Heaven Awakening Path ตอนที่ 39 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.39 - ค่ายกลางป่า


ตอนที่ 39 – ค่ายกลางป่า

 

เขาเสียเฟิงไม่ถือว่าสูงมากนัก แต่เนื่องจากมันมีลักษณะสูง ๆ ต่ำ สลับไปมา การจะเดินผ่านภูเขาทั้งหมดในระยะเวลาอันสั้นจึงเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเริ่มเดินทางตอนกี่โมง การค้างคืนในเขาก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ผู้คนที่ข้ามเขานี้มักจะมากับเป็นกลุ่มและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะไม่ว่าอย่างไรความเป็นไปได้ที่จะมีสัตว์ร้ายในป่าเขาออกมาทำร้ายคนเดินทางก็ไม่ต่ำเลย

แต่นักเรียนของเสียเฟิงกลับไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องที่ยากลำบาก แม้ว่าพวกเขาจะยังมีอายุไม่มากนัก แต่อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นผู้ฝึกพลังวิญญาณ ตราบใดที่มีระดับชั้นพลังวิญญาณเพียงเล็กน้อย การจัดการกับสัตว์ร้ายพวกนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาเลย นักเรียนชั้นปีหนึ่งอาจจะมีปัญหาอยู่บ้างเนื่องจากความอ่อนด้อยของฝีมือ แต่ในการเดินทางครั้งนี้ พวกเขาก็พึ่งพากันและกันได้ สิ่งที่คนทั่วไปคิดว่าอันตรายนั้นไม่มีความหมายในสายตาเหล่านักเรียนของสถาบันต่าง ๆ

นักเรียนเสียเฟิงยิ่งไม่ใส่ใจขึ้นไปอีกเพราะพวกเขามียอดฝีมือจากคณะของจวนเจ้าเมือง

หลังจากเริ่มเดินทางมาได้สักครู่เดียว ท้องฟ้าก็เริ่มที่จะเปลี่ยนสีเข้มขึ้น การเลือกตำแหน่งวางค่ายพักเพื่อพักผ่อนตลอดทั้งคืนเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมการมาก่อนหน้าแล้ว

เหล่าองครักษ์ประจำตระกูลไม่ได้ลืมเลือนที่จะระมัดระวังตัว แม้ว่าป่าแห่งนี้จะไม่มีภัยอันตรายสำหรับพวกเขา

เว่ยหมิงออกไปสำรวจพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียดและกลับมารายงานเว่ยเทียนฉี่ เว่ยเทียนฉี่รับฟังผ่าน ๆ เขามิได้ตั้งใจฟังเพราะทราบดีว่าการที่เว่ยหมิงมารายงานเขาก็เป็นเพียงการทำตามหน้าที่เท่านั้น เพราะเขาเป็นเจ้าเมืองน้อยในนามของพวกเขา บิดาของเขาเว่ยจ้งเป็นผู้ที่มีประสิทธิภาพมาก แม้ว่าเขาจะเป็นบุตรชายของเจ้าเมือง แต่เขาก็ไม่ได้มีประสบการณ์อะไรมากมาย เขายังไม่เติบโตพอที่จะสั่งการด้วยตนเอง แน่นอนว่าเขาที่เป็นเจ้าเมืองน้อยไม่อาจเทียบกับเว่ยหมิงได้ในด้านความมีประสิทธิภาพ

“นี่ก็คือสถานการณ์โดยรอบครับ” เว่ยหมิงกล่าวสรุปรายงาน

“อืม” เว่ยเทียนฉี่ตอบอย่างคนไม่ได้ฟัง เขากำลังมองเว่ยหยางอยู่ เว่ยหยางผู้ซึ่งเคยยิ้มแย้มตลอดเวลา มาตอนนี้แม้จะอยากยิ้มก็ทำไม่ได้แล้ว เขาสวมหน้ากากรูปกะโหลก ดูทั้งอิหลักอิเหลื่อและน่าเกลียด เขายังไม่สามารถพูดและไม่อาจแสดงสีหน้าอันใดได้อีกด้วย สิ่งเดียวที่เปิดเผยบนใบหน้าของเขาก็คือดวงตาคู่หนึ่ง ซึ่งแสดงอารมณ์ออกมาเพียงความขมขื่นใจเท่านั้น

