Heaven Awakening Path ตอนที่ 15 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.15 - ปัญหาภายใน คราเคราะห์ภายนอก


ตอนที่ 15 – ปัญหาภายใน คราเคราะห์ภายนอก

 

ครั้งนี้ปาลี่เหยียนได้พูดแทงใจดำแล้ว แม้ว่ากัวโหย่วเต้าจะยังหน้าไม่เปลี่ยนสี แต่อาจารย์ไจเฟิงทั้งหมดต่างมีสีหน้าผิดปกติ

นักเรียนปีหนึ่งเพิ่งจะได้สัมผัสพลังวิญญาณ จากระดับชั้นพลังของอาจารย์บนเวทีสังเกตการณ์แล้ว ทุกคนต่างเห็นได้อย่างชัดเจนถึงความแตกต่างของระดับชั้นของนักเรียนปีหนึ่งจากสองสถาบัน

สถาบันไจเฟิงพ่ายแพ้แน่ ๆ อีกทั้งยังจะแพ้อย่างยับเยินอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนที่ชื่อลู่ผิงอีกต่างหาก ระดับชั้นของสวะคนนี้จะเป็นหมัดพิฆาตสำหรับพวกเขาเลย

ตอนนั้นเองอาจารย์ที่นั่งข้างปาลี่เหยียนก็ขยับไปใกล้เขาและกระซิบบอกอะไรบางอย่าง จากนั้นรอยยิ้มของเขายิ่งสยายกว้าง

“ที่แท้เขาก็คือลู่ผิง ข้าได้ยินชื่อมานานแล้ว คนที่ตกการทดสอบใหญ่สองครั้งรวด ทำไมข้าไม่เคยเห็นเขาเลยล่ะ” ปาลี่เหยียนถามยิ้ม ๆ

“นั่นเป็นเพราะเขามิได้สอบตกทั้งสองครั้ง แต่ไม่ได้มาเข้าทดสอบต่างหาก” กัวโหย่วเต้ากล่าว

“ฮา ฮา ฮา” ปาลี่เหยียนยิ่งดีใจใหญ่ “จากคำพูดของท่าน อย่างกับเขาจะสอบผ่านถ้ามาเข้าทดสอบเลยนะครับ เหล่ากัว ข้าไม่ได้ว่าท่านนะ แต่กฎระเบียบของสถาบันท่านมันปรานีไปแล้ว กับนักเรียนอย่างนี้ยังให้โอกาสถึงสามครั้งครา ถ้าเป็นสถาบันเสียเฟิงของเรา ข้าคงไล่เขาออกตั้งแต่สัปดาห์แรก ไม่ต้องทดสอบแล้ว!”

“ผู้อำนวยการครับ ผู้อำนวยการครับ” อาจารย์ข้างกายเขารีบดึงแขนเขาสองครั้ง ผู้อำนวยการของพวกเขาร่าเริงและพูดเกินไปแล้ว

“แค่กแค่ก ” ปาลี่เหยียนก็รู้ตัวว่าพูดโอ้อวดเกินไป เขากระแอมไอสองครั้ง นิ่งปรับอารมณ์เล็กน้อยและพูดด้วยน้ำเสียงทุกอย่างปกติดีว่า “เริ่มกันเลยไหม”

“เริ่ม!” ผู้คุมสอบข้างหอคอยแห่งพลังวิญญาณเริ่มการทดสอบใหญ่อย่างเป็นทางการ

“เราจะเริ่มจากสถาบันไจเฟิง นักเรียนที่ได้รับการขานชื่อให้เข้าไปในหอคอยเพื่อทดสอบ ขึ้นสู่ยอดหอคอย ใช้ได้ทุกวิธีการ ชั้นที่ 1-4 มีเวลาจำกัดชั้นละครึ่งนาที

