Heaven Awakening Path ตอนที่ 31 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.31 - ต่อจากนี้นี่คือชื่อข้า


ตอนที่ 31 – ต่อจากนี้นี่คือชื่อข้า

 

แม้ว่าลู่ผิงและพวกจะพบเจอเหตุการณ์มากมายระหว่างทาง แต่ไม่ว่าจะเป็นการพบปะกับปาลี่เหยียน ผู้อำนวยการแห่งสถาบันเสียเฟิง หรือเรื่องคำเชิญของเจ้าเมืองก็มิได้ทำให้พวกเขาช้าไปมากนัก อุปสรรคมีเพียงการที่พวกเขาไม่อาจนั่งรถม้าดี ๆ แต่ต้องเดินกลับทำให้เสียเวลาไปมาก

ลู่ผิงวิ่งได้รวดเร็วดังสายลม ซูถังที่เข็นรถเข็นให้ซีเฟิ๋นก็ไม่ชักช้า แต่ท้ายแถวไกลออกไปมีม่อหลินที่ร้องโอดโอยไม่หยุด แต่แม้ว่าเขาจะหายใจหอบและบ่นมาตลอดทาง เขาก็ยังสามารถเกาะกลุ่มกับคนที่เหลือมาได้

สถาบันไจเฟิงตั้งอยู่ที่ตีนเขาเสียเฟิง เมืองเสียเฟิงทั้งเมืองตั้งอยู่บนเขาเสียเฟิงนี้ จากการที่ลู่ผิงและพวกได้นั่งรถม้าและเดินมาทั้งหมดนั้น พวกเขาก็ได้เดินผ่านเมืองไปประมาณครึ่งเมืองแล้วและใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง เมื่อพวกเขามาถึงสถาบันไจเฟิงในที่สุด ทั่วทั้งสถาบันก็อาบไล้ไปด้วยแสงสนธยา

เวลาเพิ่งผ่านไป 20 กว่าปีนับจากวันที่ก่อตั้งสถาบันไจเฟิง สถาบันไจเฟิงไม่มีทั้งผู้สนับสนุนเบื้องหลังและผู้อำนวยการกัวโหย่วเต้าก็มิได้มีทรัพย์สมบัติมากมายนัก สิ่งเดียวที่เป็นจุดดึงดูดของเขาก็คือการที่เขาเคยเป็นคนของสถาบันเซวียนอู่

อาจจะด้วยสถานะนี้ กัวโหย่วเต้าก็ไม่รู้ไปเอาเงินทุนจากไหนมาสร้างสถาบันไจเฟิง ในตอนแรกคำขวัญของไจเฟิงที่ว่าจะก้าวข้ามสี่สถาบันหลักทำให้ผู้คนมากมายงวยงง จะอย่างไรเขตเสียเฟิงก็เป็นเขตห่างไกลและผู้คนก็ไม่ค่อยรู้เรื่องราวภายนอกมากนัก พวกเขาไม่ค่อยรู้จักสี่สถาบันหลัก และก็ไม่รู้ว่าสถาบันพวกนั้นเป็นอย่างไรกันแน่ ดังนั้นเมื่อกัวโหย่วเต้ากล่าวคำพูดเหล่านี้เป็นคำขวัญของไจเฟิงก็มีผู้คนที่เชื่อเช่นนั้นจริง ๆ

ตอนนี้เวลาก็ได้ผ่านมา 20 กว่าปีแล้ว และกัวโหย่วเต้าก็ไม่เคยกล่าวถึงเรื่องนี้อีกเลย ความรู้ความเข้าใจของชาวเสียเฟิงเองก็ได้เพิ่มขึ้นอย่างมากใน 20 ปีมานี้ ตอนนี้เมื่อมีการกล่าวถึง ทุกคนก็จะทำเหมือนมันเป็นเรื่องขำขัน เมื่อเทียบกับไจเฟิงแล้ว ชาวบ้านเขตเสียเฟิงรู้จักสถาบันเสียเฟิงมากกว่า ถ้าบ้านไหนมีเด็ก เมื่อเด็กมีอายุที่เหมาะสมทั้งครอบครัวก็จะพยายามให้ลูกหลานได้เข้าเรียนในสถาบันนี้ ถ้าผ่านการทดสอบมากมายแล้วพบว่าเด็กมีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์ก็อาจกล่าวได้ว่าครอบครัวนั้นมีอนาคตสดใสแล้ว แม้ว่าระดับชั้นที่พวกเขาได้รับหลังจากผ่านการฝึกฝนจากสถาบันจะธรรมดาสามัญ แต่ขอเพียงพวกเขาบรรลุถึงชั้นฟ้าที่สองหรือสามก็ได้เปรียบคนทั่วไปมากแล้ว เช่นว่า คนที่มีพลังวิญญาณแห่งกายชั้นฟ้าที่สองไถนายังเร็วกว่าควายอีก!

