Heaven Awakening Path ตอนที่ 19 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.19 - ผิงที่แปลว่าสงบนิ่ง


ตอนที่ 19 – ผิงที่แปลว่าสงบนิ่ง

 

ลู่ผิงหายไปแล้ว

และถ้าม่อหลินไม่ได้พูดความสงสัยออกมา ซีเฟิ๋นก็คงไม่รู้แน่นอน แม้ว่าพลังวิญญาณแห่งเสียงของเขาจะไม่มีระดับชั้นใด ๆ แต่ลู่ผิงก็ยืนอยู่ข้าง ๆ เขาห่างออกไปเพียงเมตรเดียว แต่เขาก็ยังคงไม่รู้สึกว่าอีกฝ่ายหายไปแล้ว

“เขาไปไหนแล้ว” ม่อหลินมองไปรอบ ๆ

ซีเฟิ๋นไม่ทราบ แต่เขามีลางสังหรณ์บางอย่าง พลังวิญญาณที่ตรวจพบเมื่อครู่ หรือว่าจะเป็นของลู่ผิง

“จริงสิ เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอะไรไม่ถูกต้องนะ” ม่อหลินถาม

ไม่หรอก ไม่ใช่ลู่ผิง!

ซีเฟิ๋นตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าตอนนี้เขาจะไม่สามารถรับรู้พลังวิญญาณนั้นได้ แต่ในวินาทีที่รับรู้นั้น มันมาจากอีกทิศทางหนึ่ง

“มีพลังวิญญาณ...” ตอนที่ซีเฟิ๋นกำลังพูด สายตาของเขาก็กวาดไปยังทิศทางที่วิเคราะห์ได้ ทางนั้นมีเพียงผู้อำนวยการและอาจารย์ของสองสถาบันนั่งอยู่บนเวทีสังเกตการณ์

ใครกันนะ

ซีเฟิ๋นไม่สามารถให้รายละเอียดที่มากกว่านี้แก่ม่อหลิน เขาเพียงรู้สึกว่าการที่ลู่ผิงจากไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวนี้เท่านั้น

 

หอคอยแห่งพลังวิญญาณชั้นปีสาม ชั้นที่สิบสอง

ซูถังอาศัยพลังวิญญาณแห่งกายชั้นฟ้าที่หกของนางบุกขึ้นมาถึงชั้นนี้อย่างราบรื่น เป็นอย่างที่ซีเฟิ๋นบอกเอาไว้ สำหรับชั้นปีสาม ชั้นฟ้าที่สามหรือสี่ถือเป็นคนส่วนมาก ชั้นฟ้าที่ห้าถือว่าโดดเด่นและชั้นฟ้าที่หกเรียกว่ายิ่งกว่าโดดเด่นแล้ว เพียงพอที่จะข้ามผ่านหอคอยแห่งพลังวิญญาณนี้ไปได้โดยง่าย มีเพียงชั้นที่สิบสองที่มีความยุ่งยากอยู่บ้าง

ชั้นที่สิบสองไม่สามารถผ่านไปได้โดยใช้เพียงระดับชั้นของพลังวิญญาณ ที่ชั้นนี้การใช้งานพลังวิญญาณเริ่มมีความสำคัญมากแล้ว ตอนอยู่ชั้นปีสาม ซีเฟิ๋นเองก็มิได้ผ่านชั้นที่สิบสองมาได้จากระดับชั้นของเขา ในตอนนั้นพลังวิญญาณแห่งจิตที่เขาเชี่ยวชาญที่สุดยังไม่ถึงชั้นฟ้าที่สี่ด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่ชั้นที่สิบสองแต่ตั้งแต่ชั้นที่เก้าเป็นต้นไปเขาก็พึ่งแต่ระดับชั้นไม่ได้แล้ว เขาอาศัยการใช้พลังวิญญาณอย่างเหมาะสม ไม่เพียงแต่พลังวิญญาณแห่งจิตเท่านั้น แต่เป็นพลังวิญญาณทุกประเภทที่เขาเชี่ยวชาญในการใช้มาก

