Heaven Awakening Path ตอนที่ 28 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.28 - ก็แค่เดินผ่าน


ตอนที่ 28 – ก็แค่เดินผ่าน

 

“ดูเหมือนเจ้าจะรู้จักคนคนนี้นะ” ม่อหลินซึ่งมีความประทับใจที่ดีต่อเด็กหนุ่มคนนั้นได้เพียง 3 วินาทีรู้สึกว่าซีเฟิ๋นรู้อะไรบางอย่างเมื่อได้เห็นสีหน้าของเขา

“เขาชื่อเว่ยหยาง จวนเจ้าเมืองมีองครักษ์ประจำตระกูล 12 คน เขาเป็นหนึ่งในนั้น ว่ากันว่าเขาเริ่มสัมผัสพลังวิญญาณตอนอายุ 14 แล้วตอนอายุเพียง 16 ก็เชื่อมต่อพลังวิญญาณได้แล้ว เป็นอัจฉริยะของแท้!” ซีเฟิ๋นกล่าว

“อัจฉริยะหรือ พูดให้ขำใช่ไหม” ม่อหลินกล่าว

“ถ้าเป็นก่อนวันนี้เจ้าจะหัวเราะออกไหมล่ะ” ซีเฟิ๋นกล่าว

แน่นอนว่าไม่ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันไจเฟิงหรือเสียเฟิง จำนวนนักเรียนที่สามารถเชื่อมต่อพลังวิญญาณได้ในการเรียน 4 ปีรวมกันยังสามารถนับได้ถ้วนในมือข้างเดียว ม่อหลินถือกำเนิดจากตระกูลผู้ฝึกยุทธ์ เมื่อเทียบกับนักเรียนในสถาบันทั่วไปแล้วเขาเริ่มฝึกพลังวิญญาณเร็วกว่าหน่อย แต่ตอนนี้พลังวิญญาณแห่งรสที่สูงที่สุดของเขาก็ยังอยู่เพียงชั้นฟ้าที่หก ยังคงเชื่อมต่อไม่ได้จนถึงทุกวันนี้

การเริ่มต้นจากศูนย์และสามารถเชื่อมต่อพลังวิญญาณได้ใน 2 ปีนั้นจะเรียกว่าอัจฉริยะก็ไม่มากเกินไปเลย แต่ตอนนี้เมื่อมีผู้ตื่นรู้แห่งสวรรค์มาเดินอยู่ต่อหน้า สิ่งอื่น ๆ เป็นเป็นได้เพียงปุยเมฆสำหรับม่อหลิน

“ไปเถอะ!” เมื่อเห็นว่าคนที่เหลือได้เดินห่างไปแล้ว ซีเฟิ๋นก็พูดขึ้น ดังนั้นม่อหลินจึงกลับมาเข็นรถเข็นซีเฟิ๋นให้ตามพวกเขาไปอีกครั้ง

ในเมื่อม่อหลินไม่ชอบหน้าเว่ยหยางเขาจึงไม่เข็นซีเฟิ๋นให้เร็วจนตามเว่ยหยางทัน และเว่ยหยางเองก็ไม่รีบร้อนที่จะตามลู่ผิงให้ทันแต่รักษาระยะห่างให้ไม่ใกล้หรือไกลจนเกินไป เขาเดินไปอย่างใจเย็นไม่เร่งรีบ และนาน ๆ ครั้งก็จะหันไปยิ้มให้ซีเฟิ๋นกับม่อหลิน

ทั้งสามฝ่ายเดินห่างกันไปเช่นนี้ในขณะที่มุ่งหน้าไปทางเดียวกัน ไม่นานนักพวกเขาก็ทิ้งความวุ่นวายของเมืองไว้ข้างหลังและก้าวเข้าสู่ถนนที่ใหญ่โตและสงบเงียบ บนถนนเส้นนี้แม้ว่าจะมีผู้คนที่รีบเร่งเดินผ่านแต่ก็ไม่มีร้านแผงลอยข้างถนนเลย ถนนนี้สะอาดมากแต่ดูไร้ชีวิตชีวา

จวนเจ้าเมืองตั้งอยู่ติดถนนธรรมดา มันมิได้ใหญ่โตหรือหรูหรามากนัก แต่มีประตูหน้าที่โดดเด่นมาก เพราะเจ้าเมืองเว่ยจ้งเชื่อว่าประตูหน้าของจวนเจ้าเมืองไม่ควรจะกลมกลืนกับรอบข้าง เพราะเขาเชื่อว่าถ้าผู้คนที่ต้องการมาติดต่อธุระที่นี่ไม่สามารถจะหาจวนพบในทันทีจะเป็นการไร้ประสิทธิภาพ

ด้านหน้าประตูจวนมีทหารยามสองคน พวกเขาต่างยืนตรงและจดจ้องผู้คนที่เดินผ่านจวนเจ้าเมืองไปมาอย่างเข้มงวด

ลู่ผิงซึ่งแบกซูถังอยู่เดินมาถึงที่นี่ ไม่ไกลจากเขาเว่ยหยางก็หยุดเดิน เขาหันกลับไปหาม่อหลินกับซีเฟิ๋นที่ไม่ได้อยู่ห่างจากเขามากนักและพูดออกไป

