Heaven Awakening Path ตอนที่ 10 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Heaven Awakening Path

Ch.10 - ความมุ่งมั่นของทุกคน


ตอนที่ 10 – ความมุ่งมั่นของทุกคน

 

“เจ้ายังไม่ไปอีกหรือ” เมื่อลู่ผิงมองดูม่อหลิน เขาก็รู้สึกหมดแรงขึ้นมา

ตอนที่รับประทานอาหาร หมอนี่อยู่ข้างเขา

ตอนที่ออกจากโรงอาหาร เขาตามมา

ตอนนี้ลู่ผิงเตรียมจะกลับบ้านแล้วแต่หมอนี่ก็ยังตามติด  ลู่ผิงจึงต้องถามขึ้นมา

“พูดบ้างสิ” ม่อหลินกล่าว

“ไม่มีอะไรจะพูด” ลู่ผิงกล่าว

ม่อหลินได้ถามคำถามมาสี่ข้อระหว่างพูดคุยกันหลังจากแทรกตัวเองมาเป็นเพื่อนของลู่ผิงกับซูถัง

“เจ้าแข็งแกร่งเช่นนี้ได้อย่างไร”

“เจ้าอยู่ระดับชั้นไหนแล้ว”

“เจ้าเรียนรู้จากที่ใด”

“เจ้ามีสายเลือดพิเศษหรือไม่”

สี่คำถาม แต่เขาไม่ได้รับคำตอบสักคำ แต่ม่อหลินก็มิได้โกรธเคืองอันใด เขายังตามมาหลังจากที่ซูถังจากไปแล้ว จากนั้นในที่สุดคำถามที่ห้าก็ตามมา

“คืนนั้น เจ้าคิดว่าข้าเป็นใครกัน” ม่อหลินถาม เมื่อเขากลับมาคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนที่เขาต่อสู้กับลู่ผิงอีกครั้ง คำพูดที่ลู่ผิงพูดตอนอยู่ในบ่อโคลนฟังเหมือนการทดสอบ และลู่ผิงก็ได้รับสัญญาณอะไรบางอย่างจากคำพูดของเขา หลังจากนั้นเขาก็ไม่สนใจอีกต่อไป และแค่จากไปอย่างสงบโดยมิได้ทำสิ่งใด แม้ว่าม่อหลินตั้งใจจะเอาชีวิตของเขาจริง ๆ

เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่นั้นสำคัญอย่างยิ่งยวด อาจกล่าวได้ว่ามันได้ช่วยรักษาชีวิตน้อย ๆ ของม่อหลินเอาไว้

แต่เขาก็ยังไม่ได้รับคำตอบ

“ไม่อยากบอก” ตอนที่ลู่ผิงพูด เขาก็ได้ปิดประตูใส่หน้าม่อหลินแล้ว

“นี่! นี่!” ม่อหลินเคาะประตู แต่ลู่ผิงทำเป็นไม่ได้ยินเสียงจากนอกห้องและนอนลงบนเตียงทันที

“นี่! นี่!” ครั้งนี้ เสียงมาจากนอกหน้าต่าง แต่หน้าต่างบานนี้ก็สูงเกินไปจริง ๆ ม่อหลินทำได้แค่โผล่ศีรษะขึ้นมาครึ่งหนึ่ง

“อิฐเมื่อวานของข้าไปไหนแล้วล่ะ” ม่อหลินพึมพำ เมื่อวานเขาเอาอิฐสองก้อนมาวางรองเท้า ตอนที่วิ่งหนี เขาย่อมมิได้คิดจะเอามันกลับไปด้วย ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าหายไปทางไหนแล้ว เขามองไปทั่วแต่ก็ยังหาไม่เจอ

