Heaven Awakening Path ตอนที่ 25 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.25 - เอาตัวเขามา


 

ตอนที่ 25 – เอาตัวเขามา

 

“จะทำอย่างนั้นได้อย่างไร” ปาลี่เหยียนตอบอย่างแน่วแน่มั่นคง  และด้วยใบหน้าที่ยังคงเต็มไปด้วยความเมตตาปรานี เขาก็พูดต่อ “จะดีกว่าถ้าพวกเจ้าจะพักผ่อนสักครู่แล้วให้ข้าเรียกหมอมาที่นี่”

“จากนั้นล่ะ” ลู่ผิงถาม

“จากนั้น ก็ให้เขาตรวจอาการให้ละเอียดน่ะสิ!” ปาลี่เหยียนกล่าวโดยไม่ต้องคิด “จากนั้นล่ะ” ฟังดูไร้สาระจริง ๆ

“จากนั้นล่ะ” คำตอบของเขากลับทำให้ลู่ผิงถามซ้ำอีกครั้ง

ปาลี่เหยียนอึ้งไป เดิมทีเขารู้สึกยินดีที่ได้พูดคุยกับลู่ผิง ดูเหมือนว่าลู่ผิงจะยอมรับความปรารถนาดีของเขาแล้ว ดังนั้นต่อไปก็จะสร้างสายสัมพันธ์กันได้ แต่หลังจากคำถาม “จากนั้น” ที่ไร้สาระก็ยังมี “จากนั้น” ตามมาอีก.....

ปาลี่เหยียนมองหน้าลู่ผิง

สีหน้าลู่ผิงเคร่งขรึมมาก สายตาของเขาเป็นเช่นเดียวกับตอนที่เขาเดินออกมาจากหอคอยแห่งพลังวิญญาณโดยแบกซูถังไว้บนหลัง มั่นคง ตรงไปตรงมาและไร้ความลังเล

ปาลี่เหยียนรู้ได้ทันทีว่าจากนั้นที่ลู่ผิงหมายถึงนั้นคือจากนั้นสุดท้าย

ลู่ผิงไม่สนใจที่จะมาพูดอ้อมค้อมกับปาลี่เหยียน และเขาก็ไม่ต้องการจะมาเล่นแสดงละครความสัมพันธ์จอมปลอมกับปาลี่เหยียนด้วย เขาอยากให้ปาลี่เหยียนพูดกับเขาตรง ๆ

จากนั้น หมายถึง จากนั้นขั้นสุดท้าย...

ปาลี่เหยียนตอบไม่ถูก อะไรคือจากนั้นหรือ หวังว่าลู่ผิงจะมาเข้าร่วมสถาบันเสียเฟิง หรือว่าใช้ความแข็งแกร่งของลู่ผิงเพิ่มชื่อเสียงให้กับเสียเฟิงหรือ มันมีจากนั้นหลายอย่างเหลือเกิน แต่พวกนี้ย่อมมิใช่ข้ออ้างที่จะล่อลวงเด็กหนุ่มมาได้ เดิมทีเขาคิดว่าจะต้องหาข้ออ้างสวยหรูมากมายมาปิดบังทุกสิ่ง แต่มาตอนนี้เมื่อถูกถามไปที่จุดประสงค์หลักโดยตรง เขาก็พูดไม่ออกและรู้สึกลำคอแห้งผาก

ปาลี่เหยียนบังคับให้ตัวเองยิ้มออกมา แม้แต่เขายังก็ทราบว่าตอนนี้รอยยิ้มของเขาคงจะดูน่าเกลียดมาก น่าเกลียดว่าหน้าตอนร้องไห้อีก

“ไม่มีจากนั้นหรือ เช่นนั้นเราไปนะครับ” ม่อหลินพูดต่อ ซัดกระบวนท่าสังหารใส่ปาลี่เหยียนที่เป็นใบ้อยู่

เด็กคนนี้นี่...

ตอนแรกปาลี่เหยียนมิได้สนใจม่อหลินเลย แต่หลังจากมองดูอีกครั้งเขาก็นึกออก นี่มิใช่นักเรียนที่กัวโหย่วเต้าบอกว่าเป็นนักเรียนขั้นสูงหรือ

ลู่ผิง ซูถัง ซีเฟิ๋น ม่อหลิน...