เพียงแต่การเปรียบเทียบเช่นนี้มิใช่สิ่งที่เหล่าสถาบันจะพึงพอใจ ดังนั้นแม้ว่าชาวบ้านทั่วไปในเขตเสียเฟิงจะมีความรู้สึกที่ดีต่อสถาบันเสียเฟิง แต่สถาบันเสียเฟิงเองก็ประสบปัญหาในหลายปีมานี้เช่นกัน เพราะว่าไจเฟิง สถาบันอายุเพียง 20 กว่าปีที่ขนาดยังไม่ถึงหนึ่งในสี่ของเสียเฟิงด้วยซ้ำมักจะมีนักเรียนผู้โดดเด่นมาเหยียบย่ำพวกเขาอยู่เสมอ มีเพียงนักเรียนที่มีพรสวรรค์โดดเด่นเช่นนั้นจึงจะทำให้สถาบันได้รับความเคารพนับถือ

เห็นได้ชัดว่าพวกเขามีนักเรียนมากกว่า มีครูอาจารย์มากกว่า และมีทรัพยากรมากกว่า แต่ก็ยังไม่อาจฝึกฝนนักเรียนที่เก่งกล้าได้ มันหมายความว่าอย่างไรกัน

ปาลี่เหยียนได้แต่ยินดีที่ไจเฟิงและเสียเฟิงอยู่ในเขตภูเขาห่างไกลที่ผู้คนกระจัดกระจายเช่นนี้ และทั้งเขตก็มีสถาบันเพียง 2 แห่ง ดูเขตจื้อหลิงที่อยู่ข้าง ๆ นั่นสิ พวกเขามีทั้งเทียนเจ้า ซวงจี๋ หนิงหย่วน ชิงชู แล้วก็ยังมีสถาบันใหญ่ ๆ เล็ก ๆ อีกรวมกันถึง 18 สถาบันที่ต่อสู้กันอย่างดุเดือด ด้วยเหตุนี้เขตจื้อหลิงจึงมีการจัดตั้ง “ลำดับพลังวิญญาณ” ขึ้นมา บัญชีรายชื่อนี้ประกอบด้วยรายชื่อนักเรียนที่เรียงกันตามลำดับที่ได้จากการทดสอบร่วม ลำดับพลังวิญญาณนี้มีเพียงรายชื่อนักเรียนที่เก่งที่สุด 50 คนเท่านั้น และจากนักเรียนจำนวนนับไม่ถ้วนของ 18 สถาบันจึงสามารถจินตนาการได้เลยว่าการแข่งขันจะดุเดือดเพียงใด แต่ด้วยเหตุนี้บัญชีรายชื่อนี้จึงเป็นการแสดงออกถึงความแข็งแกร่งของสถาบันโดยตรง และในเมื่อรายชื่อเช่นนี้เชื่อถือได้ เขตใหญ่ทุกเขตจึงเริ่มทำตาม

นี้จึงเป็นสาเหตุให้สถาบันเสียเฟิงกังวลมาโดยตลอด ในเขตเสียเฟิงนี้ ดีแค่ไหนแล้วที่สถาบันทั้งสองไม่มีการแข่งขันที่ดุเดือดเช่นนั้น การทดสอบร่วมมีเพียงสองสถาบันเท่านั้น ถ้าการทดสอบไปทำในสภาพแวดล้อมที่แข่งขันรุนแรงเช่นนั้นสถาบันเสียเฟิงมีนักเรียนมากแค่ไหนจะมีประโยชน์อันใด ไม่มีสักคนที่จะเข้าไปในรายชื่อ 50 คนแรกได้ และถึงไจเฟิงจะมีขนาดไม่ถึงหนึ่งในห้าของเขาแล้วจะอย่างไรเล่า หากมีนักเรียนไจเฟิงเพียงคนสองคนขึ้นไปอยู่ในรายชื่อ 50 คนแรกได้ ความสำเร็จของพวกเขาก็จะเหนือกว่าเสียเฟิงทันที

