Heaven Awakening Path ตอนที่ 33 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.33 - อยากรู้อยากเห็นอย่างยิ่งยวด


ตอนที่ 33 อยากรู้อยากเห็นอย่างยิ่งยวด

 

โลกนี้ใหญ่เพียงใด

ลู่ผิงเคยสนใจใคร่รู้เรื่องนี้มาก ในห้องศิลาเล็ก ๆ นั้น ลู่ผิงจะมองโลกภายนอกผ่านช่องระบายอากาศขนาดเท่าฝ่ามือบนเพดาน

ตอนเช้าตรู่ แสงอาทิตย์จะสาดส่องเข้ามาทางช่องนั้น ในลำแสงนั้นสามารถมองเห็นฝุ่นละอองล่องลอยอยู่ตลอดทั้งวัน ลู่ผิงจะพยายามจับพวกมัน แม้ว่าเขาจะทำไม่สำเร็จสักครั้ง แต่ความรู้สึกที่แสงอาทิตย์ส่องกระทบมือของเขาก็ทำให้รู้สึกสุขสบายและอบอุ่นมาก

และในแต่ละคืน บางครั้งก็จะสามารถมองเห็นดวงดาวผ่านช่องนั้น ถ้าโชคดีเขาก็ได้เห็นดาวถึงสองดวง มีครั้งหนึ่งที่มีดาวถึงสามดวงกระจุกตัวอยู่ในช่องระบายอากาศเล็ก ๆ นั่น ตอนนั้นเขายังตื่นเต้นอยู่หลายวัน

ตอนฝนตก สายฝนก็จะหยดลงมา ยามหิมะโปรยปราย เกล็ดหิมะก็จะร่วงลงมา

นอกจากนั้นบางทีก็จะมีนกน้อยบินมาเกาะช่องอากาศนั้น มันจะผลุบหัวเข้ามาในรู ร้องสองสามคำ แล้วก็บินจากไป

แล้วลู่ผิงก็จะคิดว่า โลกนี้ช่างน่าสนใจยิ่งนัก แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่ามันใหญ่ขนาดไหน แต่มันคงจะใหญ่โตกว่าห้องเล็ก ๆ นี้มาก บางทีอาจจะใหญ่กว่าเป็นร้อยเท่า หรือพันเท่า

ภายหลังเมื่อเขาหนีออกมาได้ เขาก็ได้เห็นโลกนอกช่องระบายอากาศ ท้องฟ้ากว้างใหญ่ แผ่นดินกว้างไกล เรื่องราวที่ผู้คนทั่วไปไม่ใส่ใจ เรื่องราวที่มิได้ทำให้ผู้คนตื่นเต้นอีกต่อไปกลับทำให้ลู่ผิงต้องเบิกตากว้างอย่างตื่นตาตื่นใจ

โลกนี้กว้างใหญ่เพียงใด

เขาคิดว่า มันไม่ได้ใหญ่กว่าแค่ร้อยเท่าหรือพันเท่าแน่ ๆ!

เขาตัดสินใจว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไป กับซูถัง ใต้แผ่นฟ้าและเหนือแผ่นดินที่กว้างใหญ่นี้ โลกนี้กว้างใหญ่เพียงใด เขามิได้สนใจใคร่รู้อีกแล้ว ขอเพียงแค่ตัวเขามีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่งในนี้ เขาก็พึงพอใจแล้ว

ฟู่ฟู่...

