Heaven Awakening Path ตอนที่ 2 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.2 - พลังวิญญาณ


ตอนที่ 2 – พลังวิญญาณ

 

“ครูม่อเซินห่วงใยเจ้าจริง ๆ” ลู่ผิงพูดกับซูถังในขณะที่พวกเขาเดินบนทางเดิน

“ใช่ ครูม่อเซินเป็นคนดีจริง ๆ” ซูถังกล่าว

“ดีผิดปกติ” ลู่ผิงเอ่ย

“เช่นนั้นต่อไปเจ้าจะเลิกเหยียบต้นไม้ท่านได้ไหมล่ะ” ซูถังถาม

“ที่จริง ข้าทำตัวดีนะ ข้าก็แค่ช่วยเขากำจัดวัชพืชเอง” ลู่ผิงตอบ

“บัวอัคคีซ่อนเป็นวัชพืชด้วยหรือ” ซูถังเหลือบมองเขาทางหางตา

“ใครจะไปรู้ล่ะ!” ลู่ผิงหลบสายตาซูถังแล้วมองไปทางสวนดอกไม้อีกครั้ง

ทั้งสองคนเดินไปพลางคุยไปพลาง ดึงดูดความสนใจจากนักเรียนและอาจารย์หลายคน ตำแหน่งของพวกเขาในสถาบันก็เหมือนกับสำนวนที่โด่งดังว่าดอกไม้กับขนมคอเป็ด ที่จริงตอนแรกทุกคนอยากจะเรียกว่าดอกไม้ปักบนมูลโค แต่มีนักเรียนขั้นสูงคนหนึ่งไม่เห็นด้วยอย่างแรง เขารู้สึกว่ามูลโคแม้จะน่ารังเกียจแต่ก็มีประโยชน์ให้สารอาหารกับดอกไม้ แต่ขนมคอเป็ดนี่สิเป็นแค่ก้อนเหนียว ๆ ไม่มีประโยชน์ใด ๆ เลย เรียกแบบนี้เหมาะสมกว่า*

มีคนที่รู้สึกว่าคำอธิบายนี้เหมาะสมกับลู่ผิงมากกว่า แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนที่ชอบกินขนมคอเป็ดด้วย นี่มันเป็นการดูหมิ่นและไม่เคารพขนมคอเป็ดชัด ๆ เลย แต่อย่างไรก็ตาม ชื่อนี้ก็ได้แพร่กระจายออกไป ในที่สุดผู้คนก็ได้แต่ยอมรับคำเรียกนี้

ลู่ผิงกับซูถังชินกับสายตาเช่นนี้แล้ว พวกเขาไม่ได้สนใจมันมาก ทั้งสองคนเดินเรื่อย ๆ จนไปถึงอาคารสถาบัน

อาคารมีทั้งหมดหกชั้น ชั้น 1-4 เป็นห้องเรียนระดับชั้นปีที่ 1-4 ชั้นที่ห้าเป็นของอาจารย์และชั้นที่หกเป็นพื้นที่ส่วนตัวของผู้อำนวยการ มีข่าวลือว่าตำราวิชาหายากทั้งหลายของสถาบันซ่อนอยู่ที่นั่น

ลู่ผิงมองไปยังอาคารที่สูงที่สุดในสถาบันอย่างเงียบงัน

“ไม่มีเหตุผลเลย ข้ามาถึงที่นี่ได้อย่างไร”เขาพึมพำกับตัวเอง

“เจ้าไม่ได้มานานเท่าไหร่แล้วน่ะ เจ้าควรจะโผล่หน้ามาเป็นระยะบ้างนะ” ซูถังพูด

“ก็ได้...” ใบหน้าของลู่ผิงดูเหมือนเต็มไปด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจมาก แต่สุดท้ายเขาก็ยังตามซูถังเข้าไป

