Heaven Awakening Path ตอนที่ 41 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.41 - ยอมตายไปเลยดีกว่า


ตอนที่ 41 – ยอมตายไปเลยดีกว่า

 

เร็ว!

เร็วกว่าเสียง

ฉินหยวนนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นดิน เขาไม่สามารถเปล่งเสียงหรือขยับเขยื้อนได้เลย เหมือนว่าพลังกายของเขาจากไปพร้อมกับเลือดที่ไหลริน เขาพบว่าตนเองกำลังจะตาย แต่ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ เขาก็ยังรู้สึกตื่นตะลึง แม้ว่าชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตราย เขาก็ยังตกใจ เพราะว่าเงาร่างนั้นรวดเร็วเกินบรรยายจริง ๆ

เขาเห็นเพียงเงาวูบวาบ และเงาร่างนั้นก็ลอยผ่านร่างเขาไปแล้ว เงาร่างนั้นเป็นเสมือนรัตติกาลที่ไปได้ทุกที่ในความมืดมิด

ในเวลาเพียงพริบตาเดียว เงาร่างนั้นก็ไปถึงข้างหลังบุรุษคลุมหน้าอีกสองคน พวกเขายังไม่ได้หันร่างมาเลย

ทุกสิ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ฉินหยวนตะโกนว่า “ผิดแล้ว” และบุรุษชุดดำข้างหลังเขาก็เชือดคอของเขา จนเมื่อฉินหยวนกับบุรุษชุดดำล้มลง เงาร่างนั้นก็ไปถึงข้างหลังบุรุษคลุมหน้าอีกสองคนแล้ว ทันทีที่พวกเขาหันกลับมา พวกเขาก็ได้พบกับแสงที่วูบขึ้นในความมืดมิด

นอกจากจะเร็วแล้ว เงาร่างนั้นยังตัดสินใจฉับไวและแม่นยำ ทุกการกระทำเหมือนถูกคำนวณมาอย่างละเอียด ไม่มีสิ่งใดมากหรือน้อยเกินไป ทุกอย่างกระทำได้สมบูรณ์แบบ

พร้อมกับแสงที่วูบขึ้น โลหิตสาดกระจายไปในอากาศ และหนึ่งในสองบุรุษชุดดำก็ล้มลงก่อนที่จะทันได้หันร่างมาเสียอีก

ประสิทธิภาพ

คำที่ได้รับความสำคัญมากที่สุดของจวนเจ้าเมืองก็คือประสิทธิภาพ ไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใด พวกเขาก็เน้นที่ประสิทธิภาพมากที่สุด นี่ย่อมรวมถึงการสังหารคนด้วย

ในชั่วพริบตา บุรุษชุดดำทั้งสามคน มีเพียงคนเดียวที่มีชีวิตรอด และนั่นก็เป็นเพราะจวนเจ้าเมืองต้องการให้เขามีชีวิตอยู่ ถ้าไม่เช่นนั้นเขาก็คงจะพบจุดจบเช่นเดียวกันแล้วอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ มิใช่เรื่องยากสำหรับเงาร่างนั้นที่จะจัดการเขาในอีกกระบวนท่าหนึ่ง

เงาร่างนั้นหยุดเคลื่อนไหวแล้ว เขาก็สวมใส่ชุดสีดำและปิดบังใบหน้า เขายืนนิ่ง ๆ นิ่งมาก ๆ เสมือนกับราตรีกาล

แม้ว่าทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วก็มิได้มีเสียงดังออกมานอกจากตอนที่ฉินหยวนพูดคำว่า “ผิดแล้ว” ไม่มีใครถูกรบกวน ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบเชียบเว้นแต่เสียงจากนกกลางคืนเช่นที่เคยเป็นมา

บุรุษชุดดำคนสุดท้ายพบว่าตนเองถูกล้อมแล้ว ผู้คนอีกสองคนปรากฏตัวขึ้นอย่างไร้ร่องรอยและขวางทางเขาทั้งซ้ายและขวา