“ทำไมเจ้าสองคนยังเดินตามมาอีก” แม้ว่าคำพูดของเขาจะมีรอยยิ้มเหมือนเดิมแต่ความหมายของมันก็คือ “เจ้าสองคนมาที่นี่ไม่ได้”

ซีเฟิ๋นก็ยิ้มพลางตอบไปว่า “การจะเดินกลับสถาบันไจเฟิงต้องผ่านถนนเส้นนี้”

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เช่นนั้นก็เชิญเดินต่อไปเถอะ!” เว่ยหยางไม่สนใจทั้งสองคนอีกต่อไปและเตรียมจะเดินตามลู่ผิงไปให้ทัน ถึงเวลาที่จะบอกให้เขาปล่อยเด็กสาวคนนั้นไปแล้ว ท่านเจ้าเมืองอยากพบลู่ผิงคนเดียวเท่านั้น

ในตอนนั้นสีหน้าของม่อหลินกับซีเฟิ๋นก็แจ่มใสขึ้นมา ตอนแรกพวกเขาเองก็มิได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ แม้ว่าพวกเขาจะเดินทางเป็นกลุ่ม แต่พวกเขาก็ไม่ได้พูดคุยกันเลยและเดินไปอย่างเข้าใจกันและกัน แต่ระหว่างที่เดินอยู่นั้นม่อหลินกับซีเฟิ๋นก็ตระหนักได้ถึงบางสิ่ง และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องเผชิญกับความจริงแล้ว

ลู่ผิงแบกซูถังเดินมาถึงหน้าจวนเจ้าเมือง

ทหารยามสังเกตพวกเขาอย่างจดจ่อ แต่เขามิได้มองไปทางพวกทหารยามเลย สายตาของเขามุ่งตรงไปตามถนนข้างหน้า ทีละก้าว ทีละก้าว และประตูจวนเจ้าเมือง...ก็ถูกเขาทิ้งไว้เบื้องหลัง

นึกแล้วเชียว!

ซีเฟิ๋นและม่อหลินหัวเราะออกมาดังลั่น ทำให้ถนนที่ไร้ชีวิตชีวาเส้นนี้มีสีสันขึ้นมาทันใด

ตอนแรกพวกเขาก็คิดว่าลู่ผิงจิตใจสั่นไหวกับคำ “เชิญ” เช่นกัน เพราะเว่ยหยางที่หน้าเปื้อนยิ้มสามารถทำให้ผู้คนรู้สึกดีด้วยได้โดยง่าย แต่ในการเดินทางที่เงียบงันแต่รู้ใจกันนี้ พวกเขาก็ตระหนักได้ว่าอาจจะมีความเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง

แล้วในตอนนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ

ไปจวนเจ้าเมืองหรือ

ลู่ผิงบอกแล้วว่าไม่ไป เจ้าคิดว่าแค่ยิ้มแย้มพูด “เชิญ” คำเดียว จะทำให้เขาเปลี่ยนใจได้หรือ ไม่มีวันเสียหรอก!

เขาเดินมาทางนี้เพราะสถาบันไจเฟิงที่เป็นจุดหมายของเขามันอยู่ทางนี้ต่างหาก เขาเดินผ่านหน้าจวนเจ้าเมืองเพราะมันเป็นทางผ่าน

ในเวลานั้นเว่ยหยางที่เตรียมจะเดินไปหาลู่ผิงและบอกให้เขาทิ้งซูถังไปก็มองลู่ผิงเดินผ่านจวนเจ้าเมืองโดยไม่หยุดชะงักอย่างว่างเปล่า เสียงหัวเราะจากข้างหลังทำให้สีหน้าที่ยิ้มแย้มเสมอของเขาบิดเบี้ยวเล็กน้อย

เขาตระหนักว่าตนเองโดนกลั่นแกล้ง ถ้าพูดให้ชัดก็คือความปรารถนาดีของเขาถูกเมินโดยสิ้นเชิง!

ลู่ผิงมิได้สนใจเขาเลย เขายังคงเดินไปตามทางที่อยากจะไปแต่แรก จวนเจ้าเมืองหรือ ก็แค่ทางผ่าน และเขาเว่ยหยางก็คิดมากไปเอง

ฉะนั้นร่างของเขาจึงพุ่งไปข้างหน้า เดิมทีพวกเขายังอยู่ห่างกันหลายก้าว แต่การพุ่งตัวครั้งนี้ทำให้เขาตามลู่ผิงทัน สีหน้าของเขายังคงยิ้มแย้มตอนที่กางแขนออกไปขวางหน้าลู่ผิง

“เจ้ามาผิดทางแล้ว” เขากล่าว

ลู่ผิงมองไปข้างหน้าและบอกว่า “ไม่ผิดหรอก”

“ท่านเจ้าเมืองขอเชิญเจ้า” เว่ยหยางใช้มือข้างที่ขวางลู่ผิงชี้ไปทางประตูจวนเจ้าเมืองและทำท่าเชื้อเชิญ