ชั้นล่างสุดมีห้องโถงใหญ่

ทางซ้ายสุดแขวนป้ายกฎระเบียบซึ่งค่อนข้างเรียบง่ายของสถาบันไจเฟิงไว้ นักเรียนต่างเชื่อฟังและให้ความสำคัญกฎเกณฑ์เหล่านี้มาก แล้วมันก็ยังมีกฎข้อหนึ่งว่า :  นักเรียนที่ตกการทดสอบประจำปีสามครั้งจะถูกไล่ออก

ที่กฎระเบียบเรียบง่ายไม่เข้มงวดเป็นเพราะเมื่อสถาบันได้ก่อตั้งขึ้น ผู้อำนวยการได้แขวนป้ายข้อความแนวทางของสถาบันง่าย ๆ แผ่นหนึ่ง ซึ่งขณะนี้มันก็แขวนอยู่ข้าง ๆ กฎระเบียบ

เข้มงวดกับตนเอง ผ่อนผันกับผู้อื่น

จากวันแรก ข้อความแปดตัวอักษรนี้ก็ได้เป็นแนวทางของสถาบัน แต่อันที่จริงแล้ว “จากวันแรก” ก็ไม่ได้นานเท่าไหร่ ประวัติของสถาบันแขวนอยู่ด้านตรงข้ามกับแนวทางแปดตัวอักษร ข้อความของมันยิ่งเรียบง่ายกว่ากฎระเบียบอีก

ทั่วทั้งทวีปมีการเขียนลำดับขั้นของสถาบันทั้ง 442 แห่งอย่างชัดแจ้ง ลำดับของไจเฟิงไม่ได้ต่ำจนเกินไป แต่ก็ไม่ได้สูงกว่าบรรดาสถาบันที่มีมาอย่างยาวนานทั้งหลาย สถาบันที่ได้ชื่อว่ามีมาอย่างยาวนานมีเพียงสี่สถาบันหลักเท่านั้น ผู้อำนวยการไจเฟิงเองก็มาจากหนึ่งในสี่สถาบันหลักนั้นเหมือนกัน เขาจบมาจากสถาบันเซวียนอู่รุ่นที่ 327 หลังจากเดินทางอยู่หลายปี เขาก็กลับมาที่บ้านเกิดเพื่อตั้งสถาบันไจเฟิง นั่นผ่านมา 24 ปีแล้ว ณ ปัจจุบันผู้อำนวยการเฝ้าอยู่ที่ชั้นหกของสถาบัน

กฎระเบียบ คำสอน และประวัติของสถาบันต่างเขียนไว้ที่ผนังด้านซ้าย ในขณะที่ผนังด้านขวาระบุรายชื่ออัจฉริยะที่โดดเด่นจากที่ผ่านมา 24 ปีมานี้ มีทั้งอาจารย์ มีทั้งนักเรียน บางคนยังมีชีวิตอยู่ แต่บางคนก็ตายไปแล้ว และสำหรับคนที่สั่นสะเทือนไปทั้งโลกแล้ว ไม่มีสักคนเดียว  อย่างไรก็ดี มีสี่คนที่ได้รับการถกถึงอย่างกระตือรือร้นจากบรรดานักเรียน จุดร่วมของพวกเขาทั้งสี่คือพวกเขาได้ไปเรียนต่อขั้นสูงจากการแนะนำของสถาบันไจเฟิงและได้เข้าร่วมสี่สถาบันหลัก

ทั้งคู่ต่างเป็นสถาบัน แต่ความแตกต่างเหมือนกับความแตกต่างของสวรรค์และโลกมนุษย์ ทุกคนทราบว่ามีผู้กล้าหลายคนในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา และพวกเขาเกือบทั้งหมดต่างมาจากสี่สถาบันหลัก

ผู้คนจากสี่สถาบันหลักมีโชคชะตาที่แตกต่างจากคนทั่วไป นักเรียนทั้งสี่ที่ได้เข้าร่วมสี่สถาบันหลักเมื่อออกมาแล้วพวกเขาก็จะไม่ใช้ชื่อของสถาบันไจเฟิงอีกอย่างแน่นอน แต่แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น แค่สามารถเข้าร่วมสี่สถาบันหลักได้ พวกเขาก็ถือว่าประสบความสำเร็จและรุ่งโรจน์แล้ว ในสถาบันไจเฟิง พวกเขาถือเป็นบุคคลที่มีอนาคตมากที่สุด