น้ำแร่อีกหนึ่งกาถูกต้ม มีฟองอากาศผุดขึ้นมาเหนือน้ำอย่างต่อเนื่อง กัวโหย่วเต้ายกกาชูขึ้นสูงและต้มชาอีกครั้ง ครั้งนี้เขาเตรียมถ้วยชาไว้สามใบ หนึ่งใบสำหรับลู่ผิง

“หยิบเอาเองนะ” กัวโหย่วเต้ากล่าวพลางคว้าถ้วยของตัวเอง

“ข้าช่วยอะไรเจ้าไม่ได้เรื่องการฝึกพลังวิญญาณ” เหวินเกอเฉิงบอกกับลู่ผิง

“นั่นเป็นเพราะท่านมาสายไปต่างหาก” กัวโหย่วเต้าพูดพลางหลุบตาเป่าผิวน้ำชา

สายตาลู่ผิงทอดมองไปที่กระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งวางอยู่บนโต๊ะ กระดาษแผ่นนั้นเหลืองกรอบ และเนื้อหาก็เขียนอย่างสั้น ๆ และ หวัด ๆ เป็นคำเชิญเหวินเกอเฉิง และวันที่ที่ลงไว้คือวันที่ 22 เดือนมกราคม ปี 1847

ลู่ผิงจำวันนั้นได้

วันนั้นเป็นวันที่เขากับซูถังหนีออกมาจากองค์กร เขาเดินบนพื้นหิมะอย่างยาวนาน เขาไม่รู้เลยว่าจะไปที่ไหนดี เขาก็เพียงเดินต่อไปอย่างมุ่งมั่น หลังจากนั้น พวกเขาก็ได้พบกับกัวโหย่วเต้าและเขาก็พาพวกเขาไปที่ถนนเส้นหนึ่ง เป็นเวลากว่าสัปดาห์ก่อนที่พวกเขาจะมาถึงสถาบันไจเฟิง แต่เมื่อดูจากวันที่บนจดหมายแล้ว เหมือนว่ากัวโหย่วเต้าจะส่งจดหมายนี้ไปตั้งแต่วันแรกที่พบพวกเขา

แต่เหวินเกอเฉิงกลับใช้เวลาถึงสามปีในการมาตามนัด ลู่ผิงอดนับถืออีกฝ่ายไม่ได้

“ข้าได้พบจดหมายนี่ก็ปาฏิหาริย์แล้ว ไม่เช่นนั้นท่านคิดว่าข้าเห็นลายมือไก่เขี่ยของท่านแล้วจะรีบวิ่งมาบ้านป่าบ้านดอยเช่นนี้หรือ” เหวินเกอเฉิงกล่าว ที่อยู่ของเขาแปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา ดังนั้นสำหรับเขา การได้รับจดหมายเป็นเรื่องที่หาได้ยากมาก ด้วยเหตุนั้นการที่จดหมายฉบับนี้อยู่รอดมาได้ถึงสามปี อีกทั้งยังส่งมาถึงมือของเขาทำให้เขาแปลกใจเป็นที่สุด เนื่องจากความแปลกใจนี้เขาจึงตัดสินใจเดินทางมา แม้ว่าจะช้าไปถึงสามปีก็ตาม

“แล้วการเดินทางนี้คุ้มค่าไหมล่ะ” กัวโหย่วเต้าถาม

เหวินเกอเต้าพยักหน้า แล้วมองลู่ผิง “แม้ว่าเจ้าจะไม่สนใจ แต่ข้าอยากรู้ชาติกำเนิดของเจ้ามาก”

“ข้าจะพยายามหาดู” มือเหวินเกอเฉิงเอื้อมเข้าไปในหน้าต่างและตบบ่าของลู่ผิง

“อ้อ” ลู่ผิงยังคงมีกริยาเฉยชา แต่มันไม่ได้มีผลกระทบอันใดกับความตื่นเต้นของเหวินเกอเฉิงเลย หลังจากตัดสินใจเช่นนี้ เหวินเกอเฉิงก็รู้สึกกระตือรือร้นอย่างยิ่ง

“ดังนั้นข้าจะไปแล้ว”

การบอกลาปุบปับเช่นนี้ทำให้ลู่ผิงแปลกใจมาก เมื่อมองเห็นความอยากรู้อยากเห็นอย่างยิ่งของเหวินเกอเฉิง ลู่ผิงก็คิดว่าเขาจะมีคำถามมากมายเสียอีก

