Heaven Awakening Path ตอนที่ 4 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.4 - ราคาของการมาสาย


ตอนที่ 4 – ราคาของการมาสาย

 

ม่อเซินย่าวก้าวอย่างระมัดระวัง เขาพยายามอย่างที่สุดที่จะไม่เดินเร็วเกินไป และมองตรงไปข้างหน้าโดยไม่เหลือบซ้ายแลขวา

การถูกจับได้เมื่อครู่ช่างน่าขายหน้านัก แต่ม่อเซินรู้สึกว่าอาการสงบนิ่งของเขาในตอนนี้ได้คะแนนอย่างน้อยก็เก้าสิบคะแนนแล้ว เขาไม่รู้เลยว่าอาการสงบนิ่งเก้าสิบคะแนนของเขานั้นทำให้เขาเดินได้ไม่เป็นธรรมชาติอย่างมาก แม้แต่ลู่ผิงยังหัวเราะออกมาจนห้องเรียนปั่นป่วน

ม่อเซินไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใด ๆ จากการเดินเก้าสิบคะแนนของเขา ในที่สุดเขาก็เดินถึงระยะที่คิดว่าไกลพอแล้ว ตอนที่เขาหันกลับไปและเริ่มคิดว่าจะทำอะไรต่อ เขาก็เห็นลู่ผิงโดดออกมาจากหน้าต่างห้องเรียน

เจ้าเด็กน่ารังเกียจนี่ โดดเรียนกลางคาบเลยหรือ!

ม่อเซินโมโหมาก เขาลืมความจริงที่ว่าปกติแล้วลู่ผิงไม่แม้แต่จะเข้าห้องเรียนด้วยซ้ำ ในสามปีมานี้ มันเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง

แต่เมื่อเขามองลู่ผิงเดินมาเดี่ยว ๆ บนทางเดินไร้ผู้คน เขาก็ใจสั่นสะท้าน

นี่...เหมือนจะเป็นโอกาสของเขาเลยนะ

เด็กนักเรียนในตอนนี้ต่างก็อยู่ในห้องเรียน มีคนอื่นอยู่น้อยมากในสถาบัน เขาควรจะใช้โอกาสนี้พาลู่ผิงไปที่ลับตาคน หรือว่าจะลดความเสี่ยงได้อีกไหมนะ

เอาแบบนี้ดีกว่า

แผนการหนึ่งก่อตัวขึ้นในสมองของเขาอย่างรวดเร็ว เขาเพิ่มความเร็วแล้ววิ่งไปหลังต้นไม้เพื่อสงบใจ จากนั้นเขาก็เดินไปทางลู่ผิงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“เอ๋ ครูม่อเซิน พบกันอีกแล้วนะครับ” ลู่ผิงทำไม้ทำมือทักทายบอกว่าสถานการณ์นี้ช่างคาดไม่ถึงนัก

“เจ้าไม่ไปเรียนรึ ทำไมมาอยู่ตรงนี้” ม่อเซินขมวดคิ้วถามไถ่ นี่เป็นคำพูดที่เขาเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้วเพื่อเปิดการสนทนา เขารู้สึกว่ามันเป็นธรรมชาติและมีเหตุผลมาก

“อ้อ มีนักเรียนพูดว่า คนที่ไม่อยากฟัง ออกไป ข้าก็เลยออกมา” ลู่ผิงกล่าว

“ฮะ?” เมื่อได้ฟังคำพูดตรงไปตรงมาที่ทำให้ผู้คนอึ้งแล้ว ม่อเซินก็ลืมไปเลยว่าเขาต้องการจะพูดอะไรต่อ

“ไร้ความสามารถและโง่เขลานัก” ในที่สุดเขาก็คิดว่าควรจะพูดคำนี้เพราะมันฟังดูรุนแรงและติติงไปพร้อม ๆ กัน

ลู่ผิงยิ้ม

“ถ้าเจ้าไม่มีอะไรทำก็มาช่วยข้าหน่อย แล้วข้าจะอภัยให้ที่ทำร้ายดอกบัวอัคคีซ่อนของข้า” ม่อเซินเริ่มพูดตามแผน

“ได้ครับ เรื่องอะไร” ลู่ผิงถาม

ติดเบ็ดง่ายจริง ๆ ม่อเซินรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมาก เขากล่าวทันที “สิบโมง ไม่สิ สิบโมงครึ่งดีกว่า ไปที่สวนดอกไม้ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เจ้ารู้นะว่าที่ไหน”

“รู้ครับ”

