Heaven Awakening Path ตอนที่ 37 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.37 - ท่านเจ้าเมืองน้อย


ตอนที่ 37 – ท่านเจ้าเมืองน้อย

 

“ถอยไป! เปิดทาง!”

ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนดังลั่นก้องกังวานไปทั่วทางออกทิศเหนือที่จอแจ ท่ามกลางความสับสน เสียงนี้ได้ดังเข้าไปในหูของทุกผู้คน ซึ่งมันไม่ได้เกิดจากความดังของเสียงนั้น แต่เป็นการควบคุมพลังวิญญาณแห่งเสียงของผู้พูด

ผู้ใด

คนที่พอมีความรู้อยู่บ้างต่างสัมผัสได้ว่าเสียงตะโกนนี้ไม่ธรรมดา ไม่นานนัก ตรงกลางถนนที่ตรงมายังทางออกทิศเหนือ ก็สามารถมองเห็นรถม้าที่ลากด้วยม้าแข็งแรงสามตัวพุ่งมาอย่างรวดเร็ว ขนาดรถม้านี้ใหญ่กว่ารถม้าที่ลากด้วยม้าตัวเดียวอย่างมาก รถม้าที่ใหญ่เช่นนี้ย่อมมีปัญหาในการขับเคลื่อนบนถนนที่คับแคบนี้ ผู้ที่ใช้พลังวิญญาณร้องตะโกนเป็นเพียงคนขับรถม้าเท่านั้น

แต่ไม่มีใครแปลกใจกับเรื่องนี้ เพราะทุกคนมองเห็นตราประจำตระกูลที่โดดเด่นบนรถม้าคันนั้นแล้ว

ตราภูเขาคู่ นี้เป็นลักษณะพิเศษเฉพาะของเขาเสียเฟิง ตระกูลเว่ยเองก็ใช้ลักษณะพิเศษนี้ตั้งเป็นตราประจำตระกูลของตนเอง เพียงมองผู้คนครั้งเดียวก็รู้แล้วว่าตระกูลเว่ยมีอิทธิพลอำนาจในเขตนี้มากเพียงใด ผู้คนต่างมีความเคารพยกย่องให้ตระกูลเว่ย เส้นทางกว้างสายหนึ่งถูกเปิดขึ้นบนถนนให้รถม้าอย่างรวดเร็ว

ผู้ใดจะคาดว่าตอนนั้นเองรถม้าได้ชะลอความเร็วลง ม้าสามตัวที่ลากรถม้าด้วยหัวที่ตั้งตรงและย่างก้าวที่หนักแน่นต่างเดินช้า ๆ ผ่ากลางถนน คนผู้หนึ่งเดินออกมาจากรถม้า เป็นบุตรชายคนเดียวของท่านเจ้าเมือง เว่ยเทียนฉี่ คนส่วนมากที่อยู่ตรงนี้ต่างก็เป็นเพื่อนร่วมสถาบันเสียเฟิงของเขา ดังนั้นเมื่อเขาพบคนหนึ่ง เขาก็ตะโกนทักทายและเรียกชื่อสหายดังลั่นอย่างห้ามใจไม่ได้ เขาดูจะชอบที่สายตาทุกคนต่างมองมาทางเขามาก แต่ความจริงแล้วลักษณะท่าทางถ่อมตัว ไม่โอ้อวด และเข้าหาได้ง่ายของเขาเกิดจากความพยายามอย่างหนักทั้งนั้น

ทั้งสองด้านของถนน นักเรียนที่ถูกเรียกชื่อต่างพยายามอย่างที่สุดที่จะตอบสนองคำทักทายนั้น แต่พวกเขาจะคิดอะไรอยู่ก็ไม่มีผู้ใดทราบ

เว่ยเทียนฉี่ยืนอยู่นอกตัวรถด้วยท่าทางกระตือรือร้น แต่อยู่ดี ๆ สีหน้าเขาก็แปรเปลี่ยนไป ท่ามกลางผู้คน เขามองเห็นคนผู้หนึ่งที่เขาเกลียดชังมากที่สุดในชีวิต 15 ปีที่ผ่านมา

ลู่ผิง!

