Heaven Awakening Path ตอนที่ 14 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.14 - การทดสอบใหญ่ร่วมกัน


ตอนที่ 14 การทดสอบใหญ่ร่วมกัน

 

หน่วยสารวัตรนักเรียนเตรียมเปลหามมาเคลื่อนย้ายซีเฟิ๋นกลับไปพักฟื้นที่บ้านพักของเขา ซีเฟิ๋นมองไปทางลู่ผิงหลายครั้ง ดูเหมือนเขาอยากจะพูดอะไรบางอย่างกับลู่ผิง แต่สุดท้ายแล้วคำว่า “ขอบใจ” จะอย่างไรก็ไม่สามารถหลุดออกมาจากปากเขาได้อยู่ดี ความรู้สึกที่เขามีต่อลู่ผิงมิอาจเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วเช่นนี้

ซีเฟิ๋นโดนหามออกไปและผู้คนที่มาเยี่ยมเยือนก็แยกย้ายทันที ม่อหลินที่เป็นนักเรียนมาใหม่เมื่อวานยังมีคนไต่ถามทุกข์สุข แต่สำหรับลู่ผิงแล้วนั้นไม่มีแม้แต่คำทักทายสักคำ

ไม่มีใครสนใจว่าเขาบาดเจ็บหรือไม่ ไม่มีใครถามว่าในเหตุการณ์นี้เขาทำอะไรบ้าง

“ต้องถามด้วยหรือ ก็คงเป็นแค่ตัวถ่วงอยู่แล้ว” ทุกคนคาดการณ์เช่นนี้

บ้านพักกลับสู่ความสงบ เหลือเพียงซูถัง

ตลอดสามปี ซูถังเป็นคนเดียวที่มาที่บ้านพักหลังนี้

นางจัดเก็บบ้านพักที่ยุ่งเหยิงที่ไม่เคยมีใครมาเยือนหลังนี้เงียบ ๆ แล้วไปยืนอยู่ข้างหน้าต่าง

อากาศวันนี้ก็แจ่มใส แต่สวนดอกไม้นอกหน้าต่างมิได้เบ่งบานเช่นวันวาน จากการต่อสู้ดุเดือดเมื่อคืน อาการของสวนดอกไม้ยังหนักหนากว่าอาการของห้องของลู่ผิงเสียอีก ม่อหลินยืนอยู่ข้างต้นไม้ที่ล้มลง กำลังถูกม่อเซินบ่นจนหูชา

“ยังไม่ไปเรียนหรือ” ลู่ผิงถามจากข้างหลังนาง

“กำลังจะไปแล้ว” สายตาซูถังเบนกลับมาจากนอกหน้าต่าง นางชี้ไปที่โต๊ะตัวเล็ก “อาหารเช้าอยู่นี่”

“อืม” ลู่ผิงพยักหน้า

“เช่นนั้นข้าไปแล้ว ซิงหลัวอะไรนั่น จะมีผลตามหลังมาอีกไหม”

“คงไม่” ลู่ผิงพูด

“ระวังหน่อยนะ”

“วางใจเถอะ”

ซูถังจากไปแล้ว ลู่ผิงเดินไปที่โต๊ะตัวเล็กนั้นและหยิบอาหารเช้า

หมั่นโถวเย็นชืดแล้ว แต่ลู่ผิงไม่ใส่ใจ เขายืนกินข้างหน้าต่าง เขาชินแล้วกับการอยู่คนเดียวในตอนที่ซูถังไปฝึกวิชาที่ห้องเรียน