“อืม สิบโมงครึ่งนะ อย่าลืมเสียล่ะ” ม่อเซินเตือนอีกครั้ง

“ที่จริงตอนนี้ข้าก็ไม่ได้ทำอะไร ไปตอนนี้เลยดีกว่าไหมครับ” ลู่ผิงกล่าว

เมื่อได้ยินคำตอบที่ไม่คาดคิด ม่อเซินก็ตื่นกลัวขึ้นมา ไปตอนนี้ไม่ได้อยู่แล้ว เขายังต้องเตรียมการให้เกิดอุบัติเหตุอีกนะ

“ไม่ต้อง!” ม่อเซินปฏิเสธเสียงแข็ง “ยังไม่ต้องการเจ้าตอนนี้ มาตอนสิบโมงครึ่ง แล้วเจอกัน”

“เช่นนั้น...ก็ได้ครับ” ลู่ผิงลังเลเล็กน้อยก่อนจะยอมรับการจัดการจากม่อเซิน

ม่อเซินถอนหายใจในใจเฮือกใหญ่ “ตกลง แล้วเจอกัน”

“ครับ ลาก่อนครูม่อเซิน”

“อืม” ม่อเซินผงกศีรษะเล็กน้อย เมื่อลู่ผิงจากไป ม่อเซินก็มองตามจนร่างอีกฝ่ายหายลับไปจากสายตา จากนั้นเขาก็หันกลับไปและรีบพุ่งไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สวนดอกไม้นี้อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดของสถาบัน การจัดสวนไม่ค่อยดี แต่นี่เป็นผลงานของนักจัดสวน ม่อเซินเป็นคนสวน แม้ว่าชื่อจะต่างกันแค่หนึ่งคำแต่หน้าที่ของพวกเขาแตกต่างกันมาก สิ่งที่เขาชำนาญคือการปลูกและดูแลต้นไม้ดอกไม้ทุกชนิด นี่เป็นสวนที่เขาไม่ค่อยชอบ แต่ม่อเซินก็ยังมาที่นี่บ่อย ๆ เพื่อทำการทดลองฝึกวิชาเกี่ยวกับพืชพรรณต่าง ๆ นานา เขาคุ้นเคยกับที่นี่เป็นอย่างมาก

ในช่วงเวลานี้ ไม่มีทางที่จะมีคนอยู่ที่นี่แน่

หลังจากรีบมาถึงสวน เขาก็ตรวจดูเวลา เก้าโมงสามสิบห้า เมื่อเขาเห็นเวลาเขาก็มั่นใจมากขึ้นที่เลื่อนเวลานัดจากสิบโมงเป็นสิบโมงครึ่ง

ห้าสิบห้านาทีคงพอกระมัง

สมองของม่อเซินเริ่มต้นคิดแผนสร้างอุบัติเหตุ เขาตัดสินใจจะใช้ศาลาสังเกตการณ์ในสวน ศาลานี้มีอายุมากแล้ว คงไม่มีใครสงสัยถ้าจะเกิดอุบัติเหตุศาลาถล่ม เขาจะดัดแปลงศาลาเพื่อการณ์นี้เอง

หลังจากศึกษาโครงสร้างศาลา เขาก็เริ่มต้นทำงาน เขาเร่งมือในขณะที่ศีรษะก็เหงื่อแตกพลั่ก ๆ แต่เวลาก็ผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากจัดการส่วนแรกเสร็จเขาก็หันไปดูเวลาอีกครั้ง

สิบโมงสิบห้า!

เวลาสี่สิบนาทีหายไปแล้ว มันใช้เวลามากกว่าที่เขาจินตนาการไว้มากนัก เขาประเมินความสามารถในการถล่มสิ่งปลูกสร้างมากเกินไป เขายังไม่กล้าใช้พลังวิญญาณอีกด้วย เพราะมันจะเหลือร่องรอยไว้

สิบห้านาที! ดูจะไม่ทันแล้ว แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับความพยายามของมนุษย์!

ม่อเซินไม่ยอมแพ้และเร่งมือขึ้นไปอีก ประสิทธิภาพของเขาดีขึ้นมาก แต่ก็ยังยากที่จะทำได้ทันเวลาสิบโมงครึ่ง

บางทีเด็กนั่นอาจจะมาสายก็ได้

ม่อเซินไม่อยากยอมแพ้กลางทางเมื่อคิดถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ แล้ว เขาตัดสินใจไม่หยุดมือ แต่คอยมองทางเดินเป็นระยะ สิบโมงครึ่งลู่ผิงก็ยังไม่โผล่มาแม้แต่เงา ม่อเซินลิงโลดใจมาก เจ้าคนเชื่อถือไม่ได้นี่ มาสายแน่ ๆ มาสายหน่อยนะ อีกห้านาทีก็เสร็จแล้ว

ห้านาทีผ่านไป เดี๋ยว ยังผิดไปหน่อย แต่เขายังไม่มา ข้ายังมีเวลาอีก แก้ไขหน่อยแล้วกัน มาสายอีกหน่อยล่ะเจ้าโง่