“ลุกนะ! คำถามตั้งหลายข้อ อย่างน้อยก็ตอบมาสักข้อสิ!” ม่อหลินพูดจากนอกหน้าต่าง แต่เสียงของเขาก็มิได้ดังมาก ความคิดของเขาก็คือเขาควรจะดูสถานการณ์ให้ดี คนที่เก่งกาจแบบลู่ผิงในสถาบันธรรมดา ๆ แห่งนี้กลับถูกเรียกว่าเป็นสวะ มันต้องมีสาเหตุแน่ หรืออาจจะมีปัญหาก็ได้ เขาจะเผยความลับที่ลู่ผิงอยากเก็บซ่อนไว้เล่น ๆ ไม่ได้ เขาเป็นนักลอบสังหาร ธรรมชาติของเขาคือการรักษาความลับ

“นี่! นี่!” ม่อหลินยังตะโกนต่อ แต่ลู่ผิงที่อยู่ข้างในปฏิเสธที่จะสนใจ ม่อหลินตั้งใจจะปีนหน้าต่างเข้าห้องไป แต่ไม่มีคนช่วยแล้วก็ไม่มีอิฐรองเท้าด้วย มันเป็นไปไม่ได้!

ม่อหลินกระวนกระวายใจ แต่ไม่ห่างออกไป ก็มีคนที่กระวนกระวายเช่นกัน

ซีเฟิ๋น เขาตามมาสังเกตม่อหลินคนเดียว เขาไม่กล้าเข้าใกล้มาก เพราะจากข้อมูลที่เขาได้รับ หลินม่อคนนี้ไม่เพียงมีพลังวิญญาณแห่งรสชั้นฟ้าที่หกเท่านั้น แต่พลังวิญญาณแห่งเสียงของเขาก็อยู่ในชั้นฟ้าที่สามด้วย จากประสาทหูที่ดีของอีกผ่าย ซีเฟิ๋นไม่สามารถเข้าใกล้มากนัก

แต่นี่ก็ทำให้เขาลำบากมาก พลังวิญญาณแห่งเสียงเป็นสิ่งที่ซีเฟิ๋นขาดที่สุดแล้ว เขายังไม่ได้ขึ้นชั้นฟ้าที่หนึ่งเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นประสาทหูของเขาก็มิได้ดีกว่าคนธรรมดาสักเท่าไหร่ ตอนนี้ แม้ว่าเขาจะเห็นม่อหลินพูดอะไรกับลู่ผิงจากที่ไกล ๆ แต่เขาก็ไม่ได้ยินสักคำเดียว นี่ทำให้เขากระวนกระวายใจมาก

เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากตั้งใจตรวจดูสีหน้าท่าทีของม่อหลิน จากพลังวิญญาณแห่งรูปชั้นฟ้าที่สาม เขาสามารถมองเห็นสีหน้าและการกระทำของม่อหลินทั้งหมดเหมือนมันมาปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา

เขาพยายามกดดันอีกฝ่ายและสีหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาดูจะมีความคาดหวังอย่างสูง...

พลังวิญญาณแห่งรูปชั้นฟ้าที่สามบวกกับพลังวิญญาณแห่งจิตชั้นฟ้าที่หกทำให้เขาสามารถรับรู้ความคิดของม่อหลินผ่านทางการกระทำได้อย่างแม่นยำ

ซีเฟิ๋นดูจริงจังอยู่ตลอดเวลาและเหมือนจะหาเรื่องทะเลาะกับคนอื่นได้ทุกเวลา คนส่วนมากคงไม่คิดว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญพลังวิญญาณแห่งจิต พลังวิญญาณแห่งจิตเป็นพลังวิญญาณที่หกและมีความซับซ้อนมากที่สุด มันเกี่ยวโยงกับจิตใจ เจตคติ สติอารมณ์ และพวกสิ่งที่จับต้องมิได้อื่น ๆ คนที่เชี่ยวชาญพลังวิญญาณแห่งจิตมักจะมีจิตใจที่ยืดหยุ่น และเมื่อได้พบซีเฟิ๋นครั้งแรก ไม่มีใครคิดว่าเขาเป็นเช่นนั้นแน่นอน

