Heaven Awakening Path ตอนที่ 26 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.26 - คำเชิญของเจ้าเมือง


 

ตอนที่ 26 – คำเชิญของเจ้าเมือง

 

ครืดดดดด

รถม้าที่บรรทุกเด็กหนุ่ม 3 คน เด็กสาว 1 คนกับรถเข็น 1 คันมุ่งหน้าไปยังสถาบันไจเฟิง สุดท้ายลู่ผิงก็เช่ารถม้า ตอนแรกม่อหลินดีใจมาก แต่หลังจากฟังคำพูดเรื่อยเปื่อยของคนขับรถม้าสองสามประโยค อารมณ์ของเขาก็ดำดิ่งลง

เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!

คนขับรถม้าสะบัดแส้ แต่มันเป็นเพียงเสียงแส้ที่หวดกับลมเท่านั้น คนขับรถม้าไม่ยอมให้ใส่หวดไปโดนร่างม้าดำตัวนี้เลย

“เป็นอย่างไร มันวิ่งเร็วใช่ไหมครับ” คนขับรถม้าพูดอย่างภาคภูมิใจ

“เร็วมาก” ลู่ผิงพยักหน้า

“อย่างที่ข้าบอก ข้าคิดมาตลอดเลยว่าม้าตัวนี้ของข้านั้นอย่างน้อยต้องมีพลังวิญญาณแห่งกายชั้นฟ้าที่สามแน่ ๆ พวกท่านต่างก็เป็นนักเรียนไจเฟิง ช่วยข้าดูหน่อยสิว่าจริงหรือไม่” คนขับรถม้ากล่าว

พลังวิญญาณไม่ใช่เรื่องเร้นลับอะไร ทุกคนบนแผ่นดินต่างก็รู้ถึงการมีอยู่ของพลังเช่นนี้ สถาบันหลายแห่งก็แจกจ่ายวิธีการฝึกฝนออกไปด้วย คนธรรมดาที่ได้รับวิธีการเหล่านี้จะสามารถสัมผัสพลังวิญญาณได้ บางคนถึงขนาดบรรลุถึงชั้นฟ้าต่าง ๆ ด้วย แต่คนเกือบทั้งหมดจะรับรู้พลังวิญญาณได้เพียง 1-2 ประเภทเท่านั้น และในด้านชั้นฟ้า แค่บรรลุถึงชั้นฟ้าที่หนึ่งก็ถือว่าดีมากแล้ว นี่ยังเป็นอีกเหตุผลหนึ่งด้วยที่ทุกคนคิดว่าลู่ผิงเป็นสวะเกินไป ในสามปีมานี้เขาสัมผัสพลังวิญญาณอะไรไม่ได้เลย เรื่องนี้หมายความได้เพียงว่าเขาไม่ใส่ใจหรือว่าเขามันไร้พรสวรรค์โดยสิ้นเชิง มิฉะนั้นจากการฝึกสอนของสถาบันไจเฟิงแล้ว แม้แต่หมูยังสัมผัสพลังวิญญาณได้เลย

ใช่แล้ว สัตว์ก็สัมผัสพลังวิญญาณได้ ตัวอย่างเช่นคนขับรถม้าคนนี้ที่พูดถึงม้าสุดที่รักไม่ขาดปาก

ลู่ผิง ซูถังและซีเฟิ๋น ทั้งสามคนไม่พูดสิ่งใด ทั้งหมดหันไปมองม่อหลิน

สีหน้าม่อหลินมืดครึ้มดังว่าเขาจะฆ่าคนปิดปากเสีย มือข้างหนึ่งของเขากุมแน่นไปที่ถุงหนังในอกเสื้อ

แม้แต่ม้ายังมีพลังวิญญาณแห่งกาย นี่มัน...ราดเกลือลงบนบาดแผลของเขาชัด ๆ

ซูถังพยายามไม่หัวเราะ ระดับชั้นพลังวิญญาณแห่งกายของนางอยู่ในชั้นฟ้าที่หก นางคุ้นเคยกับพลังวิญญาณแห่งกายมาก นางบอกกับคนขับรถม้าทันที “ท่านลุง ม้าตัวนี้มีพลังวิญญาณแห่งกายนิดหน่อยจริง ๆ แต่ไม่สูงเท่าที่ท่านคิดหรอก ยังไม่ถึงชั้นฟ้าที่หนึ่งเลย”