ข้อความทางซ้ายและขวาของห้องโถงต่างเป็นที่จดจำได้จนขึ้นใจของนักเรียนทุกคนแล้ว ไม่ค่อยมีใครหยุดดูอีก ซูถังตั้งใจจะขึ้นบันไดไปที่ชั้นปีสาม ทันใดนั้นนางก็รู้สึกว่าคนข้างกายหายไป นางหันไปมองและพบว่าลู่ผิงได้หันไปทางห้องเรียนชั้นแรก

“เจ้าจะไปไหน” ซูถังรีบตะโกน

“ข้าเรียนซ้ำชั้น ก็ต้องไปเรียนชั้นปีที่หนึ่งสิ เจ้าไปเถอะ” ลู่ผิงโบกไม้โบกมือ

“เจ้าก็แค่ขี้เกียจขึ้นบันไดเถอะ...” ซูถังพูดไม่ออก จากอิสรภาพที่สถาบันไจเฟิงมอบให้นักเรียน แม้ว่านักเรียนชั้นปีที่หนึ่งจะขึ้นไปเรียนที่ห้องเรียนชั้นปีที่สามก็ไม่มีปัญหาอะไรใด ๆ เลย แต่ลู่ผิงก็ยังเดินเรื่อย ๆ เข้าห้องเรียนชั้นปีที่หนึ่งไป

นักเรียนบางส่วนได้นั่งลงแล้ว สำหรับนักเรียนส่วนมาก ลู่ผิงเป็นคนแปลกหน้า แต่ในสถาบันที่ปล่อยปละเช่นนี้ ทุกคนก็ชินกับคนแปลกหน้าแล้วและไม่สนใจมากนัก แต่ก็มีบางคนที่เพ่งมองแล้วจำได้ในที่สุด

“ลู่ผิงหรือ”

“ใครกัน”

“ขนมคอเป็ดลู่ผิง”

“อ้อ อ้อ อ้อ”

ทันทีที่ชื่อเล่นนั้นถูกเรียก ทุกคนก็นึกออก สายตาทุกคู่มองไปทางเขาอย่างแปลกใจ สนอกสนใจและดูหมิ่น

“ลู่ผิงคนนั้น ที่คอยเกาะแข้งเกาะขารุ่นพี่ซูถังน่ะหรือ”

“ใช่ เขาตกการทดสอบประจำปีมา 2 ครั้งแล้ว เขายังเป็นเด็กชั้นปีที่หนึ่งเหมือนพวกเรา”

“แค่เพราะเขาไม่มีพรสวรรค์สักนิด เขาก็เลยเกาะรุ่นพี่ซูถังไม่ยอมปล่อยหรือไง”

“หน้าด้านจริง ๆ”

“แค่คิดว่าเขาจะมาร่วมทดสอบประจำปีกับพวกเราก็อยากจะอาเจียนแล้ว”

“แต่นี่ครั้งสุดท้ายแล้วล่ะ”

“รุ่นพี่ซูถังจะได้หลุดพ้นจากเจ้าคนเลวนี่สักที”

สายตาเย็นชา คำพูดเหยียดหยามและหยาบคายต่าง ๆ ถูกส่งไปให้ลู่ผิง แต่ลู่ผิงก็ทำเหมือนไม่ได้ยินอะไรเลย เขาเลือกที่นั่งมุมห้องข้างหน้าต่างแล้วนั่งลง

ระฆังเริ่มคาบเรียนดังขึ้น อาจารย์ยังไม่มา แต่ห้องเรียนก็เงียบลงทันที ทุกคนกลับไปที่ที่นั่งตัวเองและเริ่มทำสมาธิเพื่อฝึกฝนพลังวิญาณของตน

