[แปล] Mother of Learning ตอนที่ 4.2 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[แปล] Mother of Learning

Ch.4.2 - สะเก็ดดาว (2/2)


โทรล เป็นสิ่งมีชีวิตที่ค่อนข้างน่ารังเกียจ มันมีหลากหลายจำพวกย่อย แต่ทั้งหมดของมันต่างมีรูปร่างอย่างมนุษย์สูงกว่า 3 เมตร ด้วยหนังเหนียวทนทายาดและความสามารถในการฟื้นฟูเหนือธรรมชาติอันแข็งแกร่งที่พวกมันสามารถต่อแขนขาที่ถูกตัดขาดได้โดยเพียงแค่จับไว้กับตอในช่วงเวลาสั้น ๆ จำนวนที่มากและมีชื่อมากที่สุดของจำพวกย่อยคือ โทรลป่า ซึ่งมีผิวหนังสีเขียวสดและตุหรัดตุเหร่ตลอดทั่วทั้งผืนป่าใหญ่ที่ขยายตัวในทางเหนือ ขณะที่โซเรียนมองดูฝูงโทรลเดินกร่างตามถนน ทุบประตูหน้าต่างและแผดเสียงร้องที่ไม่อาจเข้าใจได้ เขาคิดว่าโชคดีที่มีกลุ่มควันกลิ่นฉุนคลุ้งโชยมาจากอาคารที่ไฟไหม้ใกล้กัน ช่วยปกปิดกลิ่นของเขา ตำราทั้งหมดของเขาบอกว่าประสาทสัมผัสการดมกลิ่นของโทรลป่านั้นดีเลิศอย่างน่ากลัว

เป็นปกติที่เขาจะสงสัยว่าทำไมกลุ่มขนาดใหญ่ของโทรลป่ามาทำอะไรในกลางเมืองของมนุษย์ที่ค่อนข้างไกลห่างจากดินแดนของพวกมันกัน ทว่าด้วยใบมีดและตะบองที่พวกมันถือก็ได้บอกทั้งหมดที่เขาต้องการทราบแล้ว อาวุธรุดหน้าเกินกว่าที่พวกโทรลซึ่งป่าเถื่อนและขาดทักษะในการทำงานกับโลหะขั้นสูงจะทำได้ด้วยตัวพวกมันเอง พวกมันเป็นโทรลศึก ใครบางคนติดอาวุธกับสัตว์ประหลาดเหล่านี้และปล่อยพวกมันเพ่นพ่านในเมือง

เมื่อพวกมันจากไป โซเรียนผ่อนคลายลงเล็กน้อยและพยายามคิดว่าจะทำอะไรดี เขานี่มันโง่จริง ๆ ทำไมกันนะ ทำไมเขาถึงวิ่งออกมาโดยไม่ขอความช่วยเหลือสักอย่างจากพวกอาจารย์ก่อน ? จากนั้นอีกครั้ง เขาสันนิษฐานไว้ว่าพลุแฟลร์เป็นอันตรายเพียงหนึ่งเดียว ส่วนการที่ไปหาอโคจาคงจะไม่เป็นปัญหา คิดเองเออเองว่าพลุแฟลร์ที่ยิงกระจัดกระจายนั้นจะไม่มาโดนเขา แทนที่จะเป็นแบบนั้นเขากลับค้นพบว่าเมืองเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดพลุกพล่าน นี่มันไม่ใช่การโจมตีแบบผู้ก่อการร้ายอย่างที่เขาสันนิษฐาน แต่เป็นการรุกรานเต็มกำลัง ! น่าเศร้า ตัวเลือกจะกลับไปยังโถงเต้นรำก็ปิดแล้วสำหรับเขา – กองกำลังผู้รุกรานจำนวนมากกำลังเบนตรงไปยังวิทยาลัย ตัดสิ้นเส้นทางล่าถอยของเขา ด้วยสิ่งนั้นในความคิด โซเรียนออกเดินทางตรงไปหาอโคจา เขาซ่อนตัวเองในเงา รู้ดีว่าผู้รุกรานจะสังเกตเห็นใครสักคนในที่แจ้งอย่างรวดเร็ว อย่างเช่นเด็กชายที่ยืน... อยู่... ตรงนั้น...

