Heaven Awakening Path ตอนที่ 35 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.35 - สองเรื่อง


ตอนที่ 35 – สองเรื่อง

 

เว่ยหมิงมิได้ใส่ใจการกระทำที่ค่อนข้างไร้มารยาทของปาลี่เหยียน การที่เป็นองครักษ์ผู้ได้รับความไว้วางใจของเว่ยจ้งทำให้เขาเป็นเช่นเดียวกับเว่ยจ้ง คือให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพมาก

“สองเรื่อง” เว่ยหมิงชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้วและกล่าวเข้าประเด็น

“เรื่องแรก ด้านการเจริญเติบโตของสถาบันเสียเฟิงในช่วงหลายปีมานี้ ท่านเจ้าเมืองไม่พอใจมากครับ”

“เรื่องนี้...” ปาลี่เหยียนฝืนยิ้ม ด้านการเจริญเติบโตของสถาบันเสียเฟิง เขาเองก็ไม่พอใจมากไม่ต่างกัน แต่เขาไม่มีวิธีการแก้ไขใด ๆ เลย ไม่ว่าจะด้านอาคารสถานที่ หรือประวัติศาสตร์กว่า 200 ปี หรือการสนับสนุนของชาวบ้านเขตเสียเฟิงตลอดมา สถาบันเกือบทั้งแผ่นดินต่างเทียบกับเสียเฟิงไม่ได้ อย่าว่าแต่ไจเฟิง หอคอยแห่งพลังวิญญาณเป็นหลักฐานที่ดีที่สุดแล้ว แม้แต่ครูอาจารย์ ปาลี่เหยียนก็ได้ทำทุกวิถีทางเพื่อหาคนที่ดีที่สุดมา แม้ว่าเขาจะไม่กล้าพูดว่าเหนือกว่าทั้งแผ่นดิน แต่เมื่อเทียบกับไจเฟิงแล้วเขาก็มั่นใจมาก

ปัญหาหลักมาจากนักเรียน ในด้านจำนวนคนแล้ว สถาบันเสียเฟิงไม่ถือว่าขาดแคลน แต่เขตเสียเฟิงช่างเป็นเขตไร้ความเจริญเสียจริง ๆ แม้จะพยายามอย่างถึงที่สุด เขาก็ยังหานักเรียนผู้มีพรสวรรค์สูงส่งไม่เจอแม้แต่คนเดียว ความน่าจะเป็นที่คนเขตอื่นจะส่งเด็กผู้มีพรสวรรค์มาที่สถาบันเสียเฟิงที่มีอุปกรณ์ครบครันแต่ไม่มีความสำเร็จใดก็น้อยนิด และเพราะแบบนี้ ปาลี่เหยียนจึงมักจะคิดว่า แม้แต่แม่บ้านที่เก่งกาจที่สุดก็ยังทำอาหารโดยไร้ข้าวไม่ได้

“ท่านไม่ต้องอธิบาย” ปาลี่เหยียนเพิ่งพูดได้สองคำก็ถูกเว่ยหมิงขัดแล้ว “ท่านเจ้าเมืองทราบเหตุผลดีกว่าท่านอีก แต่การจะแก้ไขปัญหานี้เป็นหน้าที่ของท่าน ท่านเจ้าเมืองอุตส่าห์ส่งบุตรชายคนเดียวมาให้สถาบันเสียเฟิงแล้ว ข้าคิดว่าท่านคงทราบดีว่านี่หมายความว่าอย่างไรนะครับ”

การเรียกขานของเว่ยหมิงที่มีต่อปาลี่เหยียนนั้นสุภาพเปี่ยมมารยาทมาตลอดการสนทนา แต่ลักษณะท่าทางของเขามิได้ให้ความเคารพนับถือเลย หน้าผากของปาลี่เหยียนมีเหงื่อไหลซึมออกมาแล้ว

“ข้าเข้าใจ...ข้าเข้าใจ” เขาพูดซ้ำไปซ้ำมา ความสนับสนุนที่เจ้าเมืองเว่ยจ้งที่มีต่อสถาบันเสียเฟิงนั้นไม่เป็นที่กังขาเลย

เว่ยหมิงได้แสดงออกมาอย่างชัดเจนในคำพูดไม่กี่คำ หลังจากที่ในการสนับสนุนมาขนาดนี้แต่ก็ยังไม่ได้รับผลอันใด การที่ท่านเจ้าเมืองไม่พอใจจึงมีเหตุผลและยุติธรรมมาก ด้วยเหตุนี้ปาลี่เหยียนจึงอับอายจนไม่อาจสู้หน้าได้ ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ว่าท่านเจ้าเมืองจะจัดการอย่างไรเขาก็ได้แต่ยอมรับมันแล้ว

