Heaven Awakening Path ตอนที่ 30 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.30 - จักษุจุลทัศน์


ตอนที่ 30 – จักษุจุลทัศน์

 

ท่านเจ้าเมืองแห่งเสียเฟิง เว่ยจ้งให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก ดังนั้นจวนเจ้าเมืองจึงต้องให้ความสำคัญกับมันเช่นกัน เพียงครู่เดียวหลังจากทหารยามที่หน้าประตูเดินเข้าไปแจ้งข่าวในจวน ก็มีองครักษ์ประจำตระกูลออกมาแล้ว แต่การปรากฏตัวของบุคคลประหลาดผู้นี้ทำให้เขาไม่รีบก้าวไปข้างหน้าและกระทำการอย่างระมัดระวัง

บุรุษผู้นี้ดูจะไม่มีประสงค์ร้ายและดูจะไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หลังจากดึงพลังวิญญาณแห่งกายสองสายออกมาจากร่างซูถังแล้ว นางก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และตอนนี้เขาก็เคลื่อนกายไปหาเว่ยหยางแล้ว

“ท่านเป็นใคร” ลู่ผิงถาม

“สามารถบ่งบอกสายเลือดของผู้คนจากการมองคราเดียว มองดูทั่วแผ่นดินก็มีอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น” ซีเฟิ๋นกล่าว

“ใช่ ข้าเอง” คนผู้นั้นก้มตัวลงประเมินอาการบาดเจ็บบนใบหน้าของเว่ยหยาง สุดท้ายเขาก็ส่ายหน้าและลุกขึ้น เขามองไปทางองครักษ์ประจำตระกูลที่ยืนมองพวกเขาอยู่นอกประตูและกล่าวว่า “คนไม่เป็นไร แต่ใบหน้าถูกทำลายแล้ว”

“ท่านผู้สูงส่งคือ...” องครักษ์ประจำตระกูลผู้นั้นโบกมือให้ทหารหามเว่ยหยางกลับไป ในขณะที่ตัวเขาเองก็เดินเร็ว ๆ ไปต้อนรับคนผู้นั้น จากคำบอกใบ้ของซีเฟิ๋นเขาก็คาดเดาได้แล้วว่าบุรุษผู้นี้คือใคร

“เหวินเกอเฉิง” คนผู้นั้นยิ้มแย้ม

องครักษ์ประจำตระกูลรีบทำสีหน้าเลื่อมใสที่เตรียมไว้แล้วทันทีและคารวะ “จักษุจุลทัศน์”

จักษุจุลทัศน์เป็นความสามารถหนึ่ง อย่างที่ซีเฟิ๋นเพิ่งกล่าวถึง มันเป็นความสามารถที่มีผู้เดียวในแผ่นดินที่ทำได้ ดังนั้นความสามารถนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของเขาและกลายเป็นคำเรียกอย่างยกย่องของเขาอีกด้วย

บุรุษผู้นี้ชื่อเหวินเกอเฉิง และความสามารถก็คือ จักษุจุลทัศน์ ในเมื่อความสามารถนี้มีเพียงหนึ่งเดียว คนผู้นี้ก็มีเพียงหนึ่งเดียวเช่นกัน ในด้านความแข็งแกร่ง เขาเป็นเพียงผู้มีพลังวิญญาณสองเชื่อมต่อ ซึ่งห่างไกลจากผู้มีพลังวิญญาณสามเชื่อมต่อ สี่เชื่อมต่อ หรือห้าเชื่อมต่อบนแผ่นดิน แต่การมีความสามารถเฉพาะตัวก็ทำให้เขามีสถานะพิเศษเฉพาะเช่นกัน ผู้มีพลังวิญญาณสองเชื่อมต่อไม่สามารถถือเป็นหนึ่งในผู้แข็งแกร่งได้ แต่นี่ก็ไม่อาจหยุดยั้งอาณาจักรทั้งสามและสถาบันหลักทั้งสี่ไม่ให้พยายามทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะใจเขาได้เลย

