Heaven Awakening Path ตอนที่ 16 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.16 - หอคอยมันไม่ดี


ตอนที่ 16 – หอคอยมันไม่ดี

 

“ฮาฮาฮา” นักเรียนชั้นปีหนึ่งของสถาบันเสียเฟิงทุกคนหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะของพวกเขาฟังดูไม่เย่อหยิ่ง ต่างก็หัวเราะกันเงียบ ๆ แต่เมื่อเทียบกับการแสดงอาการอวดดีของนักเรียนชั้นปีหนึ่งของสถาบันไจเฟิงหลังจากผลงานที่ขึ้นไปถึงชั้นที่สิบเอ็ดของป๋อหย่งแล้ว กริยาไม่เย่อหยิ่งและเงียบ ๆ ของนักเรียนไจเฟิงยิ่งดูเป็นการเสียดสีกันอย่างร้ายกาจที่สุด

นักเรียนทุกคนของสถาบันไจเฟิงต่างรู้สึกอับอาย ป๋อหย่งยิ่งอึ้งงัน เขาพูดไม่ออกอยู่เป็นนาน

ที่ไจเฟิงเพื่อนนักเรียนทุกคนยกย่องเขาเป็นอัจฉริยะ อาจารย์ก็มักจะใช้เขาเป็นแบบอย่างอยู่บ่อยครั้ง สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาคิดว่าตนเองเป็นเช่นนั้น แม้ว่าอาจารย์ก็ยังพูดเสมอว่ามีคนที่เก่งกว่าเขาอีก แต่เขาก็เชื่อมาตลอดว่าอาจารย์พูดเพราะไม่อยากให้เขาเป็นคนเย่อหยิ่ง

เขามิได้เย่อหยิ่ง แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะถ่อมตัวเกินไป

เขาเป็นอัจฉริยะ และเป็นอัจฉริยะที่ต้องการพยายามอย่างหนักด้วย

ป๋อหย่งคิดเช่นนี้เสมอและทำตัวตามนั้น แต่มาตอนนี้ดูเหมือนว่าสัมผัสพลังวิญญาณได้ห้าประเภทจะไม่นับเป็นอะไรได้เลยหรือ ในบรรดานักเรียนชั้นปีหนึ่งของเสียเฟิง มีคนที่บรรลุถึงชั้นฟ้าที่หนึ่งแล้วด้วย

“อย่าเสียใจไปเลย เจ้าเพิ่งอยู่ชั้นปีที่หนึ่ง ชั้นฟ้ามิได้สำคัญแต่อย่างใด” เหล่าอาจารย์ของสถาบันไจเฟิงจงใจมาเพื่ออธิบายกับป๋อหย่ง

“อืม...” ป๋อหย่งส่งเสียงรับทราบ แต่จิตใจเขาเริ่มจะระส่ำระสายแล้ว เป็นเพราะว่าเขามิได้เก่งจริง ๆ หรือว่า...การสอนของเสียเฟิงดีกว่ากันแน่นะ

พลังวิญญาณแห่งรูปชั้นฟ้าที่หนึ่ง สำหรับไจเฟิง นี่เป็นการแสดงความแข็งแกร่งครั้งแรกของเสียเฟิง ทุกคนดูหมดอาลัยตายอยาก ไม่มีการให้กำลังใจกันอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังไม่กล้าท้าทายฝั่งสถาบันเสียเฟิงอีกต่อไป พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะมองไปทางนั้น

“สู้ ๆ!”

“อย่ายอมแพ้!”

ตรงข้ามกับที่คาดคิด นักเรียนเสียเฟิงกลับดูจะห่วงใยความกระตือรือร้นของนักเรียนไจเฟิงมาก แต่เมื่อมองสีหน้ายิ้มเยาะและการลากเสียงยาวหลังทุกประโยคแล้ว ก็เป็นดั่งการทุ่มก้อนหินใส่คนที่จมน้ำ

มันทำให้นักเรียนไจเฟิงยิ่งหดหู่ใจ แต่แล้วพวกเขาจะทำอย่างไรได้ ชั้นฟ้าที่หนึ่ง! ในหมู่พวกเขาจะมีใครที่สามารถแข่งขันได้ แม้แต่ป๋อหย่งยังแพ้พ่าย

“ฮาฮาฮาฮา”

และบนเวทีสังเกตการณ์ ปาลี่เหยียนคงจะลุกขึ้นเต้นระบำแล้วถ้าไม่ต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์

นักเรียนชั้นปีหนึ่งปีนี้ช่างแก้แค้นได้ดีจริง ๆ!