นั่นแซคนี่ ?

"ทางนี้ !" แซคตะโกน โบกมือของเขาในอากาศ "ฉันอยู่นี่ไอ้สัตว์โง่เง่า ! มาจับฉันเซ่ !"

โซเรียนอ้าปากค้างกับความโง่บัดซบของสิ่งที่เขาเป็นประจักษ์พยาน ไอ้งั่งนั่นกำลังทำบ้าอะไร !? ไม่ว่าเขาจะเป็นนักเรียนที่มีพรสวรรค์แค่ไหน แต่ไม่มีทางที่แซคจะสามารถยืนหยัดต่อกรกับสัตว์ประหลาดพวกนั้นที่เดินขวักไขว่ตามเมืองขณะนี้ได้เลย แต่มันก็สายเกินไปที่จะทำอะไร – ด้วยเสียงดึงดูดความสนใจจากเสียงตะโกนของแซค เหล่าโทรลก็วิ่งรี่กลับมา มอบเสียงร้องออกรบคราหนึ่งก่อนจะพุ่งเข้าใส่เด็กชายผู้โง่เขลาพอจะเรียกร้องความสนใจจากพวกมัน โซเรียนบอกได้จากท่าทางของแซคว่าเขาตั้งใจจะต่อสู้กับพวกโทรล ซึ่งเขาคิดว่าค่อนข้างเสียสติ – เขาจะต้านทานอะไรได้กับสิ่งมีชีวิตที่ฟื้นฟูบาดแผลใด ๆ ก็ตามทันท่วงที ? มีเพียงแค่ไฟและกรดเท่านั้นที่จะสร้างความเสียหายถาวรได้ และพวกเขาก็ไม่เคย-

แซคจับไม้กายสิทธิ์ของตัวเองในมือแน่นและยื่นมืออีกข้างไปในทิศทางของพวกโทรลที่กำลังพุ่งตัวไป – ลูกไฟปะทุลุกโชนจากมือของเขาและระเบิดกลางทัพโทรล เมื่อเปลวเพลิงสงบ ก็เหลือเพียงซากศพของสิ่งที่เคยเป็นอสุรกาย

โซเรียนตกใจอย่างมาก ลูกไฟนั้นสมควรเป็นคาถาแวดวงระดับที่ 3 และจำเป็นต้องใช้มานาจำนวนมากในการร่าย ซึ่งมากเกินกว่านักเรียนวิทยาลัยคนใดจะมี แม้แต่ไดเมนเองก็ยังไม่มีคาถานี้เลยตอนที่เขาอายุเท่ากับแซค มิหนำซ้ำไม่เพียงแค่แซคทำได้อย่างสมบูรณ์แบบเท่านั้น แต่เขายังไม่แม้แต่ปรากฏว่าใช้มานาไปจนหมดเรี่ยวแรงจากการกระทำนั้น อันที่จริงแล้ว หลังจากนั้นไม่นานฝูงจงอยเหล็กก็จู่โจม โปรยห่าขนมรณะของพวกมันใส่เด็กชาย แซคก็สร้างกำบังขึ้นมา – โคตรกำบัง ! – รอบตัวเขาและระดมยิงฝูงนกด้วยลูกไฟขนาดเล็กเข้าเป้าของพวกมันอย่างกับเวทขีปนาวุธที่ทำจากไฟ โซเรียนตะลึงงันจากการได้เห็นเพื่อนร่วมชั้นของตัวเองต่อสู้กับฝูงสัตว์ประหลาดเป็นโขยงตัวคนเดียวอย่างมีประสิทธิภาพ จนเขาพลาดที่จะสังเกตเห็นว่าหนึ่งในหมาป่าเหมันต์ที่โจมตีแซคลอบหลุดออกจากฝูงหลักและคืบคลานเข้ามาหาเขา จวนเจียนจะถึงตัว โชคดีที่สัญชาตญาณบางอย่างแจ้งเตือนเขาถึงอันตรายและเขาก็กระโจนตัวออกไปพอดีเพียงหลีกเลี่ยงการตะครุบถึงตายของสัตว์ประหลาด