เว่ยหยางกำลังจัดเตรียมกระโจมและสิ่งจำเป็นอื่น ๆ สำหรับให้พวกเขานอนค้างคืน เว่ยหมิงไปช่วยเขาเมื่อรายงานสถานการณ์ให้เว่ยเทียนฉี่ฟังเรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับเว่ยอิ่ง เว่ยเทียนฉี่รู้เพียงว่าเขาอยู่แถว ๆ นี้ ตั้งแต่ตอนเริ่มแรก คนผู้นี้ก็ไม่เคยมานั่งรถม้ากับพวกเขา หลังจากเดินทางบนภูเขา เว่ยเทียนฉี่ก็สังเกตเห็นร่างของเขาหลายครั้งครา แต่มันก็เป็นเพียงเงาร่างที่วอบไปแวบมาเท่านั้น แม้กระทั่งตอนนี้เขาก็ยังไม่ทราบว่าคนผู้นั้นไปอยู่ที่ไหนแล้ว

“ข้าไปเดินเล่นนะ” เว่ยเทียนฉี่ซึ่งรู้สึกเบื่อ ๆ ลุกขึ้นและคิดที่จะไปเดินเล่น รอบตัวเขา นักเรียนเสียเฟิงต่างเตรียมตัวเข้านอน เขาคุ้นเคยกับนักเรียนชั้นปีสามเป็นอย่างดี

“ข้าจะไปเป็นเพื่อนท่าน” เว่ยหมิงวางมือจากงานลงทันทีและเดินไปหาเว่ยเทียนฉี่

“ไม่ต้อง” เว่ยเทียนรีบพูด ตอนที่เว่ยเทียนฉี่อยู่ใกล้กับเว่ยหมิง เขามักจะรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง เขาไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย

“ระวังไว้ดีกว่านะครับ แม้ว่าในป่านี้จะไม่มีอะไรที่ทำอันตรายท่านได้ แต่ว่ามีบางคน...” เว่ยหมิงยังคงยืนยันที่จะไปด้วยและเอ่ยเตือนเขา

เว่ยเทียนฉี่ทราบทันทีว่าเว่ยหมิงหมายถึงอะไร เขามองไปรอบตัว สมาชิกไจเฟิงทั้งสี่ไม่รู้อยู่ที่ไหน แต่เมื่อมองเห็นสภาพน่าสมเพชของเว่ยหยาง เขาก็ตอบตกลงในที่สุด

เว่ยหมิงจากไปพร้อมกับเว่ยเทียนฉี่ แต่ก่อนที่จะไป โดยบังเอิญหรือตั้งใจ เขาก็ได้เหลือบมองไปยังทิศทางหนึ่ง

ขอโทษหรือ

เว่ยหมิงยิ้มบาง ๆ

คนขับรถม้าเว่ยเหมิ่งเป็นผู้เชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งเสียง เขาได้บอกเว่ยหมิงเรื่องการพบปะกับลู่ผิงที่ทางเข้าทิศเหนือแล้วจากความสามารถขั้น 2 “เสียงสื่อสาร” แต่เว่ยหมิงไม่คิดที่จะยอมรับคำขอโทษจากลู่ผิง เป็นไปได้หรือที่ความผิดจากการบาดหมางกับจวนเจ้าเมืองจะชะล้างไปด้วยคำขอโทษเพียงคำเดียว

โง่เง่า!

ในตอนที่เว่ยหมิงเหลือบมองไปยังทิศทางนั้น แววตาของเขาก็เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม เขาเป็นคนฉลาด สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดก็คือคนโง่เง่า เขาขี้เกียจแม้แต่จะจัดการกับลู่ผิงแล้ว คนโง่เง่าพรรค์นี้แค่จัดการส่ง ๆ ก็ได้แล้ว ไม่มีค่าพอให้เขาลงมือด้วยตนเองหรอก

หลังจากเว่ยหมิงไปพร้อมกับเว่ยเทียนฉี่ไม่นานนัก ลู่ผิงก็ปรากฏตัวขึ้นตรงทิศทางที่เว่ยหมิงเพิ่งเหลือบมองไป ซูถังยืนอยู่ข้าง ๆ เขา ลู่ผิงรีบกวาดตามองโดยรอบและเห็นตราประจำตระกูลเว่ยที่สะดุดตาอยู่บนกระโจมหลังหนึ่ง

เว่ยหยางซึ่งเข้ากระโจมไปตั้งเสาก็โผล่ศีรษะออกมาข้างนอกและเห็นลู่ผิง ทันใดนั้นสายตาของเขาก็พร่ามัวไปจากความขมขื่นใจอันลึกล้ำ มือขวาของเขาที่วัดระยะบนพื้นดินอยู่จิกเข้าไปในพื้นดินและกระชากหญ้าออกมากระจุกใหญ่

แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้เคลื่อนไหว เพราะเขาทราบดีถึงความแตกต่างอันใหญ่หลวงระหว่างพวกเขาในตอนนี้

แต่อีกไม่นานหรอก...