แน่นอนว่าเขาได้แต่พูดเช่นนี้ในใจ ถ้าพูดออกมาจริง ๆ คงจะหน้าไม่อายเกินไป

“นักเรียนไจเฟิงหมดกำลังใจเสียแล้ว!”ปาลี่เหยียนพูดเช่นนี้แทน

แต่มันก็เป็นความจริง หลังจากความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ พวกเขาก็หมดกำลังใจโดยสิ้นเชิง ชื่อของพวกเขาถูกเรียกไปตามลำดับ และพวกเขาก็เข้าหอคอยเพื่อทดสอบอย่างแข็งทื่อ คาดว่าพวกเขาคงอยากให้การทดสอบนี้จบลงให้เร็วที่สุด

ไม่มีนักเรียนคนใดหลังจากนั้นที่มีการแสดงออกอันยอดเยี่ยม ส่วนมากมาถึงเพียงชั้นที่เจ็ดหรือแปด มีสองคนที่ไปไม่ถึงแม้แต่ชั้นที่เจ็ด นี่ย่อมไม่ปกติและยิ่งทำให้นักเรียนทั้งสองคนนั้นรู้สึกหดหู่ยิ่งขึ้นไปอีก

ในที่สุดก็กำลังจะจบลงแล้ว...

เมื่อนักเรียนไจเฟิงมองดูแถวค่อย ๆ สั้นลงเรื่อย ๆ ทุกคนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก จนกระทั่งลู่ผิงถูกขานชื่อให้เตรียมตัว

ศีรษะที่ก้มลงต่ำของไจเฟิงยิ่งก้มต่ำลงกว่าเดิม

โชคร้ายจริง ๆ! พวกเขาอับอายจนไม่กล้าสู้หน้าเสียเฟิงแล้ว ตอนนี้คนคนนี้ยังจะมาดึงทุกคนตกต่ำลงมาอีก สำหรับคนผู้นี้ที่ไม่มีแม้แต่พลังวิญญาณ การเข้าหอคอยก็เป็นไปไม่ได้แล้ว!

นักเรียนหลายคนเริ่มปิดหน้าตัวเอง ไม่เพียงแต่พวกเขา แม้แต่อาจารย์บางท่านบนเวทีก็แสดงสีหน้าแปลกประหลาดออกมา

เหตุผลก็คือ นักเรียนที่ไปไม่ถึงชั้นที่เจ็ดของหอคอยแห่งพลังวิญญาณเนื่องจากมีพลังวิญญาณไม่เพียงพอหรือทำได้ไม่ดีก็มีอยู่บ้างประปราย แต่ถ้ามีผู้ใดที่แม้แต่จะเปิดประตูหอคอยก็ยังมิได้ ไม่อาจได้แม้แต่แปดคะแนนแรก นั่นคงเป็นความอับอายอย่างที่สุดแล้ว นี่มันอะไรกัน พวกท่านไม่อาจจะสั่งสอนเด็กคนหนึ่งได้มีพลังวิญญาณแม้เพียงเล็กน้อยเลยหรือ อาจารย์ไม่ได้สนใจหน้าตาของลู่ผิง พวกเขาสนใจหน้าตาของสถาบัน และที่มากกว่านั้นก็คือหน้าตาของพวกเขาเอง

“ดูเหมือนทุกคนจะรอชมเด็กคนนี้จริง ๆ นะครับ” ปาลี่เหยียนสังเกตเห็นอาการกดดันของสมาชิกสถาบันไจเฟิงและพูดจาเสียดสีกับกัวโหย่วเต้า รอชมการแสดงออกของลู่ผิงย่อมหมายถึงผู้คนของเสียเฟิงแล้ว

กัวโหย่วเต้าแย้มยิ้มโดยมิตอบคำ ในเวลานั้นผู้คุมสอบทั้งสองก็ได้ทำการตรวจสอบ พวกเขาต่างมีสีหน้าแปลก ๆ หลังจากสบตากันครั้งหนึ่งพวกเขาก็เพิ่มพลังในการตรวจสอบอีกครั้ง

