Heaven Awakening Path ตอนที่ 27 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.27 - ลู่ผิงผู้มีเหตุผล


 

ตอนที่ 27 – ลู่ผิงผู้มีเหตุผล

 

สถานการณ์นี้น่าตลกมากในความคิดของซีเฟิ๋นกับม่อหลิน

ไม่ว่าจะเป็นคำเชิญ การเรียกตัวหรือสิ่งอื่นใด ถ้ามาจากเจ้าเมืองและอยู่ในเขตเสียเฟิงนี้แล้วก็คงไม่มีผู้ใดที่ปฏิเสธห้วน ๆ เช่นนี้ แม้แต่กัวโหย่วเต้าหรือปาลี่เหยียนก็คงปฏิเสธคำเชิญจากเจ้าเมืองอย่างสุภาพยิ่ง และถ้าเป็นการเรียกตัวจากเจ้าเมืองแบบที่ไม่ค่อยสุภาพแล้ว ทั้งสองคนก็จะถูกคาดหวังให้ทิ้งอะไรก็ตามที่ทำอยู่แล้วไปหาเจ้าเมืองอย่างด่วนที่สุด

แต่ลู่ผิงพูดเพียงประโยคเดียว “ไม่ไป” เขาไม่ถามด้วยซ้ำว่าทำไม

เด็กคนนี้มันบ้าไปแล้ว!

คนขับรถม้าที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เบิ่งตากว้าง แม้ว่าตอนนี้เขาจะพ้นปัญหาแล้ว แต่เขาก็ห่วงเด็กคนนี้อยู่หน่อย ๆ เจ้าเมืองอยากพบเขา นี่มันเรื่องดีไม่ใช่หรือ เด็กคนนี้ปฏิเสธตรง ๆ เช่นนี้ได้อย่างไร

แต่ซีเฟิ๋นกับม่อหลินกลับไม่คิดเช่นนั้น ก่อนที่จะเดินทางบนถนนสายนี้พวกเขาคงคิดเช่นนั้น แต่ตอนนี้ล่ะก็ไม่แน่นอน

เพราะว่าลู่ผิงอาจจะเป็นผู้ตื่นรู้แห่งสวรรค์ก็ได้ แถมยังเป็นผู้ตื่นรู้แห่งสวรรค์พลังวิญญาณหกเชื่อมต่ออีกต่างหาก

นี่หมายความว่าอะไร นี่หมายถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคสมัยนี้ สำหรับคนที่แข็งแกร่งเช่นนี้ เจ้าเมืองตัวเล็ก ๆ ไม่นับเป็นอะไรได้เลย

ว่ากันตามตรงแล้ว แม้ว่าจะอยู่จุดสูงสุดของผู้แข็งแกร่ง แต่พฤติกรรมของลู่ผิงก็เรียกว่าอ่อนโยนและโอนอ่อนผ่อนตามมากแล้ว การที่เขาระงับโทสะของตัวเองและต้องการจะจากไปเอง สนใจแต่เรื่องของตนเองย่อมเป็นเพราะว่าเขาไม่ต้องการก่อปัญหา แค่หวังว่าคนอื่นก็อย่ามาก่อปัญหาให้เขาเหมือนกัน

ถ้าเปลี่ยนจากลู่ผิงเป็นหนึ่งในหกผู้เชื่อมต่อที่แกร่งกล้าที่สุดซึ่งมีพลังวิญญาณห้าเชื่อมต่อเหลิ่งซิวถานและได้รับการเรียกขานเป็นสุนัขบ้าลับหลังแล้วล่ะก็ นายทหารคนนี้คงตายไปตั้งแต่มาขวางทางรถแล้ว การจะระบายโทสะใส่คนขับรถม้าผู้น่าสงสารหลังจากนั้นก็เป็นไปได้อย่างมาก

ดูลู่ผิงสิ เขานิสัยดีกว่าตั้งเยอะ!

รถม้าถูกบางคนขวาง เขาแค่ลงมาเงียบ ๆ แล้วก็ต้องการจะเดินหนีไปเองกับซูถัง

คนที่ไม่สำนึกในเมตตาของผู้อื่นมันพวกเจ้าต่างหาก...

