Heaven Awakening Path ตอนที่ 34 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.34 - การชุมนุมใหญ่ของผู้ใช้พลังวิญญาณ


ตอนที่ 34 – การชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ

 

“ท่านอยากให้ข้าทำอะไร” ลู่ผิงถาม

“ไปเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณเขตจื้อหลิงในฐานะนักเรียนไจเฟิง” สีหน้ากัวโหย่วเต้าจริงจังมาก

“อ้อ” ลู่ผิงพูด

กัวโหย่วเต้ารินชาอีกถ้วยและรอคอยลู่ผิงพูดเป็นเวลานาน แต่นอกจากคำ “อ้อ” เขาก็ไม่ได้ยินลู่ผิงเอ่ยอะไรอีกเลย

ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ กัวโหย่วเต้ารู้สึกว่าน่าเบื่อมาก จึงตัดสินใจพูดขึ้นมาเอง

“ในเมื่อเจ้าจะเข้าร่วม อย่างน้อยก็เอาที่หนึ่งมานะ!” กัวโหย่วเต้ากล่าว

คำว่า “อย่างน้อย” ที่มาพร้อมกับ “ที่หนึ่ง” ช่างไม่เหมาะสมจริง ๆ แต่ในเมื่อลู่ผิงนิ่งเฉยอยู่ได้ เขาจึงตัดสินใจเพิ่มเงื่อนไขเข้าไปอีก

“ครับ” ลู่ผิงรับปาก

กัวโหย่วเต้านิ่งรออีกครั้ง แต่ก็ไม่มีคำพูดอื่นอีกเช่นเดิม

“ข้าว่านะ...” กัวโหย่วเต้าทนต่อไปไม่ไหว “เจ้าไม่ได้รับปากไปส่ง ๆ ใช่ไหม”

“ไม่อยู่แล้วครับ ท่านช่วยชีวิตข้าไว้นี่” ลู่ผิงตอบอย่างจริงจัง

กัวโหย่วเต้านิ่งคิดครู่ใหญ่ก่อนจะพูดว่า “ที่จริงถ้าเจ้าอยู่คนเดียวโดยไม่ได้แบกซูถังก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือจากข้าเลย ดังนั้นกล่าวให้ถูกแล้วคนที่ข้าช่วยชีวิตคือซูถังต่างหาก”

“มันก็เหมือนกัน” ลู่ผิงพูดอย่างหนักแน่น “เพราะเหตุการณ์ที่จะมีแต่ข้าไม่มีซูถังมันเป็นไปไม่ได้”

“ดี” กัวโหย่วเต้าพยักหน้าและสรุปความชื่นชมที่เขามีต่อลู่ผิงในคำเดียว

“ซูถังก็จะเข้าร่วมกับเจ้าเช่นกัน” กัวโหย่วเต้ากล่าว

“นางก็อยากเข้าร่วมด้วยหรือ” ลู่ผิงขมวดคิ้ว

“เจ้า! สีหน้าเช่นนั้นคืออะไร ทำไมเหมือนเจ้ากำลังดูหมิ่นข้าว่าไม่รู้จักพอ สาเหตุที่นางต้องเข้าร่วมก็เพื่อสร้างประสบการณ์ พลังวิญญาณของนางบรรลุถึงชั้นฟ้าที่หกแล้ว นางต้องการการขัดเกลาที่เข้มข้นกว่านี้ อย่าว่าแต่ไจเฟิงเลย ทั่วทั้งเขตเสียเฟิงก็ไม่มีสถานที่เช่นนั้น” กัวโหย่วเต้ากล่าว

“อ้อ” ลู่ผิงพยักหน้า

“แล้วก็ม่อหลินกับซีเฟิ๋นด้วย” กัวโหย่วเต้าพูด

“ม่อหลินหรือครับ”

“ข้าพูดถึงหลินม่อ เจ้าคิดว่าตัวตนของเขายังปิดบังได้อีกหรือหลังจากการมาเยือนของจักษุจุลทัศน์ เจ้าไม่ได้รู้อยู่แล้วหรอกหรือ ยังจะมาช่วยบิดบังให้สหายอีกสินะ” กัวโหย่วเต้ากล่าว

“ฮิฮิ” ลู่ผิงหัวเราะแล้วถามอีกเรื่อง “ซีเฟิ๋นมีปัญหาอะไรหรือไม่ครับ”

“ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งเดือนกว่าจะถึงการชุมนุม การฟื้นฟูสภาพร่างกายของซีเฟิ๋นในหนึ่งเดือนไม่มีปัญหาหรอก” กัวโหย่วเต้าพูด

“ข้าไม่ได้ถามถึงอาการบาดเจ็บของเขา ข้าถามถึงสถานภาพของเขาต่างหาก ตามเหตุผลแล้วตอนนี้เขาเรียนจบจากสถาบันแล้วมิใช่หรือ” ลู่ผิงกล่าว