หลายปีแล้วที่เสียเฟิงวางแผนจะเข้าร่วมการทดสอบร่วมของเขตจื้อหลิงเพื่อเพิ่มอิทธิผลของสถาบัน แต่พวกเขาก็ไม่เคยมีนักเรียนที่มีคุณสมบัติจะเข้าร่วมได้เลย จะเข้าร่วมทั้งแบบนี้ก็เป็นแค่การไปขายหน้าเท่านั้น และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ปาลี่เหยียนตาส่องประกายแวววาวขึ้นมาเมื่อได้พบลู่ผิงครั้งแรกและทุ่มเททุกวิถีทางเพื่อหลอกล่อให้ลู่ผิงมาเข้าร่วมสถาบันของเขา

เสียเฟิงยังไม่อาจก้าวเดินต่อไปได้ แต่ไจเฟิงกลับมีลู่ผิง ซูถัง ซีเฟิ๋นและนักเรียนขั้นสูงที่ไม่รู้โผล่มาจากที่ใดคนนั้น ถ้าทั้งสี่ก้าวไปทางนี้ก่อนล่ะก็...

เมื่อการทดสอบใหญ่สิ้นสุดลง ความกังวลใจของปาลี่เหยียนก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น

การถล่มลงมาของหอคอยชั้นปีที่หนึ่งและสามทำให้นักเรียนถึงสองชั้นปีที่ไม่มีการบันทึกผลการเรียนมาจนถึงตอนนี้ แม้ว่านักเรียนปีสองและสี่จะสกัดความคืบหน้าของไจเฟิงได้ แต่จะมีประโยชน์อันใด ความคืบหน้าหรือ ทั้งสองฝ่ายไม่มีความคืบหน้าอะไรให้พูดถึงอยู่แล้ว นักเรียนที่ทดสอบเพียงไปถึงชั้นที่ 12 ก็รู้สึกพึงพอใจมากแล้ว แต่ว่าการจะเข้าไปอยู่ในรายชื่อ 50 คนของลำดับพลังวิญญาณของจื้อหลิงนั้นเกิดขึ้นได้จากผู้ที่สามารถไปถึงยอดหอคอยเท่านั้น และนี่ก็เป็นเพียงการมีคุณสมบัติไปต่อสู้เพื่อเข้าไปในรายชื่อเท่านั้นเองด้วย

ในความคิดของปาลี่เหยียน มีนักเรียนเพียงคนเดียวที่สามารถทำได้สำเร็จ และนั่นก็คือลู่ผิง และนี่ก็เป็นสาเหตุที่เขารีบเร่งติดตามลู่ผิงไปเพื่อสานความสัมพันธ์ เพียงแต่ผลลัพธ์กลับเหมือนไปชนเข้ากับก้อนน้ำแข็ง

อีกฝ่ายดูจะไม่มีความโกรธเคืองปาลี่เหยียนมากนัก แต่ก็ไม่ให้โอกาสปาลี่เหยียนได้เข้าใกล้เช่นกัน ลู่ผิงเป็นเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุ 16 แต่ในเรื่องนี้กลับทำให้ปาลี่เหยียนทำอะไรไม่ถูกโดยสิ้นเชิง

หลังจากนั้นปาลี่เหยียนก็สังเกตเห็นสายสืบของจวนเจ้าเมือง

เป็นสัญญาณบ่งชัดว่าความสนใจที่ลู่ผิงได้รับนั้นไม่ได้มีแต่เพียงสถาบันทั้งสองเท่านั้น แต่จะว่าไปจวนเจ้าเมืองจะทำอะไรได้ พวกเขาสังเกตเห็นความแข็งแกร่งของลู่ผิงหรือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ลู่ผิงผลักเว่ยเทียนฉี่...