ผ่านไปเพียงวันเดียวนับจากวันที่เว่ยเทียนฉี่ได้พบลู่ผิงเป็นครั้งแรก คำพูดที่ทั้งสองได้กล่าวต่อกันมีไม่เกินห้าประโยค สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นเพียงการที่พวกเขาผลักกันคนละที แต่ลู่ผิงก็ยังเป็นคนที่เขาเกลียดชังที่สุดในชีวิตที่ผ่านมา 15 ปี

เพราะเขาคือเว่ยเทียนฉี่ บุตรชายคนเดียวของเจ้าเมือง ในเมืองเสียเฟิงหรือเขตเสียเฟิง ไม่เคยมีผู้ใดกล้าพอจะหาเรื่องเขา ไม่มีแม้แต่คนที่กล้าทำให้เขาไม่พอใจ

จากมุมมองของเว่ยเทียนฉี่แล้ว การทำให้เขาเกลียดยากยิ่งกว่าการทำให้เขาชอบอีก เพราะไม่เคยมีผู้ใดทำอะไรที่จะทำให้เขาไม่พอใจ

แต่เมื่อวานนี้เองที่มีคนทำสำเร็จแล้ว

ลู่ผิงแห่งไจเฟิง ชื่อที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน ในการทดสอบใหญ่เมื่อวานกลับกล้าผลักเขา

นี่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้นมันจึงทำให้ความเกลียดชังที่เขามีต่อลู่ผิงพุ่งขึ้นสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเช่นกัน

แม้เขาจะรู้ดีว่าลู่ผิงนั้นแข็งแกร่งมาก อย่างน้อยก็แข็งแกร่งกว่าเขามาก แต่เขาก็ไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย เขาเป็นบุตรชายเจ้าเมือง เขาทราบดีว่าทำไมไม่เคยมีใครกล้าขัดใจเขา เป็นเพราะเขาแข็งแกร่งหรือ แน่นอนว่าไม่ใช่ พวกเขาเกรงกลัวสถานะของเขา ภูมิหลัง และอิทธิพลที่สูงส่งของตระกูลเว่ยในเขตเสียเฟิง

สถานะ ภูมิหลัง และอิทธิพล มีเพียงคนที่มีทั้งสามสิ่งนี้ถึงจะเรียกได้ว่ามีอำนาจ ถ้าจะพึ่งพาเพียงกำลังตัวคนเดียวจะเก่งกล้าได้สักแค่ไหนกัน

ดังนั้นความแข็งแกร่งของลู่ผิงจึงเป็นเพียงระดับชั้นพลังเท่านั้น แล้วเขาล่ะ ถึงระดับพลังของเขาจะอ่อนไปสักหน่อยก็แล้วอย่างไรเล่า เขามีสถานะ ภูมิหลัง และการสนับสนุนจากตระกูลเว่ยทั้งตระกูล ดังนั้นในสายตาของเขา เขาจึงแข็งแกร่งกว่าลู่ผิงมากนัก

ดันนั้นเขาจึงไม่เกรงกลัว และก็ไม่จำเป็นต้องกลัวด้วย

เว่ยเทียนฉี่บอกกับตัวเองเช่นนี้ แต่ปัญหาก็คือ เมื่อวานตอนที่ถูกลู่ผิงผลักกระเด็น ตอนที่คนผู้นั้นเดินตรงมาหา เขากลัวจริง ๆ ในตอนนั้นเขารู้สึกว่าไม่ว่าจะเป็นสถานะ ภูมิหลัง หรืออิทธิพล ก็ไม่มีอะไรที่ช่วยเขาได้เลย ความเกรงกลัวอย่างที่สุดนี้ทำให้เขาจิตใจไม่สงบ มันไม่ใช่เรื่องที่คนผู้หนึ่งจะลืมได้ในคืนเดียว

และตอนนี้เขาก็พบลู่ผิงอีกแล้ว เขากลมกลืนไปกับฝูงชน ดูไม่แตกต่างกับผู้อื่น

“หยุด!” เว่ยเทียนฉี่บอกกับคนขับรถม้าข้างกาย รถม้าหยุดลงทันที

เว่ยเทียนฉี่กระโดดลงมาและก้าวไปข้างหน้า ผู้คนต่างเปิดทางให้เขาอย่างไม่ตั้งใจ ในชั่วพริบตาเดียวเขาก็มาถึงข้างหลังลู่ผิงและพวก

ลู่ผิงยังคงเลือกม้าอยู่

“ตัวนี้ไม่เลวนะ” ลู่ผิงชี้ไปที่ม้าที่มีสีขนกระดำกระด่าง

“แต่น่าเกลียด” ซูถังพูด

“ไม่สำคัญ” ลู่ผิงพูด

“เช่นนั้นเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าม้ามันไม่เลว” ม่อหลินถาม

