NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.17 - หอคอยพังแล้ว ทำเช่นไรต่อ


ตอนที่ 17 – หอคอยพังแล้ว ทำเช่นไรต่อ

 

เวลาเหมือนจะหยุดเดิน

ผู้อำนวยการบนเวทีสังเกตการณ์ อาจารย์ ผู้รักษาระเบียบที่อยู่ใกล้สนามสอบของนักเรียนชั้นปีสี่ แล้วยังมีนักเรียนจากทั้งสองสถาบันทั้งสี่ชั้นปี ตัวแทนกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ที่มาสำรวจการทดสอบใหญ่นี้โดยเฉพาะ พวกเขาทุกคนอยู่ในอากัปกริยาเดียวกัน คือนิ่งงัน มีเพียงดวงตาที่หมุนไปตามการเคลื่อนไหวของร่างร่างหนึ่ง

เดิมทีเป็นไปไม่ได้ที่การทดสอบของนักเรียนปีหนึ่งจะเป็นจุดสนใจของทุกคน ชั้นปีที่สอง สาม และสี่จะแสดงถึงศักยภาพของนักเรียนแต่ละสถาบันได้ดีกว่า

แต่ตอนนี้การทดสอบของนักเรียนชั้นปีหนึ่งกลับเป็นจุดสนใจของทุกคน แม้ว่าตอนแรกจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น ในช่วงเวลาสั้น ๆ ยังไม่แน่ชัดว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น สิ่งเดียวที่พวกเขารู้สึกว่าสำคัญก็คือการพังทลายของหอคอยแห่งพลังวิญญาณ แต่เมื่อพวกเขาได้รับทราบเรื่องราวทั้งหมด ทุกคนก็เบิกตากว้างจ้องมองไปที่ร่างนั้นแบบเดียวกัน

ร่างนั้นเดินอย่างสงบนิ่งและไม่เร่งร้อน จังหวะการก้าวเดินมิได้รวดเร็ว และมิได้เชื่องช้า มันเหมือนกับการเดินธรรมดาบนถนนทั่วไป แล้วร่างนั้นก็กลับไปยืนรวมกลุ่มกับเด็กนักเรียนปีหนึ่งของสถาบันไจเฟิง

เหล่านักเรียนไจเฟิงต่างถอยออกห่างอย่างไม่ได้ตั้งใจ ในตอนนี้สายตาของทุกคนไม่ได้มองเมินเขา แต่หลบออกไปเหมือนหลบเลี่ยงสัตว์ร้ายที่น่ากลัว

สายตาของลู่ผิงยังคงเหมือนที่เป็นมาตลอด มันเป็นเหมือนกับตอนที่เขาถูกรังเกียจมาตลอดสามปี ยังคงเยือกเย็นเช่นเดิม

เหล่านักเรียนมองหน้ากันอย่างท้อใจ ผู้คุมสอบก็ทำอะไรไม่ถูก หัวหน้าผู้คุมสอบถือตารางบันทึกผลการทดสอบไว้ในมือ แต่เขาไม่รู้ว่าจะบันทึกอย่างไรดี

ขึ้นถึงยอดสูงสุดของหอคอยแห่งพลังวิญญาณได้คะแนนเต็ม 100 คะแนน

แต่การพังหอคอยทั้งหลังล่ะ จะได้คะแนนเท่าไหร่ เรื่องเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  ทั่วแผ่นดินนี้ก็ไม่เคยมี

หัวหน้าผู้คุมสอบคิดแล้วคิดอีก แต่เขาไม่มีอำนาจที่จะตัดสินใจได้ ดังนั้นจึงเตรียมไปฟังคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาของทั้งสองสถาบัน แต่เมื่อเหล่านักเรียนปีหนึ่งของสถาบันเสียเฟิงเห็นว่าเขากำลังจะจากไป พวกเขาก็พุ่งเข้ามารุมล้อมทันที

“อาจารย์ครับ แล้วการทดสอบของพวกเราล่ะครับ” พวกเขาถามกันเซ็งแซ่

หัวหน้าผู้คุมสอบยิ่งปวดศีรษะหนักกว่าเดิม จริงด้วย! นักเรียนเสียเฟิงยังไม่ได้ทดสอบเลยแต่หอคอยแห่งพลังวิญญาณหายไปแล้ว หอคอยแห่งพลังวิญญาณของแต่ละชั้นปีนั้นไม่เหมือนกัน การจะให้พวกเขาไปทดสอบในหอคอยของชั้นปีสอง ปีสามหรือปีสี่ก็ไม่เหมาะสมทั้งสิ้น จะบอกว่าอันตรายถึงชีวิตก็ไม่ได้เรียกกว่าเกินไป