แต่ความจริงก็เป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ

พลังวิญญาณแห่งจิตของซีเฟิ๋นอยู่ในชั้นฟ้าที่หกจริง ๆ ยิ่งกว่านั้น เขายังรวมพลังวิญญาณแห่งจิตชั้นฟ้าที่หกนั้นกับพลังวิญญาณแห่งรูปชั้นฟ้าที่สามได้ค่อนข้างดีอีกด้วย จากฝีมือในการใช้พลังวิญญาณของตัวเองทำให้ทุกคนในสถาบันไจเฟิงเห็นว่าเขามีอนาคตไกล ความเสียดายเพียงหนึ่งเดียวคือพลังวิญญาณแห่งเสียงของเขาแย่จนกินไป มิเช่นนั้น ถ้าเขาใช้พลังวิญญาณแห่งเสียงได้แล้วละก็ เขาอาจจะฝึกได้ความสามารถ “อ่านใจ” ตอนที่เชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งจิตก็ได้ มันได้รับการจัดลำดับเป็นความสามารถขั้น 5 แต่มีหลายคนที่คิดว่าการใช้งานจริงของความสามารถนี้ดีกว่าความสามารถขั้น 6 เสียอีก

น่าเสียดายจริง ๆ ....

อาจารย์สถาบันไจเฟิงมักจะคร่ำครวญเรื่องนี้ แต่อนาคตของซีเฟิ๋นก็ยังเป็นสิ่งที่ทุกคนรอชม

แต่ซีเฟิ๋นกลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะว่าทุกสิ่งที่เขาเรียนรู้ใช้กับลู่ผิงไม่ได้ผลเลย ความเก่งกาจที่ว่ากันของเขาไร้ค่าเมื่อมาพบกับคนที่ถูกเรียกว่าสวะจากทุกคน มันแย่จนตอนนี้เขาตกต่ำขนาดต้องมาตามดูคนอื่นเพื่อหาข้อมูลของเขาแล้ว

หลังจากวิเคราะห์จิตใจของม่อหลิน ซีเฟิ๋นก็มั่นใจว่าเรื่องระหว่างเขากับลู่ผิงจะต้องมีความลับซุกซ่อนอยู่

สังเกตการณ์ต่อไป!

ซีเฟิ๋นซ่อนตัวเองเงียบ ๆ และเฝ้าสังเกตต่อ

ส่วนม่อหลิน หลังจากที่เขาไม่สามารถจะได้รับการตอบสนองใด ๆ แม้ว่าจะพยายามอย่างหนัก เขาก็ต้องนั่งลงในที่สุด แต่เขาก็มิได้จากไป เขายังคงรอคอยโอกาสอยู่นอกบ้านของลู่ผิง

ดังนั้นเอง ม่อหลินที่อยู่ใต้ชายคาบ้านต้องทนแสงแดดแผดเผา กับซีเฟิ๋นในพุ่มไม้ที่ต้องทนถูกยุงกัด ก็รอกันต่อไป ทั้งคู่ไม่มีใครคิดที่จะยอมแพ้ง่าย ๆ

หนึ่งชั่วโมง สองชั่วโมง สามชั่วโมง...

ตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงไปทางทิศตะวันตก หลังจากทนตากแดดมาทั้งบ่าย ม่อหลินก็เหงื่อท่วมตัวแล้ว ในพุ่มไม้ มีตุ่มผื่นจำนวนมากปรากฏบนผิวของซีเฟิ๋น ส่วนในบ้านไม่มีความเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย ลู่ผิงกลับมิได้ออกมาจากห้องตลอดทั้งบ่าย ที่จริงเขาเป็นเหมือนกับศพที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง หลายครั้งที่ม่อหลินสงสัยว่าเขาตายจากเข็มพิษเมื่อวานหรือเปล่า แต่หลังจากตรวจสอบดูจากนอกหน้าต่าง ทุกสิ่งก็ดูปกติดี

แต่ท้ายที่สุดเขาก็ทราบว่าลู่ผิงตั้งใจจะบั่นทอนความอดทนของเขาด้วยการนิ่งเฉย ทำให้เขายอมแพ้

