Heaven Awakening Path ตอนที่ 22 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.22 - ผู้ตื่นรู้แห่งสวรรค์


 

ตอนที่ 22 ผู้ตื่นรู้แห่งสวรรค์

 

โซ่กักวิญญาณ

ถ้าจะบอกว่าก่อนหน้านี้ปาลี่เหยียนได้รักษากริยาสงบของผู้อำนวยการคนหนึ่งมาตลอด แต่หลังจากเอ่ยคำพูดสี่คำนี้แล้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปจนเหมือนกับทุกคน กริยาสงบของเขาถูกแทนที่ด้วยความกลัว

สายตาของเขามองสลับไปมาระหว่างกัวโหย่วเต้าและลู่ผิง

พลังวิญญาณของลู่ผิงจางหายไปแล้ว อีกทั้งยังหายไปหมดสิ้นจนผิดปกติ

ที่จริงการต่อสู้ระหว่างลู่ผิงกับปี้เก๋อนั่นจบลงในพริบตาเดียว สิ่งเดียวที่ทั้งสองคนทำคือการชกกันหมัดเดียวเท่านั้น

ปี้เก๋อล้มลงกระแทกหยวนอี๋ แต่ในตอนนี้กลับไม่มีใครใส่ใจคนสองคนนี้เลย ทุกคนมองลู่ผิง แพทย์จากเสียเฟิงที่เคยรักษาหยวนอี๋อยู่ก็ทรุดตัวลงนั่งจากความหวาดกลัวการต่อสู้ของลู่ผิงกับปี้เก๋อ

สีหน้าลู่ผิงกลับมาสงบนิ่งดังเดิมแล้ว และในตอนนั้นเองซูถังก็ได้ตื่นขึ้นมา

ในเมื่อนางแอบอิงอยู่บนแผ่นหลังของลู่ผิง นางเองก็ถูกจ้องมองเช่นกัน แต่ว่านางกลับไม่ได้รู้สึกแปลกประหลาดแต่อย่างใด นางเห็นคนสองคนสลบอยู่ข้างหน้า ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย นางเห็นแพทย์ที่นั่งบนพื้นตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว และนางก็ยังเห็นสีหน้าระแวดระวังและหวาดเกรงของทุกคน แต่สิ่งแรกที่ออกมาจากปากของนางก็คือ “ข้าได้คะแนนเท่าไหร่”

“ไม่รู้ หอคอยถล่มอีกแล้ว” ลู่ผิงตอบทันที

สายตาของทั้งสองคนหันไปมองกัวโหย่วเต้าผู้มีสีหน้าผ่อนคลายอยู่ผู้เดียวในที่แห่งนี้ทันที แต่พวกเขาไม่ได้มองเพราะสีหน้าอีกฝ่าย แต่เป็นเพราะเขาเป็นเพียงคนเดียวที่มีสิทธิ์พูดมากที่สุดเกี่ยวกับคะแนนของซูถัง

“คะแนนเต็ม” กัวโหย่วเต้ายิ้มและมอบคะแนนเต็มให้

“ดีจัง” ซูถังแสดงความตื่นเต้นยินดีจากใจ

“เยี่ยม” ลู่ผิงก็ร้องออกมาคำหนึ่งก่อนจะถามต่อว่า “เช่นนั้นเราไปได้หรือยังครับ”

“ได้สิ” กัวโหย่วเต้าพยักหน้า

ดังนั้นลู่ผิงจึงได้กลับหลังหันเดินจากไป เขายังคงแบกซูถังอยู่

ภายในสถานที่นั้นเงียบสงัด ไม่มีผู้ใดกล่าวอะไร จากนั้น…

ครืดดดดดดด....

