Heaven Awakening Path ตอนที่ 36 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.36 - คนร้ายตัวจริงของทางออกทิศเหนือ


ตอนที่ 36 – คนร้ายตัวจริงของทางออกทิศเหนือ

 

กัวโหย่วเต้ารอคอยวันนี้มานานเพียงใดลู่ผิงก็ไม่ทราบ เขารู้แค่ว่าหลังจากพูดคุยกันตอนเช้าตรู่ กัวโหย่วเต้าก็เรียกพวกเขาทั้งสี่คนมาพบหลังเที่ยงวันนั้นเลยและจัดเตรียมเรื่องการเดินทางของพวกเขา

“นี่จดหมาย เมื่อไปถึงสถาบันเทียนเจ้าก็มอบให้ครูฉู่หมิ่น เอ่อ บางทีอาจจะเป็นผู้อำนวยการแล้วก็ได้ ในหนึ่งเดือนนี้ก็เชื่อฟังนางแล้วกัน!” กัวโหย่วเต้าซึ่งถือจดหมายอยู่กวาดตามองแต่ละคนที่อยู่ตรงหน้า และตัดสินใจมอบจดหมายให้ซีเฟิ๋นที่นั่งอยู่ในรถเข็นทันที

“อาจจะเป็นผู้อำนวยการหรือครับ” ซีเฟิ๋นรับจดหมายมาพลางแสดงความสงสัย

“อืม เราไม่ได้ติดต่อกันนานแล้ว ทักทายนางแทนข้าด้วยล่ะ” กัวโหย่วเต้าโบกมือไล่ให้พวกเขาไปได้ ในขณะที่ตนเองก็หันหลังเดินออกไปก่อนทุกคน

“เกิดอะไรขึ้น” ม่อหลินยังคงมีสีหน้าง่วงงุน “ข้ายังไม่ได้ล้างหน้าเลย แต่อยู่ดี ๆ ก็ต้องมาแบกรับอนาคตของสถาบันแล้วหรือ ข้ามาทำอะไรที่นี่กันแน่ ทำไมอยู่ ๆ ข้าก็นึกไม่ออก”

“เดินไป!” ลู่ผิงบอกเขาห้วน ๆ จากนั้นลู่ผิงกับซูถังซึ่งช่วยกันเข็นรถให้ซีเฟิ๋นก็เดินออกไปพร้อมกับเสียงครืดครืดของรถเข็น ม่อหลินซึ่งยืนอยู่หน้าประตูใหญ่สถาบันไจเฟิงมองดูตัวอักษร “ไจเฟิง” เหนือคานประตู เขายังคงมึน ๆ อยู่ หลังจากยืนนิ่งงันได้สักพักเขาก็หันหน้าไปและพบว่าอีกสามคนเดินไปไกลแล้ว

“รอด้วยสิ!” ม่อหลินรีบตะโกนพลางไล่ตามไป

เขตจื้อหลิงและเขตเสียเฟิงเป็นเพื่อนบ้านกันและมีระยะห่างระหว่างเมืองหลวงของทั้งสองเขตเพียงไม่กี่ร้อยลี้ นี่ไม่นับว่าไกลมากนัก แต่ปัญหาก็คือเส้นทางทั้งหมดเป็นทางภูเขาคดเคี้ยว การเดินบนทางพวกนี้ไม่สะดวกอย่างมาก สาเหตุที่เสียเฟิงไร้ความเจริญก็มีเรื่องนี้เป็นสาเหตุหลัก

ทางออกทิศเหนือ เมืองเสียเฟิง ถ้าใครต้องการจะไปทางเขตจื้อหลิง นี่เป็นสถานที่ซึ่งมิอาจไม่ผ่าน แม้ว่าจะเดินทางโดยรถโดยสารก็ยังคงต้องผ่านบางส่วนด้วยการเดินเท้าอยู่ดี แม้ว่าเขตเสียเฟิงจะสร้างถนนเส้นนี้มากว่า 200 ปีแล้ว แต่มันก็ยังไม่เสร็จสิ้น ถ้าจะสร้างให้เสร็จอาจจะต้องใช้เวลาอีกร้อยปี