“ทุกคน รอสักครู่ ข้าจะไปถาม...” หัวหน้าผู้คุมสอบก็มิได้รับปากอะไร หลังจากกล่าวปลอบใจเด็ก ๆ เล็กน้อย เขาก็เขาเดินหนีไป

ตอนนี้พวกนักเรียนเสียเฟิงยังจะยินดีเหมือนก่อนหน้านี้ได้หรือ สุดท้ายแล้วลู่ผิงกลับน่ากลัวกว่าเกินคาด แต่ในเวลานี้พวกเขากลับไม่สามารถสนใจเรื่องนั้นได้ ตอนนี้ที่สำคัญที่สุดคือไม่มีหอคอยแห่งพลังวิญญาณสำหรับนักเรียนชั้นปีหนึ่ง แล้วพวกเขาจะทดสอบได้อย่างไร นี่เป็นหอคอยเดียวที่มีอยู่ในเขตเสียเฟิงทั้งเขต สาเหตุหลักที่สถาบันเสียเฟิงกับไจเฟิงต้องมาทดสอบร่วมกันก็เพราะว่าสถาบันไจเฟิงไม่มีหอคอยแห่งพลังวิญญาณเป็นของตัวเอง

“บางทีอาจใช้วิธีการที่เหมาะสมอื่น ๆ ได้หรือไม่”

“ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีวิธีการใดนอกจากหอคอยแห่งพลังวิญญาณ โดยเฉพาะสำหรับนักเรียนปีหนึ่ง เจ้าอยากให้พวกเราสอบเช่นเดียวกับนักเรียนปีสี่หรือ คงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตายได้อย่างไร!”

“ก็รอจนสร้างหอคอยหลังใหม่ได้ไหมเล่า”

“ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ล่ะนั่น”

“มันก็เหมือนกับซ้ำชั้นน่ะสิ”

นักเรียนชั้นปีหนึ่งของเสียเฟิงต่างพูดคุยกันอย่างแตกตื่น ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนที่สัมผัสพลังวิญญาณได้ห้าประเภท สัมผัสพลังวิญญาณได้หกประเภท หรือแม้แต่นักเรียนที่ทะลวงผ่านถึงชั้นฟ้าที่หนึ่ง ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความกังวลใจ พวกเขาไม่รู้ว่าการถล่มของหอคอยแห่งพลังวิญญาณจะสร้างปัญหาให้พวกเขาหรือไม่

เมื่อนักเรียนไจเฟิงเห็นท่าทางแตกตื่นของนักเรียนเสียเฟิงก็ทำให้พวกเขาปลดปล่อยความอับอายที่ผ่านมาไปได้ และสำหรับลู่ผิงนั้นพวกเขาก็มิได้ลำบากใจที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดของพวกเขาเช่นซีเฟิ๋น ไม่ว่าอย่างไรซีเฟิ๋นก็ได้เฝ้าสังเกตลู่ผิงอย่างใกล้ชิดมาตลอดสามปี คงไม่ต้องอธิบายว่าความคิดที่เขามีต่อลู่ผิงมันหยั่งรากลึกแค่ไหน แต่สำหรับนักเรียนปีหนึ่งพวกนี้น่ะหรือ พวกเขาส่วนใหญ่ก็แค่ได้รับฟังข่าวลือเรื่องลู่ผิงเท่านั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ พวกเขามิได้มีความประทับใจที่แท้จริง เพียงแต่รู้สึกร่วมกับทุกคนเฉย ๆ เมื่อพวกเขาได้เห็นการแสดงออกอันน่าทึ่งของลู่ผิง ความประทับแรกของพวกเขาก็จางลงทันที

“ร้ายกาจเกินไปแล้ว เจ้าทำได้อย่างไร” ในที่สุดก็มีนักเรียนที่เริ่มต้นพูดคุยกับลู่ผิง

“ก็ไม่เท่าไหร่หรอก” ลู่ผิงกล่าว

“เจ้าเก่งขนาดนี้ แล้วสอบตกการทดสอบสองครั้งที่ผ่านมาได้อย่างไร”