เป็นอีกครั้งที่เสียงล้อรถเข็นที่ลากไปกับพื้นทำลายความเงียบสงัดนั้น ม่อหลินที่เข็นรถเข็นของซีเฟิ๋นรีบตามทั้งสองคนไปติด ๆ แล้วเงาร่างของพวกเขาก็ค่อย ๆ ห่างออกไปดูมีรูปทรงแปลกประหลาด

ทุกคนบนเวทีสังเกตการณ์มองหน้ากันอย่างท้อใจและยังคงเงียบต่อไป

“อ้าก...” ทันใดนั้นเองก็มีเสียงคนกรีดร้องขึ้น

เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องนั้น ทุกคนก็หันกลับมาและพบว่าปี้เก๋อได้สติขึ้นมาแล้วและร้องออกมาอย่างเจ็บปวดหลังจากพยายามจะขยับตัว

มีเพียงตอนนั้นที่ผู้คนจดจำการมีอยู่ของคนที่ไม่รู้เป็นหรือตายทั้งสองได้ บางคนเคลื่อนไปข้างหน้าโอบล้อมคนทั้งสองไว้ และแพทย์ที่อยู่ข้างกายพวกเขาก็ขยับเข้าไปตรวจอาการพวกเขา

“กระดูกหัก...” แพทย์กล่าวขึ้นหลังจากพิจารณาแขนขวาที่บิดเบี้ยวของปี้เก๋อ แต่เขาก็รู้สึกทันทีว่าการบรรยายเช่นนี้ไม่ค่อยถูกต้อง

“พูดให้ละเอียดคือ กระดูกแตกเป็นเสี่ยง ๆ เลย รีบส่งเขาไปรักษาเร็วเข้า” คำพูดของเขาบ่งบอกว่าอาการบาดเจ็บที่แขนขวาของปี้เก๋อหนักหนาเกินกว่าที่เขาจะรับมือได้ หลังจากนั้นเขาก็รีบตรวจดูอาการอื่น ๆ และสีหน้าของเขาก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย “เขาไม่มีปัญหาอื่น”

ทุกคนถอนหายใจอย่างโล่งใจ ตอนนั้นทุกคนนึกว่าปี้เก๋อจะถูกพลังวิญญาณที่แก่กล้านั้นสังหารแล้ว น่าแปลกที่มีเพียงแขนหนึ่งข้างที่รับบาดเจ็บ  ทุกคนรู้สึกว่าโชคดีมากแล้ว

ปี้เก๋อเป็นบุรุษผู้แข็งกร้าว เขาใช้มืออีกข้างพยุงแขนที่บาดเจ็บอย่างอดทนต่อความเจ็บปวดแล้วลุกขึ้นยืน และมองไปทางอีกร่างหนึ่งเช่นเดียวกับทุกคน

แพทย์ก็หันไปพิจารณาหยวนอี๋ เริ่มแรก เขายืนยันว่าหยวนอี๋ยังมีลมหายใจและกระจายข่าวดีนี้ไปให้ผู้คนที่ล้อมรอบ แต่หลังจากนั้นเมื่อเขาพิจารณาเพิ่มขึ้น สีหน้าของเขาก็ยิ่งเคร่งขรึม

“มีอะไร” หลังจากพบว่าเขาไม่ยอมพูดสิ่งใดเสียที บางคนก็เริ่มสอบถาม

แพทย์เงยหน้าขึ้นและกวาดมองผู้คนโดยรอบ แต่เขาไม่พบผู้อำนวยการปาลี่เหยียน

“อาจจะ...พิการ...” แพทย์กล่าวอย่างลังเล ดูเหมือนเขาเองก็ยังไม่แน่ใจนัก

“หมายความว่าอย่างไร พิการหรือ” ผู้คนที่รายล้อมสอบถาม

“ชีพจรมิได้รับการกระทบกระเทือนมากนัก แต่พลังวิญญาณแห่งจิตของเขายุ่งเหยิงและจางหายลงไปเกือบหมด...” แพทย์กล่าว

ทุกคนเงียบงัน

หยวนอี๋เป็นผู้เชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งจิต ถ้าพลังวิญญาณนี้ถูกทำลายก็เท่ากับว่าเขาพิการไปแล้วจริง ๆ

แพทย์จัดการให้คนส่งปี้เก๋อและหยวนอี๋ไปดูอาการต่อที่สถานพยาบาลและเริ่มมองหาผู้อำนวยการ ในที่สุดเขาก็เห็นปาลี่เหยียนพูดคุยกระซิบกระซาบกับกัวโหย่วเต้าอยู่เหมือนต้องการหลบเลี่ยงทุกคน