อยู่ ๆ ปาลี่เหยียนก็ค้นพบว่านักเรียนสถาบันไจเฟิงสี่คนนี้ที่มาเดินอยู่ด้วยกันความจริงแล้วเป็นเหล่าหัวกะทิของเด็กรุ่นใหม่

สำหรับลู่ผิงคงไม่ต้องพูดมาก แข็งแกร่งจนปาลี่เหยียนคิดว่าบอกว่าเป็นนักเรียนมันหลอกลวงกันชัด ๆ แล้ว ซีเฟิ๋นผู้ซึ่งสองปีที่ผ่านมาสร้างความปวดหัวอย่างหนักให้กับสถาบันเสียเฟิงทั้งสถาบัน ซูถังซึ่งถ้าไม่เพราะการจัดการของเขาเพื่อลดความเสียหายแล้วก็คงทำให้สถาบันเสียเฟิงต้องอับอายครั้งใหญ่ไปแล้ว แม้ว่าจากการจัดการนั้น จะทำให้สถาบันเสียเฟิงต้องอับอายมากกว่าเดิมก็ตาม แล้วยังมีม่อหลิน พลังวิญญาณแห่งรสชั้นฟ้าที่หกซึ่งความสำเร็จขั้นสูงสุดสำหรับนักเรียน อีกทั้งยังเป็นนักเรียนขั้นสูง การมีนักเรียนขั้นสูงเป็นการยอมรับที่มีต่อสถาบันอย่างหนึ่ง แม้ว่าผลกระทบจากการมีคนไม่มีชื่อเสียงเป็นมานักเรียนขั้นสูงจะมีเพียงเล็กน้อย แต่อย่างน้อยไจเฟิงก็มีคนหนึ่งแล้ว แต่ที่เสียเฟิงไม่มีสักคน

ทั้งสี่คนได้กลับหลังหันเดินจากไปแล้ว แต่ปาลี่เหยียนก็ทำได้เพียงยืนอึ้งมองดูเงาหลังของพวกเขาค่อย ๆ ห่างไกลออกไปเท่านั้น เขาผู้เป็นผู้อำนวยการผู้ยิ่งใหญ่รู้สึกหดหู่ขึ้นมาทันที พวกเขาสี่คนจากไปทั้งแบบนี้ พวกเขาไม่แม้แต่จะถกกันสักประโยคว่าผู้อำนวยการผู้ยิ่งใหญ่คนนี้มาทำไม ประโยคสุดท้ายที่เข้าหูปาลี่เหยียน เป็นเสียงบ่นของนักเรียนขั้นสูงคนนั้น “นี่เราจะเดินกลับไจเฟิงกันแบบนี้จริง ๆ หรือ”

มาถึงตรงนี้เสียงก็จางหายไปแล้ว

ปาลี่เหยียนมิได้ใช้พลังวิญญาณแห่งเสียงเพื่อฟังต่อ เขาหันกลับไปอย่างผิดหวังเล็ก ๆ และกำลังจะกลับสถาบัน แต่ทันใดนั้น ประสาทการรับรู้ของเขาก็ตื่นตัวขึ้นมา

มันเป็นเหมือนกับสัญชาตญาณระวังภัยของผู้แข็งแกร่ง แม้ว่าวันนี้ปาลี่เหยียนจะดูน่าสมเพชไปบ้าง แต่ในด้านความแข็งแกร่งแล้ว ผู้อำนวยการสถาบันเสียเฟิงผู้น่าเกรงขามคนนี้นับว่าเป็นหนึ่งในสิบผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในเขตเสียเฟิงที่กว้างขวางนี้อย่างแท้จริง

ใคร

เมื่อเคลื่อนไหวพลังวิญญาณ ปาลี่เหยียนก็สามารถค้นพบที่ซ่อนของเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ

ข้างถนน ทุ่งนาไหวเอนไปตามสายลม ตรงกลางทุ่งนานั้นมีคนผู้หนึ่งเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเงียบเชียบ เขาเคลื่อนไปพร้อมกับการไหวเอนของต้นข้าวโดยไม่เปิดเผยร่องรอย

ความสามารถขั้น 1 : มองไกล!