“เขายังมิได้ร่วมการทดสอบใหญ่เลย ยังไม่ถือว่าจบหรอกใช่ไหม” กัวโหย่วเต้าถามไถ่

“ท่านมิได้ตั้งใจจะจัดการทดสอบใหญ่ให้เขาโดยเฉพาะหรอกหรือ” ลู่ผิงถาม

“นั่นเป็นเรื่องหลังจากการชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณเขตจื้อหลิง” กัวโหย่วเต้ากล่าว

“น่ารังเกียจจริง ๆ!” ลู่ผิงอดถอนหายใจไม่ได้

“ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง” กัวโหย่วเต้าถลึงตาใส่เขา แต่ว่ากันตามตรงแล้ว กัวโหย่วเต้าซึ่งนั่งคร่อมบันไดเหมือนช่างทาสีที่ถลึงตาใส่ลู่ผิงซึ่งก็มีสภาพไม่เรียบร้อยไม่ต่างกันนั้นก็ไม่ได้มีภาพลักษณ์ที่น่าเลื่อมใสเลยแม้แต่น้อย

“ในเมื่อยังมีเวลาอีกหนึ่งเดือนกว่าจะถึงการชุมนุมใหญ่ ข้าก็ได้มีการจัดเตรียมเป็นพิเศษให้พวกเจ้าแต่ละคนแล้วในการฝึกฝนวิชาต่อไป” กัวโหย่วเต้าพูดต่อ

“ฝึกวิชาหรือครับ”

“ไปสถาบันเทียนเจ้า ข้าติดต่อเพื่อนเก่าคนหนึ่งไว้แล้ว เขาจะช่วยแนะนำพวกเจ้าแต่ละคนตามความเหมาะสมเอง อ้อ ที่จริงแล้วก็แค่สามคน เจ้าต้องพึ่งตัวเอง” กัวโหย่วเต้ากล่าว

“ครับ” ลู่ผิงพยักหน้า

ต่อจากนั้นก็เป็นความเงียบงัน กัวโหย่วเต้าลังเลอยู่ครู่ใหญ่ แต่ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะถามออกมา “บอกข้ามาสิ เจ้าดึงเอาพลังวิญญาณมาใช้ได้กี่ส่วนแล้วจากที่โดนโซ่กักวิญญาณพันธนาการไว้”

“ข้าก็ไม่รู้ครับ” ลู่ผิงส่ายหน้า แล้วจากนั้นก็พูดเสริมว่า “เพราะข้าไม่รู้ว่าพลังร้อยส่วนของข้ามีอยู่เท่าไหร่กันแน่”

“ระมัดระวังให้มากนะ เขตจื้อหลิงไม่เหมือนเขตเสียเฟิงของเรา ที่นั่นมีอัจฉริยะมากพรสวรรค์อยู่เยอะแยะ อีกอย่างเจ้าก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าสถาบันอื่นจะไม่ขี้โกง” กัวโหย่วเต้ากล่าวอย่างจริงจังมาก

“ผู้อำนวยการทุกคนน่ารังเกียจเช่นนี้หรือครับ” ลู่ผิงถาม

“โลกนี้ช่างกว้างใหญ่นัก เจ้าพบคนที่เก่งกว่าเจ้าได้เสมอนั่นล่ะ!” กัวโหย่วเต้าถอนหายใจ

================

สถาบันเสียเฟิงอยู่ห่างจากเมืองเสียเฟิงไปทางทิศตะวันออก 700 เมตร มันมีขนาดใหญ่มาก ก่อนที่จะมีสถาบันไจเฟิง มันเป็นสถาบันเพียงแห่งเดียวในเขตเสียเฟิง หอคอยแห่งพลังวิญญาณอันยิ่งใหญ่ทั้งสี่ถือเป็นสัญลักษณ์ของเขตเสียเฟิงทั้งเขต

แต่ตอนนี้หอคอยสองหลังได้หายไปแล้ว หอคอยทั้งสองหลังถล่มลงมาอย่างสิ้นเชิง ซากปรักหักพังของพวกมันยังไม่มีการจัดการอันใด และปาลี่เหยียนที่นั่งอยู่ในห้องผู้อำนวยการก็จะมองเห็นมันได้จากการเหลือบมองออกนอกหน้าต่าง และทุกครั้งก็ทำให้เขาเจ็บปวดหัวใจมาก

การก่อสร้างหอคอยแห่งพลังวิญญาณมิใช่เรื่องง่าย สำหรับสถาบันแห่งหนึ่ง หอคอยแห่งพลังวิญญาณก็เปรียบเสมือนเครื่องบ่งบอกสถานภาพ ในบรรดาสถาบันทั้ง 442 แห่งที่ได้รับการจดบันทึกไว้ มีเพียง 91 แห่งที่มีหอคอยแห่งพลังวิญญาณเป็นของตนเอง แม้ว่าสถาบันเสียเฟิงไม่ถือเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียง แต่ในเมื่อมันเป็นสถาบันเพียงแห่งเดียวในอาณาเขตที่กว้างใหญ่เช่นนี้ มันจึงต้องมีหอคอยแห่งพลังวิญญาณเช่นกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สถาบันจำนวนมากไม่อาจสร้างได้ หอคอยแห่งพลังวิญญาณพวกนี้ทำให้สถาบันเสียเฟิงภาคภูมิใจเสมอมา

