Heaven Awakening Path ตอนที่ 38 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.38 - ท่าทีของลู่ผิง


ตอนที่ 38 – ท่าทีของลู่ผิง

 

รถม้าเทียมสามของจวนเจ้าเมืองจากไปแล้ว แต่ทางออกทิศเหนือยังคงไม่กลับมาคึกคักเหมือนเก่า

พื้นดินย้อมไปด้วยเลือด และลู่ผิงก็กลายเป็นมนุษย์โลหิตคนหนึ่ง หัวและตัวของม้าล้มอยู่บนพื้นห่าง ๆ กัน ไม่นานนักแมลงวันที่ได้กลิ่นเลือดก็บินมาฝูงใหญ่

“นั่นใครหรือ” ม่อหลินยังคงมีความรู้สึกกลัวหลงเหลืออยู่ เขาเพียงรู้สึกได้ถึงสายลมที่โชยพัดผ่านร่างไป ยากที่จะจินตนาการว่ามันจะอันตรายถึงเพียงนี้ เห็นได้ว่าการโจมตีนี้รวดเร็วแค่ไหน ม่อหลินจึงรู้สึกได้ถึงสายลมเท่านั้น

ถ้าไม่ได้โจมตีม้าแต่เป็นตัวเขาล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น

ม่อหลินไม่กล้าคิดต่อ เป็นที่แน่นอนว่าระดับชั้นพลังของคนผู้นี้เหนือกว่าเขาเป็นอย่างมาก

“เว่ยหมิง” ซีเฟิ๋นเริ่มพูด “หนึ่งในสิบสององครักษ์ประจำตระกูล เขามีชื่อเสียงว่าเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในบรรดาผู้คนของเจ้าเมือง ระดับชั้นพลังของเขาไม่แน่ชัด”

ในขณะที่ซีเฟิ๋นกำลังพูด เขาก็หันไปหาลู่ผิง “เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม”

ลู่ผิงส่ายหน้า แต่สีหน้าของเขาก็ยังเหมือนที่เป็นมา สงบนิ่งมาก

“ข้าไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนนะ” ลู่ผิงพูดพลางถอดเสื้อที่ชุ่มโลหิตออก จากนั้นก็โยนส่ง ๆ ไป แต่บังเอิญเหลือเกินที่มันร่วงลงไปปกคลุมหัวของม้าตัวนั้น จากนั้นเขาก็หันร่างเดินไปที่ลำธารเล็ก ๆ ข้างถนน

น้ำในลำธารใสสะอาดมาก แต่มันก็ถูกย้อมไปด้วยสีแดงจากเลือดม้าอย่างรวดเร็วเมื่อลู่ผิงก้มลงล้างหน้า โดยไม่พูดอะไร ซูถังก็ไปถึงข้างกายเขา ดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาผืนหนึ่งจุ่มลงไปในน้ำ แล้วช่วยเขาทำความสะอาดจุดที่ยังไม่ได้ล้าง

ทุกคนมองดูลู่ผิง พวกเขาเห็นลู่ผิงไปที่ลำธาร เห็นเขาทำความสะอาดตัวเอง และเห็นเขากลับมาโดยเปลือยท่อนบน

ทุกคนกำลังรอคอย รอคอยให้ลู่ผิงมีปฏิกิริยาอะไรสักอย่าง

แต่ไม่มีเลย ลู่ผิงเดินผ่านกลุ่มคนไปอย่างเงียบ ๆ ที่ข้างถนนซีเฟิ๋นกับม่อหลินได้ว่าจ้างรถม้าคันหนึ่งไว้แล้ว รถม้าเคลื่อนจากไปหลังจากที่ลู่ผิงขึ้นรถ มันหายไปหลังจากนั้น

“เห็นไหม ข้าบอกแล้ว!” ผู้คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเริ่มพูดคุยกัน

“คนพวกนั้นมาจากจวนเจ้าเมือง! เจ้าคิดว่าเด็กนั่นจะทำอะไรได้หรือ” มีคนที่โอ้อวดว่าตนเองได้ทำนายผลสรุปเช่นนี้ไว้แล้ว

“วันนั้นที่เขาผลักเว่ยเทียนฉี่ เขาก็โอหังจริง ๆ” บางคนพูด

“ไม่เห็นหรือ เด็กนั่นตอนแรกไม่รู้จักเว่ยเทียนฉี่เลย แต่ตอนนี้เขารู้แล้ว” บางคนกล่าว

“ไม่จริงกระมัง ตอนที่ซีเฟิ๋นบอกเขาว่าเขาเป็นบุตรชายคนดียวของท่านเจ้าเมือง เขาก็ไม่เห็นจะเกรงกลัวเลย แล้วยังจะล้อเลียนเว่ยเทียนฉี่เรื่องที่ผ่านมาอีก”

“แต่สุดท้ายเขาก็กลัวแล้ว”

“ก็เพราะเว่ยหมิง...” เมื่อพูดชื่อนี้ ทุกคนก็หลบหน้าหลบตากันเสมือนว่าเว่ยหมิงจะได้ยินเข้า เห็นได้ชัดว่าการกระทำที่เพิ่งเกิดขึ้นของเว่ยหมิงคือการตัดหัวม้าอย่างไม่ลังเลทำให้ทุกคนกลัว

ดังนั้นเมื่อชื่อนี้ได้ถูกเอ่ยขึ้นมา บทสนทนาทั้งหมดก็จบลง

“สายแล้ว รีบออกเดินทางเถอะ...”