“จริงหรือครับ” คนขับรถม้าผิดหวังเล็กน้อย ดูเหมือนความหวังของเขาจะสูงไปหน่อย ผู้คนมากมายแค่ไหนที่หยุดอยู่แค่ชั้นฟ้าที่หนึ่งหรือสองแม้ว่าจะพยายามถึงที่สุดแล้ว อีกอย่างหนึ่งนี่ก็เป็นเพียงม้าตัวหนึ่ง แค่มีสัมผัสพลังนิดหน่อยก็หายากแล้วเมื่อคิดถึงว่ามันมิใช่สัตว์อสูรที่มีความสามารถแปลกประหลาด

ดูเหมือนคนขับรถม้าก็คิดได้ถึงจุดนี้ในเวลาไม่นาน เพราะเขากลับมายิ้มกว้างอีกครั้ง “นั่นก็ยังดี มีอะไรบ้างก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย พวกท่านว่าอย่างไร”

“ใจเย็น ๆ!ใจเย็น ๆ!” ลู่ผิงดึงตัวม่อหลินไว้ทันที ม่อหลินได้ดึงไม้ปลายแหลมออกมาอันหนึ่ง ไม้นี้พับเป็น 3 ส่วน รวมกันยาว 1 ฉื่อ (1/3 เมตร) ถ้าแทงออกไปก็มีความยาวเพียงพอที่จะส่งพิษเข้าไปยังจุดที่ผู้ใช้ต้องการได้

“อย่ามาขวางข้านะ!” ม่อหลินดิ้นรน “นักลอบสังหารที่แท้จริงต้องควบคุมอารมณ์ได้หรือ ข้าสังหารคนได้ทั้งที่หลับตาด้วยซ้ำจะบอกให้”

“จดจำวิถีเก่าแก่* จดจำ...” ลู่ผิงพูดซ้ำ ๆ แต่ทันใดนั้นรถม้าก็หยุดลงทำให้ร่างทั้งสี่คนเอนเอียงไปมา

“จดจำความกลัวนี้เถอะ!” ม่อหลินตะโกน ซูถังรีบไปอธิบายแต่นางก็พบว่ารถม้าหยุดลงเพราะมีคนมาขวางทาง เป็นแถวทหารในชุดเกราะสีดำที่เรียงหน้ากระดานอย่างเป็นระเบียบตรงหน้ารถม้า

คนขับรถม้ากระโดดลงจากรถแล้วเดินขึ้นหน้าไปทักทายพวกเขา เขาไม่กล้าทำให้ทหารลาดตระเวนของเมืองเสียเฟิงเหล่านี้ไม่พอใจแม้ว่าจะมีความกล้ากว่านี้อีกสิบเท่าก็ตาม ในตอนนี้สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ทำไมข้าถึงถูกหยุดรถ อย่าบอกนะว่า...พวกเขาเกิดพอใจม้าที่มีพลังวิญญาณแห่งกายตัวนี้ของข้าขึ้นมา

หัวใจของเขาปวดร้าว แต่ก่อนที่เขาจะทันได้อ้าปาก หัวหน้าของหน่วยทหารชุดดำก็ได้ก้าวฉับ ๆ มาถึงเบื้องหน้าเขาแล้ว เขาไม่ได้มองเขาเลยแต่เดินไปถึงหน้ารถม้า

“คนไหนลู่ผิง” เขาถามพลางมองไปที่คนสี่คนในรถม้า

หน่วยเล็ก ๆ ของพวกเขากำลังลาดตระเวนอยู่ในตอนที่ได้รับคำสั่งจากจวนเจ้าเมืองให้นำตัวคนผู้หนึ่งกลับมา

ลู่ผิง บุรุษ 15-16 ปี นักเรียนไจเฟิง เดินมาเป็นกลุ่ม 3 บุรุษ 1 สตรี จากนั้นก็ขึ้นรถม้าทรงสี่เหลี่ยมสองล้อที่ลากโดยม้าสีดำ

นี่เป็นข้อมูลโดยสังเขปของเป้าหมายที่ได้รับการส่งต่อถึงผู้ได้รับมอบหมายงานอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทุกคนทราบว่าเจ้าเมืองให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ ไม่มีใครกล้าเลินเล่อ ดังนั้นเพียงไม่นานรถม้าที่บรรทุกลู่ผิงก็ถูกหน่วยของพวกเขาพบเจอ