แต่เหวินเกอเฉิงก็มิได้ตอบรับคำเชื้อเชิญของกลุ่มอำนาจใด เขายังคงเดินทางล่องลอยไปทั่วแผ่นดิน แต่การปรากฏตัวกะทันหันของเขาก็ทำให้ท่านเจ้าเมืองหมดความสนใจในตัวเด็กหนุ่มคนหนึ่งทันที แน่นอนว่าถ้าท่านเจ้าเมืองทราบว่าลู่ผิงเป็นผู้ตื่นรู้แห่งสวรรค์ผู้มีพลังวิญญาณหกเชื่อมต่อ เรื่องราวก็จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ข้อมูลล่าสุดนี้ได้ส่งต่อไปยังจวนเจ้าเมืองนานแล้ว ประสิทธิภาพของเจ้าเมืองมิใช่ธรรมดาจริง ๆ องครักษ์เพิ่งพูดกับเหวินเกอเฉิงได้เพียงสองสามคำ ท่านเจ้าเมืองก็ออกมาต้อนรับถึงหน้าประตูจวนแล้ว

“ท่านเหวิน!” เจ้าเมืองเว่ยจ้งมีสีหน้าต้อนรับขับสู้มาก และเสียงก้องกังวานของเขาก็ฟังดูมีพลัง แต่จากวิธีการที่เขาเรียกขานอีกฝ่ายทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าเขารู้สึกนับถือและเลื่อมใสอีกฝ่ายมากขนาดไหน

“ท่านเจ้าเมืองเว่ย” ในทางเดียวกัน เหวินเกอเฉิงก็แสดงมารยาทกับเว่ยจ้งเช่นกัน การเป็นเจ้าผู้ครองเขตเขตหนึ่ง เจ้าเมืองเองก็มิใช่คนไร้ชื่อเสียงเรียงนามเช่นสถาบันไจเฟิง เว่ยจ้งเป็นผู้แข็งแกร่งที่มีพลังวิญญาณสามเชื่อมต่อ รวมกับสถานะเจ้าเมืองของเขาแล้ว เขาจึงไม่ใช่ผู้ที่โดดเดี่ยวเช่นเหวินเกอเฉิง องครักษ์ประจำตระกูลทุกคนที่อยู่ข้างกายเขาต่างก็เป็นผู้เข้มแข็ง เว่ยหยางที่ถูกลู่ผิงบีบหน้าไปโอหังเพียงเพราะว่าเขาเป็นอัจฉริยะ ในด้านความแข็งแกร่งที่แท้จริงแล้ว เขาอยู่ลำดับท้ายสุด แต่เนื่องจากเขามีอายุเพียง 17 ปี อนาคตของเขาจึงไร้ที่สิ้นสุด

“ท่านเหวิน กรุณาอภัยที่ข้ามิได้ไปต้อนรับท่านตอนที่ท่านมาถึงเมืองเรา แต่ข้าต้องขอเชิญท่านให้เกียรติเป็นแขกที่จวนของข้าด้วยเถิด” คำพูดทุกพยางค์ที่เปล่งออกมาจากปากของเว่ยจ้งต่างก้องกังวาน คำพูดเหล่านี้แฝงไว้ด้วยพลังวิญญาณที่ทำให้ผู้คนมิอาจปฏิเสธได้

“ที่จริงข้าแค่ผ่านทางมา แต่ในเมื่อท่านเจ้าเมืองอุตส่าห์เชื้อเชิญ ข้าก็คงไม่อาจปฏิเสธได้” เหวินเกอเฉิงยิ้มแย้มตอบไป

“เชิญ!” เว่ยจ้งหันไปนำทางให้เหวินเกอเฉิงด้วยตนเอง ส่วนลู่ผิงน่ะหรือ เด็กหนุ่มที่เขาออกคำสั่งถึงสองครั้งแสดงออกว่าต้องการพบหนักหนาตอนนี้มาอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว แต่สายตาของเขาก็ไม่ได้เหลือแลแม้แต่น้อย มีเพียงบุคคลเช่นเหวินเกอเฉิงที่สามารถทำให้เขาต้อนรับอย่างบุคคลสำคัญได้ แต่สำหรับเด็กหนุ่มคนนั้นเขาก็แค่ใคร่รู้เล็กน้อยเท่านั้น