“นี่ นี่ ข้าไม่ยอมแพ้หรอกนะ ข้าเป็นนักลอบสังหารนะ” ไม่มีการตอบรับจากในห้อง  ไม่ไกลออกไป ซีเฟิ๋นก็กำลังสังเกตดูม่อหลิน แม้ว่าเขาจะไม่สามารถได้ยินคำพูดของม่อหลิน แต่จากสีหน้าของม่อหลิน เขาเห็นความมุ่งมั่นที่จะไม่ยอมแพ้

สองชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว

แสงอาทิตย์จ้าเปลี่ยนเป็นแสงย่ำค่ำ

“นี่ ไม่กินข้าวเหรอ” ม่อหลินเอนตัวไปทางหน้าต่างแล้วตะโกน

“ข้าไปเอาแผ่นแป้งมาให้ไหม”

“ซูถังเอาอาหารมาให้เจ้าแล้ว”

ยังคงไม่มีการตอบรับ สิ่งเดียวที่ม่อหลินมั่นใจคือลู่ผิงยังไม่ตาย เขายังมีชีวิตอยู่

ม่อหลินไม่ทราบว่าจะพูดอะไรดีแล้ว เขาจึงนั่งอยู่ใต้หน้าต่างต่อไป

ไม่ช้าไม่นานดวงอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปและดวงจันทร์ก็เผยโฉมเหนือทิวไม้ แต่มันก็ถูกเมฆดำปกคลุมอย่างรวดเร็ว คืนนี้มืดกว่าเมื่อคืนเล็กน้อย แต่ก็ยังมีแสงอ่อน ๆ สาดส่องลงมาจากหลังเมฆ จากสายตาของม่อหลินผู้มีพลังวิญญาณแห่งรูปชั้นฟ้าที่สองและซีเฟิ๋นผู้มีพลังวิญญาณแห่งรูปชั้นฟ้าที่สาม แสงน้อยนิดเพียงนี้ก็พอแล้ว

ซีเฟิ๋นเริ่มเตรียมตัวสำหรับการเฝ้ายามตอนกลางคืน แต่ม่อหลินกลับตัดสินใจยอมแพ้หลังผ่านไปอีกสามชั่วโมง

พลังใจเขายังไม่หมด แต่พลังกายเขาไม่มีเหลือแล้ว เวลานี้สายเลือดตระกูลม่อทำให้เขาต้องถอดใจ

“นี่! นี่!” เขาตะโกนอีกครั้งจากขอบหน้าต่าง “ข้ากลับไปนอนก่อนนะ ต่อไม่ไหวแล้ว เมื่อคืนข้าก็ไม่ได้นอน” เมื่อคืนเขาก็ไม่ได้นอนจริง ๆ ครึ่งคืนแรกเขาอยู่รอสังหารลู่ผิง ส่วนครึ่งคืนหลังก็หลับไม่ลง

“พรุ่งนี้ข้ามาใหม่นะ” ม่อหลินบ่งบอกความแน่วแน่ผ่านคำพูด

จะไปแล้วหรือ

ซีเฟิ๋นที่อยู่ในพุ่มไม้ประหลาดใจ แม้ว่าม่อหลินจะดูเหนื่อย แต่เขาก็ไม่เหมือนคนที่กำลังจะยอมแพ้ ยากนักที่จะเชื่อว่าเขาจะลุกขึ้นเดินจากไปจริง ๆ

หรือว่าลู่ผิงจะพูดอะไรบางอย่างกับเขา

เนื่องจากสัมผัสการฟังของซีเฟิ๋นอ่อนด้อย เขาเกรงว่าจะพลาดเรื่องสำคัญไป มาถึงขณะนี้ ผลรับที่เขาได้ก็ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เขาแค่สรุปได้เพียงว่าม่อหลินตั้งใจแน่วแน่เท่านั้น นี่ทำให้เขายิ่งอยากรู้เหตุผลขึ้นไปอีก อย่างไรเสียสิ่งที่เขาอยากรู้จริง ๆ ก็คือข้อมูลเกี่ยวกับลู่ผิง

ตามไปดีกว่า สังเกตการณ์อีกหน่อย...