“ข้าเอง” ลู่ผิงบอกกับผู้มา

“ลงจากรถม้าแล้วไปกับเรา” ผู้มากล่าว

“ไม่ไป”

ไม่ถามว่าพวกเขามาทำไม และไม่ถามว่าจะพาเขาไปไหน ลู่ผิงเพียงปฏิเสธไปคำเดียว : ไม่ไป

“มาที่จวนเจ้าเมือง ท่านเจ้าเมืองอยากพบเจ้า” ผู้มาขมวดคิ้ว คำสั่งคือให้พาตัวเด็กหนุ่มมา ท่านเจ้าเมืองอยากพบเขา มันไม่ได้บอกว่าเป็นคำเชิญหรือการจับกุม ดังนั้นในตอนนี้เขาก็ไม่แน่ใจว่าต้องทำอย่างไรดี

ดังนั้นเขาจึงได้อธิบายจุดประสงค์ จุดประสงค์ที่ไม่มีผู้ใดในเมืองเสียเฟิงหรือแม้แต่ทั้งเขตเสียเฟิงจะปฏิเสธได้

แต่ลู่ผิงทำเหมือนไม่ได้ยินเลย ยังคงพูดสองคำ “ไม่ไป”

“เจ้าคนไม่รู้ที่ต่ำที่สูง!” ผู้มาโกรธแล้ว แม้ว่าเขาจะไม่รู้จุดประสงค์ของเจ้าเมืองจากคำสั่งนี้อย่างแน่ชัด แต่มันก็ดูจะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายมากนัก ไม่เช่นนั้นเขาจะมานั่งพูดคุยกับคนผู้นี้ตั้งมากมายขนาดนี้ทำไมกัน แต่คนผู้นี้กลับปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ เขาคิดว่าเขาเป็นใครกัน

เฮอะ ไม่เห็นมีพลังวิญญาณเลย ก็แค่คนธรรมดา

คำสั่งมีเพียงให้หาลู่ผิง ความแข็งแกร่งของเขาไม่ได้รับการกล่าวถึงเลย และเรื่องราวที่หอคอย 2 หลังถล่มลงมาก็ยังไม่ได้แพร่ออกไป ผู้มาสัมผัสพลังของคนสามคนในรถม้าและพบว่าอีกสามคนที่เหลือไม่ธรรมดาเลย แต่ว่าลู่ผิงคนนี้เป็นเพียงคนธรรมดาทั่วไป

“หันกลับไปที่จวนเจ้าเมือง” ผู้มาเลิกยุ่งกับลู่ผิงแล้วสั่งคนขับรถม้า คนขับรถม้าแอบด่าความโชคร้ายของตัวเองในใจ เป็นความจริงที่เขาไม่กล้าทำให้ทหารประจำเมืองไม่พอใจ แต่นักเรียนไจเฟิงก็เป็นคนที่น่ากลัวเหมือนกันในความคิดของเขา นักเรียนสถาบันทุกคนมีพลังวิญญาณระดับชั้นฟ้ากันทั้งนั้น หลังจากนี้จะมาสร้างปัญหาให้คนธรรมดาเช่นเขาก็เป็นเรื่องง่ายมาก

ดังนั้นเมื่อถูกกักไว้ตรงกลางระหว่างสองฝ่าย คนขับรถม้าก็ทำได้เพียงยืดเวลาออกไปและรอให้เรื่องราวเปลี่ยนแปลง

ผู้มาก็รับรู้ถึงความลังเลของคนขับรถม้าทันที และเขาก็ทราบสาเหตุด้วย เขาจะไม่เข้าใจได้อย่างไร นักเรียนสถาบัน      ! ที่จริงนายทหารเองก็รู้สึกไม่สบายใจจากสาเหตุนี้เหมือนกัน ในด้านความแข็งแกร่งแล้ว นอกจากลู่ผิงเขาก็ไม่อาจรับรู้ระดับชั้นของอีกสามคนได้เลย ซึ่งแปลว่าทั้งสามมีระดับชั้นเหนือกว่าเขา