โซเรียนสาปแช่งตัวเองขณะมองดูหมาป่าเหมันต์ปรับทิศทางอย่างเร็ว เตรียมพร้อมสำหรับการตะครุบอีกครั้ง เขาควรรู้ว่าในหมู่พวกที่ถูกแซคดึงดูด อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีบางตัวของพวกมันที่วกมาหาเขาเป็นเป้าหมายด้วย เขาควรจะใช้การต่อสู้ของแซคเป็นสิ่งไขว้เขวและเผ่นในขณะที่เขามีโอกาส แต่ตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว - โซเรียนรู้ดีว่าเขาไม่ได้เร็วพอที่จะหนีจากหมาป่าเหมันต์ และเขาก็ไม่มีคาถาเวทยุทธ์ที่จะป้องกันตัวเองด้วย หรือแม้แต่ไม้กายสิทธิ์และพวกนั้น ถ้าเขารอดเย็นนี้ไปได้ เขาจะต้องศึกษาการบริกรรมเวทยุทธ์จำนวนหนึ่งแน่ ๆ ต่อให้ล้าสมัยแค่ไหนก็ตามที มันก็เป็น ถ้า น่ะนะ

สายฟ้าสว่างวาบฟาดไปยังหัวของหมาป่าเหมันต์ ทำให้มันพลันระเบิดเลือดและเศษกระดูกโชก โซเรียนไม่รู้ว่าควรจะรังเกียจที่อาบเละไปด้วยห่าเลือดของสักสิ่ง หรือว่าโล่งอกที่เขายังมีชีวิตยืดขึ้นอีกสักหน่อยดี เขายังบันทึกไว้ว่าผลกระทบจากสายฟ้านั้นออกจะแรงกว่าเวทขีปนาวุธทั่วไปและนี่ก็ยังเป็นอีกตัวอย่างในความชำนาญอันน่างงงวยในศาสตร์เวทยุทธ์ของแซค

"โซเรียน ? นายมาทำบ้าอะไรที่นี่ ?"

โซเรียนมองแซคอย่างพิจารณา สังเกตเห็นร่องรอยของซากศพอื่น ๆ เบื้องหลังเด็กชาย แต่เน้นไปยังไม้กายสิทธิ์ที่เขาถืออยู่ในมือและเข็มขัดที่เต็มไปด้วยไม้กายสิทธิ์ เทียบกับความที่ดูชะล่าใจทั้งหมดของเขา เห็นได้ชัดเลยว่าแซคได้เตรียมพร้อมจะมาที่นี่อยู่แล้ว เขาเกือบจะถามเด็กชายด้วยคำถามเดียวกับที่เขาถามโซเรียน แต่ก็ตัดสินใจว่านั่นจะเป็นการปฏิปักษ์กันอย่างไม่จำเป็น ทั้งหมดทั้งมวล แซคเพิ่งจะช่วยชีวิตเขา  เขาตัดสินใจที่จะสัตย์ซื่อ – บางทีเด็กชายอาจยินดีที่จะช่วยเขาหาอโคจา โดยคำนึงถึงทักษะการต่อสู้ที่น่าสะพรึง- ที่น่าจับใจของเขา

"หาอโคจา หล่อนออกมาจากงานเลี้ยงสักพักหนึ่งก่อนการโจมตี และมันก็เป็นความผิดของฉันเอง"

แซคโอดครวญ "พวก ฉันทำแม้แต่เรื่องลำบากอย่างทำให้แน่ใจว่าแกจะไปงานเต้นรำด้วย นี่อย่างกับว่าแกอยากจะถูกฆ่าหรืออะไรงั้นแหละ !"

"นาย ?" โซเรียนถามอย่างไม่อยากเชื่อ "นายเป็นคนที่บอกอิลซ่าว่าฉันวางแผนที่จะไม่ไป ? ที่ผ่านมาฉันกล่าวโทษเบนิเสคตลอด ! นายรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง ?"