“โซ่กักวิญญาณหรือ ท่านแน่ใจหรือ” ปาลี่เหยียนยังคงตื้อถามกัวโหย่วเต้าเรื่องนี้

“ข้าแน่ใจ” กัวโหย่วเต้ากล่าว

ปาลี่เหยียนหอบหายใจอย่างหนักหน่วง

“ใครจะไปใช้วิธีการเช่นนี้กับเด็กน้อยกัน อย่าบอกนะว่าเขาเป็น...” ปาลี่เหยียนคิดถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง เมื่อเทียบกับความเป็นไปได้นี้ โซ่กักวิญญาณ ทักษะในการพันธนาการที่เกิดจากความสามารถขั้น 6 รวมกับสมบัติขั้น 6 ก็มิได้น่ากลัวอีกต่อไป

“ผู้ตื่นรู้แห่งสวรรค์” กัวโหย่วเต้ากล่าวความเป็นไปได้ที่ปาลี่เหยียนคิดไว้ในใจ

ปาลี่เหยียนหอบหายใจอย่างหนักหน่วงอีกครั้ง

คนที่สามารถสัมผัสพลังวิญญาณได้แต่กำเนิดเรียกว่าผู้ตื่นรู้ และได้รับการเรียกขานว่าผู้ที่ในหมื่นไม่มีแม้สักคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นไจเฟิงหรือเสียเฟิงก็ไม่มีผู้คนเช่นนี้ในสถาบันตอนนี้ และหลังจากที่พบพรสวรรค์และคุณค่าของตนเองคนเช่นนี้ก็จะไม่พอใจที่จะอยู่ในสถาบันธรรมดา ๆ อย่างไจเฟิงหรือเสียเฟิงเช่นนี้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้นคนที่มีความพิเศษเช่นนี้ส่วนมากก็จะกำเนิดจากตระกูลที่มีสายเลือดพิเศษ

แต่ก็ยังมีสิ่งมีชีวิตที่มีพรสวรรค์สูงส่งกว่าผู้ตื่นรู้อีก เป็นสิ่งมีชีวิตที่กล่าวได้ว่าไม่มีแม้หนึ่งในล้าน และได้รับการปฏิบัติเสมือนเป็นเพียงตำนานเท่านั้น บางคนยังคิดด้วยว่ามันเป็นเพียงจินตนาการไร้เหตุผลจากผู้คนที่เบื่อหน่ายเท่านั้น เพราะไม่ว่าอย่างไรพรสวรรค์เช่นนี้ก็ช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก คนเช่นนี้จะต้องโด่งดังไปทั้งแผ่นดินยิ่งกว่าผู้ตื่นรู้ แต่เคยมีผู้ใดที่ได้ยินไหมว่า “คนคนนั้นเป็นผู้ตื่นรู้แห่งสวรรค์”

ผู้ตื่นรู้แห่งสวรรค์ ผู้สามารถเชื่อมต่อพลังวิญญาณได้แต่กำเนิด

ความเป็นไปได้ที่เป็นตำนาน หรือควรจะบอกว่าเป็นจินตนาการอันไร้สาระ มันได้รับการอธิบายไว้เช่นนี้

“เป็นไปได้อย่างไร” ปาลี่เหยียนหัวเราะพลางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “มันก็เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นเอง ผู้ตื่นรู้แห่งสวรรค์อะไรกัน ข้าเห็นก็แค่เพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ผู้ตื่นรู้ที่มีพรสวรรค์สูงส่งซึ่งถูกกักขังพลังวิญญาณไว้หลังจากเชื่อมต่อพลังวิญญาณได้แล้ว”

“ก็อาจจะ...” กัวโหย่วเต้ากล่าว สายตาของเขามองตามร่างที่ห่างไกลออกไป มันค่อย ๆ หายลับไปอย่างช้า ๆ