ซูถังเหนือกว่าเขามากในด้านระดับชั้น และทักษะการใช้พลังวิญญาณของนางก็ไม่เลวเลย ความคาดหวังของทั้งสถาบันที่มีต่อซูถังมิใช่จะไร้เหตุผล และนางก็ไม่ได้ทำให้ทุกคนผิดหวัง หลังจากต่อสู้กับสิงโตมายาที่เฝ้าปกปักอยู่บนชั้นที่สิบสองสักพักนางก็สามารถจับจังหวะและวิธีการโจมตีของมันได้ พลังวิญญาณแห่งรูปชั้นฟ้าที่สามจับตามองความเคลื่อนไหวของสิงโตอย่างแม่นยำ

ย้า!

หลังจากตะโกนปลดปล่อย ซูถังก็เคลื่อนมือขวาไปคว้าหัวของสิงโตที่กระโจนเข้าใส่อย่างแม่นยำ มือซ้ายของนางตามมาติด ๆ แล้วมือทั้งสองข้างของนางก็กดลง

สิงโตมายาร้องคำราม แต่มันมิอาจจะต่อสู้กับอำนาจของพลังวิญญาณแห่งกายที่ระเบิดขึ้นได้ กะโหลกของมันโดนทุบลงที่พื้นจนเกิดหลุมขนาดใหญ่ขึ้น แต่ตัวของมันกลับถูกยกขึ้นกลางอากาศจากแรงกระแทกนั้น

ตู้ม!

สิงโตมายาล้มลงและนอนแผ่กับพื้น หัวของมันที่อยู่ในพื้นหยุดดิ้นรน

ซูถังปล่อยมือและถอยไปสองก้าวอย่างระมัดระวัง สิงโตมายานี้ค่อนข้างจะตึงมือจริง ๆ นางเริ่มหายใจหอบแล้ว แต่นางก็มิได้ผ่อนคลายลงทันที นางยังคงมองดูสิงโตมายาที่อยู่บนพื้นจนกระทั่งมันหายไป มีเพียงตอนนั้นที่นางวางใจได้

เฮ้อ

ซูถังถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทางหนึ่งนางก็ตรวจดูรอยแผลเล็กน้อยที่ไหล่ซ้ายซึ่งเกิดจากการต่อสู้เมื่อครู่ อีกทางนางก็เดินไปที่ยอดคอหอย ทันใดนั้นก็มีสายลมอันกล้าแข็งจู่โจมนาง!

ยังไม่จบ!

ซูถังมีประสาทสัมผัสที่ฉับไวมาก นางกระโดดหลบการโจมตีไปทางขวาทันที นางหันกลับไปมองอีกครั้ง สิงโตมายาหายไปแล้วจริง ๆ ครั้งนี้เป็นคนผู้หนึ่งที่ปรากฏตัวขึ้น ดูเหมือนเขาจะกำเนิดขึ้นจากพลังของหอคอยแห่งพลังวิญญาณเช่นเดียวกันกับสิงโต เมื่อการโจมตีนั้นพลาดไป คนผู้นั้นก็ดูตกตะลึงและลังเล

รับมือไม่ง่ายแน่!

ซูถังตัดสินได้ทันที แม้ว่าสิงโตก่อนหน้านี้จะดุร้าย แต่มันก็เพียงโจมตีอย่างไม่คิดชีวิตเท่านั้น แต่คราวนี้ รูปมายานี้กลับแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกหลังจากการโจมตีพลาดไป ศัตรูเช่นนี้ย่อมต้องน่าเกรงขามกว่าสัตว์ร้ายที่ได้แต่โจมตีตรง ๆ

จริงสินะ ความยากของชั้นที่สิบสองมันจะต้องมากกว่าชั้นล่าง ๆ มากอยู่แล้ว! ซูถังคิดอย่างผิดหวังนิด ๆ หลังจากเอาชนะสิงโตมาได้นางก็เหนื่อยแล้ว นางไม่แน่ใจเลยว่าจะสามารถเอาชนะศัตรูที่เก่งกว่ามันมากได้

แต่อย่างไรก็ไม่สามารถยอมแพ้ลงเพียงแค่นี้!