"แกมักจะขลุกอยู่แต่ในห้องและถูกฆ่าตั้งแต่การโจมตีแรก หากฉันไม่ทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดมัน และให้ฉันบอกแกเลย การโน้มน้าวแกว่าไม่ให้อยู่ที่ห้องของแกโดยไม่ใช้กำลังหรือว่าให้อิลซ่ามาเกี่ยวข้องด้วย นี่มันงานเวรตะไลฉิบ แกสามารถเป็นไอ้ตูดดื้อด้านได้จริง ๆ ตราบที่แกต้องการ" แซคกล่าวพร้อมถอนหายใจ

โซเรียนมองเขาอย่างงุนงง ไอ้วิธีการที่แซคพูด นายคิดว่าเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ทุกวันหรือไร !

"แต่ช่างมันเถอะ" แซคพูดอย่างร่าเริง "ไปหาอโคจากันก่อนที่ตัวอะไรจะกินหล่อนเหอะ แกรู้ทางใช่ไหม ?"

และเขาก็ทำเช่นนั้น พวกเขาเดินทางผ่านถนนที่เผาไหม้ของเมือง ออกจากร่องรอยซากของผู้รุกรานเบื้องหลังพวกเขา แซคไม่แม้แต่พยายามจะหลบหลีกจากสัตว์ประหลาด เพียงกวาดไถผ่านพวกมันไปประหนึ่งเทพเจ้าพิโรธเพื่อแก้แค้น ถึงจุดหนึ่งพวกเราถูกโจมตีโดยฝูงโครงกระดูกและผู้วิเศษของศัตรู แต่แซคทำให้แผ่นดินใต้เท้าพวกมันเปิดออกและกลืนกินพวกมัน โซเรียนหุบปากตัวเองกริบอย่างรู้หน้าที่และไม่เคยตั้งคำถามกับแซคเกี่ยวกับมานาที่ดูจะไม่มีวันสิ้นสุดของเขาหรือความรู้ในศาสตร์เวทขั้นสูงที่ควรจะเกินระดับการเข้าถึงและความสามารถของเขาแล้ว เพียงเพลิดเพลินไปกับผลประโยชน์ของทักษะและพรสวรรค์ของแซค เขาคงมาไม่ได้ไกลเท่านี้หากปราศจากความช่วยเหลือของแซค และเขาก็ยินดีอย่างสัตย์ซื่อสำหรับการเป็นผู้ช่วยของเด็กชาย แซคสามารถเก็บความลับของเขาไว้ได้ไม่ว่าอะไรทั้งนั้น

ในที่สุดพวกเขาก็ค้นพบอโคจาที่หลบในชั้นบนของบ้านหลังหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเธอถูกไล่ล่าโดยฝูงหมาป่าเหมันต์และจากนั้นก็ปฏิเสธที่จะหนีไปด้วยความกลัวว่าสัตว์ประหลาดเหล่านั้นจะนอนรอเธอให้ออกมา ฉลาด จริง ๆ ฉลาดยิ่งกว่าสิ่งที่โซเรียนทำ นั่นแน่ใจได้เลย โชคดีที่ไม่มีร่องรอยของหมาป่าเหมันต์รอบ ๆ บ้านในตอนนี้แล้ว – ไม่เช่นนั้นแซคก็คงจะมีเรื่องกับพวกมันแล้วหากพวกมันยังคงอยู่ – ดังนั้นพวกเขาจึงย้ายไปงานที่น่าหงุดหงิดอย่างการโน้มน้าวใจอโคจาว่ามันปลอดภัยที่จะเลิกกีดขวางประตูแล้ว เห็นได้ชัดว่าประสบการณ์ของเธอกับหมาป่าเหมันต์เขย่าขวัญเธออย่างมาก

โซเรียนแน่ใจว่าเธอจะกล่าวโทษเขาที่ทำให้เธอออกมาจากโถงเต้นรำอันปลอดภัย ดังนั้นเขาจึงประหลาดใจเมื่ออโคจาจับเขาไว้แน่นตอนที่เธอเปิดประตูในที่สุด กอดเขา และสะอึกสะอื้นกับไหล่ของเขา

"ฉันนึกว่าฉันจะตายแล้ว !" เธอร่ำไห้ "มันมีพวกนกยักษ์โปรยขนเหล็กไปทุกที่แล้วก็หมาป่าเหมันต์แล้วก็..."