“แต่...โซ่กักวิญญาณ แล้วเขายังใช้พลังวิญญาณที่กล้าแข็งเช่นนั้นได้อย่างไร” ปาลี่เหยียนเริ่มกังขาอีกครั้ง

“ข้าก็ไม่ได้ทราบมากกว่าท่านนักหรอก” กัวโหย่วเต้ากล่าว

“อย่าลืมนะ ท่านสัญญาแล้วว่านักเรียนคนนี้ต้องอยู่กับข้า” ปาลี่เหยียนกลับมาที่ประเด็นเดิมอีกครั้ง

“ถ้าเขายินดี” กัวโหย่วเต้าก็พูดเช่นเดิม

หลังจากนั้นปาลี่เหยียนก็ไม่มีอันใดต้องพูดอีกแล้ว เขาไปหาอาจารย์ทั้งสองโดยไม่ยอมเสียเวลาอีก นอกจากนั้นการพังทลายของหอคอยสองหลัง การทดสอบของนักเรียนปีสามและเรื่องราวอีกกองใหญ่ที่ทำให้เขาศีรษะพองโตกำลังรอเขาอยู่

กัวโหย่วเต้าก็กลับไปที่ตำแหน่งของตัวเอง การทดสอบใหญ่ยังไม่จบสิ้น แต่ไม่มีผู้ใดสนใจการแสดงออกของเหล่านักเรียนแล้ว ทุกคนพากันครุ่นคิดเรื่องของลู่ผิงที่จากไปพร้อมกับซูถังแล้ว

“ผู้อำนวยการ ผู้ตื่นรู้แห่งสวรรค์หรือครับ” ทางด้านไจเฟิง อาจารย์บางท่านที่ได้ยินบทสนทนาระหว่างกัวโหย่วเต้ากับปาลี่เหยียนพุ่งมาไต่ถาม ในพวกเขามีคนที่เคยได้ยินทฤษฎีนี้และมีบางคนไม่เคยได้ยิน แต่แม้แต่คนที่เคยได้ยินก็คิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องตลก เพราะอย่างไรคนที่มีพรสวรรค์เช่นนี้ก็ไม่เคยปรากฏตัวขึ้นมาก่อนเลย ความน่าจะเป็นที่เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นมันสูงมาก

“ผู้ตื่นรู้แห่งสวรรค์...” กัวโหย่วเต้ากล่าวขึ้นพลางมองนักเรียนในสนามสอบที่ยังคงพยายามอยู่ “ไม่ว่าเจ้าจะพยายามแค่ไหน ไม่ว่าเจ้าจะเสียหยาดเหงื่อและน้ำตามากเพียงใด สุดท้ายเจ้าก็ไม่อาจเห็นแม้กระทั่งเงาหลังของคนเช่นนั้น”

“แต่ว่ามันก็เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น มิใช่หรือครับ” บางคนกล่าว

“ก็อาจจะ...” กัวโหย่วเต้าพูดอย่างเรียบง่าย

.....................................

ในที่สุดก็มาถึงตอนที่อธิบายชื่อเรื่องแล้ว

天醒之路

天醒 การตื่นรู้แห่งสวรรค์ (ผู้ตื่นรู้แห่งสวรรค์คือ 天醒者)

之 แปลว่าของ/แห่ง เป็นภาษาเขียน

路 แปลว่าถนน/ทางเดิน เป็นแซ่ของลู่ผิงด้วย

รวม ๆ กันก็เป็น เส้นทางของการตื่นรู้แห่งสวรรค์ แต่ไม่แน่ใจว่าจะสื่อว่าเป็นเส้นทางของผู้ตื่นรู้แห่งสวรรค์ได้ไหม

หรือว่าเพราะเป็นแซ่พระเอกด้วยก็อาจจะตีความเป็นเป็น ลู่ (ผิง) ผู้ตื่นรู้แห่งสวรรค์ด้วยได้ไหมนะ อันนี้ไม่ชัวร์เหมือนกันค่ะ

 

ตอนที่ 23 – พลังวิญญาณหกเชื่อมต่อ




NEKOPOST.NET