ชั้นที่ 5-8 เวลาจำกัดชั้นละจำกัดหนึ่งนาที ชั้นที่ 9-11 เวลาจำกัดชั้นละสองนาที ชั้นที่สิบสองเวลาจำกัดสี่นาที ไปถึงชั้นที่เจ็ดจึงจะผ่านการทดสอบ เวลาที่ใช้ทั้งหมดมีผลต่อการประเมินสุดท้าย เข้าใจหรือไม่” ผู้คุมสอบประกาศกฎการทดสอบ

“เข้าใจครับ/ค่ะ!” เหล่านักเรียนตอบโดยพร้อมเพรียงกัน ที่จริงทุกคนก็ได้ยินมาจากอาจารย์และรุ่นพี่กันมาหมดแล้ว

“ดีมาก เช่นนั้นก็เริ่มได้ นักเรียนคนแรก เซ่อหนาน”

“ครับ”

เมื่อได้รับการขานชื่อ นักเรียนก็ออกมาจากแถว ผู้คุมสอบสองคนส่งพลังวิญญาณไปตรวจสอบอย่างรวดเร็ว มิใช่เพื่อตรวจสอบระดับชั้นของนักเรียน แต่เพื่อตรวจว่านักเรียนพกพาสิ่งของต้องห้ามในการทดสอบเช่นอาวุธหรือยาหรือไม่

“ไม่มีปัญหา” หลังจากได้รับความยินยอมจากผู้คุมสอบทั้งสอง เซ่อหนานถึงได้รับอนุญาตให้เดินไปที่หอคอยแห่งพลังวิญญาณ

ประตูหอคอยปิดสนิท บนบานประตูมีรอยฝ่ามือตื้น ๆ อยู่ เซ่อหนานค่อย ๆ นำมือขวาไปวาง แม้ว่าเขาจะได้ยินรุ่นพี่ออกแล้วว่าจุดนี้ง่ายมาก แค่มีพลังวิญญาณอยู่บ้างก็ผ่านได้แล้ว แต่เขาก็ยังกังวลใจ

แต่พริบตานั้นเขาก็ได้ยินเสียง “กริ๊ก” เหมือนเสียงไขกุญแจ ประตูหอคอยแห่งพลังวิญญาณเปิดออกอย่างเงียบ ๆ และเชื่องช้า

ง่ายจริง ๆ!

นักเรียนไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใดนอกเหนือจากวางฝ่ามือลงไปในรอยประทับ หอคอยแห่งพลังวิญญาณจะรับรู้พลังวิญญาณที่นักเรียนมีด้วยตัวมันเอง แปดคะแนนแรกช่างได้มาอย่างง่ายดาย

เซ่อหนานสงบจิตใจลงได้เล็กน้อย เขาหันไปโบกมือให้เพื่อนนักเรียน จากนั้นก็เดินเข้าหอคอยไป ประตูข้างหลังเขาปิดลงเบา ๆ

“เซ่อหนาน สู้ ๆ!” เด็กนักเรียนปีหนึ่งของสถาบันไจเฟิงส่งเสียงให้กำลังใจดังลั่น

“ฮาฮาฮาฮา” แต่พวกเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นมากมาย

“แค่การทดสอบปีหนึ่ง พวกเจ้าก็ต้อง ‘สู้ ๆ’ กันแล้ว มันไม่น่าขายหน้าไปหน่อยหรือ”

ข้าง ๆ กัน เด็กปีหนึ่งของสถาบันเสียเฟิงกำลังรอให้เด็กปีหนึ่งของสถาบันไจเฟิงทดสอบเสร็จก่อน พวกเขาดูหมิ่นการตะโกนให้กำลังใจของพวกไจเฟิงมาก จากความเห็นของพวกเขาการทดสอบของชั้นปีหนึ่งมันง่ายดายยิ่ง ทำไมต้องร้อง “สู้ ๆ” กับเรื่องแบบนี้ด้วย