นอกหน้าต่าง ม่อหลินกำลังโดนม่อเซินดุด่าอย่างทำอะไรไม่ถูก

ลู่ผิงมองอยู่สักพัก สุดท้ายเขาก็อดยิ้มออกมาไม่ได้

ฉากฉากนี้ในสายตาของเขาดูอบอุ่นมาก ยิ่งความรักล้ำลึก หน้าที่ที่มากับมันก็มากตามไปด้วย! แม้ว่าเขาจะกวนประสาทครูม่อเซิน แม้ว่าเขาจะถูกดุหลายครั้งครา แต่ทุกครั้งหลังจากด่าเขาสองสามคำ ครูม่อเซินก็ไม่สนใจใยดีเขาอีกต่อไป ไฉนเลยจะเหมือนตอนนี้ที่ครูม่อเซินมาคุยเรื่องความพฤติกรรมที่ไม่ดีของม่อหลินตั้งนมนาน

สงสัยความสัมพันธ์ของคนผู้นี้กับครูม่อเซินจะสนิทกันมากกว่าที่คาดเสียแล้ว!

ในขณะที่เขากำลังคิดอยู่ ทางด้านนั้นม่อเซินก็อบรมเสร็จแล้ว จากนั้นเขาก็หันไปสำรวจดูต้นไม้ดอกไม้ในสวนดูทันทีว่ายังรักษาได้หรือไม่ แล้วม่อหลินล่ะ เขาก็ไม่รู้ไปหาหมวกฟางที่หายไปตั้งแต่เช้าเจอจากที่ไหน เขาสวมหมวกแล้วกลับมาที่หน้าต่างบ้านพักอีกครั้ง

ครั้งนี้ลู่ผิงไม่หลบเลี่ยง เขายื่นหมั่นโถวสองลูกที่เก็บไว้ให้ม่อหลินไป

ม่อหลินรับมันมา

“แค่สองหรือ” ม่อหลินบ่นพึมพำ

“เย็นเชียว” เขาบ่นอีกครั้ง

“กินของเย็นไม่ดีกับกระเพาะนะ” ม่อหลินยัดหมั่นโถวลูกหนึ่งเข้าปากแล้วพูดออกมา

“เจ้ามีความสัมพันธ์อันใดกับครูม่อเซิน” ลู่ผิงถาม

“เขาเป็นท่านอารองของข้า” ม่อหลินบอก

“เจ้าก็แซ่ม่อสินะ”

“ใช่ ความจริงข้าชื่อม่อหลิน มิใช่หลินม่อ อย่าพูดไปนะ!” ม่อหลินพูด

“จำเป็นหรือ” ลู่ผิงพูด

“แน่นอน ข้าเป็นนักลอบสังหาร อีกอย่างข้าก็กำลังหลบเลี่ยงจากการตาม...เอ่อ...ล่า” ยิ่งพูดเสียงเขายิ่งเบาลง ในขณะที่พูดเขาก็จดจำได้ว่าผู้คนที่ไล่ล่าเขาตอนนี้กลายเป็นปุ๋ยในสวนดอกไม้แล้ว

“ดูท่าไม่จำเป็นจริงๆ ” ม่อหลินพูด “ก็แค่ว่า เป็นมือสังหารการซ่อนชื่อจริงเป็นเรื่องดี ชื่อเจ้าเป็นชื่อปลอมหรือไม่”

“ไม่” ลู่ผิงพูด

“เจ้าเป็นอาจารย์ข้าได้ไหม” ม่อหลินถาม

“อะไรนะ” ลู่ผิงสะดุ้งเฮือกจากการที่อยู่ ๆ ก็โดนม่อหลินถามเช่นนี้  ตอนแรกเขานึกว่าม่อหลินจะถามพวกคำถามอยากรู้อยากเห็นแบบเมื่อวานเสียอีก

“เมื่อวานตอนเข้าร่วมกับสถาบัน ผู้อำนวยการถามข้าว่าอยากจะติดตามอาจารย์ท่านใด ตอนนั้นข้าก็บอกชื่อท่านอาไปแบบไม่คิดมาก แต่ตอนนี้ข้าว่าเจ้าเหมาะสมที่สุดแล้ว” ม่อหลินพูดอย่างจริงจังมาก ในด้านอายุ เขาน่าจะแก่กว่าลู่ผิงสองสามปี แต่เขาไม่รู้สึกว่าน่าอับอายสักนิด เขามองลู่ผิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง

“ข้าสอนอะไรเจ้าไม่ได้หรอก” ลู่ผิงบอก

“อย่าปฏิเสธเร็วนักสิ ค่อย ๆ คิดก่อน” ม่อหลินกล่าว

“ข้าสอนอะไรเจ้าไม่ได้จริง ๆ” หลังจากพูดจบลู่ผิงก็กลับไปนอนบนเตียงอีกครั้ง

“แกล้งตายอีกแล้ว นี่ นี่!” ม่อหลินตะโกนก้อง แต่ก็ถูกเมินอยู่นอกหน้าต่าง

 

เวลาสามวันเพียงพริบตาก็ผ่านไป ในที่สุดก็ถึงช่วงเวลาของการทดสอบประจำปีแล้ว

ในสามวันนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในสถาบันไจเฟิง มีแต่ข่าวร้ายข่าวหนึ่งที่แพร่ออกไป หัวหน้าหน่วยสารวัตรนักเรียนซีเฟิ๋นได้รับบาดเจ็บสาหัสจึงไม่สามารถเข้าร่วมการทดสอบใหญ่ประจำปีได้

หลังจากข่าวนี้กระจายออกไปนักเรียนใหม่ม่อหลินก็ไปหาผู้อำนวยการกัวโหย่วเต้าทันที

“ข้าเข้าสอบแทนได้ไหมครับ” เขาถามอย่างจริงจัง เขารู้สึกว่าตนเองต้องรับผิดชอบอาการบาดเจ็บของซีเฟิ๋น ถ้าไม่เพราะเขา ซิงหลัวก็คงไม่มาที่สถาบันไจเฟิง และถ้าไม่เพราะต้องการช่วยเขา ซีเฟิ๋นก็คงไม่บาดเจ็บเช่นนี้ ดังนั้นเขารู้สึกว่าเขาควรจะเป็นตัวแทนของซีเฟิ๋น มันมีเหตุผลดีออก

แต่ไม่ว่ากฎระเบียบของสถาบันไจเฟิงจะผ่อนคลายแค่ไหน ไม่ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะพิเศษอย่างไร มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีการแทนตัวในการทดสอบเช่นนี้

ผลลัพธ์คือม่อหลินถูกเตะออกจากห้องผู้อำนวยการอย่างรวดเร็ว

ไม่นานหลังจากนั้น ผู้อำนวยการตัดสินใจที่จะให้โอกาสซีเฟิ๋นเป็นกรณีพิเศษ หลังจากที่ร่างกายเขาหายดีแล้ว เขาจะมีโอกาสเข้าร่วมการทดสอบใหญ่อีกครั้ง

แม้จะเป็นเช่นนี้ก็ยังมีหลายคนที่เสียดายแทนซีเฟิ๋น

การทดสอบใหญ่ของสถาบันนั้น คนที่สนใจไม่เพียงแต่ครูนักเรียนเท่านั้น ทุกประเทศ ทุกกลุ่มอำนาจในทวีปต่างจับตามองทั้งสิ้น

แม้ว่าไจเฟิงจะไม่เหมือนสี่สถาบันใหญ่ซึ่งชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วดินแดน แต่ในเขตห่างไกลเช่นเสียเฟิงนั้นมันเป็นหนึ่งในสถาบันที่มีเพียงสองแห่งในเขตนี้ เพียงแต่เมื่อเทียบกับอีกสถาบันหนึ่งคือแล้วสถาบันเสียเฟิงแล้ว อิทธิพลของไจเฟิงก็น้อยไปหน่อย สถาบันเสียเฟิงมาจนถึงตอนนี้ก่อตั้งมากว่าสองร้อยปีแล้ว มันถูกสร้างและพัฒนาขึ้นมาพร้อมกับเขตเสียเฟิง มันมีเบื้องหลังยิ่งใหญ่และทรัพยากรมหาศาล แล้วก็ยังได้รับความนับถือในเขตเสียเฟิงเป็นอย่างมาก แม้ว่าสถาบันไจเฟิงจะก่อตั้งทีหลัง โดยอาศัยสถานภาพศิษย์สี่สถาบันหลักของผู้อำนวยการกัวโหย่วเต้า แต่ก็ยังมิอาจเทียบกับการเติบโตมาตลอดสองร้อยปีของสถาบันเสียเฟิง