โซเรียนอ้าปากของเขาอย่างงงงวย ไม่แน่ใจว่าควรรับมือกับการระเบิดอารมณ์อย่างไร เขาส่งสายตาวิงวอนไปยังแซค แต่เด็กชายเอาแต่ยิ้มกริ่มอย่างร่าเริง เห็นได้ชัดเลยว่าสนุกจากอากัปกิริยานั้น

"อ้า ความรักของหนุ่มสาว" แซคพยักหน้ากับตัวเองอย่างรอบรู้ "แต่ฉันเกรงว่าเธอต้องเตรียมใจตัวเองเพื่อกลับไปในที่หลบภัย"

"ใช่ !" อโคจาแทบจะตะโกนทันที ยกใบหน้าของเธอออกจากไหล่ของโซเรียน เธอเมินการแซวของแซคที่ว่าพวกเขารักกัน ถึงโซเรียนจะสงสัยว่ามันคงเป็นเพราะว่าเธอไม่ได้ยินส่วนนั้น เธอยังคงยึดตัวเขาไว้แน่นอย่างกับกลัวว่าเขาจะหายไปถ้าเธอปล่อย มันออกจะเจ็บแต่เขาก็ละเว้นที่จะบอกเธอ "ที่หลบภัย ! พวกเราจะปลอดภัยที่นั่น !"

แซคนิ่งงันชั่วขณะหนึ่งก่อนจะตั้งสติของเขา มันไวมากจนอโคจาไม่ปรากฏว่าสังเกตเห็น แต่โซเรียนทัน ฉะนั้น ที่หลบภัยก็ไม่ปลอดภัยด้วยงั้นเหรอ ? แต่เห็นได้ชัดว่าพวกมันจะยังปลอดภัยกว่าที่ที่พวกเขาอยู่นี่ เพราะว่าแซคปรากฎความมุ่งมั่นที่จะปล่อยผ่าน

"เยี่ยม !" แซคพูดอย่างร่าเริง ตบมือของเขาอย่างพออกพอใจ เขาหยิบเอาหนึ่งในไม้กายสิทธิ์ออกมาจากเข็มขัดและยื่นให้กับอโคจา "นายก็ด้วย โซเรียน"

"นั่นอะไร ?" โซเรียนถามอย่างหวาดระแวง ไม้กายสิทธิ์ไม่มีตราที่บ่งบอกว่ามีเพื่ออะไร ซึ่งทำให้โซเรียนออกจะชำเลืองมองมัน การใช้วัตถุเวทมนตร์นิรนามซึ่งปราศจากการระบุว่ามีไว้เพื่ออะไรนั้นเป็นข้อห้ามใหญ่ ถ้าคุณอยากจะยังแข็งแรงและมีชีวิตยันแก่เฒ่า

"ไม้เทเลพอร์ต" แซคกล่าว "มันตั้งไว้ว่าใครก็ตามที่ถือมันจะถูกเทเลพอร์ตไปที่หลบภัย ฉันตั้งให้มันล่าช้า 30 วินาที ดังนั้นจับมันไว้ซะก่อนที่นายจะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง"

"แต่ว่า แล้วนายล่ะ ?" อโคจาถาม "นายต้องจับด้วยสิก่อนที่มันจะทำงานน่ะ !"

"อ้า ไม่ล่ะ" แซคว่า โบกมือของเธอออก "ฉันยังมีธุระที่ยังไม่เสร็จที่นี่"

"ธุระที่ยังไม่เสร็จ !?" อโคจาประท้วง "แซค นี่มันไม่ใช่เกมนะ ! ไอ้สิ่งพวกนั้นจะฆ่านาย !"