ทั้งม่อหลินและซีเฟิ๋นต่างก็คิดเช่นนี้ ม่อหลินเอาแต่มองดูความสนุกสนานอย่างเดียวและไม่สนใจว่าเรื่องราวจะลุกลามบานปลายหรือไม่ ส่วนซีเฟิ๋นคิดถึงผลกระทบต่าง ๆ ด้วย

“หยุดนะ!” เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของนายทหารและเห็นทหารคนอื่นกำลังจะมาขวางทางลู่ผิง ซีเฟิ๋นก็หมุนรถเข็นด้วยตนเองและมาถึงข้างกายนายทหารนั้น

“พี่ชาย ไม่ทราบว่าท่านเจ้าเมืองต้องการพบลู่ผิงทำไมหรือครับ”

ลู่ผิงไม่ยอมถาม ดังนั้นซีเฟิ๋นจึงช่วยถามแทน

“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ท่านเจ้าเมืองแค่บอกว่าต้องการพบเขา เราต้องเอาตัวเขากลับไปที่จวนเจ้าเมืองภายในเวลาที่กำหนด” หัวหน้าหน่วยทหารอารมณ์ไม่ดี แม้ว่าเขาจะไม่อยากมีเรื่องมีราวกับนักเรียนไจเฟิง แต่เขาก็ไม่จำเป็นต้องอ่อนน้อมไป โดยเฉพาะเมื่อมีคำสั่งของเจ้าเมืองมาสนับสนุนด้วย แม้ว่าการทำตามคำสั่งนั้นจะทำให้เขาเกิดปัญหา เขาก็ยังจะทำโดยไม่ลังเลเลย

ซีเฟิ๋นรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายเป็นอย่างดีจากการสังเกตคำพูดและการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย

“แต่ตอนนี้พวกเรายุ่งนิดหน่อย เราจะขอเลื่อนออกไปก่อนแล้วค่อยไปทีหลังได้ไหมครับ” ซีเฟิ๋นกำลังพยายามที่จะทำตัวเป็นตัวกลางซึ่งจะดีต่อทั้งลู่ผิงและสถาบัน ในความคิดของเขาการชนกันตรง ๆ เช่นนี้มันไร้เหตุผลสิ้นดี แน่นอนว่าลู่ผิงแข็งแกร่งจนไม่ต้องสนใจเรื่องพวกนี้ แต่เขาไม่ใช่ม่อหลินที่ดีแต่มองเรื่องวุ่นวายอยู่ข้าง ๆ อย่างเดียว

“ในเวลาครึ่งชั่วโมง ท่านเจ้าเมืองอยากพบเขา ตอนนี้เหลืออีก 17 นาที” หัวหน้าหน่วยพูดพลางโบกมือซ้าย เขาเองก็รอไม่ได้แล้ว แม้แต่ตอนนี้พวกเขาก็ต้องทำเวลาอย่างที่สุดเพื่อจะไปให้ถึงจวนเจ้าเมืองใน 17 นาที ความสำคัญที่เจ้าเมืองมีให้ต่อประสิทธิภาพนั้น พวกเขาทุกคนทราบเป็นอย่างดี

“หยุดเขาไว้” นายทหารออกคำสั่งโดยตรง และในเวลาเดียวกันเขาก็มองไปทางม่อหลินกับซีเฟิ๋นอย่างตื่นตัว ถ้าเด็กนักเรียนพวกนี้ที่เขาไม่อาจสัมผัสระดับชั้นได้เลยจะสร้างปัญหาล่ะก็ บางทีหน่วยทหารเล็ก ๆ ของเขาหน่วยนี้คงจะแย่แน่แล้ว

ควรจะเรียกกำลังเสริมไหมนะ

ตอนที่หัวหน้าหน่วยทหารกำลังคิดเช่นนั้น ร่างของผู้คนที่อยู่ตรงหน้าเขาก็ส่ายไปมา ทหารหน่วยเขาสองคนถูกส่งลอยออกมาทางเขาแล้ว...