“ช่างเป็นพวกคนป่าคนดอยจริง ๆ” เด็กเสียเฟิงชี้ไม้ชี้มือพูดคุยกัน

นักเรียนสถาบันไจเฟิงย่อมไม่ยินดีกับคำพูดเช่นนี้ บางคนเริ่มพูดสีเสียดโต้ตอบบ้าง ผู้คุมสอบจึงได้มาปรามพวกเขามิให้เรื่องบานปลายไปกว่านี้

“แต่ว่ากันจริง ๆ นะ...” ที่ท้ายแถว ม่อหลินกล่าวกับลู่ผิงเสียงต่ำ ๆ “ข้าว่าพวกเขาก็พูดถูก ต้องมาตะโกนให้กำลังใจกันกันในการทดสอบง่าย ๆ เช่นนี้ด้วยหรือ ข้าเริ่มอายที่มาอยู่แถวนี้นิด ๆ แล้ว ข้าคงไม่ได้หน้าแดงใช่ไหม”

“ไม่” ลู่ผิงกลับสงบนิ่งมาก

ในขณะนั้น เซ่อหนานในหอคอยแห่งพลังวิญญาณก็ทดสอบผ่านฉลุย ชั้นที่หนึ่ง...ชั้นที่สอง...ชั้นที่สาม... เมื่อผ่านได้ชั้นหนึ่งก็จะมีแสงสว่างเรืองรองขึ้นในชั้นนั้น ความสำเร็จของนักเรียนที่กำลังทดสอบนั้นสามารถมองออกได้ในทันที

และเช่นเดิม ชั้นที่สี่ ชั้นที่ห้า และชั้นที่หกก็ผ่านไปได้อย่างง่ายดาย เวลาเพิ่งจะผ่านไปนาทีเศษแต่เขาก็พุ่งขึ้นไปถึงชั้นที่หกแล้ว มันดูจะง่ายดายมาก

นักเรียนสถาบันไจเฟิงยืดตัวขึ้นอย่างภาคภูมิใจ พวกเขาอดไม่ได้ที่จะมองท้าทายไปทางนักเรียนเสียเฟิง แต่ที่ท้ายแถวกลับมีคนรู้สึกเหมือนถูกสาดน้ำเย็นใส่ ม่อหลินกุมศีรษะตนเองด้วยสีหน้าทนมองต่อไปไม่ได้ “นี่มันเก่งตรงไหนกัน...อีกสักครู่พวกเขาต้องขายหน้าจนหมดสิ้น”

แม้ว่าระดับชั้นของม่อหลินจะมิได้ถึงขั้นเชื่อมต่อพลังวิญญาณแต่ก็ยังเพียงพอที่จะรับรู้ระดับของนักเรียนปีหนึ่งเหล่านี้ เช่นเดียวกับบรรดาครูอาจารย์ เขารู้อย่างชัดเจนถึงความแตกต่างของนักเรียนไจเฟิงกับนักเรียนเสียเฟิง แต่นักเรียนปีหนึ่งพวกนี้กลับไม่ทราบ จิตวิญญาณแห่งการแข่งขันของพวกเขารุนแรงเกินไปแล้ว

“น่าอายจริง ๆ....” ม่อหลินคร่ำครวญ ในขณะเดียวกัน เมื่อเหล่านักเรียนเสียเฟิงเห็นการท้าทายของไจเฟิงอีกครั้ง พวกเขาก็รู้สึกเหยียดหยาม พวกเจ้าไม่เก่งพอจะเป็นคู่ต่อสู้ของเราด้วยซ้ำ โชคร้ายที่ม่อหลินทราบเป็นอย่างดีว่าพวกเขามีคุณสมบัติที่จะแสดงอาการเช่นนั้น

“โอ๊ย! ปวดใจเกินไปแล้ว” ม่อหลินว่าพลางกุมหน้าอกตัวเอง “ข้าเข้าสถาบันมาเพียงไม่กี่วัน ทำไมข้าถึงได้รู้สึกร่วมเช่นนี้กันนะ ข้ารีบหนีไปที่อื่นดีกว่า ข้าจะกลับมาเมื่อถึงตาเจ้านะ มีเพียงเจ้าที่จะรักษาหน้าของพวกเราได้บ้าง แต่ว่าการทดสอบแบบนี้มัน...”