“แต่ท่านเจ้าเมืองก็ยังจะไม่ละทิ้งสถาบันเสียเฟิงไปเช่นนี้ จวนเจ้าเมืองจะสร้างหอคอยแห่งพลังวิญญาณทั้งสองหลังให้ท่านใหม่” เว่ยหมิงกล่าว

“เอ๊ะ?” ปาลี่เหยียนเกือบจะนึกว่าตนเองหูฝาดไปแล้ว คำพูดก่อนหน้านี้ของเว่ยหมิงเป็นการอธิบายเหตุผลที่จะละทิ้งเสียเฟิงแท้ ๆ แต่เหตุใดเหตุการณ์จึงได้พลิกกลับเช่นนี้

“แต่นี้มิได้มีความหมายอันใดเลย” เว่ยหมิงกล่าวต่อ “นี่เป็นเพราะไจเฟิงต้องการหอคอยสี่หลัง ส่วนเสียเฟิงขอแค่สองหลัง มันเป็นการประหยัดกว่า ท่านเจ้าเมืองชอบความมีประสิทธิภาพ”

“ข้าเข้าใจ...” หลังจากได้ยินคำพูดนี้ ปาลี่เหยียนที่เพิ่งดีอกดีใจก็กลับมาเหงื่อแตกอีกครั้ง แม้ว่าตอนนี้เจ้าเมืองจะยังคงสนับสนุนสถาบันเสียเฟิง แต่เขาก็ได้ให้แรงกดดันมาด้วย ถ้าเสียเฟิงยังไม่อาจพัฒนาได้ บางทีเขาก็อาจจะเปลี่ยนใจ

“เรื่องที่สอง” หลังจากเรื่องแรกจบลง เว่ยหมิงก็ไม่ได้ให้เวลาปาลี่เหยียนใคร่ครวญอะไร แต่เริ่มอธิบายเรื่องที่สองทันที

“เสียเฟิงจะเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณเขตจื้อหลิง” เว่ยหมิงกล่าว

“เอ่อ! เรื่องนี้...อาจจะไม่ค่อยเหมาะสมนักกระมัง ตอนนี้เสียเฟิงเรายังไม่มีความสามารถมากพอ! ปีหนึ่ง...ขอเวลาข้าอีกปีหนึ่ง” ปาลี่เหยียนเริ่มแตกตื่น สำหรับปัญหาข้อนี้เขามีจุดยืนที่แน่วแน่มาก เขาไม่คิดว่าการประเมินของจวนเจ้าเมืองจะมาได้รวดเร็วเช่นนี้ พวกเขากลับต้องการให้เขาไปร่วมการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณและดูผลลัพธ์จากตรงนั้นทันทีเลย แต่มีเวลาเหลืออีกเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น! เสียเฟิงจะหานักเรียนที่เก่งกาจในหนึ่งเดือนได้อย่างไรกัน นอกจาก...นอกจาก...

หัวสมองของปาลี่เหยียนโลดแล่นอย่างรวดเร็ว และเขาก็นึกถึงความเป็นไปได้หนึ่งขึ้นมา “นอกจาก...”

“นอกจากลู่ผิงแห่งไจเฟิงจะย้ายมาอยู่เสียเฟิง ใช่หรือไม่ครับ” เว่ยหมิงช่วยกล่าวสิ่งที่ปาลี่เหยียนคิด

ใบหน้าแก่ชราของปาลี่เหยียนแดงกล่ำ แต่เขาไม่อาจไปคิดถึงมันตอนนี้ ถ้าเขานำตัวลู่ผิงมาได้ก็เป็นเรื่องที่โชคดีมาก และจะมีโอกาสใดที่ดีงามไปว่าการที่จวนเจ้าเมืองมาสั่งการด้วยตนเองกัน ดังนั้นเขาจึงพยักหน้า

“ท่านคิดว่าจวนเจ้าเมืองอยากจะบังคับนักเรียนคนหนึ่งเช่นไรก็ได้หรือ” อยู่ ๆ เว่ยหมิงก็พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา ครั้งนี้เขาไม่แม้แต่จะพูดอย่างสุภาพ*

