Heaven Awakening Path ตอนที่ 29 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.29 - ความสามารถเฉพาะตัว


ตอนที่ 29 – ความสามารถเฉพาะตัว

 

แสงเย็บเยียบพุ่งตรงไปที่กลางหลังของซูถัง

ครั้งนี้เว่ยหยางเข้าใจผิดอีกแล้ว

เขาไม่ควรจะกังวลถึงสถานะนักเรียนไจเฟิงของซูถังกับลู่ผิง แต่เขาควรจะกังวลเรื่องสถานะผู้ตื่นรู้แห่งสวรรค์พลังวิญญาณหกเชื่อมต่อของลู่ผิงมากกว่า

โชคร้ายที่เขาไม่ทราบ

ดังนั้นราคาที่ต้องจ่ายจึงมิได้มาจากความเมินเฉยของลู่ผิงแต่เป็นราคาจากความไม่รู้ของเขา

แสงเย็นเยียบฟาดลงมา ลู่ผิงหันกลับไปเคลื่อนซูถังออกจากเส้นทางของแสงนั้น ก่อนที่เว่ยหยางจะทันได้ประหลาดใจ ดวงตาของเขาก็ถูกปิดบังไปแล้ว ไม่เพียงแต่ดวงตา แต่ยังรวมถึงจมูกและปากด้วย...

นิ้วทั้งห้าจากมือขวาของลู่ผิงยื่นออกไปปิดใบหน้าของเว่ยหยาง เว่ยหยางไม่เห็นเลยว่าลู่ผิงยื่นมือออกมาได้อย่างไร ครั้งนี้แม้ว่าจะอยากเขาก็ไม่สามารถยิ้มได้แล้ว กล้ามเนื้อทุกมัดที่ใช้ในการยิ้มถูกลู่ผิงกดไว้แน่น

นิ้วทั้งห้าบีบลงมาทำให้หัวใจของเว่ยหยางเหมือนตกลงไปในหล่มน้ำแข็ง เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มผู้จองหองรู้สึกไร้กำลัง เขาไม่อาจจะต่อต้านพลังที่บีบลงมาของนิ้วมือทั้งห้าได้เลย และเขาก็ไม่อาจดิ้นรนหนีไปได้

เว่ยหยางผู้ยกยอตนเองเป็นมืออาชีพในการฆ่าคนกลับรู้สึกช่วยตัวเองไม่ได้เลยในขณะนี้ มีดยังคงอยู่ในมือเขา แต่เขาไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรกับมันดี ขาทั้งสองข้างของเขาสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่ได้ ความหวาดกลัวที่แท้จริงคือความรู้สึกว่าตนเองไร้กำลังโดยสิ้นเชิงเช่นนี้เอง เขารู้สึกได้ว่าใบหน้ากำลังบิดเบี้ยวไป ดูเหมือนใบหน้าของเขาจะถูกนิ้วทั้งห้านี้บีบจนพิการ

ทำอย่างไรดี

ชั่วเวลานั้นสิ่งที่เด็กหนุ่มผู้โอหังคิดก็คือการขอความช่วยเหลือ! ในตอนนี้เขาได้ค้นพบว่าตนเองนั้นอ่อนแอกว่าที่เคยคิดมาโดยตลอด

ในตอนนี้เขายิ้มไม่ได้ และไม่มีโอกาสแม้แต่จะร้องขอความช่วยเหลือ

ทหารไปไหนแล้ว ทำไมพวกทหารยังไม่มาช่วยอีก สายใยแห่งความหวังแวบขึ้นมาในสมองของเว่ยหยาง เขาไม่อาจรู้ได้ว่าทหารที่พุ่งมาช่วยเขานั้นถูกลู่ผิงใช้มืออีกข้างจับโยนข้ามกำแพงไปแล้ว

“เฮ้อ...” ซีเฟิ๋นถอนหายใจ เขาตัดสินใจว่าจะต้องกล่อมลู่ผิงสักหน่อย ก็แค่คำเชิญ การสังหารองครักษ์ประจำจวนเจ้าเมืองดูจะไม่จำเป็นเลย

ซีเฟิ๋นอ้าปากขึ้นและกำลังจะตะโกนเรียกชื่อลู่ผิง แต่ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นแทรกจากด้านหลังเขาเสียก่อน

“เด็กนี่มาจากไหนกัน มาก่อเรื่องวุ่นวายอะไรตรงนี้”