นอกประตูจวนกลับมาสงบเงียบดังเดิม เว่ยหยางถูกหามเข้าไปในจวนและทหารยามที่เคยยืนเฝ้าหน้าประตูก็ถูกผู้คนพยุงตัวเข้าไปเช่นกัน มีทหารยามชุดใหม่มายืนตรงเฝ้าหน้าประตูเช่นเดิม ลู่ผิงกับพรรคพวกกลายเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีผู้ใดสนใจอีกต่อไป

“ง่ายดีจังนะ” ม่อหลินกล่าว เขากำลังคิดว่าถ้าลู่ผิงสังหารเว่ยหยางขึ้นมาจริง ๆ เรื่องราวก็คงไม่ถูกปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้ เพียงเหวินเกอเฉิงคนเดียวปรากฏตัวก็ทำให้จวนเจ้าเมืองทั้งหลังทำตัวเหมือนดาราที่ถูกแสงจันทราดึงดูด

“ก็หวังว่าจะเป็นเช่นนี้ตลอดไปแล้วกันนะ” ซีเฟิ๋นกล่าว เขาไม่มีทางเชื่อว่าเรื่องราวจะยุติแค่นี้เป็นแน่ เป็นไปได้หรือที่จะตบหน้าจวนเจ้าเมืองตามที่ตนปรารถนาได้ จวนเจ้าเมืองมิใช่สถาบันเสียเฟิง  ที่สำคัญเว่ยจ้งก็มิใช่ปาลี่เหยียนด้วย

“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” แต่ลู่ผิงก็ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้และหันไปถามซูถัง

“ดูเหมือนจะกลับมาเป็นปกติแล้ว” ซูถังกำมือแน่น ไม่มีพลังที่ต่อต้านพลังวิญญาณของนางอีกต่อไป

“แล้วคนนั้นเขาเป็นใครกันแน่” ลู่ผิงถามซีเฟิ๋น

“เป็นไปไม่ได้ เจ้าไม่เคยได้ยินชื่อเหวินเกอเฉิงหรือ” ม่อหลินประหลาดใจ

ลู่ผิงสั่นศีรษะ ตามปกติแล้วคนที่อยู่ไจเฟิงมาถึงสามปี แม้ว่าจะฝึกพลังวิญญาณไม่สำเร็จเลย แต่ก็ยังสามารถได้รับความรู้อื่นมากมาย ไม่มีทางที่จะไม่เคยได้ยินชื่อเหวินเกอเฉิง แต่ว่าลู่ผิงนั้นพิเศษจริง ๆ ในสามปีมานี้นอกจากเขาจะมิได้ไปร่ำเรียนจากสถาบันไจเฟิงแล้ว คนที่เขาพูดคุยด้วยก็มีแต่ซูถัง และบางทีก็มีการเผชิญหน้ากับซีเฟิ๋นที่สามารถนับได้ แน่นอนว่าสองคนนี้ก็ไม่เคยเล่าข่าวซุบซิบเช่นนี้ให้เขาฟัง

“เหวินเกอเฉิง แม้จะเป็นเพียงผู้มีพลังวิญญาณสองเชื่อมต่อ แต่ความสามารถ ‘จักษูจุลทัศน์’ ของเขานั้นนับเป็นหนึ่งไม่มีสองบนแผ่นดินนี้ แม้แต่พวกผู้มีพลังวิญญาณห้าเชื่อมต่อทั้งหกคนก็ไม่อาจใช้ความสามารถนี้ได้แม้แต่คนเดียว” ม่อหลินกล่าว

“ความสามารถเช่นไร” ลู่ผิงถาม

“จะว่าอย่างไรดี จะเรียกว่าเป็นความสามารถรับรู้ที่แยกความจริงออกจากความลวงได้อย่างแท้จริงล่ะมั้ง” ม่อหลินกล่าวพลางมองไปทางซีเฟิ๋น หวังว่าซีเฟิ๋นจะพูดต่อ

“ในเมื่อมีคนเดียวที่ใช้มันได้ก็เลยไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัดว่ามันเป็นอย่างไร สรุปก็คือมันทำให้เขาเห็นสิ่งที่ผู้อื่นไม่อาจเห็นได้ เช่น สายเลือด...” เมื่อซีเฟิ๋นพูดมาถึงตรงนี้ก็หยุดชะงักลง