ดังนั้นแม้ว่าถนนเส้นนี้จะอยู่ระหว่างการก่อสร้างตลอดเวลา แต่ก่อนที่มันจะเชื่อมต่อเขตทั้งสองเข้าด้วยกัน ก็ไม่ค่อยมีผู้ใดเดินทางผ่านมา หลายคนคิดว่าถนนเส้นนี้ถือเป็นทางตัน

แต่วันนี้ต่างออกไปจากทุกวัน ลู่ผิงและพวกมาถึงทางออกทิศเหนือ พวกเขากำลังจะมองหารถม้าเพื่อเดินทางบนทางตันนี้ แต่พวกเขาก็ค้นพบในเวลาไม่นานว่าที่นี่คนพลุกพล่านมาก มีคนมากมาย และมีรถม้ามากมาย

ทั่วทุกแห่งหนเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังจากลา มีความห่วงใย มีความหวัง มีคำสั่งฝากซื้อของฝาก

หลังจากมองซ้ายมองขวา ทั้งสี่คนก็รู้ว่านี่มันเรื่องอะไรกัน

พวกนี้ทั้งหมดคือนักเรียนเสียเฟิง พูดให้ชัดคือนักเรียนปีหนึ่งและปีสาม เนื่องจากคอหอยแห่งพลังวิญญาณของพวกเขาถล่มลงมา พวกเขาจึงไม่มีวิธีการอื่นในการทดสอบภายในสถาบันของตนเอง ในตอนนี้พวกเขากำลังจะไปที่สถาบันซวงจี๋ในเขตจื้อหลิงเพื่อรับการทดสอบตามการจัดเตรียมของสถาบัน

แน่นอนว่าลู่ผิงเป็นคนร้ายตัวการให้เกิดเหตุการณ์นี้ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะเป็นจุดเพ่งเล็งของใครหลายคน แต่ในเมื่อทุกคนก็ได้เห็นความแข็งแกร่งของเขาแล้ว จึงไม่มีแม้แต่ผู้เดียวที่กล้าไปแสดงความไม่พอใจออกมา ทุกสายตาที่มองลู่ผิงมีแต่ความรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ ซึ่งต่างโดยสิ้งเชิงกับทัศนคติมองจากเบื้องสูงที่พวกเขามีต่อนักเรียนไจเฟิงเสมอมา

“คนร้ายตัวการ” มีสีหน้าสงบนิ่งมากในขณะที่เดินไปทั่ว มองซ้ายแลขวาและหันไปหันมา ดูเหมือนเขาจะพออกพอใจจากความคับแค้นใจของคนอื่นในขณะที่เดินเล่นไปเรื่อย

นี่ย่อมทำให้หลายคนไม่พอใจ แม้ว่าจะยังไม่มีผู้ใดลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับลู่ผิง แต่ก็มีหลายคนที่มีแววตามุ่งร้าย คนเราสามารถสาปแช่งคนในใจได้เสมอ แม้จะไม่อาจทำสิ่งอื่นใดได้

และอยู่ ๆ ลู่ผิงก็ชะงักเท้าลง

บรรยากาศของทางออกทิศเหนือทั้งหมดตึงเครียดขึ้นมาจากการกระทำนี้ของเขา สายตาหลายคู่ที่เมื่อครู่ยังจ้องมองเขาอยู่ต่างหลบเลี่ยงไปที่ละคู่สองคู่

ในทางกลับกัน ลู่ผิงดูจะตื่นเต้นยินดีมากเมื่อลูบหัวม้าที่อยู่ข้างหน้า “ตัวนี่ล่ะ!”