“อ๊ากกกก”

เสียงกรีดร้องของพวกเขาส่งมาถึงหูของเขา หัวหน้าหน่วยรีบยกมือขึ้นหวังจะรับตัวคนทั้งสองไว้ เขาจะทราบได้อย่างไรว่าพลังที่ส่งผ่านมาถึงเขาตอนที่รับร่างสองคนนั้นมิใช่สิ่งที่ตัวเขาจะทนรับได้ เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะประหลาดใจก่อนที่จะถูกส่งลอยออกไปพร้อม ๆ กับอีกสองคน

“เฮ้อ...” ซีเฟิ๋นถอนหายใจ ทหารสองคนรวมกับหัวหน้าหน่วยที่เพิ่งคุยกับเขาเมื่อครู่ลอยเฉียดศีรษะเขาไปนิดเดียว แต่เขาก็มิได้รู้สึกตกใจ แค่เสียดายที่เรื่องราวลุกลามเร็วเช่นนี้

เขาต่อกรกับลู่ผิงมาสามปีแล้ว แน่นอนว่าเขาเข้าใจวิธีการจัดการเรื่องราวของลู่ผิงเป็นอย่างดี กับเรื่องที่เขาไม่อยากทำ ไม่มีใครบังคับเขาได้ เขาจะยอมรับกฎบางข้อแต่ยอมทำตามคำขอร้องบางอย่าง แต่ก็ต้องมีเหตุผลข้อหนึ่งก่อนด้วย คือเขาเต็มใจ

มาตอนนี้ซีเฟิ๋นดีใจมากที่ตัวเองเป็นคนมีเหตุผล สามปีที่ผ่านมา เขาพยายามหาเหตุอันควรและไม่เคยใช้กำลังข่มเหงคนอื่น ตอนนี้เขารู้แล้วว่าลู่ผิงมิได้มีความคิดที่จะปิดบังความแข็งแกร่งของเขาเลย ตลอดระยะเวลาสามปีมานี้ สถาบันไจเฟิงสงบสันติอยู่ได้เพราะไม่มีใครที่คุกคามลู่ผิงจริง ๆ จัง ๆ และสำหรับคำพูดเย็นชากับเย้ยหยันพวกนั้น เขาไม่ใส่ใจสักนิด หรืออาจจะกล่าวได้ว่าไม่เห็นความจำเป็นจะต้องใส่ใจ

เพราะเขาแข็งแกร่ง

ความแข็งแกร่งเป็นพื้นฐาน ความแข็งแกร่งให้ความมั่นใจ เขาไม่จำเป็นต้องใช้กำลังกับคำพูดโหดร้ายพวกนี้เพื่อพิสูจน์ตัวเอง มีเพียงคนที่ต้อยต่ำถึงจะใช้กำลังไปทั่วอย่างว้าวุ่นเวลาที่ถูกตั้งคำถาม

แต่จะว่าไปซีเฟิ๋นก็รู้สึกว่าบางทีคำพูดล้อเลียนถากถางพวกนั้นสำหรับลู่ผิงแล้วมีเหตุผลมาก เพราะว่าการกระทำของเขาในสถาบันไจเฟิงมิใช่การกระทำของผู้แข็งแกร่ง แต่เป็นสวะที่เอาแต่เกาะหลังซูถังเท่านั้น

การดูถูกและเหยียดหยามบุรุษเช่นนี้มีอันใดไม่เหมาะสมกัน

ดังนั้นในความหมายหนึ่ง ซีเฟิ๋นจึงรู้สึกว่าลู่ผิงก็เป็นคนที่มีเหตุผลมาก

ในเมื่อเขามิได้อธิบายอะไรให้คนเขาเข้าใจ เขาก็ไม่ใส่ใจที่จะต้องแบกรับความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นไว้เงียบ ๆ แต่เมื่อถึงเวลาที่เขาต้องการแสดงอะไรบางอย่าง เขาก็ไม่ลังเลหรือถอยหลัง

เมื่อคิดอย่างละเอียดถึงช่วงเวลาสามปีที่ผ่านมา ถ้าเขาวิเคราะห์อย่างระมัดระวังมากพอ เขาก็อาจจะค้นพบว่าลู่ผิงได้เปิดเผยความสามารถมาบ้างแล้ว เช่นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นล่าสุด ตอนที่ลู่ผิงแฉคำให้การเท็จของเว่ยเป่าโดยการบอกว่าเห็นลู่ผิงไปที่สวนดอกไม้ที่ 18 ลู่ผิงได้กล่าวถึงระยะห่างของริมฝีปากกับใบหน้าที่ห่างกัน 1.7 เซนติเมตร สงสัยว่านั่นจะไม่ใช่เพียงพูดแซวส่งเดชเท่านั้น พลังวิญญาณแห่งรูปของเขามีความสามารถคล้ายกับความสามารถขั้น 1 “วัดระยะ” ที่เกิดจากการเชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งรูป