ไม่ว่าอย่างไรผู้ฝึกยุทธ์ที่เก่งกาจที่สุดก็มาจากสถาบันเสมอ ไม่ว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาจะมีระดับชั้นเช่นไรก็ยังสูงส่งกว่าที่คนธรรมดาจะทำได้มากนัก ดังนั้นอนาคตของพวกเขาก็จะพิเศษพิสดารกว่าด้วย แม้ว่าสถาบันไจเฟิงเป็นเพียงสถาบันธรรมดาท่ามกลางสถาบันสี่ร้อยกว่าแห่ง แต่เมื่อเทียบกับหน่วยทหารเล็ก ๆ ของเขาแล้วก็ยังเหนือชั้นกว่ามาก สถานะของนักเรียนก็สูงส่งกว่าพวกเขาด้วย

ดังนั้นเขาเองก็ไม่อยากปะทะกับพวกเขาโดยตรง การสั่งการไปที่คนขับรถม้าก็เป็นความพยายามทำให้ดูเหมือนว่าคนขับรถม้าเป็นคนร้ายตัวจริงแทน

ดังนั้นแม้เขาจะรับรู้ความลังเลของคนขับรถม้าเขาก็ยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ และสำหรับนักเรียนพวกนี้ เขาก็หวังว่าพวกเขาจะไม่สร้างเรื่องให้ใหญ่โตมากนัก

แม้ว่าการที่สถานะของพวกเขาจะเหนือกว่าสถานะของทหารประจำเมืองจะเป็นเรื่องจริง แต่พวกเขาก็ไม่สามารถลืมเลือนได้ว่าทหารเหล่านี้เป็นตัวแทนของอะไร ตราสัญลักษณ์ของพวกเขาเป็นตัวแทนการปกครองของราชวงศ์และสถาบันก็มิได้เป็นอิสระจากอาณาจักรแม้จะมีสถานะที่สูงส่ง แม้แต่สี่สถาบันหลักที่มีประวิติศาสตร์และสืบทอดกันมายาวนานก็ยังมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับอาณาจักรทั้งสามบนแผ่นดิน

เขตเสียเฟิงอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของแผ่นดิน เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเซวียนจุน เจ้าเมืองเสียเฟิงเป็นผู้ปกครองที่มีอำนาจสูงสุดในเขตเสียเฟิง คำสั่งของเขามีผลต่อทุกคนที่อยู่ในเขตเสียเฟิงนี้ แต่เขาก็มิได้มีแต่คำสั่งให้ทุกคน ตัวอย่างเช่นผู้อำนวยการของสถาบันเสียเฟิงและไจเฟิงจะได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่งในสถานที่ของเขา

แต่สำหรับนักเรียนไร้ค่าคนหนึ่งแล้ว เขาก็ไม่ใส่ใจถึงเพียงนั้น

เอาตัวเขามา ข้าอยากจะพบเขาในครึ่งชั่วโมง

นี่เป็นคำสั่งของเขา และตอนนี้ก็มีคนที่ทำตามคำสั่งนั้นแล้ว แต่พวกเขากลับพบการต่อต้านอย่างไม่คาดคิด

ลู่ผิงกระโดดลงมาจากรถม้า เขายังคงแบกซูถังเหมือนเคย ม่อหลินกับซีเฟิ๋นก็ตามมาติด ๆ ซีเฟิ๋นยังนั่งรถเข็นและม่อหลินก็ยังเข็นรถ

“เราจะเดินต่อ” ลู่ผิงกล่าวกับซูถังพลางหันหน้าไปทางทิศที่ตั้งของสถาบันไจเฟิง

..........................................................

*知道 (รู้) 故道 (ทางสายเก่า) แปลตรงตัวได้แบบนี้ คาดว่าเป็นสำนวนอะไรซักอย่างแต่หา reference ไม่เจอเหมือนกันค่ะ ที่หาเจอคือพูดถึงแม่น้ำฮวงโหที่เคยไหลไปทิศหนึ่ง แต่ต่อมาก็เปลี่ยนทิศไป แล้วบอกประมาณว่าแม่น้ำจะไม่กลับไปไหลทางเดิม ถ้าให้เดาก็อาจจะบอกว่า สิ่งที่ผ่านไปแล้วจะไม่หวนคืนมา = ถ้าฆ่าคนตายไปแล้วจะเอาเขากลับมาก็ไม่ได้แล้ว  หรือถ้าจะตีความแบบตรง ๆ ก็อาจจะหมายถึงให้คิดถึงวิถีของนักฆ่าดั้งเดิม (ซึ่งไม่รู้มันคืออะไร) มั้งคะ

 

ตอนที่ 27 – ลู่ผิงผู้มีเหตุผล




NEKOPOST.NET