การจัดห้องเรียนที่สถาบันไจเฟิงเป็นรูปแบบที่ผู้อำนวยการประสบจากหนึ่งในสี่สถาบันหลักคือสถาบันเซวียนอู่ นักเรียนพื้นเพสามัญพวกนี้ซึ่งคงไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้แตะบานประตูของสี่สถาบันหลักเพียงได้ยินว่านี่มีบางสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสี่สถาบันหลัก ก็รู้สึกนับถือแล้ว แค่ได้ยินเสียงระฆังพวกเขาก็เริ่มฝึกโดยไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่น้อย

หลังจากนั้นไม่นาน อาจารย์หลัวเหวยก็มาที่ห้องเรียน เมื่อเห็นความประพฤติของนักเรียนทั้งหลายเขาก็พึงพอใจมาก เพียงแต่ที่มุมห้อง มีร่างโดดเดี่ยวร่างหนึ่งมองไปนอกหน้าต่างครุ่นคิดถึงบางสิ่ง จิตใจของเขาไม่ได้จดจ่ออยู่กับการฝึกฝนเลย

หลัวเหวยจ้องที่มุมนั้นเป็นเวลานานหวังว่าจะได้รับความสนใจจากนักเรียนคนนั้น ผลลัพธ์น่ะหรือ นักเรียนคนนั้นไม่แม้แต่จะหันศีรษะมาด้วยซ้ำ หลัวเหวยเริ่มโกรธแล้ว เขาเกือบจะเดินไปเตือนเด็กคนนั้นแล้วแต่ในที่สุดนักเรียนคนนั้นก็ยอมแพ้และหันหน้ามา

ทันทีที่มองเห็นใบหน้านั่น หลัวเหวยก็หันหน้าไปอีกทางแล้วเดินหนีไป

ลู่ผิง ที่แท้ก็เจ้าสวะนั่น

คนที่ไม่ได้เห็นหัวมาทั้งปีในที่สุดก็โผล่หน้ามาที่ห้องเรียนของเขาแล้ว หลัวเหวยไม่ได้รู้สึกเป็นเกียรติสักนิด คำกล่าวที่ว่าไม้ผุที่ไม่สามารถแกะสลักได้หรือโคลนที่ไม่สามารถใช้สร้างกำแพงนั้นมีไว้เพื่อใช้บรรยายตัวลู่ผิงโดยเฉพาะ พูดอะไรกับเขาก็เสียแรงเปล่า เอาพลังงานมาสั่งสอนนักเรียนคนอื่นดีกว่า

เมื่อสายตาของเขามองกลับไปที่นักเรียนที่มุ่งมั่นตั้งใจ อารมณ์ของเขาก็ดีขึ้นมากนัก เด็กพวกนี้แม้จะไม่ใช่อัจฉริยะใด ๆ แต่พวกเขาก็ยังรู้จักที่จะพยายามอย่างหนัก พวกเขารู้ว่าจะรักษาโอกาสที่หาได้ยากยิ่งนี้ได้อย่างไร กฎที่ปล่อยปละของสถาบันก็มีเพื่อให้โอกาสที่มากขึ้นกับเด็กเหล่านี้ แต่ผลก็คือกฎพวกนี้ดันทำให้ลู่ผิงสามารถจะทำตัวเป็นกาฝากได้เสียนี่ แค่คิดก็ขยะแขยงแล้ว

หลังก็จ้องเขม็งไปทางลู่ผิงเร็ว ๆ อีกครั้ง หลัวเหวยก็ไม่ไปสนใจเขาอีก เขาหันไปที่กระดานสอนและเขียนตัวอักษรขนาดใหญ่หกตัว

รูป เสียง กลิ่น รส กาย จิต

ตัวอักษรทั้งหกถูกเขียนเรียงเป็นวงกลม มีช่องว่างอยู่ข้างในวงกลมนั้น ตัวอักษรทั้งหกหมือนจะชี้ไปที่ช่องว่างนั้น

ความสนใจของเด็กนักเรียนตื่นตัวขึ้นมา พวกเขาเริ่มรู้แล้วว่าอาจารย์จะพูดเรื่องอะไร แม้ว่าพวกเขาจะยังไม่ได้เรียนเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ แต่จากความเปิดกว้างของสถานศึกษา พวกเขาก็ได้ยินมาบ้างแล้วจากนักเรียนชั้นสูงหรือห้องเรียนชั้นสูง และตอนนี้พวกเขาก็จะได้เรียนรู้มันจริง ๆ แล้ว

ท่ามกลางสายตากระตือรือร้นของเหล่านักเรียน หลัวเหวยยิ้มออกมา ในที่ว่างตรงกลางนั้น เขาเขียนตัวอักษรหนึ่งลงไป

เที่ยงแท้!