ปาลี่เหยียนใช้ความสามารถขั้น 1 ที่ได้มาหลังจากเชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งรูปอย่างไม่ยากเย็น ทันใดนั้นร่างนั้นก็ดูชัดเจนและใกล้ขึ้นในสายตาของปาลี่เหยียน

นี่คือ...

ก่อนที่เขาจะทันได้เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน เขาก็เห็นบางสิ่งที่ชายเสื้อของร่างนั้นวอบแวบในทุ่งนาเสียก่อน ตราภูเขาคู่

ปาลี่เหยียนหยุดการใช้ความสามารถทันที

นี่คือ...หน่วยสอดแนมจากจวนเจ้าเมือง

มีงานใดที่ทำให้ต้องผ่านที่นี้อย่างเร้นลับเช่นนี้ด้วยหรือ ปาลี่เหยียนอดไม่ได้ที่จะหันไปมองเงาร่างไกลลิบ ๆ สี่ร่างที่สุดปลายถนน

พวกเขาถูกจับตามองแล้ว...

ปาลี่เหยียนคิดเงียบ ๆ แต่เรื่องนี้มิใช่เรื่องที่ปาลี่เหยียนจะยุ่งเกี่ยวได้ ดังนั้นหลังจากยืนบื้ออยู่อีกสักพัก ปาลี่เหยียนก็จากมาและเดินกลับไปที่สถาบันเสียเฟิง

เมืองเสียเฟิง จวนเจ้าเมือง

เจ้าเมืองตื่นขึ้นตอนตีห้าสี่สิบห้าเช่นเคย ภายใน 15 นาทีเขาก็ทำกิจวัตรประจำวันที่คนธรรมดาทั่วไปทำคือแต่งตัวบ้วนปาก ล้างหน้า เข้าห้องน้ำ รับประทานอาหาร ฯลฯ เสร็จสิ้น หลังจากนั้นหกโมงตรงเขาก็เตรียมตัวนั่งที่โต๊ะประจำตำแหน่ง มันเป็นโต๊ะที่ประหลาดมาก กว้างเพียง 1 เมตรแต่มีความยาวไม่ต่ำกว่า 4 เมตร

ทุกวันจะมีเรื่องราวมากมายที่รอเขาจัดการวางกองอยู่บนโต๊ะเป็นภูเขา เขาจะนั่งลงทางซ้ายสุดของโต๊ะและจัดการทุกเรื่องราวทีละเรื่องจนเสร็จสิ้น

ที่จริงเรื่องเกือบทั้งหมดสามารถปล่อยให้ลูกน้องของเขาทำก็ได้ แต่เว่ยจ้งชอบที่จะจัดการด้วยตัวเองมากกว่า เว่ยจ้งต้องการให้เรื่องราวทุกอย่างไม่ว่าจะสำคัญหรือไม่อยู่ในการควบคุมของเขา ถ้าไม่เช่นนั้นเขาจะรู้สึกกระสับกระส่ายมาก และตอนที่จัดการเรื่องราวพวกนี้ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือใหญ่เขาจะรู้สึกมีความสุขอย่างยิ่ง

เช้าวันนี้ทั้งเช้าเว่ยจ้งก็จัดการเรื่องราวเต็มโต๊ะทำงานอย่างพออกพอใจ เขารู้ว่าลูกน้องทที่รักเขาบางครั้งก็จะก่อเรื่องกวนใจเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อนำมาให้เขาเห็นชอบ แต่เขามิได้ไม่พอใจสักนิดเลย

หลังจากใช้เวลาช่วงเช้าเช่นนี้ ช่วงบ่ายเว่ยจ้งก็รวมรวบลูกน้องทั้งหมดมาและค่อย ๆ อธิบายการจัดการของเขาอย่างระมัดระวัง ดังนั้นวันที่น่าพอใจก็กำลังจะผ่านพ้นไปอย่างสมบูรณ์แบบอีกวันหนึ่ง แต่ในตอนนั้นเขาก็เห็นบุตรชายที่ควรจะเข้าร่วมทดสอบประจำปีของสถาบันเสียเฟิงยืนรออยู่ข้างนอกห้องปรึกษางานอย่างกระวนกระวาย

ใบหน้าเว่ยจ้งทรุดลงไปทันที

ในช่วงเวลานี้ไม่มีทางที่เว่ยเทียนฉี่จะมาอยู่ที่นี่ได้นอกจากมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น