"ฉันทำได้อย่างสมบูรณ์-"

โซเรียนไม่แน่ใจว่าอะไรบอกใบ้เขาอย่างแม่นยำ – เขาเพียงแค่รู้สึกหวาดกลัวแล่นขึ้นมาและรู้ว่าต้องตอบสนองทันที เหมือนกับตอนที่หมาป่าเหมันต์พยายามจะกระโจนเข้าใส่เขาก่อนหน้านี้ บิดตัวเองให้เป็นอิสระจากการจับยึดของอโคจาด้วยการเหวี่ยงฉับพลัน เขาผลักแซคออกไปจากทางของคาถาที่เข้ามา  รัศมีสีแดงเกรี้ยวกราดพุ่งผ่านอากาศเบื้องหน้าพวกเขา ผ่านที่ที่ศีรษะของแซคเคยอยู่เพียงไม่กี่วินาทีก่อนและปะทะเข้ากับกำแพงข้างหลังพวกเขา ลำแสงแหลมซี่ของแสงสีแดงขุดลึกเข้าไปในกำแพง วัดร่องลึกลงไปและทั้งบริเวณก็ปกคลุมไปด้วยกลุ่มควันของฝุ่นผง

"เชี่ย" แซคว่า "มันหาฉันเจอแล้ว เร็วเข้า จับไม้กายสิทธิ์ไว้ก่อนที่มัน-"

อโคจากะพริบวาบขณะที่ไม้เทเลพอร์ตพาเธอไปยังที่ปลอดภัย

"-จะทำงาน" แซคจบประโยคด้วยน้ำเสียงทุกข์ตรม "เวรเอ๊ย โซเรียน ทำไมแกไม่จับไว้ !"

"แกก็ตายน่ะสิ !" โซเรียนประท้วง เขาจะไม่ปล่อยให้คนที่คืนนี้ช่วยเหลือเขาไว้มากตายจากคาถาจรจัดแน่ถ้าเขาสามารถช่วยได้ นอกจากนั้นใครก็ตามที่ร่ายเจ้านั่นแน่ใจได้เลยว่าจะโดนเวทมนตร์ของแซคโจมตีใส่ เหมือนกับพวกสัตว์ประหลาดที่เหลือและผู้วิเศษที่เป็นศัตรูที่พวกเขาได้ประสบมา เพียงแค่ว่าคราวนี้ศัตรูผู้ร่ายคาถาเลวร้ายสักแค่ไหนกัน ?

ฉับพลันนั้น สายลมกรรโชกปัดเป่าฝุ่นผงไปและร่างคล้ายมนุษย์ผอมแห้งก็ก้าวเข้ามาให้เห็น โซเรียนอ้าปากพะงาบอย่างตกใจโดยแท้ ขณะที่จ้องมองรูปลักษณ์ของสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขา มันเป็นโครงกระดูกที่หุ้มด้วยแสงสีเขียวซีด กระดูกของมันดำเมี่ยมเช่นโลหะประหลาด ประหนึ่งว่าพวกมันไม่ใช่กระดูกแต่อย่างใด หากแต่เป็นสำเนาของโครงกระดูกที่ทำด้วยโลหะสีดำสักประเภท ห่อหุ้มด้วยเกราะทองประดับ พร้อมถือคทาแน่นในมือกระดูกของมันและมงกุฎที่เป็นไปด้วยอัญมณีสีม่วง สิ่งมีชีวิตนี้ดูราวกับเป็นกษัตริย์ผู้วายชนม์มานานนมกลับผงาดจากความตาย

มันคือลิช มันคือไอ้โคตรเหง้าลิช ! โอ้ พวกเขาตายแน่...

ลิชกวาดกระบอกตาที่ว่างเปล่ามายังพวกเขา ขณะที่ดวงตาของโซเรียนสบกับหลุมดำมืดที่เคยเป็นตาของลิช ความรู้สึกไม่สบายใจก็เข้าถึงเขา ราวกับว่าลิชมองเข้าไปถึงวิญญาณของเขา น้อยกว่าวินาทีหลังจากนั้น ลิชเบนความสนใจไปยังแซคอย่างเกียจคร้าน เห็นได้ชัดว่ามองข้ามโซเรียนเช่นบางสิ่งที่ไม่สลักสำคัญ

"ฉะนั้นแล้ว..." ลิชพูด เสียงกังวานไปด้วยอำนาจ "เป็นเจ้า ที่สังหารสมุนของข้า"