“มีอะไร” หัวหน้าผู้คุมสอบเดินไปหา

“เขา...ไม่มีพลังวิญญาณเลยครับ” ที่จริงก็โทษผู้คุมสอบทั้งสองไม่ได้ พวกเขาบังเอิญพบเรื่องนี้ตอนที่ตรวจสอบรอบแรก เนื่องจากสงสัยเล็กน้อยจึงได้ลองดูอีกครั้ง และผลก็คือเขามิได้มีพลังวิญญาณเลยจริง ๆ

“อะไรนะ” หัวหน้าผู้คุมสอบก็ลองดู มันเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน

ใช่ อย่าอนุญาตให้เขาเข้าทดสอบสิ!

ความหวังก่อตัวขึ้นในจิตใจของนักเรียนไจเฟิงทุกคน ถ้าลู่ผิงถูกหยุดอยู่ตรงนี้จะดีกว่าการที่เขาไม่สามารถเปิดประตูหอคอยแห่งพลังวิญญาณสักแค่ไหนกัน

แต่ว่า...

“เจ้าอยากเข้าร่วมการทดสอบหรือ” หัวหน้าผู้คุมสอบปล่อยให้ลู่ผิงตัดสินใจเอาเอง

อย่านะ! ทุกคนร้องในใจโดยพร้อมเพรียง แต่คำตอบของลู่ผิงกลับเป็น “ครับ มิฉะนั้นข้าจะถูกไล่ออก”

การขัดขืนครั้งสุดท้าย!

เป็นความคิดในใจของทุกคน เมื่อพวกเขาคิดถึงความอับอายอันยิ่งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นจากเจ้าสวะคนนี้ พวกเขาก็รู้สึกเหมือนโดนรังแก

“ก็ได้ เจ้าเป็นคนต่อไป” หัวหน้าผู้คุมสอบมิได้ห้ามลู่ผิงอีกครั้ง

“ขอย้ำอีกครั้งนะครับ แค่ข้าขึ้นไปถึงชั้นบนสุดก็พอแล้วใช่ไหมครับ” อยู่ดี ๆ ลู่ผิงก็ถามขึ้นมา

หัวหน้าผู้คุมสอบเหลือบมองเขาแล้วพยักหน้า “ใช่แล้ว”

เขากำลังจะมีลูกเล่นอะไรหรือ

หลายคนที่ได้ยินคำพูดของลู่ผิงคิดเช่นนั้น แต่หัวหน้าผู้คุมสอบมิได้ใส่ใจว่ามีหลุมพรางซ่อนอยู่ในคำพูดของลู่ผิงหรือไม่ คิดจะเปลี่ยนแปลงกฎของการทดสอบจากลูกเล่นเล็กน้อยเช่นนั้นคิดว่าพวกเขาเหล่าผู้คุมสอบเป็นคนโง่หรือไร

ต่ง!

เสียงระฆังดังขึ้นจากหอคอยแห่งพลังวิญญาณ ผู้เข้าทดสอบของไจเฟิงคนนั้นหยุดอยู่ที่ชั้นที่เจ็ด เขาไม่สามารถผ่านชั้นที่เจ็ดไปได้ แต่ก็เพียงพอที่จะสอบผ่านแล้ว หลังจากนั้นจึงถูกส่งออกมาจากหอคอยทันที

“ผ่าน!” หัวหน้าผู้คุมสอบประกาศทันที จากนั้นก็กล่าวชื่อของนักเรียนสถาบันไจเฟิงคนสุดท้าย “ลู่ผิง”

“ครับ” ลู่ผิงตอบรับ

หัวหน้าผู้คุมสอบมิได้พูดสิ่งใดแต่ส่งสัญญาณให้เขาเริ่มต้นได้

มีเสียงโอดครวญดังมาจากทางไจเฟิง แต่มีสองคน....