พลังวิญญาณทั้งเจ็ด พลังวิญญาณทั้งเจ็ดนี้เองเป็นสาเหตุของความแข็งแกร่งของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณทุกคน   ในหนึ่งปีนี้ นักเรียนทุกคนได้เริ่มสัมผัสถึงพลังของพลังวิญญาณหกอย่างแล้วจากการสั่งสอนของสถาบัน พลังวิญญาณพวกนั้นคือ รูป เสียง กลิ่น รส กาย และจิต

แล้วอะไรคือพลังวิญญาณที่เจ็ดล่ะ ทำไมมันถึงไม่ได้อยู่ในการฝึกด้วย นักเรียนทุกคนต่างสงสัย แม้ว่าพวกเขาต่างได้ยินทฤษฎีต่าง ๆ นานาจากหลายแหล่ง แต่มันก็เทียบไม่ได้กับคำอธิบายอย่างเป็นทางการจากครู

“พลังวิญญาณที่เจ็ด พลังวิญญาณเที่ยงแท้!” หลัวเหวยพูดพลางชี้ไปที่กระดานสอน แค่มองตำแหน่งที่อยู่กึ่งกลางก็รู้ได้แล้วถึงความสำคัญของพลังวิญญาณเที่ยงแท้ นักเรียนต่างนิ่งเงียบอย่างตื่นเต้น

“พลังวิญญาณอีกหกที่เหลือนั่น ข้าคิดว่าทุกคนคงรู้อยู่แล้ว” หลัวเหวยพูด

นักเรียนพยักหน้า พลังวิญญาณทั้งหกที่จริงก็คือประสาทสัมผัสทั้งหกของมนุษย์ ตา หู จมูก ปาก ร่างกาย และความคิด ความรู้สึกทั้งหกเป็นหนทางที่ใช้สังเกต มันก็คล้ายกับวิธีที่พลังวิญญาณทั้งหกทำงาน นี่ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจ การฝึกพลังวิญญาณทั้งหก พลังวิญญาณแต่ละวิญญาณแบ่งเป็นหกชั้นฟ้า รวมกันเป็น 36 ชั้นฟ้า หนึ่งพลังวิญญาณสองชั้นฟ้า กับ สองพลังวิญญาณที่หนึ่งชั้นฟ้าทั้งคู่ ต่างก็ถือว่าเป็นขั้นสองชั้นฟ้า อย่างไรก็ตาม หนึ่งพลังวิญญาณสองชั้นฟ้านั้นแข็งแกร่งกว่า สองพลังวิญญาณหนึ่งชั้นฟ้าเป็นอย่างมาก การฝึกขั้นต่อไปก็ยากลำบากกว่ามากด้วย

ในตอนนี้สำหรับนักเรียนชั้นปีที่หนึ่งแล้ว บทเรียนขั้นต้นคือการสัมผัสถึงพลังวิญญาณ จะพลังวิญญาณไหนก็ได้ แค่รับสัมผัสได้ก็ถือว่าดีพอแล้ว พวกเขาไม่ได้ถูกหวังให้ฝึกถึงชั้นฟ้าไหนด้วยซ้ำ

ขั้นตอนนี้นักเรียนทุกคนต่างก็ทำได้อย่างง่ายดาย ยังมีหลายคนที่สัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณหลายแบบด้วย แต่การฝึกไปถึงชั้นฟ้าที่หนึ่งก็ยังเป็นเรื่องยากยิ่ง