“ใช่ ใช่ เราต้องเดินบนภูเขาอีกไกลเลยนะ!”

“ไปไปไป”

ผู้คนรีบเตรียมตัวพลางหัวเราะพูดคุยกัน รถม้าคันแล้วคันเล่าวิ่งไปบนถนน

สมาชิกสถาบันไจเฟิงสี่คนนั่งเคียงข้างกันในรถม้า รถเข็นของซีเฟิ๋นถูกผูกไว้หลังรถ

เกือบครึ่งชั่วโมงแล้วนับจากที่รถม้าได้ออกเดินทาง แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดเอ่ยคำพูดอะไรออกมา ม่อหลินสังเกตสีหน้าลู่ผิงอย่างระมัดระวัง แต่ก็ไม่ได้รับผลอันใด ซีเฟิ๋นเชี่ยวชาญด้านการคาดเดาสิ่งที่ผู้อื่นคิดจากภาษาทางกายมากกว่า แต่แม้แต่เขาก็ดูไม่ออกว่าลู่ผิงกำลังคิดอะไรอยู่ ดังนั้นเขาจึงได้แต่เริ่มต้นพูดขึ้นมาเอง

“พอลงจากม้าก็แสดงอำนาจ*” เขากล่าว

“ฆ่าม้าแสดงอำนาจมากกว่ากระมัง” เมื่อเห็นมีคนเริ่มพูด ม่อหลินก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ความเงียบงันตลอดครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาทำให้เขาอยากจะกระโดดลงจากรถม้าให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

ซีเฟิ๋นไม่รับฟังคำพูดไร้สาระของเขา และกล่าวต่อ “วิธีการจัดการของจวนเจ้าเมืองไม่เคยเผด็จการเช่นนี้มาก่อน แต่ก็ไม่ใช่เพราะพวกเขามีความเมตตาพอที่จะครุ่นคิดก่อนที่จะแสดงความเหี้ยมโหดหรอกนะ แต่เป็นเพราะในเสียเฟิง ไม่มีผู้ใดกล้าไม่เชื่อฟังจวนเจ้าเมือง หรือก็คือตระกูลเว่ย ดังนั้นพวกเขาเลยไม่จำเป็นต้องแสดงอำนาจ”

“แต่เจ้ากลับทำเช่นนี้...”

“เมื่อวานผลักเว่ยเทียนฉี่ แล้วก็ปฏิเสธคำเชิญของเจ้าเมือง แล้วยังทำให้เว่ยเทียนฉี่อับอาย การฆ่าม้าเป็นคำเตือนต่อเจ้า”

“ครั้งนี้เป็นม้า คราหน้าจะเป็นเจ้าแล้ว” ซีเฟิ๋นพูดทุกสิ่งทุกอย่างรวดเดียว

แต่ผลก็คือ ลู่ผิงกลับถามคำถามที่ไม่มีที่มาที่ไปออกมา “ถ้าพวกเขาฆ่าข้า ราคาสิบเท่ามันคือเท่าไหร่กันหรือ”

“นี่ นี่ ...จุดสนใจของเจ้ามันผิดปกติไปหรือเปล่า” ม่อหลินพูด

“จุดสนใจควรจะเป็นตัวข้าตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ใช่ม้าตัวนั้น” ลู่ผิงพูด

“ดังนั้นเจ้าจึงคิดว่าสิ่งที่เขาทำมันไร้เหตุผลและไม่จำเป็นหรือ”

“ใช่แล้ว” ลู่ผิงพยักหน้า

“อยู่ ๆ ข้าก็สงสารเว่ยหมิงขึ้นมาเสียแล้ว” ซีเฟิ๋นพูดไม่ออก การมองโลกของลู่ผิงมันต่างกับคนทั่วไปเกินไปจริง ๆ เขาเป็นคนที่ตรงไปตรงมามาโดยตลอด ตรงไปตรงมาอย่างยิ่งยวด

การใช้วิธีเช่นนี้เพื่อจะกำราบลู่ผิงโดยการตัดหัวม้า ในสายตาของลู่ผิงแล้วกลายเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลและไม่จำเป็น

“เช่นนั้น คราวหน้าเมื่อเจ้าพบเขาก็บอกเขาไปแล้วกัน เขาจะได้จำไว้สำหรับครั้งต่อไป!” ซีเฟิ๋นเองก็กลั่นแกล้งคนอื่นได้เหมือนกัน

“ข้าจะทำ” แต่เมื่อมองความจริงจังของลู่ผิงแล้วซีเฟิ๋นก็ต้องใคร่ครวญว่าเรื่องล้อเล่นนี้จะทำให้เกิดเรื่องขึ้นหรือไม่ เดี๋ยวพวกเขาก็ต้องเจอเว่ยหมิงอีกแล้ว!