“อ้อ จริงสิ เยี่ยนชิวสือกับเจ้ามีความสัมพันธ์กันหรือ” ม่อหลินนึกถึงคำพูดที่เหวินเกอเฉิงกล่าวได้ขึ้นมาตอนที่ระบุสายเลือดของซีเฟิ๋น

“ไม่รู้จัก” คำตอบของซีเฟิ๋นหนักแน่นมาก

“แต่เหวินเกอเฉิงก็ไม่น่าจะดูพลาดนะ!” ม่อหลินกล่าว

แต่ซีเฟิ๋นปฏิเสธที่จะยอมรับ ซีเฟิ๋นหมุนรถเข็นและเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยตนเอง ซูถังที่หายดีแล้วก็ช่วยเขาเข็น แต่จากข้างหลังของเขาลู่ผิงก็มีอีกคำถามหนึ่ง “ใครคือเยี่ยนชิวสือหรือ”

“เยี่ยนชิวสือเจ้าก็ไม่รู้จักหรือ ไม่เอาน่า หนึ่งในผู้มีพลังวิญญาณห้าเชื่อมต่อที่มีเพียงหกคนบนแผ่นดินนี้อย่างไรเล่า เยี่ยนชิวสือแห่งแดนพายัพ นักดาบอันดับหนึ่งแห่งยุค ไม่เคยได้ยินเลยหรือ” ม่อหลินกล่าว

ลู่ผิงเกาศีรษะ ฟังดูคุ้น ๆ อยู่บ้าง บางทีชื่อเสียงที่โด่งดังเป็นพิเศษนี้เขาอาจะได้ยินคนพูดถึงมาบ้างประโยคสองประโยคล่ะมั้ง

แต่ตอนนี้ม่อหลินไม่ได้สนใจที่จะมาสั่งสอนความรู้ทั่วไปให้ลู่ผิงฟัง เขาพุ่งไปหาซีเฟิ๋นกับซูถังทันที เขาเบียดซูถังไปข้าง ๆ อย่างต้องการจะช่วยนางเข็นรถให้ซีเฟิ๋น

“รุ่นพี่ซีเฟิ๋น! ท่านพี่ซีเฟิ๋น!” เขาเรียกซีเฟิ๋นอย่างสนิทสนม “เจ้าเป็นอะไรกับเยี่ยนชิวสือ บอกข้าหน่อยสิ”

“ไม่รู้จัก” แต่ซีเฟิ๋นกลับตอบอย่างชัดเจน

“โธ่” ในเมื่อซีเฟิ๋นไม่เต็มใจจะพูด ม่อหลินก็ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงเริ่มคิดถึงคำพูดเมื่อครู่ของเหวินเกอเฉิง

“เมื่อครู่ เหวินเกอเฉิงบอกว่าพวกเราทั้งสี่คนต่างก็มีชาติกำเนิดไม่ธรรมดาใช่ไหม พวกเจ้าจะมีชาติกำเนิดไม่ธรรมดาอย่างไรข้าไม่สนใจ ข้าเชื่อเช่นนั้นอยู่แล้ว แต่มองจากมุมไหนที่ชาติกำเนิดของข้าไม่ธรรมดากันนะ ช่วยข้าคิดหน่อยสิ” ม่อหลินกล่าว

“เจ้าอาจจะมีชาติกำเนิดไม่แน่ชัดมากกว่าหรือเปล่า” ซีเฟิ๋นมองหน้าเขา “ตระกูลม่อ หลินม่อ เจ้าเป็นใครกันแน่”

“ไปของเจ้า ข้าลืมไปว่ายังต้องปิดบังฐานะที่แท้จริงอยู่! ประมาทไปแล้ว” ม่อหลินตะโกน

..............................................

จักษุจุลทัศน์ (显微无间) คำนี้ถ้าแปลตรง ๆ จะได้เป็นกล้องจุลทรรศน์ เลยเอามาดัดแปลงนิดหน่อยแบบสิ้นคิดมาก ใครมีไอเดียที่ดีกว่านี้ก็บอกมาได้ค่ะ อังกฤษใช้คำว่า Infinitesimal Separation ฟังดูไฮโซมากแต่ประหลาด ๆ

 

ตอนที่ 31 – ต่อไปนี้นี่คือชื่อข้า




NEKOPOST.NET