ซูถังกลับมาสงบนิ่งดังเดิม นางใช้พลังวิญญาณแห่งรูปและพลังวิญญาณแห่งเสียงเริ่มจับตามองทุก ๆ การกระทำของคู่ต่อสู้

ศัตรูเคลื่อนไหว!

พูดอีกอย่างคือ เขามิได้เคลื่อนไหว แต่หายตัวไปแล้ว

ซูถังตื่นตะลึง การเฝ้ามองของนางนั้นเข้มงวดมากแล้ว ความเหน็ดเหนื่อยมิได้ทำให้นางขาดสมาธิ แต่นางก็ยังไม่อาจเห็นคู่ต่อสู้ทำท่าทางอันใด เขาเพียงแต่หายไปเฉย ๆ

ในระยะสายตา 188 องศาไม่มีร่องรอยของซัตรู

ข้างหลัง มีเพียงข้างหลังเท่านั้น!

แม้ว่าพลังวิญญาณแห่งเสียงชั้นฟ้าที่สามของนางจะไม่ได้ยินอะไรเลย แต่ซูถังก็ตัดสินใจเช่นนั้นแล้ว

หมุนตัว กวาดขาออกไป!

ปฏิกิริยาของซูถังนั้นรวดเร็วมาก แต่ไม่เร็วพอสำหรับศัตรูคนนี้ ในตอนนั้นศัตรูก็ได้ปรากฏตัวขึ้นข้างหลังนางแล้วจับขาที่นางกวาดมาเอาไว้

เงาร่างนั้นแย้มยิ้มแล้วเหวี่ยงแขนโยนตัวซูถังออกไป

แต่ว่า พลังกายไม่มากพอ!

นิ้วของเขาพบกับแรงต้านทานที่แข็งแกร่งของพลังวิญญาณแห่งกายชั้นฟ้าที่หก ความแกร่งกล้าของเด็กสาวมากกว่าที่เขาคาดคิด

“เจ้าเป็นใคร” เขาได้ยินซูถังพูด เนื่องจากรอยยิ้มของเขาเมื่อครู่ทำให้ซูถังรู้สึกแปลกประหลาดมาก

ความรู้สึกประหลาดใจและลังเลที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นร่างเงาคิดคำนวณก้าวต่อไป มันอาจเป็นปฏิกิริยาชั้นสูงที่ซับซ้อน แต่รอยยิ้มนั่นมันอะไรกัน ร่างเงาที่เกิดจากพลังวิญญาณของหอคอยแห่งพลังวิญญาณสามารถแสดงอารมณ์เช่นมนุษย์ทั่วไปด้วยหรือ

ซูถังรู้สึกทันทีว่ามีสิ่งไม่ชอบมาพากล นางนึกรู้ขึ้นมาว่าบางทีร่างเงานี้อาจไม่ได้ถูกหอคอยแห่งพลังวิญญาณควบคุม แต่มีใครบางคนที่ควบคุมมันอยู่ หรือแม้แต่ร่างเงานี้อาจจะเป็นมนุษย์ผู้หนึ่ง

ร่างเงามิได้ตอบคำ เขารับรู้ในตอนนั้นว่าเขาได้เปิดเผยร่องรอยในงานนี้แล้ว นั่นเป็นเพราะเขาไม่เคยคิดที่จะป้องกันสถานการณ์เช่นนี้มาก่อนเลย เขาไม่เคยเชื่อว่าเขาจะต้องปรากฏตัว เขาคิดว่าเพียงเขาลอบโจมตีครั้งแรกก็จบการทดสอบนี้ได้แล้ว