“เอ่อ นั่นก็เพราะข้าไม่ได้เข้าร่วมการทดสอบน่ะสิ” ลู่ผิงกล่าว

“ทำไมไม่ไปล่ะ”

“เพราะไม่เห็นความจำเป็น...” ลู่ผิงพูด

“แล้วครั้งนี้ล่ะ”

“ถ้าครั้งนี้ข้าไม่มาร่วมก็ถูกไล่ออกน่ะสิ” ลู่ผิงอธิบายอย่างจริงจัง

บทสนทนานี้ก็ลอยเข้าหูของซีเฟิ๋นกับม่อหลินที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ

“ความจริงอันสูงสุด!” ม่อหลินคร่ำครวญ พลังของลู่ผิงนั้นเหนือกว่าระดับชั้นของสถาบันไจเฟิง คำถามสำคัญควรเป็น ทำไมลู่ผิงถึงมาอยู่ที่ไจเฟิงแทนที่จะเป็นคำถามว่าทำไมถึงตกการทดสอบหรือทำไมไม่มาทดสอบมากกว่า

ไม่มีทางที่จะสงสัยความเป็นจริงของคำพูดเหล่านี้ คำพูดเหล่านี้เป็นความจริงแท้แน่นอน แต่ซีเฟิ๋นยังต้องพยักหน้าเห็นด้วย

“ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ทำไมจะต้องเข้าทดสอบด้วย โชคร้ายเหลือเกิน หอคอยนี้มันคงจะราคามิใช่น้อยสินะ” ม่อหลินกล่าว

หลังจากเงียบงันอยู่ครู่ใหญ่ ซีเฟิ๋นก็ตัดสินใจพูดออกมาประโยคหนึ่ง “หอคอยแห่งพลังวิญญาณเป็นของเสียเฟิง”

“โอ้ โอ้!” ใบหน้าม่อหลินแสดงความรู้แจ้งขึ้นมาทันที “โชคดี ช่างโชคดีเหลือเกิน”

ว่ากันตามตรงแล้ว การทดสอบของชั้นปีหนึ่งยังไม่เสร็จสิ้น ม่อหลินกับซีเฟิ๋นจึงไม่อาจเข้าใกล้สนามสอบจนเกินไป พวกเขามองดูจากข้างสนามสอบ พวกเขาเห็นลู่ผิงยกมือขึ้นหาผู้คุมสอบ

“มีอะไร” หนึ่งในผู้คุมสอบเดินมาหา

“หลังจากสอบเสร็จแล้ว ข้าออกไปได้ไหมครับ” ลู่ผิงกล่าว

“เอ่อ...” ผู้คุมสอบพูดไม่ออก เขาหันหน้าไปมองซากหอคอย แม้แต่ฝุ่นละอองยังกระจายออกไปไม่หมดสิ้น พวกเขายังมิได้บันทึกผลการทดสอบของลู่ผิงลงสมุดบันทึกเลย เพราะพวกเขาไม่ทราบว่าผลลัพธ์เช่นนี้ควรจะได้คะแนนเท่าไหร่

“รอสักครู่ ให้หัวหน้าผู้คุมสอบกลับมาก่อน” ผู้คุมสอบกล่าว

“ครับ!” ลู่ผิงถูกบังคับให้ต้องรอ สายตาของเขากวาดมองไปทางสนามสอบของนักเรียนชั้นปีสาม แต่ในตอนนี้ความจริงแล้วความสนใจของทุกคนต่างก็พุ่งมาที่ชั้นปีหนึ่งของพวกเขา สัมผัสพลังวิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วนต่างลอยมาหาลู่ผิง พยายามจะรับรู้....

ในเวลาเดียวกัน บนเวทีสังเกตการณ์ หัวหน้าผู้คุมสอบเดินมาถึงเบื้องหน้าผู้อำนวยการทั้งสอง ผู้อำนวยการไจเฟิง กัวโหย่วเต้ายังคงมีสีหน้าปกติดี แต่สำหรับผู้อำนวยการเสียเฟิง ปาลี่เหยียนแล้ว โต๊ะข้างหน้าตัวเขาที่โดนหน้าท้องผลักออกไปยังไม่ได้รับการเปลี่ยน ในตอนนี้เขานั่งแข็งทื่ออยู่บนเก้าอี้ เมื่อเขามองซากหอคอยแห่งพลังวิญญาณ มุมปากเขาก็กระตุกขึ้น