การทดสอบใหญ่ประจำปีเป็นการจัดการร่วมกันของทั้งสองสถาบัน ดังนั้นจึงธรรมดาที่จะมีความต้องการประชันขันแข่ง จำนวนนักเรียนของสถาบันเสียเฟิงนั้นมากกว่าของสถาบันไจเฟิงมากนัก จนถึงตอนนี้เสียเฟิงนำหน้ามาโดยตลอด แต่ในปีหลัง ๆ มานี้ เกียรติภูมิของเสียเฟิงกลับหมองลงจากการปรากฏตัวของนักเรียนที่โดดเด่นอย่างมากบางคนในสถาบันไจเฟิง

และซีเฟิ๋นก็คือคนที่เจิดจรัสที่สุดในการทดสอบใหญ่สองครั้งที่ผ่านมา ในการทดสอบของนักเรียนปีสี่ในครั้งนี้ เดิมทีเขาเป็นปัญหาที่น่าปวดหัวที่สุดของสถาบันเสียเฟิง แต่เมื่อข่าวที่เขาบาดเจ็บหนักมาถึง พวกเขาก็รู้สึกเหมือนประตูแห่งโชคเปิดออกมา

“ช่างน่าเสียดายนัก! ซีเฟิ๋นประมาทเช่นนี้ได้อย่างไร” ที่นั่งอยู่ตรงกลางเวทีสังเกตการณ์ย่อมเป็นผู้อำนวยการของสถาบันทั้งสอง ผู้อำนวยการเสียเฟิง ปาลี่เหยียนแสดงความผิดหวังและเห็นใจให้กัวโหย่วเต้าด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“เขาไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” กัวโหย่วเต้าพูดอย่างไม่นำพา

“ฮาฮา แน่นอน นั่นสำคัญที่สุดอยู่แล้ว” เมื่อปาลี่เหยียนหัวเราะ ครูอาจารย์จากสถาบันเสียเฟิงที่นั่งเป็นแถวอยู่ข้าง ๆ เขาก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน

เมื่อหัวเราะเสร็จแล้วก็มีคนมาเตือนพวกเขา “ผู้อำนวยการครับ จวนได้เวลาแล้วครับ”

“อ้อ ได้ เช่นนั้นก็เริ่มกันได้เลย! ทำแบบที่เคยนั่นล่ะ เริ่มจากเด็กปีหนึ่งแล้วก็ให้นักเรียนไจเฟิงทดสอบก่อน พวกเขามีน้อยกว่ามาก จะได้เสร็จเร็ว ๆ หน่อย” ปาลี่เหยียนพูดอย่างคึกคัก เขาไม่คิดว่าในสถาบันไจเฟิงมีใครอีกแล้วที่จะทำให้พวกเขาขายหน้าได้

เสียงระฆังเริ่มการทดสอบดังขึ้น มันบ่งบอกถึงการเริ่มเตรียมตัวเข้าทดสอบ เด็กนักเรียนปีหนึ่งจากทั้งสองสถาบันต่างเข้าแถวกันอย่างเป็นระเบียบใต้หอคอย