เว่ยหมิงและเว่ยหยาง บุรุษชุดดำจดจำทั้งสองคนนี้ได้ นี่เป็นเช่นเดียวกับข่าวกรองที่เขาได้รับมา แต่คนที่สามซึ่งสวมชุดดำมิได้อยู่ในข่าวกรองของเขาเลย ห่วงโซ่เพียงห่วงเดียวที่ขาดหายได้ทำให้แผนการทั้งหมดล้มเหลว พวกเขายังไม่มีโอกาสจะใคร่ครวญอันใด สองมีดและสองศพ ประสิทธิภาพในการสังหารนี้ช่างน่ากลัวยิ่งนัก

“เจ้า...คือเว่ยอิ่ง...” เสียงบุรุษชุดดำแหบพร่า ข่าวกรองเรื่องจวนเจ้าเมืองของพวกเขาละเอียดจริง ๆ พวกเขารู้จักแม้แต่เว่ยอิ่งผู้ซึ่งแม้แต่ผู้อำนวยการสถาบันเสียเฟิงปาลี่เหยียนยังไม่รู้จักด้วยซ้ำ สิ่งเดียวที่พวกเขาไม่รู้ก็คืออีกฝ่ายจะอยู่ที่นี่ด้วย

ความไม่รู้นี้ร้ายแรงถึงชีวิต และเว่ยอิ่งก็ไม่มีความสนใจที่จะตอบข้อสงสัยของเขาเลย

ครืดดดดด

ในตอนนั้นเองก็มีเสียงที่แปลกประหลาดดังขึ้น เสียงเหมือนมีบางสิ่งลากไปกับพื้น และเสียงนั้นก็ใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว

กลุ่มคนสี่คนปรากฏตัวขึ้นหลังจากนั้น สามบุรุษหนึ่งสตรี ในจำนวนนั้น มีผู้หนึ่งนั่งอยู่บนรถเข็น เสียงที่ดังขึ้นเป็นเสียงลากรถเข็นคันนี้

กลุ่มคนนั้นมิได้เข้าใกล้มากนัก ไม่นานพวกเขาก็หยุดลงและมองไปทางกระโจม คนที่สวมหมวกฟางชี้มาที่พวกเขาและกล่าวว่า “เห็นไหม นี่ล่ะที่ข้าบอกตอนกินข้าวอยู่ กระทำการโดยประมาททั้ง ๆ ที่ไม่รู้ความแข็งแกร่งของศัตรูหรือ ยอมตายไปเลยดีกว่า”

บุรุษชุดดำมีสีหน้าหดหู่มาก คำพูดของคนที่สวมหมวกฟางจริงแท้แน่นอน ความล้มเหลวในวันนี้ของพวกเขาเกิดจากไม่ทราบความแข็งแกร่งที่แท้จริงของคู่ต่อสู้

ยอมตายไปเลยดีกว่า เป็นความคิดที่ดีมาก แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทางนี้จริง ๆ หรือ เขาไม่ได้มาที่นี่เพราะอยากตายเลยแม้แต่น้อย ถ้ามีประกายความหวังที่จะรอดชีวิตแม้เพียงเล็กน้อย เขาก็ยินดีพยายามอีกครั้ง

ตอนนั้นเอง เสียงเล็กน้อยได้ดังขึ้นจากกระโจมข้างหลัง

บุรุษชุดดำเห็นโอกาสของเขาอย่างรวดเร็ว เขาหันร่างกลับไป ก้าวไปข้างหน้า และเอื้อมมือออกไป ในชั่วขณะนั้นเขาก็มีประสิทธิภาพมากพอ ๆ กับเว่ยอิ่งแห่งจวนเจ้าเมืองก่อนหน้านี้ ฉินเจิ้นซึ่งยังง่วงงุนไม่มีเวลาแม้แต่จะถามว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนที่จะกลายเป็นตัวประกัน

“อือ...อือ...” ฉินหยวนดิ้นรนอยู่บนพื้นดิน เนื่องจากหลอดลมของเขาถูกทำลาย เขาจึงไม่อาจพูดสิ่งใดได้เลย โลหิตหลั่งไหลออกมาจากระหว่างนิ้วมือที่กุมบาดแผลที่ลำคอของเขาเรื่อย ๆ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเกลียดชังและสิ้นหวัง