"โซเรียน หนีไปซะตอนที่ฉันรับมือกับไอ้หมอนี่" แซคว่า กำท่อนไม้ในมือตัวเอง

โดยไม่รอการตอบรับ แซคเปิดฉากระดมยิงเวทขีปนาวุธตรงไปยังลิชที่ตอบโต้ด้วยรัศมีสีม่วงทั้งสามคล้ายกับสร้างกำบังรอบตัวมันเองด้วยคลื่นเดี่ยวจากมือกระดูก สองในนั้นเล็งไปที่แซค แต่โชคร้ายพอที่เจ้าลิชเห็นว่าอีกอันเหมาะกับการเล็งไปยังโซเรียนที่ตั้งท่าล่าถอย ขณะที่มันพลาดโจมตีโดนโซเรียนจัง ๆ ผลจากลำแสงนั้นก็ปะทะใส่พื้นใกล้ ๆ สร้างระเบิดขนาดพอตัวผลักเศษหินกระจายสู่ขาของเขา ความเจ็บปวดนั้นเหลือร้าย และโซเรียนก็ล้มกับพื้นในทันที ไม่อาจก้าวได้อีกสักก้าวเดียว

มากกว่าห้านาทีต่อมา โซเรียนลากตัวเองอย่างเจ็บปวดไปข้างหลังเกวียนใกล้ ๆ หวังว่ามันจะเป็นโล่ให้เขาจากพลังอันตรายสักอย่างที่โปรยไปทั่วในการต่อสู้เป็นอย่างน้อย แซคยังคงวุ่นวายกับลิชเพียงพอให้มันไม่ส่งคาถาอะไรมายังโซเรียนอีกหลังจากลำแสงตอนเริ่มนั่น ซึ่งก็โชคดีเพราะว่าโซเรียนไม่อยู่ในสถานะใด ๆ ที่จะหลบเลี่ยงมัน เขามองด้วยความไม่สบายใจที่เติบโตขึ้นขณะที่แซคและลิชแลกเปลี่ยนคาถาล้างผลาญต่าง ๆ ที่โซเรียนไม่แม้แต่จะระบุได้ เขาตระหนักถึงความกลัวที่ทยานขึ้นด้วยการทำนายของเขาถึงการค้นพบการตายอย่างสยดสยองของพวกเขาเอง – ไม่ว่าแซคจะเก่งแค่ไหน แต่เขาก็ไม่ได้อยู่ชั้นเดียวกับลิช เจ้านั่นมันเล่นอย่างกับเด็ก ๆ และขีดจำกัดของความเหนื่อยจะทำให้เกมจบเร็ว ๆ นี้ หรือ-

เขาหดตัวหนีขณะที่กำปั้นสายฟ้าสีแดงพุ่งตรงราวกับหอกทะลุโล่ของแซค และเสียบทะลุสีข้างของเด็กชาย เขาสงสัยว่าการโจมตีนั้นโดนจุดที่ไม่สำคัญเพียงเพราะว่าลิชปรารถนาความละโมบมากกว่านั้น และความสงสัยของเขาทั้งหมดก็ได้รับการยืนยัน เมื่อสิ่งมีชีวิตนั่นไม่ได้ฆ่าแซคด้วยอะไรก็ตามที่เป็นภัย กลับเลือกที่จะเหวี่ยงแซคขึ้นในอากาศด้วยการวาดท่วงท่าเดียว แซคถูกกระแทกเข้ากับกำแพงที่โซเรียนพิงไว้ข้างหลังเกวียนของเขา โอดครวญอย่างเจ็บปวด

เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มีความรีบเร่งใด ลิชค่อยคืบคลานอย่างเชื่องช้า ไม่แยแสแซค ผู้สั่นกึกลุกขึ้นยืนด้วยเท้าของเขา ไม้กายสิทธิ์ถูกจับแน่นในมือซ้ายของเขาขณะที่มือขวากดบาดแผลที่เลือดไหลบนสีข้าง

"เจ้าสร้างการต่อสู้ค่อนข้างดีเลย เจ้าหนู" ลิชกล่าว "ช่างน่าประทับใจสำหรับผู้ใดสักคนที่ควรจะเป็นเพียงนักเรียนวิทยาลัยเท่านั้น"