เขาไม่คาดว่าการลอบโจมตีครั้งแรกจะพลาด ไม่คาดว่าซูถังจะโต้ตอบรวดเร็วและกวาดเท้าเตะไปข้างหลัง และยิ่งไม่คาดว่ามือของเขาจะไม่สามารถโยนนางออกไป

เขาไม่อยากพลาดอีกครั้งจึงตกลงใจที่จะเร่งมือขึ้น

ในตอนนี้เขาอยู่ในสถานะ “กายทิพย์” ดังนั้นการแข่งขันด้านพลังกายไม่เป็นผลดีอย่างยิ่ง เขาตกลงใจจะไม่ชนกับซูถังอีกและกำลังจะปล่อยขาของนาง แต่ว่าหลังจากการปะทะกันครั้งนี้ซูถังก็ทราบแล้วว่าข้อได้เปรียบของนางอยู่ที่ไหน

พลังกาย!

พลังกายของนางไม่ใช่สิ่งที่ร่างเงาประหลาดนี่จะต่อสู้ด้วยได้โดยง่าย

ดังนั้น จากขาซ้ายที่ยืนมั่นคงอยู่บนพื้น นางจึงได้ใช้แรงทั้งร่างส่งออกไป

ขาขวาที่ถูกจับไว้อยู่ดี  ๆ ก็พุ่งไปข้างหน้า ตอนแรกเงาร่างจับมันไว้ได้อย่างมั่นคง แต่ในขณะนั้นเขากำลังคิดที่จะปล่อยมืออยู่แล้ว ไม่คาดว่าซูถังจะเตะขาที่โดนจับไว้ออกมาอย่างดุร้ายเช่นนี้

ระยะห่างของทั้งสองมิได้มากนัก ลูกเตะของซูถังส่งลงไปตรงกลางหน้าอกของร่างเงาพอดี เท้านั้นทำให้ร่างเงาเริ่มบิดเบี้ยวและสั่นไหว

ดูเหมือนจะเป็นร่างมายาจริง ๆ แต่มันต่างจากตัวก่อนหน้า ตอนที่สิงโตมายาถูกทำร้าย มันมิได้บิดเบี้ยวเช่นนี้

สรุปแล้วเจ้านี่เป็นตัวอะไรกันแน่นะ

ช่างมัน ตีก่อนค่อยว่ากัน!

ซูถังไม่พลาดโอกาสที่หาได้ยากยิ่งนี้ นางขยับกายเข้าไปใกล้อย่างรวดเร็ว แล้วออกหมัดและเตะขาออกไป

การชกต่อยย่อมเป็นทักษะที่ง่ายดายที่สุดของพลังวิญญาณแห่งกาย ร่างเงานั้นไม่อาจฟื้นคืนจากการบิดเบี้ยวและสั่นไหวในขณะที่ถูกเตะต่อยครั้งแล้วครั้งเล่า มันยังคงมีสภาพครึ่ง ๆ กลาง ๆ เหมือนเดิม

ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ดูเหมือนมันจะทำอะไรไม่ได้เลยสินะ

ซูถังประเมินและยิ่งเตะต่อยให้เร็วขึ้นไปอีก

ร่างเงานั้นโอดครวญอยู่ในใจ เขามิใช่ร่างเงาที่เกิดจากหอคอยแห่งพลังวิญญาณจริง ๆ ในความเป็นจริงแล้ว การทดสอบของชั้นที่สิบสองจบลงตั้งแต่ตอนที่สัตว์ร้ายมายาตายแล้ว

เขาเป็นอาจารย์ของสถาบันเสียเฟิง หยวนอี๋ ผู้เชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งจิต ในขณะนี้เขากำลังนั่งอยู่ข้างกายปาลี่เหยียน ร่างเงาในชั้นที่สิบสองของหอคอยแห่งพลังวิญญาณเป็นความสามารถขั้น 4 หลังจากเชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งจิตของเขาเองคือกายทิพย์

ร่างมายานั้นมาจากการควบคุมของเขา เสียเฟิงใช้วิธีการเช่นนี้ในการขัดขวางไม่ให้ไจเฟิงผ่านชั้นที่สิบสองไปได้สำเร็จ เดิมทีเขาคิดว่าแค่ลอบโจมตีครั้งเดียวก็จบงานได้แล้ว เขาไม่เคยคิดว่าจะต้องต่อสู้ยาวนานเช่นนี้แถมยังอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบอีกต่างหาก

แย่แล้ว แย่มาก ๆ!