หอคอยแห่งพลังวิญญาณ

นี่เป็นสถานที่ที่ใช้ในการทดสอบนักเรียนในสถานการณ์ปกติของทุกสถาบัน สถาบันที่แตกต่างก็มีการวัดระดับที่แตกต่าง หอคอยแห่งพลังวิญญาณที่ไจเฟิงและเสียเฟิงใช้มีทั้งสิ้นสิบสองชั้น นักเรียนเข้าหอคอยไปโดยมีจุดประสงค์คือการไต่ขึ้นไป แต่ละชั้นมี 8 คะแนน สิบสองชั้นรวมเป็น 96 คะแนน และถ้าผ่านชั้นที่สิบสองไปได้ก็จะได้คะแนนเพิ่มอีก 4 คะแนนรวมเป็นคะแนนเต็ม 100 คะแนน

แม้ว่าจะมีเพียง 4 คะแนน แต่ก็เป็น 4 คะแนนที่ยากที่สุด จากการทดสอบประจำปีของสถาบันไจเฟิงทั้งยี่สิบกว่าครั้ง มีเพียงสี่คนที่ได้คะแนนเต็ม และทั้งสี่คนนั้นสุดท้ายก็ได้เข้าร่วมศึกษาขั้นสูงที่สี่สถาบันหลักซึ่งเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของสถาบันไจเฟิง

“นักเรียนใหม่ไจเฟิงปีนี้ดูคึกคักดีนะ!” ปาลี่เหยียนพูดชมกัวโหย่วเต้าอย่างไม่จริงใจเมื่อกวาดตามองนักเรียนปีหนึ่งของสถาบันไจเฟิง ที่จริงแล้วเขาเห็นระดับชั้นของนักเรียนไจเฟิงปีหนึ่งนี้ทุกคนแล้ว

“โอ้ พลังวิญญาณห้าประเภท ไม่เลวนะ!” ปาลี่หหยานแกล้งเป็นประหลาดใจ เขาทราบอยู่แล้วว่ามีคนแบบนี้เพียงคนเดียวในหมู่นักเรียนปีหนึ่งทั้งหมด แต่ชื่ออะไรเขาก็จำไม่ได้ เพราะว่าเขาไม่รู้สึกเลยว่าความสำเร็จเท่านี้ควรค่าแก่การจดจำ

แต่มันก็มิใช่เรื่องน่าแปลกใจอันใด ในกลุ่มนักเรียนปีหนึ่งของสถาบันเสียเฟิงปีนี้ คนที่สัมผัสพลังวิญญาณได้ห้าประเภทมีเยอะจนเขาจำชื่อได้ไม่หมด เด็กที่สัมผัสพลังวิญญาณได้ทั้งหกประเภทก็มีถึงสิบสองคน ในพวกเขาก็มีคนที่ฝ่าฟันไปถึงชั้นฟ้าที่หนึ่งแล้วถึงสามคน ต่อหน้านักเรียนปีหนึ่งเหล่านั้น ไจเฟิงย่อมต้องพ่ายแพ้อยู่แล้ว ปาลี่เหยียนจึงไม่เกรงที่จะชมสักคำสองคำ ยิ่งคนเราตัวลอยจากคำชมเท่าไหร่ เมื่อตกลงมาก็ยิ่งเจ็บปวดเท่านั้น!

เขายังคงยิ้มกวาดตามองเด็กนักเรียนทุกคน แต่เมื่อเขาเห็นคนผู้หนึ่งที่ใส่หมวกฟางที่ยืนอยู่เป็นคนรองสุดท้ายของแถว สายตาของเขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็เพิ่มพลังวิญญาณในดวงตาเพื่อตรวจสอบดูว่าสังเกตผิดไปหรือไม่