พร้อมกับเสียงนั้น ร่างร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าซีเฟิ๋น ความเร็วของเขารวดเร็วมาก เมื่อเขาพูดจบลงก็ได้ไปถึงข้างกายลู่ผิงกับเว่ยหยางแล้ว

“หืม?” ดูจากหน้าตาแล้วบุรุษผู้นี้มีอายุประมาณ 30 ปี แต่ว่าเขามีผมหงอกบนศีรษะมากมาย หลังจากมาถึงข้างกายลู่ผิงกับเว่ยหยาง เขาก็แสดงสีหน้าประหลาดใจและกวาดตามองลู่ผิงเร็ว ๆ อีกครั้ง

“ปล่อยเขาไป เจ้าสังหารเขาไม่ได้นะ” ผู้มาบอกกับลู่ผิง

“ก็จริง” ลู่ผิงผู้ที่ซีเฟิ๋นคิดว่าจะต้องเกลี้ยกล่อมยากมากแน่ ๆ กลับพยักหน้า เพียงแต่เขามิได้ปล่อยเว่ยหยางลงมาเบา ๆ แต่ใช้กำลังอย่างแรงที่ผ่ามือผลักเว่ยหยางไปข้าง ๆ

“นั่นไม่จำเป็นหรอก” ผู้มาพูดพลางส่ายศีรษะ เขาเห็นได้ว่าลู่ผิงทำเช่นนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูโจมตีโต้ตอบหลังจากที่ถูกปล่อยทันที แต่เขาก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเว่ยหยางหมดกำลังใจที่จะสู้ต่อไปแล้ว หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

ลู่ผิงดึงมือกลับมา ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่ไม่มีการใช้พลังวิญญาณอีกต่อไป บุรุษกลางคนกำลังจะไปดูเว่ยหยางอยู่แล้ว แต่ทันใดนั้นเขาก็หันขวับกลับมา

“หืม?” เขาแสดงสีหน้าประหลาดใจอีกครั้ง สายตาของเขาที่จ้องมองลู่ผิงจริงจังขึ้นมา เขาหรี่ตาลงและสำรวจดูลู่ผิงอย่างตั้งใจเหมือนกำลังยืนยันบางสิ่ง

ในเวลาพริบตาเดียวพลังวิญญาณก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย แม้แต่เขายังจับอะไรไม่ได้เลยหรือ

“ขอข้าดูมือเจ้าหน่อยสิ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ห้ามโต้เถียงและมือขวาของเขาก็ได้ยื่นออกมาแล้ว

“ท่านเป็นใคร” ลู่ผิงมีสีหน้าระแวง เขาไม่มีแผนที่จะยื่นมือออกไปแต่กลับต้องการจะถอยหนี แต่ยังไม่ทันทำอะไร มือขวาของบุรุษคนนั้นที่ตอนแรกดูเหมือนจะยื่นมาอย่างไม่จริงจังก็มาถึงตัวเขาในทันทีและคว้ามือซ้ายของลู่ผิงเอาไว้

“ท่าน...” ก่อนที่ลู่ผิงจะทันได้ขัดขืน บุรุษคนนั้นก็ปล่อยมือซ้ายลู่ผิงลงเหมือนต้องเข็ม ในตอนนั้นโซ่ตรวนที่ข้อมือของลู่ผิงก็ส่องแสงกะพริบขึ้นมา มันชัดเจนกว่าตอนที่หมัดของลู่ผิงปะทะกับหมัดแรงต่อเนื่องของปี้เก๋ออีก อีกทั้งสายโซ่ก็สะบัดรุนแรงเหมือนโกรธเกรี้ยวที่ถูกรบกวน

แคร้ง...

เสียงโซ่กระทบกันฟังเสียดแก้วหู แต่แล้วมันก็หายไปทันที เมื่อมันหายไปสีหน้าบุรุษวัยกลางคนผู้นั้นก็ซับซ้อนขึ้นมา

“โซ่กักวิญญาณหรือ” เขาพึมพำ แต่น้ำเสียงของเขาก็บ่งบอกว่าไม่เชื่อเช่นนั้น

ซีเฟิ๋นและม่อหลินต่างก็เดาได้แล้วว่าบุรุษผู้นี้ต้องไม่ธรรมดา ในตอนนี้พวกเขาก็ได้ค่อย ๆ ขยับไปข้างหน้าเพื่อจะฟังคำพูดของเขา