ม่อหลินกลับมาที่สนามสอบของนักเรียนปีหนึ่งเงียบ ๆ พร้อมกับซีเฟิ๋นเพื่อชมดูการทดสอบของลู่ผิง ใบหน้าม่อหลินเต็มไปด้วยความคาดหวัง แต่ซีเฟิ๋นกลับสองจิตสองใจ แม้ว่าเขาจะไม่อยากเห็นสมาชิกสถาบันไจเฟิงหดหู่ แต่เขาก็ไม่อยากเห็นลู่ผิงที่ทุกคนคิดว่าเป็นสวะสร้างความตื่นตะลึงให้ทุกคนเช่นกัน เพราะตัวเขาเองก็ผ่านความรู้สึกนั้นมาแล้ว ไม่มิได้งดงามสักนิด

แล้วอย่างไรถึงจะดีล่ะ

ซีเฟิ๋นคิดไม่ออก ในขณะนั้นลู่ผิงก็ได้ไปถึงหน้าประตูหอคอยแห่งพลังวิญญาณแล้ว เขายกมือขวาขึ้นวางลงไปในร่องสำหรับวางฝ่ามือ

ประตูหอคอยมิได้มีปฏิกิริยาอันใด

เห็นไหม นึกอยู่แล้วเชียว!

สมาชิกสถาบันไจเฟิงทุกคนเศร้าจนมิอาจหลั่งน้ำตา อีกด้านหนึ่งนักเรียนชั้นปีหนึ่งของเสียเฟิงกลับไม่มีระดับชั้นที่สูงพอจะบอกได้ว่าลู่ผิงไม่มีพลังวิญญาณ พวกเขาชะงักไปครู่หนึ่งจากนั้นก็เข้าใจว่าการที่หอคอยแห่งพลังวิญญาณไม่มีปฏิกิริยาใดนั้นหมายความเช่นไร ที่จริงเรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย พวกเขาคิดไม่ถึงจริง ๆ!

น่าแปลกที่กลับมีนักเรียนที่ไม่ได้เรื่องถึงเพียงนี้ที่ยังไม่ได้เข้าทดสอบ เปิดประตูหอคอยยังมิได้เลยหรือ

“ฮาฮาฮาฮาฮา” ครั้งนี้ นักเรียนเสียเฟิงไม่สามารถแกล้งเป็นถ่อมตัวได้อีกแล้ว พวกเขาหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลัง หลายคนต้องกุมท้องของตัวเอง พวกเขาหัวเราะจนน้ำตาเล็ด

เสียงหัวเราะเป็นประดุจคมดาบที่แทงทะลุหัวใจของไจเฟิง

หัวหน้าผู้คุมสอบได้คาดการณ์ถึงผลลัพธ์นี้ไว้อยู่แล้ว เขากำลังจะเดินไปข้างหน้าเพื่อสรุปผลการทดสอบของลู่ผิง เจ้ายังมิเข้าประตูหอคอยมิได้เลย ยังไม่ต้องแสดงวิชาเคลื่อนที่ก็ได้

ใครจะไปคิดว่าในตอนนั้นเองก็ได้มีเสียงดังขึ้น

ประตูเปิดออก

ไม่ ถ้าจะพูดให้ถูกคือ ประตูถูกกระแทกเปิด

เมื่อทุกคนได้สติอีกครั้งมือขวาของลู่ผิงที่อยู่บนบานประตูก็ได้หายไปแล้ว

จากนั้นทุกคนก็เห็นเขาเข้าหอคอยไป แต่ประตูหอคอยกลับมิได้ปิดตัวลง แผ่นหลังของเขาพุ่งเข้าไปในสายตาของทุกคน

แต่เพียงพริบตาภาพนั้นก็เข้าไปอยู่ในใจของพวกเขา

เพราะว่าร่างนั้นได้หายไปแล้ว

ชั้นที่สองหรือ

ทุกคนแหงนหน้าขึ้นดู ตามที่คาดไว้ มีแสงเรืองรองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่...นี้มันสว่างขึ้นสูงไปไหม ดูไม่เหมือนชั้นที่สอง...นั่นมันชั้นที่เจ็ดมิใช่หรือ

หนึ่งก้าว...เจ็ดชั้นหรือ

นี่มันอะไรกัน

ทุกคนอึ้งงัน แสงของชั้นล่าง ๆ คือชั้นที่สอง ชั้นที่สาม ชั้นที่สี่ ชั้นที่ห้า ชั้นที่หก มิได้สว่างขึ้นเลย ในก้าวเดียวลู่ผิงได้ขึ้นไปถึงชั้นที่เจ็ดแล้ว!