“แค่ก แค่ก!” เว่ยเทียนฉี่ไอหนัก ๆ สองครั้ง

ลู่ผิงกับม่อหลินหันไปมองเขา แล้วก็หันกลับไปวิพากษ์วิจารณ์ม้ากันต่อ

เว่ยเทียนฉี่อึ้งไป เขายังไม่ทันโกรธ เขาได้แต่อึ้ง

เพราะเขาไม่เคยคิดเลยว่าตนเองจะถูกเมินได้

โชคดีที่มันไม่ได้เป็นอยู่นาน ซีเฟิ๋นซึ่งหันกลับมาด้วยก็จำเขาได้ในที่สุด

“ท่านเจ้าเมืองน้อย” ซีเฟิ๋นทักทายเขา ในตอนนี้ทุกคนต่างเรียกเขาเช่นนี้ ต้องรอจนบิดาของเขาเว่ยจ้งจากไปแล้ว คำว่า “น้อย” นั้นถึงจะหายไปได้

มีคนจำเขาได้แล้ว นี่ทำให้เว่ยเทียนฉี่รู้สึกดีขึ้น แต่หลังจากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะจากบุรุษที่ใส่หมวกฟางซึ่งจำเขาไม่ได้ “ท่านเจ้าเมืองน้อยหรือ ซีเฟิ๋นนี่เจ้ายังชอบตั้งชื่อให้สัตว์เลี้ยงอีกหรือ แต่นี่มันชื่อบ้าอะไรกัน”

ทุกสิ่งนิ่งงัน

ม่อหลินกับลู่ผิงที่พูดคคุยเรื่องม้ากันอย่างออกรสอยู่ก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ หลังจากซูถังส่งสัญญาณทางสายตาให้ พวกเขาก็หันร่างกลับไปอีกครั้ง แล้วพวกเขาก็ได้เห็นดวงตาที่โกรธจนควันพุ่งคู่หนึ่ง

“เอ่อ นี่เว่ยเทียนฉี่ บุตรชายคนเดียวของท่านเจ้าเมือง” ซีเฟิ๋นแนะนำอย่างจริงจัง และเขารู้ว่าถ้าเขาไม่แนะนำคนสองคนนี้ก็คงจะยังไม่รู้ว่าคนผู้นี้เป็นใคร

“เอิ่ม...” ม่อหลินพึมพำลากเสียง

แต่ลู่ผิงเพียงพยักหน้าให้ครั้งหนึ่ง หลังจากมองเว่ยเทียนฉี่สักพัก เขาก็ถามว่า “เจ้าต้องการอะไรหรือ”

“เจ้า...จำข้าไม่ได้จริง ๆ หรือ” เว่ยเทียนฉี่รู้สึกว่าอีกฝ่ายต้องเสแสร้งแน่ ๆ แต่สีหน้าของลู่ผิงจริงจังมาก จริงจังจนเขารู้สึกไม่มั่นใจ

“เอ่อ...” ลู่ผิงตั้งใจคิดทบทวน โชคดีที่ซูถังมาใกล้ ๆ เขาแล้วกระซิบบอกข้าง ๆ หู

“อ้อ” ลู่ผิงนึกออกแล้ว

“คนขวางทาง” เขากล่าว

ใบหน้าเว่ยเทียนฉี่เขียวคล้ำลงทันที ข้าเป็นเพียง...คนขวางทางเช่นนั้นหรือ

“เจ้าต้องการอะไร” ลู่ผิงถามอีกครั้ง

“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า” เว่ยเทียนฉี่จ้องมองลู่ผิงเขม็ง

ลู่ผิงครุ่นคิดเล็กน้อย และในที่สุดเขาก็เข้าใจ

“อยากมาขอโทษหรือ ไม่ต้องใส่ใจหรอก อีกอย่างก็ไม่ได้ทำให้ข้าลำบากอะไรเลยด้วย” ลู่ผิงกล่าว

“เจ้า...เจ้า...” เว่ยเทียนฉี่โกรธจนพูดไม่ออก ผู้คนรอบข้างก็รู้สึกว่าลู่ผิงเพียงหยอกล้อเว่ยเทียนฉี่ พวกเขาอยากหัวเราะแต่ไม่กล้า

“ฮิฮิ” แต่กลับมีคนที่กล้าหัวเราะ

“ใคร!” เมื่อเว่ยเทียนฉี่ได้ยินเสียงหัวเราะ เขาก็ระเบิดความโกรธเกรี้ยวออกมา แต่เมื่อเขาหันไปเห็นคนผู้นั้นเขาก็ได้แต่อึ้งไป