ตอนนั้น บุรุษชุดดำถูกล้อมไว้อยู่ เว่ยอิ่ง เว่ยหมิง และเว่ยหยาง ยอดฝีมือจากจวนเจ้าเมืองทั้งสามได้ปิดทางหนีทั้งหมดของเขาและจับจ้องความเคลื่อนไหวของเขาทุกอย่าง แต่ตอนที่บุรุษชุดดำพุ่งไปยึดตัวฉินเจิ้นเป็นตัวประกัน พวกเขาก็มิได้ขยับเขยื้อนจากตำแหน่งของตนเองเลย

พวกเขาทั้งสามคนต่างก็มีโอกาสและความสามารถเพียงพอที่จะขัดขวางบุรุษชุดดำ แต่ก็ไม่มีผู้ใดทำสิ่งใด พวกเขาเอาแต่มองดูเมื่อบุรุษชุดดำจับฉินเจิ้นเป็นตัวประกัน

เพราะพวกเขาทราบดีว่าคนที่อยู่ในกระโจมมิใช่ท่านเจ้าเมืองน้อยเว่ยเทียนฉี่ของพวกเขา ตราประจำตระกูลเว่ยมาอยู่เหนือกระโจมนี้เพราะพวกเขาจงใจกระทำ

ตอนที่พวกเขาตัดสินใจใช้ฉินเจิ้นเป็นตัวตายตัวแทนของเว่ยเทียนฉี่ ชีวิตของเขาก็อาจจะตกอยู่ในอันตราย แต่พวกเขาก็ไม่แม้แต่จะบอกกล่าวกันล่วงหน้า ตอนที่ฉินเจิ้นตกอยู่ในอันตราย พวกเขาก็มีโอกาสขัดขวาง แต่พวกเขาก็ไม่แม้แต่จะพยายามขยับออกจากตำแหน่งของพวกเขา

ในเมื่อพวกเขาไม่ขัดขวาง ก็ย่อมไม่มีความห่วงใยให้ฉินเจิ้นในตอนนี้อยู่แล้ว และเนื่องจากฉินหยวนเองก็ทราบอย่างแน่ชัด เขาจึงยิ่งโกรธและสิ้นหวัง แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ แม้แต่จะพูดก็ยังไม่ได้ เขาได้แต่ดิ้นรนอย่างไร้หนทางอยู่บนพื้น

“ทุกคนอย่าขยับ!” แม้ว่าบุรุษชุดดำจะทราบว่าตัวประกันมิใช่เว่ยเทียนฉี่ แต่อย่างน้อยก็น่าจะใช้ต่อรองได้บ้าง นี่ทำให้เขาเริ่มมีความหวังที่จะรอดชีวิต

“โง่เขลา” เว่ยหมิงพูดด้วยสีหน้ารังเกียจ คนผู้นี้คิดว่าจับใครก็ได้มาเป็นตัวประกันแล้วจะทำให้จวนเจ้าเมืองเชื่อฟังได้เช่นนั้นหรือ ความคิดเช่นนี้ในความเห็นของเว่ยหมิงแล้ว ช่างโง่เขลาสิ้นดี โง่เขลาจนเขารังเกียจ

โดยไม่สนใจบุรุษชุดดำ เขาก็เริ่มก้าวยาว ๆ ไปข้างหน้า

“ข้าบอกว่า ทุกคนอย่าขยับ!” บุรุษชุดดำตะโกนเสียงดังอีกครั้ง คมมีดที่กดอยู่บนลำคอของฉินเจิ้นบาดเข้าไปในผิวหนังของเขา บุรุษชุดดำคนนั้นก็ตัดสินใจได้รวดเร็วเช่นกัน

เว่ยหมิงยิ้มอย่างเย็นชา เขาไม่อยากแม้แต่จะเอ่ยปากพูดกับบุคคลเช่นนี้ เขายังก้าวต่อไปโดยไม่ลังเลสักนิด

ฉินหยวนมองไปรอบ ๆ อย่างสิ้นหวัง จากนั้นเขาก็เห็นลู่ผิงและพวก ในขณะนั้นเขาไม่สนแล้วว่าคนพวกนี้เป็นใคร พวกเขาเป็นความหวังเดียวของเขา เขาไม่อาจพูดได้จึงได้แต่ส่งสายตาขอร้องพวกเขา