“ในห้องเรียนนี้ พวกเราทุกคนก็สัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณกันมาบ้างแล้ว เช่นเพื่อนนักเรียนป๋อหย่งเก่งเป็นพิเศษ เขาสัมผัสพลังวิญญาณได้ถึงห้าประเภทแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเขายังฝึกไปถึงชั้นฟ้าที่หนึ่งจากพลังวิญญาณที่สองคือพลังวิญญาณแห่งเสียงอีกด้วย โดดเด่นมาก” หลัวเหวยยังพูดต่อ เมื่อได้รับการเรียกชื่อ ป๋อหย่งก็ดูจะภาคภูมิใจ นักเรียนคนอื่นต่างก็ส่งสายตาริษยาไปทางเขา

“แต่แม้พวกเจ้าจะโดดเด่นเช่นเดียวกับป๋อหย่งก็ยังเร็วเกินไปที่จะข้องแวะกับพลังวิญญาณเที่ยงแท้” หลัวเหวยเปลี่ยนหัวข้ออย่างฉับพลัน

“แล้วทำไมพวกเราต้องพูดถึงพลังวิญญาณเที่ยงแท้เร็วแบบนี้ด้วยล่ะ นั้นก็เป็นเพราะมันคืออนาคต มันเป็นจุดหมายสุดท้ายหลังจากฝึกฝนถึงชั้นฟ้าที่หกจากพลังวิญญาณทั้งหก”

หลัวเหวยพูดพลางวาดวงกลมล้อมรอบตัวอักษรทั้งหกและเขียนลูกศรชี้ไปทางพลังวิญญาณเที่ยงแท้

“การเชื่อมต่อพลังวิญญาณ คำพูดนี้ ข้าเดาว่าทุกคนคงเคยได้ยินมาแล้ว การเชื่อมต่อพลังวิญญาณคือการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างพลังวิญญาณเริ่มต้นทั้งหกกับพลังวิญญาณเที่ยงแท้ และเพื่อจะทำสิ่งนี้ก็มีสิ่งที่จำเป็นต้องมีก่อน นั่นก็คือชั้นฟ้าที่หก” อีกครั้งที่เขาเขียนเลขหกเหนือลูกศรทุกดอก

“มีเพียงพลังวิญญาณที่อยู่ในชั้นฟ้าที่หกเท่านั้นที่เชื่อมต่อกับพลังวิญญาณเที่ยงแท้ได้ และหลังจากเราเชื่อมต่อพลังวิญญาณ ความสามารถของเราก็จะก้าวขึ้นขอบเขตใหม่”

“เป็นอย่างไรหรือครับครู” นักเรียบางคนถามอย่างอดใจไม่อยู่

“ครูจะแสดงให้ทุกคนดูนะ ทุกคนคงรู้ว่าครูเชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งรูปได้ใช่ไหม” ตอนที่หลัวเหวยพูด เขาก็หลับตาลง เมื่อเขาลืมตาอีกครั้งผิวเหนือดวงตาของเขาก็ครอบคลุมไปด้วยแสงสีขาวจาง ๆ

“โอ้!” นักเรียนเริ่มฮือฮาอย่างแปลกใจ ใบหน้าของหลัวเหวยแย้มยิ้มเล็กน้อย เขากลอกตามองกวาดไปทั่วห้องและเริ่มพูดขึ้น “นักเรียนหยวนหมิ่น เจ้าเอาขนมมาแค่สามห่อเองรึ น้อยไปหรือเปล่า”

“เอ๋” หยวนหมิ่นสะดุ้งโหยงเมื่อโดนเรียกชื่อ นางไม่รู้ว่าทำไมอาจารย์ถึงพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา นักเรียนคนอื่นหันไปมองงง ๆ ขนมหรือ ขนมอะไร

“นักเรียนคังเต๋อ ติดกระดุมเสื้อดีหรือยัง ไม่ ข้าไม่ได้พูดถึงกระดุมเสื้อคลุมของเจ้า แต่หมายถึงกระดุมเม็ดที่สี่ของเสื้อชั้นในสีครีมของเจ้าต่างหาก”

