งกว่าโดยพร้อมเพรียงกัน

ไม่มีใครเห็นว่านางลุกขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่มีใครเห็นว่านางทำอย่างไร แต่นางก็ยกชามโจ๊กขึ้นแล้วออกมาจากร้านขายโจ๊กแล้ว

“กินโจ๊กไม่ได้เพราะกลิ่นสุราหรือ” สตรีนางนั้นมองไปที่เว่ยหมิงซึ่งยังกองอยู่ที่พื้น

ใบหน้าของเว่ยหมิงก็หวาดเกรงเช่นกัน ถ้าตอนนี้เขายังไม่รู้ว่าสตรีนางนี้แข็งแกร่งเพียงใดก็เสียทีที่เขาได้ชื่อว่าเป็นมันสมองของจวนเจ้าเมืองแล้ว

“ที่นี่ไม่มีกลิ่นสุรา อ้าปากสิ” สตรีนางนั้นกล่าว

“เจ้าจะทำ...” เว่ยหมิงเพิ่งพูดได้เพียงสามคำก่อนที่สตรีนางนั้นจะเอียงชามโจ๊กในมือ โจ๊กร้อน ๆ ราดรดลงบนปากและใบหน้าของเขา

“ข้าขอเชิญท่านกินโจ๊ก ไม่ต้องขอบคุณก็ได้” เมื่อนางพูดจบ โจ๊กทั้งชามก็ราดลงไปบนหน้าเว่ยหมิงแล้ว นางโยนชามทิ้งส่ง ๆ และมันก็พุ่งเข้าไปในอ้อมแขนของเจ้าของร้านพอดิบพอดี ต่อจากนั้นนางก็ยกขวดสุราในมือขึ้นพลางกล่าวทักทายเจ้าของร้าน เหลือบมองลู่ผิงและพวก แล้วเดินเซ ๆ จากไปท่ามกลางสายตาของลู่ผิงและพวก

....................................................................................

*ตำลึง (两 อ่านว่าเหลี่ยง) จิน (斤) เป็นหน่วยวัดน้ำหนักของจีนโบราณ ขนาดต่างกันไปตามแต่ยุคสมัย แต่อัตราจะเป็น 16 ตำลึง = 1 จิน เสมอ

ปัจจุบัน ในจีนแผ่นดินใหญ่ 1 จิน = 0.5 กิโลกรัม (ตั้งแต่ ปี 1930) ส่วน 1 ตำลึง = 1/10 จิน คือ 50 กรัม (ปี 1959) ตอนปี 1930-1959 ยังเป็น 16 ตำลึง = 1 จิน แต่ใช้ไปก็รู้สึกว่าคิดคำนวณลำบากเลยเปลี่ยนเป็น 10 ตำลึง = 1 จิน

แต่ประเทศอื่น ๆ เช่นไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฯลฯ ก็มีเรตที่ต่าง ๆ กันไป

 ที่มา: https://zh.wikipedia.org/wiki/两

https://zh.wikipedia.org/wiki/斤

**โจ๊กภาษาจีนจะใช้คำว่าดื่ม ไม่ใช่กิน แต่เราแปลไทยก็เลยใช้แบบไทย ๆ ว่ากินนะคะ

 

ตอนที่ 45 – มีประสิทธิภาพไม่พอ




NEKOPOST.NET