“พี่ใหญ่หมิง” เว่ยเทียนฉี่ตะโกน

เว่ยหมิงเป็นเพียงหนึ่งในสิบสององครักษ์ประจำตระกูล แต่บุตรชายคนเดียวของเจ้าเมืองกลับเรียกเขาว่าพี่ใหญ่ เห็นได้ว่าสถานะของเขาในจวนเจ้าเมืองมิใช่เป็นเพียงข้ารับใช้เท่านั้น

“ท่านเจ้าเมืองน้อย” เมื่อตอบกลับคำเรียกขานเป็นพี่ของเว่ยเทียนฉี่ เว่ยหมิงกลับตอบรับอย่างนอบน้อม

แต่เมื่อสายตาของเขาละจากเว่ยเทียนฉี่ไปทางลู่ผิง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที สีหน้าของเขาเฉยชาดังว่าคนที่อยู่เบื้องหน้าไม่มีค่าพอให้เขามีอารมณ์ใส่

“เจ้าคิดว่าม้าตัวนี้ดีหรือ” เว่ยหมิงถาม

“ใช่!” ลู่ผิงหันกลับไปลูบม้าอีกครั้ง ม้าตัวนี้ก็ดูจะชอบมาก มันส่ายหัวและยื่นหัวไปหามือของลู่ผิง

“ก็ดี” เว่ยหมิงกล่าว แล้วทันใดนั้นเขาก็ยกมือขึ้น

ม่อหลินเพียงรู้สึกถึงสายลมที่พัดผ่านร่างกาย แล้วเขาก็หันหน้าไปมองอย่างอดไม่ได้

ดูเหมือนหัวของม้าที่อยู่ใต้มือของลู่ผิงจะลดต่ำลงเรื่อย ๆ และอยู่ดี ๆ มันก็ร่วงลงไป หัวม้าทั้งหัวหล่นลงไปบนพื้นดิน

ตุ้บ!

เลือดสด ๆ พุ่งออกมาจากลำคอของม้า ลู่ผิงที่มือยังยกค้างอยู่ถูกสาดจนเปียกโชกเต็มหน้า ร่างของม้าล้มลง

“แต่มันตายแล้ว” เว่ยหมิงกล่าว

จากนั้นเว่ยหมิงก็ชี้มือไปทางคนขับรถม้าที่กลัวจนขาดสติ คนขับรถม้าที่เห็นท่าทางนี้ของเว่ยหมิงก็ทรุดลงไปนั่งกับพื้นแล้วเอามือกุมศีรษะ

“ไปที่จวนเจ้าเมือง พวกเขาจะชดใช้ให้เจ้าเป็นสิบเท่าของราคาม้า” เว่ยหมิงพูดโดยไม่สนใจปฏิกิริยาของคนขับรถม้า

สุดท้ายเขาก็หันไปหาเว่ยเทียนฉี่ และเช่นเดิม สีหน้าของเขาแสดงความเคารพอย่างไม่มีที่ติ

“ท่านเจ้าเมืองน้อย ไปเถอะครับ!”

“หืม?” หลังจากมองเห็นเหตุการณ์นี้ เว่ยเทียนฉี่ก็ได้แต่อึ้งงัน แต่ก็เป็นเพียงครู่เดียวเท่านั้นก่อนที่เขาจะได้สติคืนมา

“ไป” เขาหันร่างกลับไปและเริ่มเดินไปทางรถม้าลากสามของเขา เว่ยหมิงเดินตามไป

กลังจากกลับขึ้นรถม้า เว่ยเทียนฉี่ก็อดหันไปมองอีกครั้งไม่ได้ ลู่ผิงยังคงยืนอยู่ที่เดิมโดยมีมือที่ยกขึ้นมา ตะลึงจนตัวแข็ง ในทางตรงกันข้าม หลังจากได้ยินคำกล่าวถึงค่าชดเชยสิบเท่า คนขับรถม้าก็กลับมามีชีวิตชีวาและออกเดินทางไปอย่างกระฉับกระเฉงแล้ว

“ท่านเจ้าเมืองน้อย นั่งดี ๆ นะครับ เราจะเร่งม้าแล้ว” คนขับรถม้ากล่าวกับเว่ยเทียนฉี่

“ได้” เว่ยเทียนฉี่ตกลงและกลับเข้าไปในรถม้า

ม้ายกขาขึ้นและทิ้งไว้เพียงฝุ่นผงที่ลอยฟุ้งไปบนถนนที่ราบเรียบ รถม้าคันนั้นลับสายตาทุกคนไปอย่างรวดเร็ว

.............................................................................

 

ตอนที่ 38 – ท่าทีของลู่ผิง




NEKOPOST.NET