นักเรียนทั้งหมดหันไปทางคังเต๋ออีกครั้ง เสื้อชั้นในสีครีมอะไรกัน อยู่ไหนน่ะ หลังจากคังเต๋อที่งงงันถอดเสื้อคลุมออก ทุกคนก็เห็นว่ามีเสื้อชั้นในสีครีมจริง ๆ และที่กระดุมเม็ดสามของเสื้อก็ไปกลัดกับรังดุมที่สี่

“ครูครับ...” ป๋อหย่งสมแล้วที่ได้รับการเรียกขานว่าฉลาดที่สุดในกลุ่ม เขาเป็นคนแรกที่มีปฏิกริยาตอบโต้ เขามองไปที่แสงสีขาวในดวงตาของหลัวเหวยอย่างอึ้งทึ่ง

“ใช่แล้ว นี่ล่ะความสามารถที่ข้าได้รับหลังจากเชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งรูป สายตาทะลุทะลวง นั่นเป็นสาเหตุที่ครูเห็นขนมของนักเรียนหยวนหมิ่นใต้โต๊ะและเสื้อชั้นในของนักเรียนคังเต๋อ เอ๋?” เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไป เขาอยากจะใช้โอกาสนี้มองทะลุของอีกหน่อยเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ แต่เมื่อสายตาเขามองไปทางมุมห้อง เขาก็เห็นร่างหนึ่งกำลังแอบย่องอยู่ริมผนังห้อง

นั่นใครน่ะ หลัวเหวยเริ่มเพ่งมอง แต่ก่อนที่เขาจะเพิ่มพลังให้กับสายตาทะลุทะลวงของตน เขาก็ได้เห็นมุมปากของใครอีกคนยกขึ้นทางหางตา

โดยไม่รอให้เขาเพิ่มพลัง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากปากนั้น

“ครูม่อเซิน ช่างบังเอิญจังนะครับ”

ม่อเซิน เขาคือม่อเซินหรือ ในที่สุดสายตาทะลุทะลวงของหลัวเหวยก็เข้มข้นขึ้น กำแพงโค้งนั้นดูคล้ายจะกลายเป็นแก้วใสไปในสายตาของหลัวเหวย และจริงแท้แน่นอน นั่นคือม่อเซินที่มีสีหน้ากลัวแทบตายแล้ว

ใครพูดน่ะ

ลู่ผิงหรือ

ลู่ผิงเอนไปกับหน้าต่างโดยยื่นตัวออกไปกว่าครึ่งตัว มุมปากของเขายกขึ้นในองศาเดียวกับที่หลัวเหวยเห็นทางหางตา ยิ้มแย้มพูดกับม่อเซิน

........................................................................


ขนมคอเป็ด (牛皮糖) และ ขี้วัว (牛粪) มีคำพ้องที่ตัวอักษรแรกค่ะ 牛 แปลว่าวัว แต่พอแปลไทยแล้วจุดร่วมนี้มันหายไป

ขนมคอเป็ด หน้าตาเป็นแบบนี้ ว่าแต่มันชื่อขนมคอเป็ดใช่ไหมเนี่ย พยายามเสิร์ชแล้วได้ชื่อนี้มา ไม่รู้ว่าถูกรึเปล่า ปกติกินอย่างเดียวไม่รู้ชื่อ 555

แต่อยากให้ทุกคนช่วยคิดชื่อใหม่ให้พลังวิญญาณแห่ง ความคิดกับความทรงจำหน่อยค่ะ

ชื่อภาษาอื่นคือ essence精 และ excellence英

หลายตอนต่อไปเป็นการพยายามฆ่าคนของครูม่อเซิน 555

edit: เราตกลงใจที่จะเปลี่ยนชื่อพลังวิญญาณแห่งความคิดเป็นพลังวิญญาณแห่งจิต และพลังวิญญาณแห่งความทรงจำเป็นพลังวิญญาณเที่ยงแท้นะคะ




NEKOPOST.NET