ซีเฟิ๋นไม่กล้าตามม่อหลินใกล้เกินไป จึงเพียงมองทิศทางไปของเขาเท่านั้น หลังจากเขาจากไปไกลแล้ว ซีเฟิ๋นถึงได้ออกมาจากพุ่มไม้และตามไป

เป็นอีกคืนที่ไม่ได้อะไรเลย

ม่อหลินถอนหายใจและสั่นศีรษะ แต่เขาก็ยังระมัดระวังอย่างที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงต้นไม้ดอกไม้ที่ท่านอาของเขาปลูกด้วยความเอาใจใส่

แกร๊บ!

เสียงแผ่ว ๆ ดังขึ้นในหูของม่อหลิน เขาเหนื่อยมาก แต่อาการเหน็ดเหนื่อยก็มิได้ทำให้ประสาทหูของเขาด้อยลงแต่อย่างใด

เป็นเสียงฝีเท้า ฝีเท้าที่จงใจปกปิดแต่ก็ยังเหยียบไปโดนใบไม้แห้ง

พลังวิญญาณแห่งเสียงชั้นฟ้าที่สามทำให้สามารถรับรู้รายละเอียดของเสียงได้ดีระดับหนึ่ง

“นั่นใคร”

ม่อหลินตื่นตัวแล้ว เขาไม่เชื่อว่าเป็นลู่ผิง เพราะลู่ผิงไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนเช่นนี้

“ฮิฮิฮิฮิ พลังวิญญาณแห่งเสียงชั้นฟ้าที่สามประมาทไม่ได้จริง ๆ แค่คนเดียวที่ไม่ระวังเจ้าก็จับได้แล้ว” เสียงแหบ ๆ เสียงหนึ่งดังขึ้นและทำให้ใบหน้าม่อหลินถอดสีทันที เขาทราบแล้วว่าเสียงนี้เป็นของผู้ใด

“ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะหนีมาที่สถาบันแบบนี้ แต่เจ้าก็คงไม่ได้คิดว่าพวกเราจะไล่ตามมาถึงที่นี่สินะ” ในขณะที่เสียงแหบ ๆ นั้นยังกล่าวต่อไป เงาร่างคนผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวออกมาจากความมืดมิด

พวกเรา...

เมื่อได้ยินคำนี้ สีหน้าม่อหลินยิ่งดูไม่ได้เข้าไปใหญ่

เพราะเขารู้ว่าใครเป็นเจ้าของเสียงแหบ ๆ นั้น และยิ่งแน่ใจว่าถ้าเป็น “พวกเรา” โอกาสในการรอดชีวิตของเขาก็ยิ่งริบหรี่

แต่เขาจะไม่ยอมแพ้เพียงแค่นี้

ม่อหลินตั้งใจสัมผัสหาตำแหน่งของคนอื่น ๆ พร้อมทั้งเคลื่อนปลายนิ้วมือ

“อย่าขยับ” การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยนี้ถูกอีกฝ่ายจับได้ทันที เสียงอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นเตือน

“แม้ว่าพลังกายของเจ้ามันไร้ค่า แต่พวกเราก็รู้ดีว่าวิธีการของเจ้ามันช่างยุ่งยากนัก ทางที่ดีเจ้าอย่าขยับดีกว่า” เสียงเดิมกล่าวขึ้นอีกครั้ง

ดีกว่าหรือ

อะไรดีกว่า ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย การไม่ขยับมันดีกว่าอย่างไร มีชีวิตอีกนาทีหนึ่งหรือไร

ไร้เดียงสาไปแล้ว!

แน่นอนสิว่าข้าต้องขยับ ไม่เพียงขยับ ข้ายังจะตะโกนด้วย!

เขาเลื่อนมือซ้ายไปทางถุงหนังที่อยู่ในอกเสื้ออย่างว่องไว เมื่อเขาทำเช่นนั้น เลือดก็สาดกระจาย อย่างที่คาดไว้ ความเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้ส่งผลดีเลย อาวุธลับสีดำที่อีกฝ่ายขว้างมาเจาะเข้าไปที่กลางแขนซ้ายของเขา ทันใดนั้น เลือดที่กระเซ็นก็ได้ซึมลงไปในฝุ่นพิษที่เขากำลังจะหยิบและเปลี่ยนมันเป็นก้อน

ม่อหลินกรีดร้อง และในเสียงกรีดร้องเขาก็เพิ่มคำพูดลงไปอีกสองคำ “ช่วยด้วย!”