ม่อหลินมองดูหอคอยแห่งพลังวิญญาณแล้วส่ายหน้า การทดสอบนักเรียนปีหนึ่งมันง่ายเกินไปจริง ๆ แม้ว่าจะมีคนผ่านทุกชั้นก็มิใช่เรื่องสะท้านฟ้า เขาเห็นคนอย่างน้อยสามคนจากฝ่ายเสียเฟิงที่มีระดับชั้นฟ้าที่หนึ่ง นี่ก็เพียงพอแล้วที่จะได้รับคะแนนเต็มในการทดสอบนี้ ดูเช่นนี้แล้วทุกสิ่งขึ้นอยู่กับลู่ผิงเพียงคนเดียวจริง ๆ และจากผลงานของเขา สมาชิกสถาบันไจเฟิงก็จะยิ่งรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าเข้าไปใหญ่

นักเรียนไจเฟิงที่น่าสงสารมิได้รับรู้เรื่องเหล่านี้เลยสักนิด พวกเขายังคงพูดคุยถึงผลงานของเซ่อหนานกันอย่างคึกคักในขณะที่พยายามยืนห่าง ๆ กับลู่ผิง และถ้าพวกเขาเผลอหันไปเจอลู่ผิงก็จะแสดงสีหน้าเกลียดชังทันที

เมื่อเดินออกมาแล้ว ม่อหลินก็เดินเตร็ดเตร่อย่างไร้จุดหมาย ในที่สุด ณ สนามสอบของนักเรียนชั้นปีสี่ เขาก็พบกับซีเฟิ๋นซึ่งมิได้พักผ่อนอยู่ที่บ้านพัก มีสมาชิกหน่วยสารวัตรนักเรียนคนหนึ่งที่เข็นรถเข็นให้เขา แม้ว่าเขาจะไม่สามารถเข้าร่วมการทดสอบ แต่เขาก็ยังเป็นห่วงการแสดงออกของสถาบันของเขา

“อนาคตของสถาบันไจเฟิงขึ้นอยู่กับนักเรียนผู้โดดเด่นอย่างพวกเจ้าแล้ว” ม่อหลินพูดเลียนเสียงกัวโหย่วเต้าในขณะที่ยืนอยู่ข้างหลังซีเฟิ๋น

“เจ้ามาทำอะไรที่นี่” ซีเฟิ๋นทราบดีว่าม่อหลินไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการทดสอบใหญ่นี้

“ก็แค่มาเดินเล่น” ม่อหลินกล่าว

“ทางฝั่งนั้น...เป็นอย่างไรบ้าง” ซีเฟิ๋นถามถึงเด็กนักเรียนปีหนึ่ง

“ปัญหาภายใน คราเคราะห์ภายนอก” ม่อหลินพูด

“อะไรนะ” ซีเฟิ๋นไม่เข้าใจ

“จากภายนอก พวกเขากำลังจะถูกเสียเฟิงสังหารโหด และจากภายใน พวกเขากำลังจะถูกลู่ผิงตบหน้า เจ้าว่ามาสิ น่าสมเพชหรือไม่”

ซีเฟิ๋นนิ่งคิดโดยไม่พูดอะไร มันเป็นเรื่องจริง เขาเองก็ไม่รู้จะกล่าวสิ่งใดได้

“ใครจะไปรู้ว่าเจ้านั้นจะแสดงออกมาอย่างไร เขาสงบนิ่งเกินไปแล้ว ข้าเข้าร่วมสถาบันแค่ไม่กี่วันแต่ก็อยากจะวางยาพิษสังหารเจ้าพวกยโสโอหังของสถาบันเสียเฟิงจะตายอยู่แล้ว ว่ามาสิ ทำไมข้าถึงได้รู้สึกร่วมกับสถาบันเช่นนี้” ม่อหลินกล่าว