“นี่คือโซ่กักวิญญาณหรือ” ครั้งนี้เขาหันไปถามลู่ผิงโดยตรง

“ก็ประมาณนั้น...” ลู่ผิงกล่าว

“โดนโซ่กักวิญญาณพันธนาการอยู่ แต่เจ้าก็ยังใช้พลังวิญญาณได้อีกหรือ” สิ่งที่เขาประหลาดใจก็คือเรื่องนี้

“ได้นิดหน่อย” ลู่ผิงกล่าว

“ไม่ ไม่ ...ไม่น่าเป็นไปได้” บุรุษผู้นั้นเริ่มเดินวนไปรอบ ๆ ตัวลู่ผิง ข้าง ๆ กันเว่ยหยางก็ไอเสียงดังและถ่มฟันออกมาสามซี่จากที่โดนลู่ผิงบีบหน้าเมื่อครู่ และใบหน้าของเขาก็บิดเบี้ยวไปหลายจุด เขาได้สูญเสียใบหน้ายิ้มแย้มมีเสน่ห์ของเขาไปตลอดกาลแล้ว แต่ก็ไม่มีผู้ใดมองไปทางเขาหรือสนใจเขา ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่อยู่ที่นี่

หลังจากเดินวนรอบตัวลู่ผิงสองรอบ บุรุษผู้นั้นกลับเบนความสนใจออกจากลู่ผิงแล้วหันไปสนใจซูถังแทน

“แม่นางน้อย อาการบาดเจ็บของเจ้าไม่เบาเลย เกิดจากผู้เชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งจิตใช่หรือไม่ ในพลังวิญญาณที่ยุ่งเหยิงของเจ้า มีพลังวิญญาณแห่งกายส่วนหนึ่งที่ต้องได้รับการชี้นำให้หลุดออกมา มิเช่นนั้นผลกระทบที่ตามมาจะร้ายแรงมาก”

ลู่ผิง ซูถังและซีเฟิ๋น สายตาทั้งสามคนหันไปมองม่อหลินโดยพร้อมเพรียงกัน

“ไม่จริงมั้ง” เมื่อม่อหลินได้ยินคำพูดนั้น เขาก็เคลื่อนไปใกล้และพูดว่า “ข้ารู้สึกว่าไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย พักผ่อนเยอะ ๆ ดื่มน้ำเยอะ ๆ ก็น่าจะพอแล้วนะครับ” ม่อหลินก็ยังยืนยันคำวินิจฉัยของตน

บุรุษผู้นั้นหันไปมองม่อหลินแวบหนึ่ง แต่หลังจากนั้นเขาก็แสดงสีหน้าประหลาดใจอีกครั้ง

“สายเลือดตระกูลม่อหรือ” เขาพูด

“แค่มองท่านก็บอกได้แล้วหรือ” ม่อหลินเองก็ประหลาดใจมาก ก็ตระกูลม่อไม่ใช่ตระกูลที่มีสายเลือดที่โด่งดังเลยนี่นา

แต่บุรุษผู้นั้นก็ยกนิ้วขึ้นมาจิ้มม่อหลิน ม่อหลินอยากจะหลบ แต่ขนาดลู่ผิงยังหลบมือขวาเขาไม่พ้นเลย แล้วม่อหลินจะทำได้หรือ

นิ้วนั่นไม่ได้ใช้แรงมากนักแต่ม่อหลินก็สูญเสียการทรงตัวทันทีและล้มลงกับพื้น

“ดูง่ายจะตาย นอกจากสายเลือดตระกูลม่อจะหาร่างกายที่อ่อนแอขนาดนี้ได้ที่ไหนอีก” ผู้นั้นกล่าว

“ไปของท่าน!” ม่อหลินโกรธแล้ว เขารีบลุกขึ้นยืนและคิดที่จะดึงไม้แหลมของตนเองออกมาวางยาพิษคนคนนี้ให้ตายไปเสีย แต่เขาก็ได้แต่คิดเท่านั้น

“ท่านผู้สูงส่งคือผู้ใดกันครับ” ซีเฟิ๋นเข็นรถของตนมาข้างหน้า และน้ำเสียงของเขาก็เคารพผู้ที่เก่งกาจคนนี้มาก