ปาลี่เหยียนครุ่นคิดไปตลอดทางที่กลับสถาบันเสียเฟิง เขาไม่อาจสงบใจได้เลย

ลู่ผิง ในเวลาเพียงหนึ่งวัน ชื่อนี้ก็ได้ประทับอยู่ในใจของผู้คนมากมาย

วันที่มีการทดสอบใหญ่ผ่านไป

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ลู่ผิงตื่นมาพร้อมกับแสงรุ่งอรุณ เหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงมิได้ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม สำหรับเขาแล้ว วิธีการของเหล่าสถาบันต่างก็ไม่มีความสำคัญใด ๆ ในสามปีที่ผ่านมา เขาได้แต่พยายามที่จะหลุดจากการควบคุมของโซ่กักวิญญาณ

แคร้ง แคร้ง...

เมื่อวานเพียงวันเดียว เขาได้ยินเสียงนี้ถึงสองครั้ง สำหรับเขาแล้ว เสียงเสียดแก้วหูที่เกิดจากโซ่ตรวนนี้เคยเป็นที่คุ้นชินอย่างมาก ในช่วงเวลาที่เขาอยู่ในองค์กร เมื่อเขาถูกชักจูงให้ทำการทดลองต่าง ๆ นานา เขาจะได้ยินเสียงนี้ชัดเจนมาก และสิ่งที่ตามมาหลังจากเสียงนี้ก็คือความทรมานไร้ที่สิ้นสุด ในช่วงเวลานั้น ทุกคนที่เดินวนไปรอบกายเขาจะทำเพียงมองดูและจดบันทึกอย่างไร้อารมณ์เท่านั้น

เจ็บปวด ไม่เจ็บปวด

เหมือนว่าพวกเขาจะทำตามแบบแผนอะไรสักอย่าง ผ่านไปวันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า พวกเขาเอาแต่ทำการทดลองกับร่างกายของเขา เขาอดทนต่อความเจ็บปวดทุกอย่าง เขายังคงมีชีวิตต่อไปอย่างชินชาและสงบนิ่ง เขาไม่รู้ว่าตนเองจะทำอย่างไรได้อีก ตั้งแต่ที่เขาจำความได้เขาก็มีชีวิตอยู่เช่นนี้แล้ว

ก่อนหน้านี้เขาอยู่ที่ไหน เขาใช้ชีวิตมาอย่างไร เขาไม่รู้เลย เขาไม่รู้แม้แต่อายุและชื่อของตัวเอง จนถึงวันที่เขาหนีมา วันนั้นบนกระดาษแผ่นหนึ่ง เขาเห็นตัวหนังสือ “แผ่นดินใหญ่ ปี 1847 เดือนเมษายน วันที่ 24 สามขวบ” เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่านั่นเป็นข้อมูลของเขาหรือไม่ แต่เขาก็ปฏิบัติเหมือนนั่นคือตัวเขา และจากวันนั้นเขาก็มีอายุ

หลังจากนั้น เมื่อแบกซูถังเดินอยู่ในโลกที่มีแต่หิมะสีขาว การเดินทางเต็มไปด้วยอุปสรรคขัดขวาง เขาก็หวังว่าจะมีเส้นทางที่เขาจะไม่ต้องทรมานเช่นนี้ เส้นทางที่เขาจะได้เดินไปอย่างสงบสุขและราบรื่น

ลู่ผิง

นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาวาดหวังถึงอะไรบางอย่าง

ดังนั้นต่อจากนั้นนั่นก็คือชื่อของเขา

......................................................................

ความรู้สึกตอนอ่านจบ : โถ่ ลูกกกกกกก (โปรยดอกไม้รัว ๆ)

หลังจากนี้เวลาลู่ผิงเจอแต่ปัญหาเราก็จะคอยมาคิดถึงบทนี้แล้วก็อยากฆ่าพวกตัวร้ายให้ตายแม่งให้หมดเลย น้องเขาแค่อยากมีชีวิตสงบสุข พวกมึงจะมาวุ่นวายกับน้องเขาทำไมวะคะ!!!! (เริ่มอิน)

 

ชื่อลู่ผิงก็อย่างที่เคยอธิบายไปแล้วค่ะ ลู่ = ถนน/ทางเดิน/เส้นทาง  ผิง มาจากคำว่าสงบนิ่ง สงบสุข พวกนั้น (ผิงเดี่ยว ๆ แปลว่าราบเรียบ)

 

ตอนที่ 32 – เป็นความคิดที่ทั้งฉลาดและกล้าหาญ




NEKOPOST.NET