“เขาอยากให้เราช่วยคนนั้น” ซีเฟิ๋นเป็นผู้เชี่ยวชาญในการอ่านสีหน้ามนุษย์ทุกแบบจริง ๆ

“พวกจวนเจ้าเมืองไม่สนใจตัวประกันเลยสักนิด” ม่อหลินกล่าว

ดังนั้นลู่ผิงจึงเคลื่อนตัวไปข้างหน้า

“นี่...” ม่อหลินตะโกน การที่ลู่ผิงเคลื่อนไหวอย่างบุ่มบ่ามก็ไม่ต่างจากสิ่งที่พวกจวนเจ้าเมืองกำลังทำอยู่ ความสิ้นหวังในดวงตาของฉินหยวนยิ่งเข้มข้นขึ้น

“หยุดนะ หยุดเดี๋ยวนี้!” บุรุษชุดดำตะโกนอย่างแตกตื่น สายตาของเขาก็สิ้นหวังเช่นกัน เพราะเขาพบว่าตัวประกันในมือของเขาไม่มีความสำคัญแม้แต่น้อย โดยไม่มีทางเลือกอื่น เขาได้แต่หันคมมีดไปสังหารฉินเจิ้น แต่การโบกมีดของเขานั้นอ้อมเป็นวงกว้างมาก เพราะเขายังไม่ยอมแพ้ เขาเคลื่อนไหวมากเกินจำเป็นเพราะอยากให้เวลาอีกฝ่าย เขาหวังว่าอีกฝ่ายจะบอกให้เขาหยุดมือ

ซีเฟิ๋นมองเห็นสีหน้าของเขาทุกอย่าง เขารับรู้ความคิดบุรุษชุดดำนั้นทันที

“เดี๋ยว!” ซีเฟิ๋นตะโกนก้อง

สำหรับบุรุษชุดดำ เสียงตะโกนนี้เหมือนดังมาจากสวรรค์ สุดท้ายแล้วเขาก็ชนะ...

แต่เขาก็พบทันทีว่าเสียงตะโกนนั้นเป็นการหลอกลวง เพราะในวินาทีต่อมา หมัดข้างหนึ่งก็พุ่งเข้าหาเขา

พลั่ก!

หมัดนั้นทั้งรวดเร็วและหนักหน่วงมาก

เขากำลังคิดที่จะกำจัดตัวประกันในวินาทีสุดท้าย แต่ก็พบว่าตนเองลอยออกห่างจากตัวประกันแล้ว

เว่ยหมิงหรือ

ไม่ใช่เว่ยหมิง เว่ยหมิงยังเดินมาหาเขาอยู่เลย เว่ยหมิงก็ตั้งใจจะลงมือ แน่นอนว่ามิใช่เพื่อช่วยชีวิตฉินเจิ้น แต่เป็นสิ่งที่เขาตั้งใจไว้อยู่แล้ว แต่สุดท้ายหมัดนั้นกลับเร็วมาก บุรุษชุดดำไม่อาจป้องกันได้เลย เขายังรู้สึกว่าแม้ซีเฟิ๋นจะไม่ร้องตะโกน “เดี๋ยว” ขึ้นมา หมัดนั้นก็ยังเร็วพอที่จะขัดขวางไม่ให้เขาสังหารฉินเจิ้น

ใครกัน

เขาหันหน้าไปและก็ต้องตกตะลึงอีกครั้งเมื่อเห็นลู่ผิง เมื่อครู่นี้เด็กหนุ่มคนนี้อยู่ตั้งไกล แต่หมัดของเขาก็มาถึงทันที สุดท้ายแล้วจวนเจ้าเมืองส่งยอดฝีมือมากี่คนกันแน่นะ คนผู้นี้เป็นใครกัน ไม่มีข้อมูลเลย...