“จริงด้วย!” ตอนที่เหวินเกอเฉิงไต่ลงบันได เขาก็เหมือนจะคิดอะไรได้

“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าพยายามทำอย่างไรอยู่ แต่ข้ามีข้อเสนอ” เหวินเกอเฉิงกล่าว “แบ่งพลังวิญญาณของเจ้าเป็นส่วน ๆ แล้วพยายามดึงมันออกมาที่ละส่วน นั่นคงจะง่ายที่สุดแล้ว”

“อ้อ” ลู่ผิงทำเสียงเห็นด้วย แต่ใบหน้าของเขามิได้บ่งบอกถึงความตระหนักรู้หรือครุ่นคิดอย่างที่เหวินเกอเฉิงคาดไว้

“เจ้าทำเช่นนั้นอยู่แล้วหรือ” เหวินเกอเฉิงพูดอย่างคับแค้นใจเล็กน้อย

“ครับ” ลู่ผิงกล่าว

“ลาก่อน!” เหวินเกอเฉิงจากไปโดยไม่หันกลับมาอีก

“ฮิฮิ” กัวโหย่วเต้าหัวเราะอีกครั้ง หลังจากดื่มชาจนหมด เขาก็มองไปทางลู่ผิง “ถ้าเจ้าพบเขาสามปีที่แล้วก็คงไม่ต้องลองผิดลองถูกมากมายเลยใช่ไหม”

“จริงครับ” ลู่ผิงพยักหน้า เขาสามารถหลบหนีออกจากองค์กรมาได้จากความประมาทของพวกเขาระหว่างการทดลองครั้งหนึ่ง ทุกครั้งที่มีการทดลอง การผ่อนคลายของโซ่กักวิญญาณจะถูกจำกัดทั้งความแข็งแกร่งและระยะเวลา ตอนนั้นเขาจะเพียงสัมผัสพลังวิญญาณได้อย่างผิวเผิน แล้วมันก็จะถูกโซ่กักวิญญาณสะกดข่มลงไปอีกครั้ง

สามปีในสถาบันไจเฟิงนี้ ลู่ผิงได้ทำการทดลองและล้มเหลวมาจำนวนนับไม่ถ้วนก่อนที่จะสามารถกำหนดแผนการปัจจุบันได้ ส่วนเหวินเกอเฉิงเล่า เขาแค่พบเพียงลู่ผิงครั้งเดียวก็วิเคราะห์เรื่องราวได้มากมายขนาดนี้แล้ว เขาเป็นคนที่พิเศษจริง ๆ ถ้าลู่ผิงได้พบเขาก่อนหน้านี้ เขาก็คงจะสามารถช่วยให้ลู่ผิงไม่เสียเวลาในการเดินผิดทางได้เป็นอย่างมาก

“จักษุจุลทัศน์เป็นความสามารถวิเคราะห์ซึ่งไร้ที่เปรียบ แต่มีเพียงคนที่มีความอยากรู้อยากเห็นอย่างยิ่งยวดเช่นเขาจึงจะสามารถฝึกความสามารถเช่นนี้ออกมาได้” กัวโหย่วเต้ากล่าว

“ความอยากรู้อยากเห็นหรือครับ”

“ใช่ เจ้าไม่เห็นหรือว่าเขายังจริงจังในการตามหาอดีตของเจ้ามากกว่าตัวเจ้าเองอีก นั่นเป็นเพราะเจ้ามีคุณค่าที่สมควรกับความอยากรู้อยากเห็นของเขาอย่างแท้จริง” กัวโหย่วเต้ากล่าว

“แล้วข้าควรจะช่วยเขาหรือไม่ครับ” ลู่ผิงเกาศีรษะตนเอง แม้ว่าเขาจะไม่สนใจเรื่องพวกนี้มากนัก แต่เมื่อคิดว่าอีกฝ่ายทุ่มเทถึงเพียงนี้ ถ้าเขาไม่ยอมช่วยอะไรเลยก็ดูจะไร้ความเกรงใจไปแล้ว