“เกิดอะไรขึ้น” ผู้อำนวยการสถาบันเสียเฟิงร้องขึ้น ทันใดนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืน พุงกลม ๆ ยื่นออก เมื่อเขาทำเช่นนั้นพลังวิญญาณที่กล้าแข็งก็หลุดออกมาโดยมิได้เจตนา โต๊ะข้างหน้าของเขาจึงเหินลอยออกไป

โครม!

โต๊ะแตกกระจายไปทั้งสี่ทิศ ในตอนนั้นเองแสงที่ชั้นสิบก็สว่างขึ้นมา

ก้าวแรก ชั้นที่เจ็ด ก้าวที่สอง ชั้นที่สิบ!

ความสูงที่นักเรียนชั้นปีหนึ่งเกือบทั้งหมดมิอาจทำได้แม้ว่าจะพยายามอย่างหนัก แต่ลู่ผิงกลับทำได้ในพริบตาเดียว โดยใช้แค่สองก้าว

หลังจากนั้น ก้าวที่สาม

ชั้นที่สิบสอง!

ชั้นที่สิบเอ็ดก็ถูกข้ามเช่นกัน นี่เป็นสถิติที่ดีที่สุดของไจเฟิงก่อนหน้านี้ที่สำเร็จจากป๋อหย่ง แต่มาตอนนี้มันไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะทำให้ลู่ผิงหยุดสักครู่หนึ่ง

“นี่...” ปาลี่เหยียนสุดท้ายก็ได้สติกลับมาจากความตกตะลึงและสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก ในวินาทีนั้นสายตาของเขาก็แข็งกร้าวขึ้นทันใด เขากวาดสายตามองไปที่อาจารย์สถาบันเสียเฟิงที่นั่งข้างกายเขา

อาจารย์ก็รับรู้ความหมายได้ในทันที

พวกเขามีการเตรียมการพิเศษไว้ที่ชั้นสิบสอง แต่พวกเขาไม่คิดว่าการเตรียมการพิเศษนั้นจะได้ใช้กับนักเรียนชั้นปีหนึ่งด้วย การเตรียมการพิเศษนี้มันมากเกินไปสำหรับนักเรียนชั้นปีหนึ่ง ถ้าดำเนินการไม่ดีจะเกิดปัญหาใหญ่หลวงมาก

แต่ผู้อำนวยการก็ได้ส่งสัญญาณมาแล้ว คนผู้นี้ก็ดูไม่เหมือนนักเรียนปีหนึ่งทั่วไป

เริ่มเลย!

อาจารย์เตรียมจะใช้ความสามารถของเขาทันที

ตู้ม!

เสียงระเบิดขนาดใหญ่!

ชั้นที่สิบสองถูกทำลายและมีร่างของบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่เหนือหอคอย คนที่มีพลังวิญญาณแห่งรูปสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นลู่ผิง ลู่ผิงที่สงบนิ่งมาก

ครืน ครืน ครืน ครืน ครืน ครืน!

ก่อนที่จะมีใครตั้งตัวทัน เสียงระเบิดต่อเนื่องก็ได้ดังขึ้นจากหอคอยแห่งพลังวิญญาณ จากทุกชั้น ฝุ่นพวยพุ่งออกมา หอคอยเริ่มเอียงลงและพังทลาย

“หนีเร็ว!” หัวหน้าผู้คุมสอบตะโกนเสียงดังก้อง

ผู้คุมสอบและนักเรียนจากทั้งสองสถาบันที่รวมตัวกันอยู่ใต้หอคอยแห่งพลังวิญญาณต่างแยกย้ายกันหลบหนี

หอคอยแห่งพลังวิญญาณพังลงเป็นซากปรักหักพังในเวลาไม่นาน ท่ามกลางฝุ่นผงหนาทึบที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ร่างร่างหนึ่งเดินออกมา ร่างของเขาดูชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

ลู่ผิง

“หอคอยนี้มันไม่ดี” ลู่ผิงกล่าว

..........................................................................

 

กะอีแค่สอบประจำปีที่ต้องเอาชนะขนาดต้องโกงเลยเหรอ หอคอยพังเลย 555

 

ตอนที่ 17 – หอคอยพังแล้ว ทำเช่นไรต่อ




NEKOPOST.NET