หัวหน้าผู้คุมสอบมองทั้งสองด้าน จากนั้นก็รู้สึกว่าคุยกับกัวโหย่วเต้าก่อนดีกว่า

“ผู้อำนวยการกัวครับ คะแนนของนักเรียนลู่ผิง ท่านคิดว่าเท่าไหร่ดีครับ ข้าตัดสินใจไม่ได้”

กัวโหย่วเต้ายิ้มจาง ๆ “ยังต้องให้พูดอีกหรือ แน่นอนสิ คะแนนเต็ม”

“ครับ” หัวหน้าผู้คุมสอบมิได้ส่งเสียงคัดค้านแม้แต่น้อย ความจริงแล้วการให้คะแนนนักเรียนเป็นหน้าที่ของหอคอยแห่งพลังวิญญาณ หน้าที่ของเขามีเพียงจดคะแนนลงไป ตอนนี้ไม่มีหอคอยแห่งพลังวิญญาณแล้ว ดังนั้นเขาจึงต้องสอบถามผู้ที่มีอำนาจในการให้คะแนน เขาแค่จดมันลงไปเช่นเดิมก็พอแล้ว

ลู่ผิง คะแนนเต็ม

หลังจากได้รับคำตอบนี้ หัวหน้าผู้คุมสอบก็หันไปหาปาลี่เหยียน ดูเหมือนเขาจะยังคงมิอาจรวบรวมสติที่แตกกระเจิงไปได้ แต่ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว หัวหน้าผู้คุมสอบบังคับตัวเองให้พูดออกมา

“ผู้อำนวยการปาครับ สำหรับนักเรียนชั้นปีหนึ่งของสถาบันเสียเฟิง จะทำอย่างไรต่อไปดีครับ”

ปาลี่เหยียนยังคงสติล่องลอย จนกระทั่งอาจารย์ที่อยู่ข้าง ๆ ต้องเรียกชื่อเขาถึงสองครั้งครา หลังจากสติกลับมาแล้วเขาก็ค่อยคิดถึงคำถามล่าสุดของหัวหน้าผู้คุมสอบ เมื่อเขาคิดเขาก็ยิ่งโมโห

เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับหอคอยแห่งพลังวิญญาณอันเป็นที่รัก เขาลืมปัญหาอื่น ๆ ไปเสียสนิท ไม่มีนักเรียนเสียเฟิงแม้แต่คนเดียวที่ได้เข้าทดสอบหรือ แล้วจะทำเช่นไรดี

“จะให้ข้าเขียนจดหมายรับรองให้สถาบันเทียนเจ้า ให้พวกเขาไปทดสอบที่นั่นแทนดีไหมครับ” กัวโหย่วเต้าเสนอแนะ

“ไม่ต้อง!” ปาลี่เหยียนปฏิเสธทันควัน เขาย่อมทราบดีว่าเทียนเจ้าเป็นหนึ่งในสถาบันที่อยู่ในเขตที่ใกล้กับเขตเสียเฟิงของพวกเขาที่สุดคือเขตจื้อหลิง และเมื่อคิดถึงความสัมพันธ์อันดีของเทียนเจ้ากับกัวโหย่วเต้าแล้ว การมีจดหมายรับรองก็คงจะลดปัญหาลงไปได้มาก

แต่ปาลี่เหยียนจะยอมติดค้างกัวโหย่วเต้าเช่นนี้ได้อย่างไร คนผู้นี้คิดว่าจดหมายรับรองแผ่นเดียวจะทำให้เรื่องที่ไจเฟิงทำลายหอคอยแห่งพลังวิญญาณเลิกแล้วต่อกันได้หรือ ไม่ง่ายเช่นนั้นหรอก! ก็แค่มองหาสถาบันให้ช่วยทำการทดสอบชั่วคราวเท่านั้นเอง มิใช่ว่าเขาเองก็ไม่มีพวกพ้องเสียหน่อย

“นักเรียนพวกนี้ เตรียมการส่งพวกเขาไปที่สถาบันซวงจี๋ อีกสักครู่ข้าจะให้คนเดินเรื่องให้” ปาลี่เหยียนสั่งการ

“ครับ” หัวหน้าผู้คุมสอบไม่ทำอย่างอื่นอีกนอกจากการรับคำสั่ง แม้ว่าทั้งสองสถาบันจะจัดการทดสอบร่วมกัน แต่พวกเขาก็ไม่ก้าวก่ายกิจการของแต่ละฝ่าย หัวหน้าผู้คุมสอบเริ่มสั่งการต่อไป