ซีเฟิ๋นไม่ใส่ใจเรื่องไร้สาระที่เขาพ่นมาสักนิด ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงโห่ร้องชื่นชมจากด้านนักเรียนปีหนึ่ง

“เกิดอะไรขึ้น” พลังวิญญาณแห่งเสียงของซีเฟิ๋นไม่มีระดับชั้นฟ้า เขาไม่ได้ยินรายละเอียดใด ๆ

“กำลังคุยเรื่องคนที่ชื่อป๋อหย่ง” พลังวิญญาณแห่งเสียงของม่อหลินอยู่ที่ชั้นฟ้าที่สาม เขารับทราบทันทีที่ใช้งานมัน

“อ้อ” ซีเฟิ๋นรู้จักป๋อหย่ง เขาเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในหมู่นักเรียนปีหนึ่งรุ่นนี้ เขาสัมผัสพลังวิญญาณได้ถึงห้าประเภท

“ป๋อหย่ง ป๋อหย่ง!” นักเรียนชั้นปีหนึ่งของสถาบันไจเฟิงร้องซ้ำ ๆ อย่างพร้อมเพรียง

ป๋อหย่งก็ผ่านถึงชั้นที่หกอย่างรวดเร็ว แต่ที่ทำให้เด็กไจเฟิงทุกคนตื่นเต้นเป็นเพราะแม้แต่ชั้นที่หกเขาก็ผ่านได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับเด็กนักเรียนคนก่อน ๆ ชั้นแรกถึงชั้นที่หกมิได้สร้างปัญหาใด ๆ พวกเขาผ่านไปได้อย่างผ่าเผย แต่จะเสียเวลาที่ชั้นที่หกอยู่เกือบนาที เห็นได้ชัดว่าตั้งแต่ชั้นที่หก ความยากมิได้เป็นอย่างชั้นก่อนหน้า สุดท้ายแล้ว ถ้าอยากจะผ่านชั้นที่หกก็ต้องใช้ความพยายามต่างจากที่แล้วมา

แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นนักเรียนทุกคนก็ยังผ่านกันไปได้ มาถึงตอนนี้ยังไม่มีผู้ใดที่สอบไม่ผ่านถึงชั้นที่เจ็ด แต่หลังจากชั้นที่เจ็ดแล้ว เด็กนักเรียนก็ไม่สามารถผ่าเผยได้เช่นเดิม บางคนหยุดที่ชั้นเจ็ด บางคนที่ชั้นแปด แต่คนที่ดีที่สุดถึงตอนนี้ไปได้ถึงชั้นที่เก้า

และตอนนี้ถึงคราวของป๋อหย่ง

นักเรียนชั้นปีหนึ่งที่โดดเด่นที่สุดของสถาบันไจเฟิงได้ผ่านมาถึงชั้นที่เจ็ดอย่างง่ายดาย

มีความอิจฉา มีความชื่นชม แต่ในการทดสอบครั้งนี้ที่ไจเฟิงกับเสียเฟิงอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน ทุกคนพร้อมใจกันหันปลายหอกไปทางศัตรูคนเดียวกัน

ท่ามกลางเสียงตะโกน ป๋อหย่งได้พุ่งไปถึงชั้นที่แปดแล้ว ความยากลำบากที่เพิ่มขึ้นทำให้เขาต้องใช้เวลามากขึ้นด้วย แต่ไม่ว่าอย่างไร ชั้นที่แปด ชั้นที่เก้า ชั้นที่สิบ...ไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งเขาได้ จนมาชั้นที่สิบเอ็ด