สิบนาทีผ่านไป แต่มันก็ยังผิดไปนิดนะ แต่เจ้าหมอนั่นก็ยังไม่มา ดีมาก เจ้าจะได้รับโทษจากการมาสายแน่ ๆ นี่ช่างเป็นการเยาะเย้ยที่ยอดเยี่ยมยิ่ง

สิบห้านาทีผ่านไป เฮ้อ เสร็จสักที เจ้าหมอนี่สายตั้งสิบห้านาทีแล้ว เชื่อถือไม่ได้จริง ๆ และด้วยเหตุนี้เขาจึงหมดโอกาสรอดชีวิต น่าเศร้ายิ่งนัก

หลังจากทำทุกอย่างเสร็จสิ้น ม่อเซินก็ถอนหายใจยาว แม้ว่าเหงื่อจะท่วมตัว เขาก็ยังไม่เหนื่อยสักนิด เขาเริ่มรอการมาถึงของลู่ผิงอย่างใจจดใจจ่อ หวังว่าเขาจะถูกศาลาถล่มจนบี้แบน

รอเจ้านั่นมา รอ รอ และรอต่อไป

ม่อเซินรู้สึกว่าแผนกำจัดลู่ผิงของเขาสมบูรณ์แบบมาก

เก้าสิบคะแนน เขาพออกพอใจและให้คะแนนตัวเองเก้าคะแนนอีกครั้ง

แต่เพียงพริบตาเดียวก็ถึงสิบเอ็ดโมงแล้ว ผ่านมาครึ่งชั่วโมงแล้วจากเวลานัดหมาย แต่ก็ยังไม่มีวี่แววของลู่ผิง

น่าผิดหวังจริง ๆ เขาไม่รักษาคำพูด แล้วยังไม่รักษาเวลาอีกด้วย ม่อเซินยังคงสาปแช่งลู่ผิงในใจต่อไป อีกครึ่งชั่วโมงผ่านไป แต่ลู่ผิงก็ยังไม่มา

อย่าบอกนะว่า......เจ้านั่นคิดว่าเป็นสิบโมงตอนกลางคืนน่ะ

หลังจากคิดทบทวน เขาก็พบว่าเขาไม่ได้บอกไปว่านัดเวลาเช้า

ให้รอถึง สี่ทุ่มครึ่งหรือ นั่นโง่เขลาไปหน่อย ข้าควรจะมาอีกทีตอนกลางคืน แต่ก็มีความเป็นไปได้ง่าย ๆ อีกแบบ ถ้าเขาหน้าด้านมาสายกว่านี้หนึ่งชั่วโมงจะทำอย่างไรล่ะ

รออีกชั่วโมงแล้วกัน!

หลังจากคิดไปคิดมา ม่อเซินก็ตัดสินใจเช่นนี้ ดังนั้นอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมาม่อเซินก็ออกจากสวนดอกไม้ทิศตะวันตกเฉียงเหนืออย่างทั้งหิวทั้งเหนื่อย แม้แต่ขาของเขายังสั่นตอนที่เดินไปตามทางสู่โรงอาหารของสถาบัน

เขาทั้งแก่และไม่มีแรง แม้ว่าเขาจะอยู่ในชั้นฟ้าที่สิบเจ็ดจากพลังวิญญาณทั้งหมดรวมกัน พลังวิญญาณแห่งกายของเขาซึ่งเกี่ยวข้องกับแรงกายไม่แม้แต่จะอยู่ในชั้นฟ้าที่หนึ่ง แต่มันเป็นกรรมพันธุ์ ครอบครัวของเขาทั้งตระกูลสัมผัสพลังวิญญาณแห่งกายได้ช้ามาก

ก่อนนี้เขาไม่กล้าใช้พลังวิญญาณและได้แต่ใช้แรงกาย มันไม่ง่ายสำหรับร่างกายของเขาเลย ตอนแรกความรู้สึกตื่นเต้นช่วยพยุงเขาไว้ แต่หลังจากรอมาสองชั่วโมง แรงพยุงทั้งหลายก็หายไปนานแล้ว

ณ เวลานี้ ม่อเซินเพียงอยากจะกินให้อิ่มแล้วนอนบนพื้นดินที่งดงาม แต่ด้วยความบังเอิญ เขาก็พบกับลู่ผิงและซูถังที่กำลังออกมาจากโรงอาหาร

“ลู่ผิง!” ม่อเซินเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมา

“ครูม่อเซิน” เด็กทั้งสองแสดงความเคารพ

“เจ้าคงยังไม่ลืมเรื่องที่ข้าไว้วานใช่ไหม”

“แน่อยู่แล้วครับ” ลู่ผิงตอบ

จิตใจของม่อเซินผ่อนคลายลง ดูเหมือนเด็กนี่จะคิดว่าเขาหมายถึงเวลากลางคืนจริง ๆ

“อย่าลืมล่ะ” ม่อเซินไม่อยากพูดอะไรมากกว่านี้ เขาแค่อยากกินแล้วไปนอน แต่เมื่อเขากำลังจะไป เขาก็ได้ยินซูถังเอ่ยขึ้นมา “เรื่องอะไรเหรอ”

ฉิบหายแล้ว!!