กัวโหย่วเต้ามึนงง ถ้าจวนเจ้าเมืองออกคำสั่งมา ความปรารถนาของนักเรียนก็ย่อมถูกเพิกเฉยได้อยู่แล้ว ยังจะมีนักเรียนคนไหนที่กล้าไม่ไว้หน้าจวนเจ้าเมืองด้วยหรือ เขาย่อมไม่รู้ว่าเพียงเมื่อวานลู่ผิงก็ได้ปฏิเสธคำเชิญของเจ้าเมืองไปแล้วตรง ๆ โดยไม่สนใจทั้งไม้อ่อนหรือไม้แข็ง อีกทั้งยังทำร้ายองครักษ์ประจำตระกูลคนหนึ่งจนบาดเจ็บสาหัสด้วย ดังนั้นคำพูดส่อเสียดที่กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาเช่นนั้นจึงทำให้ปาลี่เหยียนงงงวยมาก

”นี่เป็นรายชื่อนักเรียนเสียเฟิงที่จะเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ” คราวนี้เว่ยหมิงดึงกระดาษออกมาแผ่นหนึ่งและยื่นให้ปาลี่เหยียน

ปาลี่เหยียนรับกระดาษแผ่นนั้นมาอย่างงงงันและกวาดตามอง ชื่อแรกคือ เว่ยเทียนฉี่

บุตรชายคนเดียวของท่านเจ้าเมือง ในด้านระดับพลังแล้ว เขาถือว่าอยู่ในระดับสูงสุดของสถาบันเสียเฟิง ถ้าไม่เพราะการพังทลายของหอคอยแห่งพลังวิญญาณ เขาก็คงไปถึงยอดหอคอยได้ แต่ความสามารถเพียงเท่านี้ก็ได้แต่มีคุณสมบัติเข้าร่วมการชุมนุมเท่านั้น การเข้าไปในลำดับพลังวิญญาณนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ปาลี่เหยียนได้ครุ่นคิดถึงการเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณเขตจื้อหลิงมานานหลายปี ดังนั้นเขาจึงรู้ดีถึงเรื่องเหล่านี้ การชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณมิได้แบ่งแยกนักเรียนออกตามชั้นปี เว่ยเทียนฉี่จะไม่เพียงต้องเผชิญกับนักเรียนชั้นปีเดียวกัน แต่ยังมีนักเรียนชั้นปีสี่ที่เหนือขึ้นไปอีกด้วย นักเรียนเขตจื้อหลิงไม่ได้มีเวลาจบการศึกษาเช่นเดียวกับเสียเฟิง นักเรียนชั้นปีสี่ของพวกเขาจะเรียนจบก็ต่อเมื่อเข้าร่วมกับการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณในปีนั้นแล้วเท่านั้น และลำดับที่ประเมินได้จากการชุมนุมก็จะเป็นการประเมินความแข็งแกร่งขั้นสุดท้ายของพวกเขา จำนวนชั้นที่สอบผ่านหรือ เรื่องนี้ก็ได้แต่ทำให้ขายหน้าเท่านั้นในเขตจื้อหลิง

ท่านเจ้าเมืองเชื่อมั่นเกินไปเพราะเป็นบุตรชายหรือไม่

ปาลี่เหยียนคิดเช่นนั้นเมื่อเห็นชื่อเว่ยเทียนฉี่ในรายชื่อ แต่หลังจากนั้นเขาก็เหลือบลงไปมองรายชื่อที่สอง

เว่ยหยาง

เว่ยหยาง เว่ยหยางคนนั้นน่ะหรือ อัจฉริยะที่เชื่อมต่อพลังวิญญาณได้จากการฝึกฝนเพียงสองปี ที่เป็นหนึ่งในสิบสององครักษ์ประจำตระกูลคนนั้นหรือ

อัจฉริยะเช่นนี้คือนักเรียนที่ปาลี่เหยียนตามหาอยู่ตลอดมา น่าเสียดายที่คนเขาเป็นองครักษ์ไปแล้ว อีกทั้งยังมีระดับพลังที่สูงส่งอีก ดังนั้นปาลี่เหยียนจึงไม่ได้เชิญชวนเขามา แต่มาตอนนี้ท่านเจ้าเมืองกลับส่งเว่ยหยางมาให้เขาหรือ อีกทั้งยังอนุญาตให้เป็นตัวแทนของสถาบันเสียเฟิงในการชุมนุมนี้อีก

ขมับของปาลี่เหยียนเต้นตุบ ๆ สองครั้ง นี่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อเขาตื่นเต้นมากเท่านั้น เขารับรู้ได้ราง ๆ ถึงจุดประสงค์ของท่านเจ้าเมืองที่สั่งให้พวกเขามาเข้าร่วมการชุมนุมนี้แล้ว