“ข้าบอกไปแล้วว่า ไม่ไป” ลู่ผิงกล่าว

“เช่นนั้นเจ้าก็มิได้มีเหตุผลอย่างที่ข้าคิด” รอยยิ้มของเว่ยหยางเจิดจ้ายิ่งขึ้น

“เจ้ายิ้มทำไม” ลู่ผิงรู้สึกประหลาดใจ ตามปกติแล้วคนที่ถูกปฏิเสธไม่ควรจะยินดีเช่นนี้สิ

“ยิ้มให้เจ้า” ตอนที่เว่ยหยางพูด มือข้างที่ขวางหน้าลู่ผิงก็พุ่งไปหาลู่ผิงแล้ว

ร่างลู่ผิงเคลื่อนไหวหลบตามแนวขวาง เขายังคงไม่ได้โจมตี แต่ซูถังที่อยู่บนหลังเขาได้ยื่นหมัดออกมาทันควัน

การออกหมัดปุบปับของซูถังนั้นเหนือความคาดหมายของทุกคน เว่ยหยางที่ยิ้มแย้มไม่มีทางป้องกันได้และถูกชกเข้าที่หน้าตรง ๆ

“ไปของเจ้า...” เมื่อมองฉากนี้ ใบหน้าของม่อหลินเต็มไปด้วยความรู้สึกทนดูต่อไปไม่ได้ ซีเฟิ๋นที่นั่งอยู่บนรถเข็นก็อดไม่ได้ที่จะหดตัวลงดังว่าคนที่ถูกชกคือตัวเขาเอง

“พลังวิญญาณแห่งกายชั้นฟ้าที่หก!” ซีเฟิ๋นกล่าว

“นั่นสิ! เจ้าว่าหน้าเขาจะมีรูไหมนี่” ม่อหลินหล่าว

ซูถังถอนหมัดที่กำแน่นออกมา ลู่ผิงหันหน้าไปเหลือบมองนางแม้จะไม่ได้พูดอะไร หลังจากนั้นทั้งคู่ก็หันไปมองคนที่โดนชกอย่างเว่ยหยาง

“เจ้ามิได้ใช้กำลังทั้งหมดหรือ”

“เปล่า ข้าออกแรงทั้งหมดไม่ได้” ซูถังกล่าว

“นั่นคือสาเหตุที่เขายังยืนนิ่งอยู่ได้สินะ” ลู่ผิงพูด

หมัดของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณแห่งกายชั้นฟ้าที่หกซึ่งเข้าเป้าเต็ม ๆ แต่เป้าหมายกลับไม่มีการสั่นไหวเลยสักนิด แม้ว่าเป้าหมายจะเป็นผู้เชื่อมต่อก็ไม่ควรเป็นเช่นนี้ นั่นคือเหตุผลที่การวิเคราะห์ของลู่ผิงนั้นแม่นยำมากว่าซูถังไม่ได้ใช้กำลังทั้งหมด

แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่หมัดนี้ก็ได้ลบรอยยิ้มออกจากใบหน้าเว่ยหยางจนหมดสิ้น แม้ว่าหมัดนี้จะมิได้หนักหนาแต่ก็ทำให้เขาได้รับความอับอายอย่างที่สุด

เมื่อได้เห็นฉากนี้ ทหารยามทั้งสองที่อยู่ตรงหน้าประตูก็เริ่มเคลื่อนไหว คนหนึ่งเข้าจวนไปรายงาน ส่วนอีกคนก็รีบพุ่งไปยังที่เกิดเหตุ

“ข้าจะฆ่าเจ้า!” เว่ยหยางที่ไม่มีรอยยิ้มอีกต่อไปร้องคำราม

“ข้าไปดีกว่า” แต่ลู่ผิงมิได้ใส่ใจคำขู่เช่นนั้นเลย เขากลับไปใช้สองมือแบกซูถังอีกครั้งและเดินไปข้างหน้าทีละก้าว

การเมินเฉย เป็นการเมินเฉยอย่างถึงที่สุด!

เว่ยหยางผู้ซึ่งไม่เคยสนใจใยดีผู้ใดนอกจากเจ้าเมืองเว่ยจ้งไม่เคยคิดเลยว่าจะมีผู้ใดเมินเขาไปได้เช่นนี้

เว่ยหยางย่อตัวลง ยื่นมืดไปที่ข้อเท้า ดึงมีดออกมาและแทงซูถังที่อยู่บนหลังลู่ผิงโดยไม่ลังเล

นักเรียนไจเฟิงหรือ

เขาไม่สนใจสถานะเช่นนี้สักนิด หมัดนั้น การเมินเฉยนั้น เขาจะทำให้พวกมันต้องชดใช้

ในด้านการฆ่าคนแล้ว เขาเองก็ยอดเยี่ยมมาก

............................................................

มีการเปลี่ยนขื่อเล็กน้อยนะคะ

จากปาลี่หยานเป็นปาลี่เหยียน

เซี่ยเฟิงเป็นเสียเฟิง

จีเย่เป็นจือเย่ (ครูของซีเฟิ๋น)

 

ตอนที่ 29 – ความสามารถเฉพาะตัว




NEKOPOST.NET