เรื่องพวกนี้ซีเฟิ๋นเพิกเฉยมาโดยตลอด

แต่ทหารน่าสมเพชพวกนี้ไม่เพียงเพิกเฉยเท่านั้น แต่กลับไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรเลย เดิมทีหัวหน้าหน่วยทหารเล็ก ๆ นี้เกรงกลัวว่าซีเฟิ๋นหรือม่อหลินจะสอดมือเข้ายุ่งเกี่ยว เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าลู่ผิงที่พวกเขาควรจะนำกลับมานั้นเป็นคนที่แกร่งกล้าที่สุดแล้ว

เขามองลู่ผิงอย่างไม่เข้าใจพลางลุกขึ้นจากพื้น เด็กหนุ่มคนนี้ที่ไม่มีพลังวิญญาณแม้แต่น้อยสามารถส่งทหารเหล่านี้ได้ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงลอยไปได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังลอยไปด้วยแรงที่แม้แต่เขาก็ยังไม่อาจต้านทานได้ด้วย

พลังวิญญาณของเขาอยู่ในชั้นฟ้าที่สี่แล้วนะ เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นกันแน่

ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ต้องเรียกกำลังเสริม

ลูกศรสัญญาณดอกหนึ่งถูกปล่อยขึ้นฟ้า ทหารจากหน่วยทหารประจำเมืองไม่กล้าเดินไปข้างหน้า ทำเพียงล้อมลู่ผิงเอาไว้ แต่การล้อมนี้ก็ขยับไปตามการเคลื่อนไหวของลู่ผิงด้วย

หน่วยทหารประจำเมืองหลายหน่วยพบศรสัญญาณและเริ่มเคลื่อนทัพไปที่จุดเกิดเหตุอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นยังมีคนส่งข้อมูลทุกอย่างที่เกิดขึ้นไปยังจวนเจ้าเมืองแล้ว สาเหตุเป็นเพราะทุกคนรู้ดีว่าท่านเจ้าเมืองต้องการให้ทุกอย่างอยู่ในการควบคุม เขาไม่เพียงสนใจว่าจะได้พบลู่ผิงภายในครึ่งชั่วโมงหรือเปล่าเท่านั้น แต่ยังสนใจทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาครึ่งชั่วโมงนี้ด้วย

แต่ข้อมูลที่เขาได้รับนั้นไม่ถูกใจอย่างยิ่ง

“ปฏิเสธหรือ เหตุผลล่ะ” เว่ยจ้งถาม

“ไม่มีเหตุผลขอรับ เขาแค่พูดว่า ไม่ไป” จากนิสัยของเจ้าเมือง ข้อมูลที่ได้รับมีรายละเอียดทุกอย่าง คนที่มารายงานพร้อมที่จะตอบคำถามทุกข้อของท่านเจ้าเมือง

“น่าสนใจ” แต่เจ้าเมืองเว่ยจ้งกลับยิ้ม “เช่นนั้นก็ส่งคนไปอีกแล้วเชิญเขามา บอกเขาว่าข้าอยากพบ”

เขาสั่งการไปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้คำสั่งของเขามิใช่ เอาตัวมา แต่เป็น เชิญเขามา

แม้ว่าเขาจะไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของเด็กหนุ่มคนนี้ แต่ในช่วงหลายนาทีที่ผ่านมาเขาก็ได้ยินเรื่องอาการบาดเจ็บของหยวนอี๋กับปี้เก๋อ ผู้เชื่อมต่อทั้งสองแห่งสถาบันเสียเฟิงแล้ว ความสามารถที่จะทำร้ายทั้งสองคนถึงเพียงนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะได้รับคำ “เชิญ”

“ขอรับ”