ทุกคนต่างหมดอาลัยตายอยาก เขาก็แค่มองหารถม้าเอง สีหน้าถูกเอาเปรียบ คับแค้นใจหรือมุ่งร้าย คนเขาไม่ได้สนใจเลยสักนิด

ตอนแรกดูเหมือนลู่ผิงจะตั้งใจยั่วโมโหพวกเขา ในขณะที่พวกเขาก็ต้องหลบซ่อนหรืออดทนต่อการยั่วยุของเขา

แต่เมื่อพวกเขาพบว่าลู่ผิงไม่ได้สนใจพวกเขาเลยมาตั้งแต่แรก กลับทำให้พวกเขายิ่งรู้สึกว่ารับไม่ได้

เขตเสียเฟิงมีสถาบันเพียงสองแห่ง และพวกเขาก็นำหน้าสถาบันไจเฟิงมาโดยตลอด พวกเขาเป็นต่างเป็นบุตรอันเป็นที่รักแห่งสวรรค์* ของเขตเสียเฟิง พวกเขาคิดเช่นนั้นมาโดยตลอด

แต่มาตอนนี้บุตรอันเป็นที่รักแห่งสวรรค์ถูกเมินแถมคนที่เมินยังมองเห็นแต่ม้าตัวเดียวอีกนี่นะ

เด็กหนุ่มส่วนใหญ่มักไม่ใคร่ครวญถึงผลกระทบตามหลังและกระทำการอย่างตรงไปตรงมา ดังนั้นในตอนนี้จึงมีคนที่อยากสร้างปัญหาให้ลู่ผิงแล้ว

“ขออภัย แต่ข้าได้จ้างม้าตัวนี้มาแล้ว” เด็กหนุ่มคนหนึ่งพุ่งมาเผชิญหน้ากับลู่ฟิงและพูดด้วยน้ำเสียงต่ำ ๆ เขาเป็นเพียงนักเรียนชั้นปีหนึ่งธรรมดาคนหนึ่ง มีภูมิหลังพื้นเพทั่วไป ความแข็งแกร่งของเขาห่างไกลกับนักเรียนชั้นปีสามของเสียเฟิง อย่าว่าแต่ลู่ผิง แต่ในตอนนี้เขาเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นมา มันไม่ได้เกี่ยวกับความแข็งแกร่งหรือภูมิหลัง แต่เป็นผลจากการกระทำไม่ยั้งคิดของเด็กหนุ่มที่เกิดจากทิฐิ

ด้วยมือขวาที่กำบังเหียนม้าไว้แน่นและสายตาที่จ้องมองลู่ผิง เขาทำท่าว่าถึงตายก็ไม่ปล่อย

ม่อหลินเคลื่อนมาใกล้พลางศอกเข้าใส่ลู่ผิงโดยไม่กะพริบตา

“ฆ่ามันเถอะ” ม่อหลินกล่าวพลางทำหน้าบึ้งใส่เด็กหนุ่ม

เสียงเขามิได้ดัง แต่ก็ไม่ค่อย อย่างน้อยก็ดังพอที่เด็กหนุ่มจะได้ยิน

ขาทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มอ่อนยวบลงทันที แต่เขาก็ยิ่งเกาะบังเหียนม้าแน่นขึ้นไปอีก อย่างน้อยนี่ก็ทำให้เขาไม่ล้มลงไปกองกับพื้น

แต่บิดามารดาของเด็กหนุ่มที่มาส่งบุตรชายก็ได้ยินคำพูดของม่อหลินเช่นกัน พวกเขาย่อมได้ยินได้ฟังเรื่องราวเมื่อวานนี้ และตามความเข้าใจของคนทั่วไป พวกเขาก็คิดว่า พังหอคอยในขณะที่ทำการทดสอบหรือ ช่างดุร้ายเสียจริง

เมื่อพวกเขาเห็นบุตรชายตัวเองเถียงกับคนที่ทำเช่นนั้น พวกเขาก็เริ่มสติแตกแล้ว และมาตอนนี้เมื่อเห็นม่อหลินเคลื่อนตัวไปใกล้พร้อมพูดว่า “ฆ่ามันเถอะ” พวกเขาก็รีบพุ่งไปขวางหน้าบุตรชายอันเป็นที่รักของตัวเอง แต่ตอนที่พวกเขากำลังจะเอ่ยปากอ้อนวอน พวกเขาก็เห็นลู่ผิงหันศีรษะไปมองม่อหลินพลางถามว่า

“เจ้าไม่สบายหรือ” หลังจากพูดเช่นนี้กับม่อหลิน ลู่ผิงก็ลูบม้าอย่างเสียดายเล็กน้อยและเดินไปพลางมองซ้ายมองขวาอีกครั้ง