แต่ตอนนี้ หอคอยสองหลังได้พังทลายลงมาแล้ว

ถ้าจะพึ่งพาเพียงตนเอง การจะสร้างหอคอยใหม่สองหลังเป็นไปไม่ได้เลย เดิมทีหอคอยแห่งพลังวิญญาณพวกนี้ก็สร้างมาจากความช่วยเหลือของจวนเจ้าเมืองอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้หอคอยสองหลังถูกทำลายลง ปาลี่เหยียนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหันไปขอความช่วยเหลือจากจวนเจ้าเมือง แต่ก็ยังไม่แน่ว่าพวกเขาจะยอมตกลงสร้างหอคอยสองหลังให้อีกหรือเปล่า สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว สถาบันเสียเฟิงของพวกเขามิใช่สถาบันแห่งเดียวในเขตเสียเฟิงอีกต่อไป

ไจเฟิง

แค่คิดถึงชื่อนี้ก็ทำให้ปาลี่เหยียนขมขื่นใจแล้ว วันนี้เขาได้รับรายงานอีกเรื่องหนึ่ง ไจเฟิงจะส่งนักเรียนเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ของผู้มีพลังวิญญาณเขตจื้อหลิง นี่ทำให้ปาลี่เหยียนยิ่งกระวนกระวาย

ลู่ผิง

ปาลี่เหยียนจะไม่ทราบได้อย่างไรว่ากัวโหย่วเต้าคิดจะทำสิ่งใด จุดประสงค์ของเขาในการดึงดูดลู่ผิงก็มาจากแผนการที่คล้ายคลึงกัน แต่กัวโหย่วเต้าก็ได้ตกลงกับเขาแล้วว่าถ้าเขาโน้มน้าวลู่ผิงได้ กัวโหย่วเต้าก็จะยอมปล่อยลู่ผิงมา แต่กัวโหย่วเต้าก็ยังส่งลู่ผิงเป็นตัวแทนไจเฟิงอย่างหน้าด้าน นี่เป็นการบ่งบอกว่าเขาไม่เคยใส่ใจข้อตกลงนั้นเลย เขาแน่ใจว่าลู่ผิงจะไม่มีวันถูกล่อลวงไปเข้าร่วมสถาบันเสียเฟิงแน่ ๆ

“ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์เอ๊ย!” ปาลี่เหยียนทุบโต๊ะอย่างแรง แต่เสียงที่ตอบรับเขาก็คือเสียงเปิดประตูห้อง

“ผู้อำนวยการครับ จวนเจ้าเมืองส่งคนมา” เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของเขาที่รีบเข้ามารายงาน

“หืม?” ปาลี่เหยียนมองอึ้ง ๆ คำตอบจากจวนเจ้าเมืองมาเร็วกว่าที่เขาคาดไว้มาก เขาส่งข่าวการพังทลายของหอคอยไปเมื่อเช้านี้เอง เขาทราบว่าท่านเจ้าเมืองเว่ยจ้งให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพมาก แต่ก็ไม่คาดว่าจะมีประสิทธิภาพถึงเพียงนี้

“เชิญ! รีบเชิญ!” กัวโหย่วเต้ารีบพูดเมื่อสติกลับมา แต่คนของจวนเจ้าเมืองก็ได้มาถึงหน้าห้องแล้ว

“ผู้อำนวยการปา” ผู้มาเดินเข้าห้องผู้อำนวยการแล้วกล่าวทักทายเขา ปาลี่เหยียนไม่กล้าละเลยแม้แต่น้อย เขาจดจำคนผู้นี้ได้ เว่ยหมิง หนึ่งในสิบสององครักษ์ประจำตระกูลของจวนเจ้าเมือง เขายังมีอายุไม่มากนัก แต่จากคำร่ำลือแล้ว คนผู้นี้มีแผนการและกลอุบายมากมาย เขาได้รับความไว้วางใจอย่างสูงจากเว่ยจ้ง ถ้าเว่ยจ้งส่งเขามา ก็แสดงว่าเรื่องราวนั้นมีความสำคัญยิ่ง ถ้าเป็นเพียงการถล่มของหอคอยสองหลัง เว่ยจังคงไม่ส่งองครักษ์ที่ฉลาดเฉลียวที่สุดของเขามาด้วยตนเอง ปาลี่เหยียนตะลึงจนลืมแม้แต่จะเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายนั่งลงหรือสั่งให้คนรินชา เขาได้แต่จ้องมองอีกฝ่ายอย่างโง่เขลาให้บอกจุดประสงค์ในการมาเยือน

..............................................

 

ตอนที่ 35 – สองเรื่อง




NEKOPOST.NET