ไม่คาดคิดเป็นคำที่เว่ยจ้งเกลียดที่สุด เว่ยจ้งต้องการให้ทุกสิ่งอยู่ในความควบคุม  ไม่คาดคิดเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของเขา

“เข้ามา พูด” เว่ยจ้งกล่าวเพียง 3 คำ ต่อจากไม่คาดคิด สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดก็คือเสียเวลา ไม่ว่าเขาจะทำอะไร เขาจะต้องมีประสิทธิภาพมาก แม้จะเป็นตอนที่พบกับบุตรชายก็ตาม

“หอคอยแห่งพลังวิญญาณถล่ม พวกเรานักเรียนปีสามจะต้องไปสถาบันซวงจี๋เพื่อรับการทดสอบ” เว่ยเทียนฉี่ก็ทราบนิสัยของบิดาดี ดังนั้นเขาจึงไม่พูดไร้สาระและอธิบายสถานการณ์โดยใช้คำพูดที่รวบรัดที่สุด ถ้าบิดาต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมก็จะถามเอง

“เป็นไปได้อย่างไร” แล้วเว่ยจ้งก็ถามจริง ๆ หอคอยแห่งพลังวิญญาณถล่มหรือ ไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อนเลย

“เป็นนักเรียนไจเฟิงคนหนึ่ง วันนี้เขาทำลายหอคอยเราไป 2 หลัง ของปีหนึ่งกับปีสาม” เว่ยเทียนฉี่พูด

“เขาเก่งแค่ไหน” ต่างจากผู้คนส่วนมาก เว่ยจ้งมิได้สงสัยและประหลาดใจว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจากน้ำมือของนักเรียนเพียงคนเดียวได้อย่างไร ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว การประหลาดใจมันช่วยอะไรได้หรือ เว่ยจ้งต้องการความมีประสิทธิภาพ และเพราะอย่างนั้นเขาก็ได้จับประเด็นที่สำคัญที่สุดของเรื่องได้แล้ว นั่นก็คือ นักเรียนคนนี้เก่งแค่ไหน

“ไม่ทราบครับ แต่เขาส่งข้าลอยไปจากการผลักครั้งเดียว อาจารย์ปี้เก๋อก็ถูกส่งลอยไปจากการผลักครั้งเดียว จากนั้น...”

“เว่ยหู่!” เขาตัดบทบุตรชายทันที เป็นเพราะบุตรชายของเขาบอกว่าไม่ทราบ สิ่งที่บุตรชายเล่ามาหลังจากนั้นก็เป็นเพียงฉากต่อสู้ที่มิได้บ่งบอกความแข็งแกร่งที่แท้จริงของอีกฝ่ายเลย

เมื่อได้ยินเสียงตะโกนเรียก เว่ยหู่ก็เข้าห้องปรึกษางานมาทันที เขาเป็นหนึ่งในสองคนที่ไปที่สนามทดสอบในวันนี้

“ข้าก็ไม่ทราบแน่ชัดขอรับ” เว่ยหู่ไม่ลังเลและไม่พยายามพูดเรื่อยเปื่อยและเพียงแค่บอกสิ่งที่เขารู้อย่างสัตย์จริง “แต่ข้าส่งคนไปติดตามเขาแล้วขอรับ” แต่เขาก็ได้กล่าวเสริมขึ้นอีกประโยคหนึ่ง

“ทำไมต้องติดตาม ส่งคนไปหาเขาเลย บอกเขาว่าข้าอยากพบเขาแล้วเอาตัวเขามา” เว่ยจ้งไม่พอใจการจัดการอันระมัดระวังของเว่ยหู่ เห็นชัดว่าเขารู้สึกว่าการจัดการเช่นนี้ไม่มีประสิทธิภาพมากพอ

“ภายในครึ่งชั่วโมง ข้าอยากพบเขา” เว่ยจ้งกล่าว นี่ถึงจะมีประสิทธิภาพแบบที่เขาชอบ

“ขอรับ” เว่ยหู่โค้งคำนับและรีบออกไปจากห้องปรึกษางาน

..................................................

ตอนที่ 26 – คำเชิญของเจ้าเมือง




NEKOPOST.NET