“นี่ เจ้าคนนี้นี่!” ม่อหลินอารมณ์เสีย เขาหันไปเหลือบมองพวกเขา ครอบครัวทั้งบ้านกำลังนิ่งอึ้งเหมือนทำอะไรไม่ถูก

“ข้าจะสังหารพวกเจ้าทั้งบ้านเลย” ม่อหลินพูดเซ็ง ๆ พลางชี้นิ้วไปที่เด็กหนุ่ม

หลังจากความคิดชั่วแล่นได้ผ่านไปแล้ว เด็กหนุ่มก็รู้สึกกลัวขึ้นมาและเริ่มสำนึกเสียใจการกระทำของตัวเองแล้ว หลังจากได้ยินเช่นนี้เขายังจะสนใจม้าได้หรือ เขารีบจับตัวบิดามารดาไว้แน่น เขาเกือบจะเป็นลมไปแล้ว

“โอ้ย!” ในขณะที่ร้องโอดโอย ร่างของม่อหลินก็ถูกดึงไปข้างหลัง

“เจ้ามัน*****” ซูถังกล่าวพลางจับปกเสื้อม่อหลินลากออกไป

ครืด ครืด...

ซีเฟิ๋นที่เข็นรถเข็นมาถึงหน้าครอบครัวนั้น

“อย่าใส่ใจเขา เขาเป็นมือสังหาร คงเป็นอาการป่วยจากอาชีพของเขานั่นแหละ” ซีเฟิ๋นกล่าว ข้อมูลลับของม่อหลินไม่ลับอีกต่อไปแล้ว อย่างน้อยทั้งสี่คนก็รู้กันหมด

“มือ...มือสังหาร” บิดาของเด็กหนุ่มที่ยังรักษาความสงบนิ่งไว้ได้บ้าง ตอนนี้ใบหน้าก็กลายเป็นสีเทาดั่งซากศพ

“เอ่อ...” ซีเฟิ๋นพบว่าคำอธิบายอย่างจริงใจของเขาไม่ได้ให้ผลปลอบใจตามที่ต้องการ

“พวกท่านก็รีบเดินทางเถอะ!” ดังนั้นเขาจึงกล่าวเช่นนี้

“รีบ...เดินทาง...” คราวนี้บิดาไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้และนั่งแปะไปบนพื้น จากนั้นสมาชิกทั้งสามคนในบ้านก็กอดคอกันร้องห่มร้องไห้

“ข้า...ข้าไปก่อนนะ” ซีเฟิ๋นรีบเข็นรถเข็นเผ่นหนีโดยเร็ว

....................................................................................

* บุตรอันเป็นที่รักแห่งสวรรค์ (天之骄子 - heaven’s proud sons) โอเค แปลได้ประหลาดมาก นอนกลิ้งอยู่สิบนาทียังนึกไม่ออกว่าแปลเป็นอะไรดี (เกรงว่าถ้ายังไม่ตัดสินใจตอนนี้คงจะได้รออีกหลายวัน ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะนึกคำที่ดีกว่าได้ไหมด้วย) นึกไม่ออกด้วยว่านิยายกลภน.ที่เคยอ่านมีใช้สำนวนแบบนี้ไหม จำได้แต่เรียกลูกสาวเป็นไข่มุกในอุ้งมือใครมีไอเดียอะไรมาเสนอก็บอกได้ค่ะ อารมณ์ประมาณเป็นพวกที่หยิ่งจองหองว่าตัวเองเก่งกว่าทุกคนไรงี้

 

ตอนที่ 37 – ท่านเจ้าเมืองน้อย

อันนี้ก็ค่อนข้างประหลาด小城主 เหมือนกับนิยายจีนเรื่องอื่น ๆ ที่มีท่านอ๋องน้อย แม่ทัพน้อย อะไรพวกนี้ เป็นคำเรียกอย่างยกย่องของทายาทผู้มีตำแหน่งต่าง ๆ แต่เจ้าเมืองน้อยนี่ไม่เคยเจอ ฟังดูประหลาดนิดหน่อยแต่คิดว่าไม่เป็นไรมั้งคะ?

 




NEKOPOST.NET