"ไม่... น่าประทับใจพอหรอก" แซคอ้าปาก ไม้กายสิทธิ์ในมือหล่นตุบจากมือของเขาขณะที่เขากดบาดแผลบนสีข้างตัวเองไว้ด้วยมือทั้งสอง เห็นได้ชัดว่าเจ็บสาหัสสากรรจ์ "ฉันเดาว่า... คราวหน้า... ฉันคงจะ... พยายามมากกว่านี้"

ลิชหัวเราะคิก เสียงแปลกประหลาด ยากที่จะเหมาะสมกับสิ่งมีชีวิตพรรค์นั้น "คราวหน้า ? เจ้าเด็กขลาดเขลา มันจะไม่มีคราวหน้าอีกแล้ว ไม่มีทางที่ข้าจะปล่อยให้เจ้ามีชีวิตหลังจากนี้ เจ้าเองก็คงรู้ดี ?"

"เฮอะ" แซคสบถ ยึดตัวเองไว้ด้วยความหยาบคาย "คุยกันพอแล้ว ให้มันจบ ๆ กันสักที"

"เจ้าดูจะไม่แยแสว่าเจ้ากำลังจะตายอย่างน่าประหลาดใจ" ลิชตั้งข้อสังเกตในบทสนทนา

"อ้า อะไรก็ช่าง" แซคว่า กลอกตาของเขา "มันใช่ว่าฉันจะตายทั้งอย่างนี้นี่"

โซเรียนมองแซคอย่างไม่อยากจะเชื่อ ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าแซคหมายถึงอะไร ถึงแม้ลิชดูจะเข้าใจก็ตาม

"อ้าา เช่นนี้เอง" ลิชกล่าว "เจ้าคงจะใหม่กับเวทวิญญาณ หากคิดว่าสิ่งนี้จะทำให้เจ้าอยู่ยงคงกระพัน ข้าเพียงกักดวงวิญญาณเจ้าในโหลวิญญาณก็ได้ แต่ข้ามีความคิดที่ดียิ่งกว่า"

ลิชวาดท่ามาทางโซเรียน และเขาก็รู้สึกว่าร่างกายทั้งหมดเย็นเยือกในฉับพลันราวกับถูกห่อหุ้มไว้ในอำนาจผิดธรรมชาติบางอย่าง อีกคลื่นถาโถมและโซเรียนก็ถูกเหวี่ยงด้วยความเร็วสูงตรงมายังแซคผู้ตื่นตระหนก ที่ซึ่งเขาถูกกระแทกอย่างเจ็บปวดเข้าใส่เด็กชาย พวกเขาทั้งคู่ลงเองบนพื้นอย่างทุลักทุเล และโซเรียนก็โล่งอกที่อย่างน้อยอำนาจนิรนามที่ทำให้เขาเป็นอัมพาตนั้นหายไป

"ไม่สำคัญเลย หากวิญญาณของเจ้าจะจุติใหม่ที่ใด หากผู้ใดพิกลพิการ หากไม่อาจจดจำก่อนจะถึงจุดนั้นได้" ลิชกล่าว "อย่างไรก็ตาม วิญญาณอาจเป็นอมตะ หากแต่ไม่มีผู้ใดที่กล่าวว่ามันไม่อาจเปลี่ยนผันหรือเพิ่มเติม"

โซเรียนได้ยินเสียงลิชสวดภาษาประหลาดสักอย่างอย่างเลือนราง ภาษาที่ไม่ใช่ภาษาไอโคเซียนมาตรฐานที่ใช้ในการบริกรรมคาถาดั้งเดิมแน่ ๆ แต่ความสงสัยเรื่องนี้ก็ถูกลบล้างด้วยคลื่นของความเจ็บปวดและความไม่ถูกต้องที่ไม่อาจระบุได้ซึ่งโถมเข้าใส่เขาในทันใด เขาอ้าปากของตัวเองเพื่อแผดร้อง ทว่าทันใดนั้นโลกของเขาก็ปะทุด้วยแสงสว่างจ้าก่อนที่จะกลายเป็นความมืดในฉับพลัน




NEKOPOST.NET