หนึ่งนาที...สองนาที...สองนาทีครึ่ง...สามนาที

หมดเวลาแล้ว สุดท้ายป๋อหย่งก็ถูกหยุดที่ชั้นที่สิบเอ็ด ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเสียดายเมื่อโดนส่งออกมาจากหอคอย

“เฮ้อ! อีกนิดเดียวเอง!” เขากล่าวกับนักเรียนคนอื่น

“อย่าใส่ใจเลย แค่นี้ก็ยอดเยี่ยมแล้ว” นักเรียนที่สนิทกับเขาปลอบใจ จากนั้นพวกเขาก็กระวนกระวายขึ้นมาอีกครั้งและส่งสายตาท้าทายไปยังพวกเสียเฟิงอีกรอบ

“เจ้าพวกกบในกะลาช่างไม่รู้ที่ต่ำที่สูงจริง ๆ” มีคนเดินออกมาจากแถวเสียเฟิง

“เจ้าน่ะหรือป๋อหย่ง” คนคนนั้นพูดกับป๋อหย่ง จากนั้นเขาก็ชี้นิ้วไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ “ห่างไปสองร้อยเมตร นกที่อยู่บนยอดไม้ นั่นนกอะไร”

“อะไรนะ” ป๋อหย่งประหลาดใจ เขามองตามนิ้วของอีกฝ่ายและเห็นต้นไม้ มีนกอยู่บนยอดไม้ด้วยหรือ

“ไม่เห็นหรือ ทีนี้รู้ถึงความห่างชั้นหรือไม่” นักเรียนคนนั้นพูดอย่างหยามหมิ่น

“ใครก็พูดอะไรไร้สาระได้ ห่างไปแปดกิโล นั่นนกอะไร บอกมาได้ไหมล่ะ” นักเรียนไจเฟิงบางคนตะโกนออกมา

“ฮาฮา เจ้าลองถามอาจารย์ดูก็ได้ว่าใช่นกตู้เชวียหรือไม่ที่ยืนอยู่บนกิ่งไม้” นักเรียนคนนั้นพูดอย่างมั่นใจเต็มที่ และอาจารย์ที่เขาพูดถึงก็เป็นของไจเฟิง จะได้ไม่มีความเคลือบแคลงว่าเป็นการร่วมมือกัน

อาจารย์ท่านนั้นก็ได้ยินการถกเถียงของทั้งสองฝ่าย ตอนนั้นเขาก็ถอนหายใจออกมา  “เป็นนกตู้เชวียจริง ๆ ถ้าเขามีพลังวิญญาณแห่งรูปชั้นฟ้าที่หนึ่งก็จะสามารถมองออกได้”

“พลังวิญญาณแห่งรูป...ชั้นฟ้าที่หนึ่งหรือ” สีหน้าของนักเรียนชั้นปีหนึ่งไจเฟิงทุกคนแปรเปลี่ยนไปทันที

...........................................................................

นกตู้เชวีย (杜雀) ไม่แน่ใจว่าเป็นนกจริงหรือไม่ เพราะอังกฤษแปลเป็น Pinguinus Impennis ชื่อสามัญ Geat Auk นกอ๊อคใหญ่ นกบินไม่ได้ที่สูญพันธุ์ไปนานแล้ว (อยู่แถวชายทะเล บินไม่ได้+เนื้ออร่อย = โดนชาวประมงจับกินหมด) ซึ่งเสิร์ชดูตัวนี้มีชื่อจีนว่า 大海雀 (大=ใหญ่ 海=ทะเล 雀=นก) และในวิกิจีนก็ไม่พบว่ามีการเรียกเป็นตู้เชวียด้วย

ปล.ถ้าเป็นตัวนี้จริงก็แปลว่าผู้แต่งโป๊ะแตกเพราะมันบินไม่ได้ ไปอยู่บนกิ่งไม้ไม่ได้

 

ตอนที่ 16 – หอคอยมันไม่ดี




NEKOPOST.NET