คำตะโกนของเขามันเร็วมาก ไม่เหมือนกับว่าเขาตะโกนจากความเจ็บปวด แต่ฟังเหมือนเตรียมตัวมาก่อนแล้ว ดังว่าเสียงตะโกนนี้เป็นการลอบโจมตีที่เกรงว่าจะถูกจับได้

แต่สุดท้ายเขาก็ยังพลาด เสียงตะโกนของเขากำลังจะแพร่กระจายออกไปแล้ว แต่กลับกระทบถูกบางสิ่ง เสียงนั้นบิดเบี้ยวไปจนแผ่วลงและหายไปในที่สุด

เสียงของเขาถูกทำลาย

แต่นี้ไม่ใช่ประสบการณ์ครั้งแรก ม่อหลินทราบว่ามีคนหนึ่งในกลุ่มผู้โจมตีเป็นผู้เชื่อมต่อพลังวิญญาณแห่งเสียง แม้ว่าความสามารถเงียบเสียงของเขาจะได้รับการจัดอันดับเพียงขั้นที่ 2 แต่ในบางสถานการณ์แล้วมันก็มีประโยชน์มาก

เช่นตอนนี้ ความพยายามครั้งสุดท้ายของม่อหลิน การร้องขอความช่วยเหลือได้ถูกทำลายลงไปแล้ว

เขาไม่มีหวังแล้ว ที่จริงเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่ซ่อนอยู่นี้ถือเป็นหนึ่งในไพ่ตายของเขาเลย

แต่ตอนนี้ เขาพลาดโดยสิ้นเชิง

“ตาย!” อีกฝ่ายไม่ได้อยากมานั่งคุยกับเขา นี่เห็นได้ชัดจากสถานะของพวกเขาทั้งสองฝ่าย ม่อหลินเป็นนักลอบสังหาร พวกเขาก็เหมือนกัน พวกเขาทำเพียงฆ่าหรือถูกฆ่าเท่านั้น

ก็แค่ว่าวันนี้ พวกเขามีชีวิตและม่อหลินตาย พวกเขาเชื่อมั่นในเรื่องนี้มาก ลำแสงเย็นเยียบวาบขึ้นตรงไปที่ศีรษะของม่อหลิน

ม่อหลินอยากจะหลบ แต่เขาไม่เก่งเรื่องการเคลื่อนไหวจริง ๆ อีกอย่างเขาก็เหนื่อยมากด้วย ตอนนี้เขาแค่อยากนอน ใครจะไปคิดว่าเขาจะได้หลับสนิทขนาดนี้

เฮ่อ!

ม่อหลินถอนหายใจ เขาไม่ยอมแพ้ เขาเป็นนักลอบสังหาร เขาต้องฝึกให้เคยชินกับความรู้สึกว่ากำลังจะถูกฆ่า

แต่ทันใดนั้นเอง เงาร่างหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างว่องไว จากการโบกมือครั้งหนึ่ง แสงเย็บเยียบที่เล็งมาทางศีรษะของม่อหลินก็โดนปัดออก

เงาร่างนั้นป้องกันอยู่เบื้องหน้าม่อหลิน ทำให้เขาตื่นเต้นขึ้นมา

“ใคร” อีกฝ่ายพูดหมิ่น

“หน่วยสารวัตรนักเรียน ซีเฟิ๋น” เงาร่างนั้นตอบ

“บัดซบ!” ม่อหลินผิดหวังอย่างยิ่งยวด

“พูดแบบนี้หมายความว่าอะไร” เงาร่างนั้นมิได้หันศีรษะมา แต่เห็นได้ชัดว่าเขาไม่พอใจม่อหลินมาก

................................................

ตอนต่อไปบู๊แล้วจ้า




NEKOPOST.NET