จากที่เป็นอยู่ อย่าว่าแต่ขัดขวางเลย ตัวเขาเองจะต้องบาดเจ็บจากการที่ร่างเงาถูกทำลายแน่ ๆ

ถ้าเป็นแบบนั้นก็ไม่ต้องไปสนใจแล้ว!

เดิมทีหยวนอี๋เองก็มิได้ต้องการจะทำร้ายนักเรียนไจเฟิง เขาแค่ต้องการขัดขวางความสำเร็จของนักเรียน แต่มาตอนนี้อย่าว่าแต่ป้องกันไม่ให้นักเรียนสอบผ่านชั้นที่สิบสองเลย ตัวเขาเองกำลังจะรับบาดเจ็บอยู่แล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็อ่อนข้อให้ไม่ได้อีกต่อไป

ความสามารถขั้น 4 กายทิพย์มิได้มีแค่นี้

เขารวบรวมพลังของจิตวิญญาณและเริ่มชี้นำพลังวิญญาณแห่งจิตทั้งหมดเป็นสายทอดยาวและใช้ความสามารถกายทิพย์ด้วยกำลังทั้งหมดที่มี

หอคอยแห่งพลังวิญญาณ ชั้นที่สิบสอง หมัดที่ซูถังออกไปชกเข้าใส่อากาศว่างเปล่า

ร่างเงาที่กำลังจะถูกนางสังหารอยู่ดี ๆ ก็หายตัวไป

พลังวิญญาณแห่งจิตมิใช่สิ่งที่นางเชี่ยวชาญ หลังจากบรรลุถึงชั้นฟ้าที่หนึ่งแบบหืดขึ้นคอในตอนชั้นปีสองนางก็ไม่ไปสนใจมันอีกเลย

แต่จากเพียงแค่พลังวิญญาณแห่งจิตชั้นฟ้าที่หนึ่ง นางก็สามารถรับรู้ถึงอานุภาพของพลังวิญญาณแห่งจิตที่มุ่งมาจากข้างหลังและนำอันตรายมาหาได้แล้ว

หันกลับไปโจมตี!

ความเคลื่อนไหวและความพริ้วไหวของซูถังยังคงมีเช่นเดิม แต่ครานี้ศัตรูเร็วกว่ามากนัก! ร่างเงาที่เกือบจะโดนนางทำลายอยู่แล้วกลับมามีร่างเป็นคนอีกครั้ง มันยังชัดเจนขึ้นอีกด้วย แต่โดยไม่รีรอให้นางมองเห็นได้ชัดเจน มันก็เริ่มโจมตีแล้ว…

พลังวิญญาณแห่งกายในร่างนางที่กำลังทำงานปั่นป่วนขึ้นมาทันที นางหมดเรี่ยวแรงและหมดสติอีกด้วย พลังวิญญาณที่แฝงกับการโจมตีของศัตรูทำร้ายนางอย่างไม่ออมมือ

รู้แบบนี้ทำเช่นนี้แต่แรกก็หมดเรื่องแล้ว หลังจากจบการต่อสู้ในหมัดเดียว หยวนอี๋ก็คิดเช่นนี้และกำลังจะเลิกใช้กายทิพย์ แต่อยู่ดี ๆ เขาก็รู้สึกว่ามีอะไรแปลก ๆ ข้างหลัง