ปาลี่เหยียนหน้าแปรเปลี่ยนไปทันที

“ผู้อำนวยการกัว เด็กปีหนึ่งของท่านคนหนึ่งเก่งไปหรือเปล่า พลังวิญญาณแห่งรสชั้นฟ้าที่หกหรือ นี่เป็นนักเรียนปีหนึ่งแน่ใช่ไหม ผู้อำนวยการกัวช่างไม่ละความพยายามจริง ๆ แต่นี่มันไม่ดูแย่ไปหน่อยหรือครับ” ปาลี่เหยียนหน้าแปรเปลี่ยนไปแต่เขามิได้กระวนกระวาย นักเรียนระดับนี้ในชั้นปีหนึ่งหรือ มันไม่สามารถโน้มน้าวให้คนเชื่อได้เลย การนำนักเรียนเช่นนี้มาอยู่ชั้นปีหนึ่งเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันดูจะโง่เขลาไปแล้ว

“ผู้อำนวยการปา ท่านพูดถึงเด็กที่สวมหมวกฟางหรือครับ ท่านเข้าใจผิดแล้ว เขาแค่มาชมความสนุกสนาน เขาไม่เข้าร่วมการทดสอบหรอกครับ เขาเป็นนักเรียนขั้นสูง” กัวโหย่วเต้าพูดอย่างไม่ลังเล

“ขั้น...ขั้นสูงหรือ” ครานี้ปาลี่เหยียนไม่สามารถปกปิดความแตกตื่นได้เลย จากการเป็นผู้อำนวยการ เขาเข้าใจเป็นอย่างดีว่านี่หมายถึงอะไร นี่เป็นการยอมรับอย่างหนึ่ง เนื่องจากมีเพียงสถาบันที่โดดเด่นอย่างมากเท่านั้นถึงจะมีผู้คนยินยอมมาเรียนขั้นสูงด้วย แม้ว่าเสียเฟิงจะก่อตั้งมาถึงสองร้อยปีแล้ว แต่การที่มันมาตั้งอยู่ในดินแดนห่างไกลเช่นนี้ จึงมิได้มีชื่อเสียงมากไปกว่าสถาบันไจเฟิงสักเท่าใดเมื่อมองภาพรวมของสถาบันทั่วแผ่นดิน ไม่เคยมีใครมาที่สถาบันของเขาเพราะต้องการเล่าเรียนขั้นสูง แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะมีนักเรียนขั้นสูงในสถาบันไจเฟิงแล้วหรือ

ปาลี่เหยียนกังขาความจริงของเรื่องนี้อย่างยิ่ง แต่กัวโหย่วเต้าก็ได้บอกแล้วว่านักเรียนคนนี้จะไม่เข้าร่วมการทดสอบ และกัวโหย่วเต้าก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายว่านักเรียนเขาตั้งใจมาเรียนรู้ขั้นสูงจริงหรือไม่

โดยไม่มีทางเลือกอื่น ปาลี่เหยียนจึงได้ดึงสายตากลับมา หลังจากเด็กหนุ่มในหมวกฟางคนนั้นเป็นนักเรียนปีหนึ่งคนสุดท้ายของสถาบันไจเฟิง

เอ๊ะ เอ๊ะ

ปาลี่เหยียนต้องยืนยันอีกสองครั้งถึงจะแน่ใจ จากนั้นเขาก็ยิ้มออกมา “ผู้อำนวยการกัวยังอุตส่าห์ปล่อยให้เด็กแบบนี้อยู่ที่นี่ได้อีก ช่างน่าเลื่อมใส เขาก็มาชมดูความสนุกสนานหรือครับ”

..................................................

พูดถึงใครหนอ?

 

เฟิงในชื่อไจเฟิง กับ เฟิงในชื่อเสียเฟิงเป็นคนละตัว (สถาบันกับเขตชื่อเดียวกัน)

เฟิง (风) ในไจเฟิงแปลว่าลม

เฟิง (峰) ในเสียเฟิงแปลว่ายอดเขา เขตนี้เป็นเมืองที่ล้อมรอบด้วยภูเขาค่ะ

ม่อเซินเปลี่ยนจากลุงเป็นอาค่ะ แปลผิด...

 

ตอนที่ 15 – ปัญหาภายใน คราเคราะห์ภายนอก




NEKOPOST.NET