“วางใจเถอะ! เพื่อหาคำตอบให้กับความอยากรู้ของเขาแล้ว เมื่อถึงเวลาที่เขาต้องการให้เจ้าช่วยเหลือ เขาก็จะไม่ยอมปล่อยเจ้าไปแน่ ๆ” กัวโหย่วเต้าบอก

“เช่นนั้นข้าก็ควรจะอยู่ห่าง ๆ เขาไว้ดีกว่า!” ลู่ผิงรู้สึกเกรงกลัวเล็กน้อย

“จะลองดูก็ได้” หัวโหย่วเต้าพูด

“ทำไมอยู่ ๆ ข้าถึงรู้สึกไม่สบายใจเลย...ข้าคิดว่าเขาอาจจะก่อปัญหาได้มากกว่าองค์กรเสียอีก” ลู่ผิงกล่าว

“นั่นย่อมแน่นอน ถ้าองค์กรไม่ได้มาวุ่นวายกับเจ้าอีกเลย เจ้าพอใจมากแล้ว แต่ความอยากรู้อยากเห็นของเขาไม่มีจุดสิ้นสุด ตอนนี้เขาเพียงสนใจชาติกำเนิดของเจ้า แต่ต่อไปเขาก็จะหันไปสนใจองค์กรลึกลับนี่ สมาชิกของมัน การดำเนินการ เป้าหมาย เขาจะต้องอยากรู้เรื่องราวพวกนี้มาก”

“ท่านมีจุดประสงค์อะไรที่เชิญให้เขามาที่นี่” ลู่ผิงถาม

“อืม...” กัวโหย่วครุ่นคิด “ก็ให้มาวิเคราะห์สายเลือดของเจ้า แล้วก็ช่วยเรื่องโซ่กักวิญญาณ”

“แล้วตอนนี้ล่ะครับ”

“ตอนนี้...ก็ได้แต่โทษที่เขามาช้าเอง”

“เกรงใจคนอื่นบ้างสิครับ!” ลู่ผิงพูด

“ไม่หรอก เขาชอบเรื่องแบบนี้จะตาย!” กัวโหย่วเต้ากล่าว “และสำหรับเจ้าก็น่าทึ่งมากที่มีความสำเร็จได้ถึงเพียงนี้แล้ว เจ้าควรจะคิดถึงการตอบแทนบุญคุณช่วยชีวิตของข้าได้แล้วนะ”

“ว่ามา”

“ข้าก็บอกไปแล้ว อนาคตของสถาบันไจเฟิงขึ้นอยู่กับนักเรียนผู้โดดเด่นอย่างพวกเจ้าแล้ว!”

“นั่นมันเรื่องหลอกลวงชัด ๆ” ลู่ผิงพูด

“เพื่อเรื่องหลอกลวงนี้ ข้าได้ผ่อนปรนกฎเกณฑ์ของสถาบันรอคอยเจ้ามาถึงสามปีแล้วนะ” กัวโหย่วเต้ากล่าว

“ท่านบอกอะไรก่อนหน้านี้นะ ‘สำหรับระดับของหอคอยแห่งพลังวิญญาณชั้นปีหนึ่ง เพียงปีเดียวข้าก็ผ่านไปได้แล้ว’ ท่านคาดคิดไหมว่าข้าจะไปถึงยอดหอคอยได้แบบนี้” ลู่ผิงกล่าว

“ไปถึงยอดหอคอยก็ดี แค่ผ่านจะไปสนุกอะไรล่ะ” กัวโหย่วเต้ายิ้ม

.....................................................................

พูดอีกอย่างคือเหวินเกอเฉิงเป็นขาเผือก...

 

ตอนที่ 34 – การชุมนุมใหญ่ของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ




NEKOPOST.NET