“ไว้คุยกันที่หลังเถอะ ให้ข้าช่วยนางก่อน ยื่นมือทั้งสองของนางมาข้างหน้า” แม้ว่าบุรุษผู้นี้จะเอาแต่ออกคำสั่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วเขากลับไม่สนใจใครเลยและเคลื่อนตัวไปข้างหน้าคว้ามือของซูถังมาเอง

“การบาดเจ็บจากพลังวิญญาณแห่งจิตมันซับซ้อนมาก จะต้อง...หืม?” ในขณะที่บุรุษหนุ่มพูดเขาก็แสดงสีหน้าประหลาดใจอีกครั้งเมื่อเหลือบมองเห็นซีเฟิ๋นที่มาอยู่ข้าง ๆ

“คนตระกูลเยี่ยนหรือ” เขากล่าว

สีหน้าซีเฟิ๋นเปลี่ยนไปทันที แต่ก็กลับมาปกติอย่างรวดเร็ว

“ข้าชื่อซีเฟิ๋น” ซีเฟิ๋นกล่าว

“แต่เจ้าแซ่เยี่ยนแน่ ๆ เยี่ยนแบบเยี่ยนชิวสือ” บุรุษผู้นั้นกล่าว

“เอ๋” ครั้งนี้เป็นคราวของม่อหลินที่ประหลาดใจ เขาทำเหมือนได้ยินชื่อที่น่ากลัวมาก แต่ก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไรก็มีเสียง “บึ้ม” ดังขึ้น ทันใดนั้นพลังวิญญาณสองสายก็ได้พุ่งออกมาจากมือทั้งสองข้างของซูถัง เสียงระเบิดที่ดังขึ้นมาจากการปะทะกันของพลังทั้งสอง

มีรูปเงาของบุรุษผู้หนึ่งลอยออกมา

เงาร่างนั้นยืนอยู่กลางอากาศและปัดแขนเสื้อสองครั้งเหมือนเพิ่งทำภารกิจสำเร็จแล้วลงมายืนที่พื้น เมื่อมาถึงพื้นเรียบร้อยมันก็แสดงสีหน้าประหลาดใจอีกครั้ง

“พลังวิญญาณแห่งกายชั้นฟ้าที่หก เจ้าแข็งแกร่งขนาดนี้เลยหรือ” บุรุษผู้นั้นยังคงประหลาดใจ

ต่อจากนั้นสายตาของบุรุษผู้นั้นก็หันไปมองเด็กทั้งสี่ทีละคน จากลู่ผิง ถึงซูถัง ถึงซีเฟิ๋น ถึงม่อหลิน

“นี่มันอะไรกัน” เขาพูดกับตัวเอง “ช่างบังเอิญที่มาพบเด็กสี่คน แล้วทุกคนยังมีชาติกำเนิดที่ไม่ธรรมดาอีกด้วย”

แล้วข้าล่ะ

เว่ยหยางที่หลังพิงกำแพงแม้ว่าจะไม่สามารถพูดอะไรจากใบหน้าที่ปวดร้าวได้ แต่ใบหูของเขาก็ยังคงแจ่มชัดเช่นเดิม เขาได้ยินคำประเมินของบุรุษผู้นั้นและจากการมองของเขาก็แน่ใจว่าเขาเว่ยหยางไม่ได้ถูกรวมอยู่ด้วย

ข้าเป็นอัจฉริยะที่ใช้เวลาเพียงสองปีก็มาถึงระดับเชื่อมต่อพลังวิญญาณนะ สี่คนนี้มีดีอะไร เก่งที่สุดก็แค่พลังวิญญาณชั้นฟ้าที่หกเอง!

เว่ยหยางคิดอย่างขุ่นเคือง และสีหน้าของเขาก็เจ็บปวดขึ้นมา ทันใดนั้นเขาก็กระอักโลหิตออกมา สายตาของเขามืดลงและเขาก็สลบไป

“อ้อ! ยังมีอีกคน!” ผู้นั้นรีบพุ่งมาหา

ในที่สุดก็นึกถึงเว่ยหยางขึ้นมาได้แล้ว

...............................................................

มีการเปลี่ยนขื่อเล็กน้อยนะคะ

จากปาลี่หยานเป็นปาลี่เหยียน

เซี่ยเฟิงเป็นเสียเฟิง

จีเย่เป็นจือเย่ (ครูของซีเฟิ๋น)

 

ตอนที่ 30 – จักษุจุลทัศน์




NEKOPOST.NET