ทางเข้าเขตเสียเฟิง

มันถูกเรียกว่าทางเข้าเขตเสียเฟิงเพราะว่านี่เป็นจุดที่ถนนถูกตัดขาด หลังจากนี้การโดยสารรถม้านั่นเป็นไปไม่ได้ ผู้คนได้แต่ใช้สองเท้าก้าวเดินไปบนทางภูเขา ใช้เวลาถึง 200 ปีกว่าที่จะสามารถสร้างเส้นทางที่เกือบจะผ่านไม่ได้นี้ได้สำเร็จ ทางเข้าเขตเสียเฟิงเป็นจุดเริ่มต้นของทางเดินนี้

รถม้าเทียมสามของจวนเจ้าเมืองหยุดอยู่ตรงข้างทางเดิน หลังจากเห็นตราประจำตระกูลที่สะดุดตา ลู่ผิงก็กระโดดลงจากรถม้าและเดินไปที่รถม้าของจวนเจ้าเมืองทันที

คนขับรถม้าที่นั่งอยู่หน้ารถก็เหลือบมองมาที่ลู่ผิงและกระโดดลงมาเช่นกัน เขามองมายังลู่ผิงด้วยสีหน้าไม่ใส่ใจ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่นำพาผิงเลย

แต่ลู่ผิงก็มิได้มองเขาเช่นเดียวกัน หลังจากเดินมาอีกสองสามก้าว เขาก็เงยหน้าขึ้นมองไปในรถม้า หลังจากนั้นก็ถามขึ้นทันทีว่า “เว่ยหมิงล่ะ”

“บนเขา” คนขับรถม้าตอบส่ง ๆ

“อ้อ” ลู่ผิงหมุนตัวกลับไป

“นี่...” คนขับรถม้าหลุดปากเรียกออกมา

ลู่ผิงหันกลับไปมองเขา “มีเรื่องอะไรหรือ”

คนขับรถม้านึกคำพูดไม่ออก เขาจะมีเรื่องอะไรได้ นี่ไม่ใช่ว่าลู่ผิงควรจะมาหาเรื่องแล้วก็ถูกเขาสั่งสอนหรือไร ตามที่เว่ยหมิงวางแผนเอาไว้ควรจะเป็นเช่นนั้นนี่

เว่ยหมิงได้สั่งให้เขาอยู่ที่นี่สักพักรอให้ลู่ผิงปรากฏตัว เพื่อสังเกตท่าทีของเขา ถ้าเขาทำตัวดีก็แล้วไป แต่ถ้าเขามาหาเรื่อง ม้าศึกสามตัวนี้ก็สามารถโต้ตอบเขาได้ ถ้าเขามาหาเรื่องล่ะก็...

“สั่งสอนเขาให้หนัก ๆ ไม่ต้องสนใจอะไร จะสังหารเขาเลยก็ได้”

นี่คือคำสั่งของเว่ยหมิง และคนขับรถม้าคนนี้ก็มิใช่คนขับรถม้าธรรมดา เขาเองก็เป็นหนึ่งในสิบสององครักษ์ประจำตระกูลเช่นกัน ชื่อเว่ยเหมิ่ง เขาเป็นทั้งคนขับรถม้าและผู้อารักขา ระดับชั้นพลังของเขาก็ไม่ธรรมดา อย่างน้อยในความคิดของเว่ยหมิงก็มากเกินพอที่จะจัดการกับลู่ผิง

เมื่อเห็นลู่ผิงเดินเข้ามา เว่ยเหมิ่งก็ได้เตรียมพร้อมรับเหตุการณ์ใหญ่โตไว้แล้ว แต่เขาไม่คาดว่าลู่ผิงจะถามถึงเว่ยหมิง และหลังจากทราบว่าเว่ยหมิงไปแล้วก็จากไปแต่โดยดี

“เจ้าหาเว่ยหมิงทำไม” เมื่อเห็นว่าลู่ผิงหันกายไปแล้ว เว่ยเหมิ่งก็อดไม่ได้ที่จะถามไถ่

“ขอโทษ” ลู่ผิงบอก

“อ้อ” เว่ยเหมิ่งยิ้ม เด็กหนุ่มคนนี้เฉลียวฉลาดไม่เบาเลย ท่าทีของเขาช่างเปลี่ยนไปได้รวดเร็วนัก!

.............................................................

*下马威  แปลตรงตัวคือ下 (ลง) 马 (ม้า) 威 (อำนาจ) = ลงจากม้ามาก็แสดงอำนาจ  มาจากขุนนางสมัยก่อนพอได้รับตำแหน่งไปที่ใหม่ มาถึงก็วางอำนาจต่อลูกน้องใหม่ของตัวเอง

ส่วนที่ม่อหลินพูดคือ 杀马威 เปลี่ยนจากคำว่า ลง เป็น ฆ่า

ที่มา https://baike.baidu.com/item/%E4%B8%8B%E9%A9%AC%E5%A8%81

 

ตอนที่ 39 – ค่ายกลางป่า




NEKOPOST.NET