คำสั่งใหม่ถูกส่งไปอย่างรวดเร็ว แต่บนถนนในเมืองเสียเฟิง ลู่ผิงกับซูถังก็ได้ถูกห้อมล้อมอยู่แล้ว แม้ว่าจะอยู่ในวงล้อมของหน่วยทหารประจำเมืองถึงสี่หน่วย แต่สีหน้าของลู่ผิงก็ยังเหมือนเดิม และเขาก็ยังคงก้าวไปข้างหน้า

หัวหน้าหน่วยทหารทั้งสี่กำลังจะสั่งการให้เริ่มปฏิบัติการแล้ว แต่ในตอนนั้นพวกเขาก็ได้รับคำสั่งใหม่ และคนที่นำคำสั่งมาก็ได้เปิดเส้นทางในวงล้อมแล้ว

ผู้มาสวมชุดเครื่องแบบของจวนเจ้าเมือง แต่อายุของเขามิได้มากนัก ดูประมาณเพียง 16-17 ปี เขามีสีหน้ายิ้มแย้มตอนที่เดินตรงไปหาลู่ผิง

“ท่านเจ้าเมืองเชิญเจ้าไปรับรองที่จวนเจ้าเมือง” คำว่าเชิญถูกพูดอย่างเน้นย้ำ เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของคำสั่งใหม่

ลู่ผิงยังคงเดินไปข้างหน้า วงล้อมของเขาเปิดมากขึ้นแล้ว เมื่อเขาได้ยินว่าเด็กหนุ่มคนนี้มาเพื่อเปลี่ยนคำสั่งเป็นคำเชิญ เขาก็ถอนหายใจ แต่ยังเดินต่อไปโดยไม่พูดอะไร

เด็กหนุ่มเดินตามหลังลู่ผิง และเมื่อเขามองทิศทางที่ลู่ผิงเดินมาตลอด สีหน้ายิ้มแย้มของเขาก็ยิ่งเจิดจ้าขึ้น

สุดท้ายแล้วเขาก็มีเหตุผลนี่นา เด็กหนุ่มคิด แต่มาแสดงละครแบบนี้ต่อหน้าท่านเจ้าเมือง เขาก็กล้าไม่เบานะ

“เอาล่ะ ทุกคนแยกย้ายได้ ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ” เด็กหนุ่มกล่าวกับทหารประจำเมืองทั้งสี่หน่วย

เด็กหนุ่มคนนี้ดูจะร่าเริงและสดใสมาก แต่เมื่อเหล่าทหารซึ่งเป็นผู้ใหญ่ทั้งหมดมองเขา ใบหน้าก็จะแข็งทื่อเล็กน้อย ทันทีที่เด็กหนุ่มบอกให้แยกย้าย ก็ดูเหมือนภาระอันหนักอึ้งได้หลุดออกจากบ่าและพวกเขาก็รีบไปทันที

เด็กหนุ่มไม่สนใจพวกเขาอีกต่อไป เขากลับเดินทอดน่องไปหาซีเฟิ๋นกับม่อหลิน

“เจ้าสองคน เป็นเพื่อนนักเรียนของลู่ผิงหรือ” เขากล่าว

“ใช่” ม่อหลินก็ยิ้มแย้ม เขาดูจะมีความประทับใจที่ดีต่อเด็กหนุ่มคนนี้มาก

“เราดูอายุเท่า ๆ กันเลยนะ” เขากล่าว

“ข้าอายุ 17 เจ้าล่ะ” ม่อหลินกล่าว

“แต่น่าเสียดายที่ท่านเจ้าเมืองมิได้อยากพบเจ้า ดังนั้นถ้าอนาคตมีโอกาสข้าจะไปเล่นด้วยนะ!” เด็กหนุ่มดูจะไม่ได้ยินสิ่งใดที่ม่อหลินพูดเลย เขาเพียงพูดเองเออเองอยู่คนเดียว

“ท่านเจ้าเมืองก็ไม่ได้อยากพบซูถังนะ” ม่อหลินว่าพลางชี้ไปที่ลู่ผิงกับซูถัง

“ข้าจะปล่อยไปก่อน” เด็กหนุ่มยิ้มและหันกลับไปเดินตามลู่ผิง

.............................................

ตอนที่ 28 – ก็แค่เดินผ่าน




NEKOPOST.NET