ใต้ชื่อของเว่ยหยางเป็นชื่อที่สาม

เว่ยหมิง

เป็นเว่ยหมิงจริง ๆ ปาลี่เหยียนไม่ใคร่ชัดเจนนักเรื่องความแข็งแกร่งที่แท้จริงของบุรุษหนุ่มผู้นี้ แต่ก็ทราบแน่ว่าแข็งแกร่งกว่าเว่ยหยาง แม้ว่าเว่ยหยางจะได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะ แต่ว่ากันว่าในด้านความแข็งแกร่งที่แท้จริงแล้ว เขาอยู่อันดับต่ำสุดในบรรดาองครักษ์ทั้ง 12 คน

แม้แต่เว่ยหมิงยังออกมาแล้ว ปาลี่เหยียนเริ่มมีความคาดหวังอย่างสูงต่อรายชื่อนี้ เขารีบมองไปยังชื่อที่สี่

เว่ยอิ่ง

ใคร

ปาลี่เหยียนอึ้งไป ในเมื่อแซ่เว่ย เขาก็คงเป็นหนึ่งในสิบสององครักษ์ประจำตระกูล คนทั้งสิบสองนี้มีชาติกำเนิดที่แตกต่างกัน หลังจากติดตามเว่ยจ้งและกลายเป็นองครักษ์ประจำตระกูลของเขา พวกเขาก็ได้รับแซ่เว่ยนี้มา เว่ยอิ่งก็คงเป็นหนึ่งในนั้น แต่ทำไมไม่เห็นเคยได้ยินชื่อนี้เลยนะ

“ดูเสร็จหรือยังครับ” ทันใดนั้นเสียงเว่ยหมิงก็ดังขึ้น

“ดู...ดูเสร็จแล้ว” รายชื่อมีเพียงสี่คน เพียงกวาดตามองครั้งเดียวก็จดจำได้หมดแล้ว

“ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก ข้าคาดว่าท่านคงจะจัดเตรียมทุกสิ่งให้เรียบร้อยนะครับ” เว่ยหมิงกลับมาพูดสุภาพอีกครั้ง

“ข้าเข้าใจ ข้าจะจัดเตรียมทุกสิ่งเอง” ปาลี่เหยียนนับไม่ถูกแล้วว่าวันนี้ตนเองเอ่ยคำว่า “ข้าเข้าใจ” ไปกี่ครั้งแล้ว แต่สำหรับเขานี่เป็นเรื่องที่โชคดีมาก จวนเจ้าเมืองกลับส่งคนมาเป็นตัวแทนให้สถาบันเสียเฟิงในการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ ถ้าเกิดขึ้นก่อนหน้านี้สถาบันเสียเฟิงก็คงขึ้นเป็นสถาบันชั้นนำไปนานแล้ว

เว่ยหยาง เว่ยหมิง แล้วก็เว่ยอิ่งที่ไม่เคยได้ยินชื่อ ข้ามีผู้เก่งกาจเหล่านี้ แต่ไจเฟิงมีเพียงลู่ผิงคนเดียว จะมีประโยชน์อันใด

ไม่สิ!

ทำไมข้ายังคิดถึงไจเฟิงกับลู่ผิงอีก

ความคิดของข้าคับแคบไปแล้ว ข้าคงจะโง่เขลาลงจากการอยู่ในเขตเสียเฟิงนานเกินไป

มีผู้เก่งกาจมากเช่นนี้ ข้าควรจะเพ่งความสนใจไปที่ผู้มีความสามารถในเขตจื้อหลิงมากกว่า

น่าเสียดายที่จำนวนผู้เก่งกาจมีน้อยไปนิด มีแค่สามคน ถ้าส่งไปทั้ง 12 คน พอถึงตอนที่มีรายชื่อ 12 ชื่ออยู่บนลำดับพลังวิญญาณ สถาบันเสียเฟิงจะดูยิ่งใหญ่เพียงใด

เอ่อ ไม่ถูก นักเรียนสถาบันเสียเฟิง 12 คนแซ่เว่ยทั้งหมดหรือ นั่นมันสะดุดตาและผิดปกติไปหน่อย การจัดการเช่นนี้ดีกว่า ยังคงดูไม่น่าเกลียดมากนัก

ไจเฟิงหรือ ลู่ผิงหรือ

แล้วเราจะได้พบกันอีกที่การชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ!

..................................................................

*พูดสุภาพที่ว่าคือการแทนตัวอีกฝ่าย ปกติแล้วจะแทนกันว่า你 (หนี่) แต่ถ้าจะเรียกอย่างยกย่องก็จะเรียกว่า您 (หนิน) ในเรื่องนี้นี่เป็นครั้งแรกที่มีการใช้คำว่าหนิน

 

ตอนที่ 36 – คนร้ายตัวจริงของทางออกทิศเหนือ

 




NEKOPOST.NET