แต่หมัดนั้นช่างหนักหน่วงจริง ๆ เขารู้สึกว่าร่างทั้งร่างกำลังจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ เขาล้มลงพื้นโดยไม่มีกำลังหลงเหลืออยู่เลย

เขาเห็นเว่ยหมิงเร่งความเร็วไปหาคนผู้นั้น เขารู้ดีว่าอะไรรอเขาอยู่ข้างหน้า เขาระลึกถึงถ้อยคำของคนที่ใส่หมวกฟาง

ยอมตายไปเลยดีกว่า

ความตายนั้นดีกว่าจะถูกจวนเจ้าเมืองคร่ากุมจริง ๆ ความตายเรียกได้ว่าเป็นการปลดปล่อยแล้ว

แต่เขาก็พบว่าเขาไม่สามารถฆ่าตัวตายได้ เพราะเขาไม่อาจยกมือขึ้น หมัดเดียวจากลู่ผิงทำให้เขาไม่มีแม้แต่แรงจะฆ่าตัวเอง

สมแล้วที่เป็นจวนเจ้าเมือง มีวิธีการที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ...

เขาไร้ซึ่งความหวัง แต่ในความสิ้นหวังนั้นเขาก็ยังพยายามเหมือนรักษาม้าตายดั่งม้าเป็น* เขามองไปที่เด็กหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าและขอร้อง

“ฆ่าข้า” เขากล่าว

“ได้” ลู่ผิงรับปากอย่างยินดีและเอื้อมมือไปบีบคอเขา

บุรุษชุดดำไม่คิดเลยว่าลู่ผิงจะยินยอมทำตาม การปลดปล่อยนี้จะเร็วไปหน่อยไหม

“ขอบคุณ...” เขากล่าวอย่างยินดีจากใจจริง

“ไม่เป็นไร” ลู่ผิงพูดและใช้กำลังที่ปลายนิ้วหักคอเขา

“เจ้าทำอะไร ใครอนุญาตให้เจ้าสังหารเขา” เมื่อเว่ยหมิงเห็นลู่ผิงออกแรงที่ปลายนิ้ว เขาก็หมดสิ้นเยือกเย็นก่อนหน้านี้และพุ่งมาหยุดลู่ผิงพลางตะโกนอย่างกราดเกรี้ยว แต่เมื่อเขามาถึง บุรุษชุดดำก็ได้สิ้นลมไปแล้ว

“เขา” แต่ลู่ผิงก็ยังคงตอบคำถามเว่ยหมิงโดยการชี้ไปที่ศพ

“ลู่ผิง มานี่” เสียงซูถังดังมาจากอีกด้าน ลู่ผิงหมดความสนใจในตัวเว่ยหมิงทันทีและรีบเดินจากไป

“เจ้าจะรู้อะไร! เจ้าคนโง่เขลา เบาปัญญา ใครบอกให้เจ้าสอดมือเข้ามา! ใครอนุญาตให้เจ้ามาวางก้ามที่นี้!” เว่ยหมิงยังด่าทออย่างโมโห ความโกรธของเขาย่อมมีเหตุผล นี่เป็นแผนการที่วางไว้อย่างดีของเขาที่จะล่องูออกจากโพรง เดิมทีเขาหวังที่จะไว้ชีวิตคนหนึ่งและตามรอยไปสู่ต้นตอ แต่เขาไม่คาดว่าแผนการของเขาจะถูกทำลายโดยลู่ผิง และเชลยคนสุดท้ายจะถูกสังหาร

“ข้าจะจัดการเจ้าทีหลัง!” เว่ยหมิงจ้องร่างที่ถอยไปของลู่ผิงอย่างดุดัน แล้วกลับมาทำตัวเยือกเย็นดังเดิม แม้ว่าคนจะตายไปแล้ว แต่ใครจะรู้ว่าพวกเขาไม่อาจหาร่องรอยจากศพได้เล่า เขายังต้องดูแลเรื่องราวรีบด่วนอื่นอีก ไม่มีเวลามาทะเลาะกับลู่ผิงตอนนี้

“เจ้าสองคน อารักขาท่านเจ้าเมืองน้อย” หลังจากกล่าวเตือนเว่ยอิ่งและเว่ยหยาง ร่างของเขาก็หายไปกับความมืดมิดแห่งราตรีกาล

.......................................

*死马当活马医 รักษาม้าตายดั่งม้าเป็น - ทำสิ่งที่รู้ว่าไม่มีทางสำเร็จแต่ก็ยังลองดู เหมือนม้าที่ตายไปแล้วรักษายังไงมันก็ไม่ฟื้นแต่ก็ยังพยายามให้มันกินยา

ตอนที่ 42 – นี่ข้าช่วยเจ้านะ




NEKOPOST.NET