บนเวทีสังเกตการณ์ ปาลี่เหยียนกลับไม่คิดว่าเรื่องราวจะจบลงเพียงเท่านี้

“ผู้อำนวยการกัว สำหรับเรื่องนี้ ท่านคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี” ปาลี่เหยียนกล่าวถาม

“เอ๋ อะไรหรือ” กัวโหย่วเต้ากล่าว

“อย่าแกล้งทำเป็นไม่รู้นะครับ!” ตอนนี้ปาลี่เหยียนหงุดหงิดจริง ๆ แล้ว เขาไม่มีความอดทนจะมาพูดจาอ้อมค้อมกับกัวโหย่วเต้าอีกต่อไป แล้วเขาก็ไม่สนใจความสง่างามหรือหน้าตาอีกแล้วด้วย “หอคอยแห่งพลังวิญญาณนี้ถูกนักเรียนไจเฟิงทำลาย ข้าไม่อาจขอให้จ่ายค่าเสียหายทั้งหมดมา แต่ท่านก็คงมีความคิดในใจบ้างใช่ไหม”

“หา นี่ท่านจะให้ข้าสร้างหอคอยหลังใหม่ให้ท่านหรือ” กัวโหย่วเต้าถาม

ปาลี่เหยียนย่อมยินดีรับแน่นอน แต่เขาก็รู้ว่าเป็นได้เพียงฝันกลางวันเท่านั้น เรื่องเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนทั่วทั้งแผ่นดิน ดังนั้นตอนที่ต่อรองให้นักเรียนไจเฟิงมายืมใช้หอคอยแห่งพลังวิญญาณ จึงมิได้มีเงื่อนไขเกี่ยวกับเรื่องนี้ มาตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว

“ลืมเรื่องชดเชยหอคอยไปเถอะ ไม่มีใครคาดการณ์เหตุการณ์แบบนี้ได้ แค่ทิ้งนักเรียนที่ทำลายหอคอยนั่นไว้ก็พอ!” ตอนที่ปาลี่เหยียนพูดว่า “นักเรียนนั่น” เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเหมือนจะโกรธเกลียดมาก

“อ้อ ลู่ผิง” กัวโหย่วเต้าพยักหน้าแล้วกล่าวอย่างยินดีว่า  “เอาอย่างนั้นก็ได้!”

“หืม?” ปาลี่เหยียนแปลกใจ สำหรับปัญหานี้ เขายังคิดอยู่เลยว่าจะต้องพูดอย่างไร เขาไม่นึกเลยว่ากัวโหย่วเต้าจะตกลงโดยไม่ลังเล จากอาการดีใจจนออกนอกหน้าของกัวโหย่วเต้า ไม่เพียงปาลี่เหยียนเท่านั้น แม้แต่อาจารยก์และนักเรียนสถาบันไจเฟิงก็แปลกใจกันหลายคน ถ้าเป็นเรื่องก่อนหน้านี้ พวกเขาคงยินดีจะส่งลู่ผิงออกไปมาก แต่ตอนนี้แม้แต่คนตาบอดก็มองออกว่าลู่ผิงนั้นสำคัญเพียงใด สถาบันเช่นไรกันที่จะยินยอมให้นักเรียนเช่นนี้จากไป แต่กัวโหย่วเต้ากลับตกลงอย่างสบายอกสบายใจมาก

“ท่านพูดเองนะ” ปาลี่เหยียนไม่กล้าคิดมากและตกลงทันที

“ข้าจะรักษาคำพูด แต่มันก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของตัวนักเรียนเองด้วย เรื่องนี้อยู่นอกเหนือความควบคุมของข้า” กัวโหย่วเต้ากล่าว

“หา?” เมื่อปาลี่เหยียนได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกไม่ชอบมาพากลทันที ความต้องการของตัวนักเรียน ไม่มีสิ่งใดที่ผิดปกติ แต่จากพฤติกรรมของกัวโหย่วเต้า เหมือนเขาจะแน่ใจยิ่งว่าลู่ผิงจะไม่มีวันไปจากสถาบันไจเฟิง

......................................................

 

จะแฮบนักเรียนชาวบ้านดื้อ ๆ แบบนี้เลยเหรอ เหล่าปา

 

ตอนที่ 18 – การทดสอบใหญ่ดำเนินต่อไป




NEKOPOST.NET