เขาเผลอหันกลับไปมอง แต่ลำคอของร่างเงากลับถูกมือข้างหนึ่งตรึงเอาไว้

ใครกัน

หยวนอี๋ตะลึงงัน แต่อีกฝ่ายไม่ยอมเสียเวลาพูดคุยกับเขา โดยไม่มีการเตือนใด ๆ พลังอำนาจอันกล้าแข็งพวยพุ่งออกมาในระยะเวลาที่สั้นเกินจะคิดได้ทัน มันไม่ให้เวลาหยวนอี๋โต้ตอบอะไรได้เลย ไม่มีแม้แต่เวลาจะมองหน้าอีกฝ่ายให้ชัดเจน

ตู้มตู้มตู้มตู้ม!

เป็นอีกครั้งที่มีเสียงระเบิด เสียงระเบิดเช่นนี้ไม่ได้ดังเป็นครั้งแรกในวันนี้

เป็นอีกครั้งที่สายตาของทุกคนมองไปที่จุดเดียวกัน ทุกคนที่มองมีสีหน้าอึ้งงัน ดูเหมือนว่าหอคอยชั้นปีสามหลังนี้....กำลังจะถล่มเช่นกันหรือ

“หนีเร็ว” ผู้คุมสอบใต้หอคอยตะโกนก้อง ทุกคนรีบเผ่นทันที

อย่างไรก็ตาม การถล่มของหอคอยแห่งพลังวิญญาณของชั้นปีสามมันปุบปับกว่าของชั้นปีหนึ่งอย่างมาก มีเสียงดังครั้งหนึ่งและหอคอยก็ถล่มลงมาทั้งหลังเลย

“อะไรกัน” ทุกคนสมองขาวโพลน

หอคอยชั้นปีหนึ่งถูกทำลาย แล้วตอนนี้หอคอยชั้นปีสามก็ถูกทำลายเช่นกัน

ผู้คนจากไจเฟิงอยากหัวเราะ ส่วนผู้คนจากเสียเฟิงอยากร้องไห้ แต่ครั้งนี้ปาลี่เหยียนไม่อาจเกรี้ยวกราดได้ เพราะว่าในตอนนี้หอคอยถล่มนั้น หยวนอี๋ที่อยู่ข้างกายเขาก็เปิดปากแล้วกระอักเลือดออกไปไกลถึงสามเมตร

จากซากปรักหักพัง มีร่างหนึ่งค่อย ๆ โผล่ออกมา

เด็กหนุ่มที่แบกเด็กสาว เดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงทีละก้าว เช่นเดียวกับในปีนั้นที่เขาแบกเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ

เขาเรียกว่าลู่ผิง ผิงที่แปลว่าสงบนิ่ง

…………………………………

ขออธิบายชื่อตอนเล็กน้อย

平安的平   

สองตัวแรก 平安 (ผิงอาน) แปลว่าสงบนิ่ง/จิตใจสงบ

的 แปลว่า ของ/แห่ง/จาก แต่เป็น ของแบบ ‘s ของอังกฤษ คือ A 的 B = B ของ A

ตัวสุดท้าย平 ก็คือชื่อของลู่ผิงนั่นแหละ รวมจะได้ว่า ผิงแบบผิงอาน ผิงจากผิงอาน

พจน์แบบนี้คนจีนจะใช้เวลาแนะนำตัวว่าชื่อของตัวเองเขียนด้วยตัวจีนแบบไหน เพราะคำจีนมันมีคำพ้องเสียงเยอะ มาก มาก อาการคล้ายคนไทยเวลาบอกตัวเองชื่อสะกด น.หนู ณ.เณร ท.ทหาร ธ.ธง หรือใช้สระอำ ใช้ ร.หัน ใช้ ‘ไม้หันอากาศม.ม้า’

หรือแบบคำก็ ชื่อจันทร์แบบพระจันทร์ ชื่อจันแบบลูกจัน ชื่อจันทน์แบบไม้จันทน์ อะค่ะ

 

ตอนที่ 20 – เพียงมุ่งไปข้างหน้า




NEKOPOST.NET