หัวใจม่อเซินหดเกร็ง

ดีจังนะ! ทำไมข้าต้องอ้าปากพูดต่อหน้าซูถังด้วย ในเมื่อนางถามแล้ว ลู่ผิงก็ต้องคายความลับออกมาหมดแน่ แล้วตอนที่เกิดอุบัติเหตุคืนนี้ ผู้คนจะไม่เชื่อมโยงความเกี่ยวข้องนี้หรือ

ข้าควรจะอธิบายอย่างไรดี

ในขณะที่ม่อเซินกำลังชั่งน้ำหนักในใจ ก็มีคนวิ่งพลางตะโกนมาตามทางเดิน “แย่แล้ว!”

“อะไร” เสียงตะโกนและความวุ่นวายดึงดูดความสนใจของคนจำนวนมาก พวกเขาเดินไปถามไถ่ที่ต้นเสียง

“ศาลาในสวนดอกไม้ที่ 18 เขตตะวันตกเฉียงเหนือถล่ม”

“โอ้ มีใครบาดเจ็บไหม”

“น่าแปลกที่ไม่ แต่หลังจากการตรวจสอบแล้ว ครูโฮ่วฟูบอกว่ามีคนทำลายโครงสร้างของศาลา”

“เอ๋ ใครจะทำเช่นนั้นกัน”

“ตอนนี้ไม่รู้ แต่กำลังตรวจสอบอยู่นะ ครูโฮ่วฟูบอกว่าการทำลายโครงสร้างไม่ได้ต้องการจะทำลายศาลาแต่มีจุดประสงค์อื่นจากการถล่มของศาลา”

“อะไรหรือ หรือว่าจะทำร้ายใคร”

“ใช่แน่นอน”

“มีคนแบบนี้ในสถาบันด้วยเหรอ”

“ใช่ น่ากลัวจังเลย ใครกันนะ”

“เจ้าเห็นใครไปแถวนั้นเมื่อเช้าบ้างไหมล่ะ”

“ไม่รู้สิ...”

ข่าวแพร่กระจายไปทั่ว ทุกคนมีความเห็นต่าง ๆ นานา นักเรียนต่างพากันวิเคราะห์เหตุการณ์ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นรอบตัวม่อเซิน

“ครูม่อเซิน ครูม่อเซินคะ”

“หืม” สติม่อเซินกลับมาที่ตัวทันที เขาพบว่าซูถังมาอยู่ข้างกายเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เขาไม่รู้ว่านางเรียกเขามากี่รอบแล้ว

“เกิดอะไรขึ้นคะ สีหน้าท่านดูแย่มาก” ซูถังถามอย่างเป็นห่วงเป็นใยอย่างยิ่ง

“ข้า...ข้าไม่เป็นไร แค่เหนื่อยจากการทำงานหนักเมื่อเช้าน่ะ แค่พักผ่อนก็พอแล้ว” ม่อเซินพูด

“งั้นข้าไปส่งท่านนะคะ”

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไปทำงานของเจ้าเถอะ”

“ค่ะ ดูแลตัวเองด้วยนะคะ”

ดูแล ดูแล ม่อเซินพูดทวนในใจสองครั้ง สำหรับเขาแล้ว ความหมายของสองคำนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง เขาควรจะทำอย่างไรดี ควรจะไปสารภาพเลยไหม เขาทำเพื่อช่วยซูถังโดยการกำจัดสวะ สถาบันคงเห็นใจเขา... ไม่หรอก ถ้ามองจากบุคคลทั่วไปมันคงมีผล แต่สำหรับสถาบันแล้ว แค่เพราะมีคนอยากจะกำจัดอิทธิพลที่นักเรียนคนหนึ่งมีต่ออีกคน ต้องถึงกับกำจัดนักเรียนเลยหรือ นี่มันไร้จริยธรรมสิ้นดี เห็นทีข้าคงทำเกินไปแล้ว!

ในขณะที่เขากำลังสติแตกอยู่นั้น เสียงลู่ผิงก็ดังขึ้นจากข้างหลัง “ครูม่อเซิน แล้วข้ายังต้องไปสวนที่ 18 อีกไหมครับ”

……………………………………………….




NEKOPOST.NET