ดวงตาของเขาที่จ้องมองลู่ผิงตาไม่กะพริบอย่างเต็มไปด้วยความเกลียดชัง อยู่ดี ๆ ก็มีความปรารถนาปรากฏขึ้น

แต่ลู่ผิงก็เพียงเหลือบมองเขาครั้งเดียว และเริ่มมองไปโดยรอบ

“เว่ยหมิงล่ะ” ลู่ผิงถาม

อยากจะมาก่อเรื่องหรือ เว่ยหยางคิดในใจ เขากลับรู้สึกยินดีมากที่เว่ยหมิงเพิ่งจากไป ไม่เช่นนั้น ลู่ผิงก็คงจะถูกเว่ยหมิงจัดการง่าย ๆ ไปแล้ว ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วเขาจะไปล้างแค้นกับใครได้

เขาเมินลู่ผิง ลู่ผิงเริ่มมองหาด้วยตนเอง สถานที่ก็ใหญ่แค่นี้ ลู่ผิงพบได้โดยเร็วว่าเว่ยหมิงไม่อยู่แถวนี้

“เขาไปไหนแล้ว” ลู่ผิงถาม

เว่ยหมิงชี้ไปทิศทางหนึ่งมั่ว ๆ เขาไม่ลำบากใจที่จะกลั่นแกล้งลู่ผิงบ้างเลย

“ขอบคุณ” ลู่ผิงกล่าวและเดินไปตามทิศที่เว่ยหยางชี้บอก เว่ยหยางไม่คิดจริง ๆ ว่าลู่ผิงจะถูกหลอกง่ายแบบนี้ เขาเพียงเสียดายที่ไม่อาจหัวเราะออกมาได้

ลู่ผิงเดินไปตามทางที่เว่ยหยางชี้ให้กับซูถัง นักเรียนเสียเฟิงกระจายตัวอยู่ทุกแห่งหน พวกเขาดูจะเข้ากันได้ดีมาก เห็นได้จากการเดินไปพูดคุยหยอกล้อกันทั่วไป ลู่ผิงและซูถังที่เดินอยู่กลางกลุ่มคนจึงดูแปลกแยกออกมา สายตาที่ทุกคนมองพวกเขาเหมือนกำลังมองสัตว์ดุร้าย

ทั้งสองคนที่ถูกจ้องมองเดินวนหาเว่ยหมิง แต่พวกเขาก็ไม่พบเว่ยหมิงเลย ท้องของพวกเขาเริ่มร้องโครกคราก

“กลับกันก่อนเถอะ!” ซูถังกล่าว

ลู่ผิงไม่ได้โต้แย้ง เขาไม่ได้รีบร้อนอะไร

ทั้งคู่เดินกลับไปที่ค่ายพักของพวกเขา มันอยู่ตรงริมขอบของพื้นที่ค่ายพักแรม พวกเขาไม่อยากจะเข้าใกล้นักเรียนเสียเฟิงมากนัก

เมื่อกลับมาถึง พวกเขาก็เห็นซีเฟิ๋นนั่งอยู่บนรถเข็น กำลังย่างเนื้ออยู่เหนือกองไฟ

“ม่อหลินล่ะ” ซูถังถาม

ซีเฟิ๋นที่มีสีหน้าจดจ่อไม่เงยหน้าขึ้นแต่พยักเพยิดไปทางทิศหนึ่ง

ลู่ผิงกับซูถังมองตามไป พวกเขาเห็นกองไฟอีกกองหนึ่ง แต่ผู้คนที่รายล้อมคือนักเรียนเสียเฟิง ม่อหลินกลับไปนั่งกลมกลืนกับคนพวกนั้น เขาพูดคุยหัวเราะกับนักเรียนกลุ่มนั้น หลังจากเห็นลู่ผิงกับซูถัง เขาก็เอ่ยอำลานักเรียนรอบข้าง เขายืนขึ้นและสวมหมวกฟางจากนั้นก็เดินมาหาลู่ผิงกับซูถัง นักเรียนเสียเฟิงพวกนั้นมีท่าทางไม่อยากลาจากม่อหลิน เมื่อพวกเขามองดูม่อหลินเดินไปหาลู่ผิงและซูถัง พวกเขาก็มีสีหน้าโศกเศร้าเหมือนเห็น ไข่มุกร่วงลงสู่โคลนตม*

“เจ้ามีพรสวรรค์ด้านนี้ด้วยหรือ” ซูถังอดไม่ได้ที่จะร้องชื่นชม

“ความสามารถในการกลมกลืนกับฝูงชนได้ทุกที่ ทุกเวลา และกับใครก็ได้ เป็นคุณสมบัติสำคัญ...” ในขณะที่พูด ม่อหลินก็ชี้นิ้วไปที่ตนเอง “...ของนักลอบสังหาร” หลังจากพูดจบเขาก็ยกน่องไก่ที่หยิบมาจากด้านโน้นและกัดกินคำโต

“พวกเจ้ากินเถอะ ข้าไม่หิวแล้ว” ม่อหลินว่าพลางชี้ไปที่เนื้อที่กำลังย่างอยู่ ความหมายของเขาก็คือเขาไม่ต้องการเนื้อนั่น เขากินมาอิ่มแล้ว

อีกสามคนที่เหลือก็ไม่ได้เกรงใจ พวกเขานั่งลงรอบกองไฟแล้วแบ่งเนื้อเป็นสามส่วน

ม่อหลินที่ทั้งมือและปากเปรอะเปื้อนคราบไขมันถามเล่น ๆ พลางเคี้ยวไก่ของเขาไปด้วย “แล้วเว่ยหมิงล่ะ ตายหรือยัง”

“คิดว่าไม่นะ” ลู่ผิงกล่าว

“ทำไมถึงไม่แน่ใจล่ะ” ม่อหลินสงสัย

“เพราะข้าไม่พบเขา” ลู่ผิงกล่าว

“เจ้าระมัดระวังคำพูดจริง ๆ” ม่อหลินชื่นชม ในเมื่อเขาไม่พบ เขาจึงไม่รีบด่วนสรุปว่าอีกฝ่ายเป็นหรือตาย แม้ว่าคนผู้นั้นจะเป็นเว่ยหมิงก็ตาม ทัศนคติเช่นนี้นี่มันช่าง...

“ข้าว่าเจ้ามีคุณสมบัติที่จะเป็นมือสังหารนะ!” ม่อหลินกล่าว

“ถ้าจะว่าจ้างให้เจ้าสังหารเว่ยหมิง ต้องใช้เงินเท่าไหร่” อยู่ ๆ ซูถังก็ถามขึ้นมา

“ทำไมต้องถามอะไรเช่นนี้ด้วย” ม่อหลินตื่นตัวขึ้นมาทันที

“แค่อยากรู้!” ซูถังตอบ

“อ้อ” ม่อหลินถอนหายใจโล่งอก หลังจากคิดสักครู่เขาก็กล่าวว่า “ข้าไม่เอาเงินหรอก ให้มาตายตรงหน้าเจ้าเลยดีกว่า”

สามคนที่เหลือหัวเราะ

“กระทำการโดยไม่รู้ถึงความแข็งแกร่งของศัตรูหรือ ฆ่าตัวตายไปเลยดีกว่า!” ม่อหลินพูด

“เจ้าสัมผัสระดับชั้นพลังของเว่ยหมิงได้หรือไม่” ซีเฟิ๋นถามลู่ผิง เขาไม่อาจรับรู้ได้ถึงระดับชั้นพลังของเว่ยหมิง แต่ลู่ผิงแข็งแกร่งกว่าพวกเขาทั้งหมดมาก

แต่ลู่ผิงกลับสั่นศีรษะ

“จากสภาพของข้าตอนนี้ ประสาทการรับรู้ของข้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่” ลู่ผิงกล่าว

“แล้วด้านไหนที่ดีล่ะ” ม่อหลินถาม

“ระเบิดพลัง” ลู่ผิงบอก

เมื่อม่อหลินรำลึกถึงหอคอยแห่งพลังวิญญาณที่ถล่มไปทั้งสองหลัง เขาก็พยักหน้าและพูดว่า “ข้าเชื่อ”

..............................................

*明珠暗投 ไข่มุกร่วงลงสู่โคลนตม 明珠 - ไข่มุก  暗投  - ที่ถูกปิดบังประกาย หมายถึงคนเก่งที่ไปอยู่กับเจ้านายที่ไม่เห็นคุณค่า เทียบกับไทยน่าจะเป็น ไก่ได้พลอย วานรได้แก้ว

ที่มา https://baike.baidu.com/item/%E6%98%8E%E7%8F%A0%E6%9A%97%E6%8A%95

 

ตอนที่ 40 – ยามกะกลางคืน

 




NEKOPOST.NET