[แปล] Mother of Learning ตอนที่ 2.2 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[แปล] Mother of Learning

Ch.2.2 - ปัญหาชีวิตนิด ๆ หน่อย ๆ (2/3)


สองวันหลังจากนั้น โซเรียนปักหลักอยู่ในห้องใหม่ของเขาและมันก็เป็นเช้าวันจันทร์ การลุกขึ้นมาแต่หัววันเป็นความทรมานโดยบริสุทธิ์หลังจากที่เขาติดนิสัยนอนตื่นสาย ทว่าเขาก็ปรับตัว เขามีข้อบกพร่องมากมาย แต่การมีวินัยในตัวเองไม่ใช่หนึ่งในนั้น

เขาได้พยายามปัดปฏิเสธไทเวนหลังจากการถกเถียงกันด้วยวาจากว่าสามชั่วโมง แม้ว่าเขาจะไม่มีอารมณ์สำหรับสิ่งใดก็ตามหลังจากนั้น และเลื่อนการอ่านหนังสือไปวันอื่นหลังจากที่เธอมาหา ในท้ายที่สุดเขาใช้​เวลาสุดสัปดาห์อย่างเกียจคร้าน อันที่จริงก็ออกจะกระวนกระวายสำหรับชั้นเรียนที่จะเริ่มแล้วบ้าง

วิชาแรกของวันคือ สารัตถะบริกรรม และโซเรียนก็ไม่แน่ใจนักว่ามันสอนเรื่องอะไรกัน วิชาอื่น ๆ โดยมากบนตารางเรียนของเขามีชื่อวิชาที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นวิชาอะไร ทว่า 'บริกรรม' เป็นเพียงคำทั่วไป การบริกรรมเป็นอะไรที่คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นเรื่องตอนที่ใครสักคนพูดถึง 'เวทมนตร์' – ถ้อยคำอันลี้ลับและการวาดท่าทางประหลาดแล้วก็ ปุ้ง ! เวทมนตร์สำแดงเดช จริง ๆ แล้วมันมีส่วนเกี่ยวข้องที่มากกว่านั้น – มากมายยิ่งกว่านั้น – แต่นั่นเป็นส่วนที่มองเห็นได้ ดังนั้นมันจึงเป็นอะไรที่ผู้คนจับตาถึง ชัดเจนว่าวิทยาลัยรู้สึกว่าวิชานี้มีความสำคัญ เพราะว่าพวกเขาจัดคาบเรียนสำหรับมันไว้ในทุกวันของสัปดาห์

ขณะที่เขาเข้ามาที่ชั้นเรียน เขาสังเกตเห็นผู้ที่คุ้นตายืนอยู่หน้าห้องพร้อมกับคลิปบอร์ดในมือของเธอ นั่น อย่างน้อยก็เป็นภาพที่คุ้นเคยดี อโคจา สโทรซเป็นตัวแทนระดับชั้นเรียนสำหรับกลุ่มของเขามาตั้งแต่ชั้นปีที่หนึ่งแล้ว และเธอก็ดำรงตำแหน่งอย่างจริงจังมาก เธอมองเขาอย่างดุกร้าวเมื่อสังเกตเห็นเขา และโซเรียนก็สงสัยว่าเขาทำอะไรให้เธอขุ่นเคืองแบบนี้

"นายมาสาย" เธอแจ้งเมื่อเขาเข้าไปใกล้พอ

โซเรียนเลิกคิ้วด้วยเรื่องนี้ "คาบเรียนยังไม่เริ่มอย่างน้อยก็อีกสัก 10 กว่านาที ฉันจะสายได้ยังไง ?"

"นักเรียนควรจะอยู่ในห้องเรียนและพร้อมสำหรับการเรียนตั้งแต่ 15 นาทีก่อนที่ชั้นเรียนจะเริ่ม" เธอแถลง

โซเรียนกลอกตา นี่มันไร้สาระจริง ถึงจะเป็นอโคจาก็เถอะ "ฉันเป็นคนสุดท้ายที่มาถึงหรือยังไง ?"

"เปล่า" เธอยอมรับหลังจากเงียบไปประเดี๋ยวหนึ่ง

โซเรียนเดินผ่านเธอและเข้าห้องเรียน

คุณสามารถบอกได้เลยจริง ๆ ว่าคุณได้เดินมาสู่การรวมตัวของเหล่าผู้วิเศษแล้ว – ภาพลักษณ์ของพวกเขาและเซ้นต์การแต่งตัวที่ไม่ผิดพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในซีโอเรียที่ซึ่งผู้วิเศษจากทั่วทั้งโลกได้ส่งลูกหลานของพวกเขามา เพื่อนร่วมชั้นของเขาจำนวนมากมาจากครอบครัวที่ก่อตั้งโดยผู้วิเศษ หากไม่ใช่สายหลัก และเชื้อสายผู้วิเศษมากมายก็ได้สร้างเด็กที่มีลักษณะเฉพาะอย่างเห็นได้ชัดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเพราะจากสายเลือดที่ส่งผ่านมาจากพ่อแม่หรือเพราะพิธีกรรมเสริมความลับที่พวกเขาทำก็ตามที... สิ่งเหล่านั้นก็อย่างเช่นการมีผมสีเขียว หรือว่ามักให้กำเนิดฝาแฝดพันธะวิญญาณ หรือมีตราเหมือนรอยสักบนแก้มหรือหน้าผากของพวกเขา และสิ่งเหล่านั้นก็เป็นการยกตัวอย่างที่นำเสนอจริง ๆ จากเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเขา

เขาส่ายศีรษะปัดความคิด ตรงเข้าไปหน้าห้องเรียน โยนคำทักทายอย่างสุภาพกับเพื่อนร่วมชั้นเหล่านั้นนิดหน่อยที่เขาพอจะรู้จักเล็กน้อยจากนั้นก็พัก ไม่มีใครที่พยายามจะคุยกับเขาจริง ๆ – ถึงแม้ว่าจะไม่มีเรื่องแย่ ๆ ระหว่างเขากับใครก็ตามในชั้น แต่เขาก็ไม่ได้ใกล้ชิดสนิทกับใครเลยเช่นกัน

เขากำลังจะนั่งลงตอนที่มีเสียงฟ่ออย่างไม่อาจควบคุมได้รบกวน เขาเหลือบมองไปทางซ้าย มองเห็นเพื่อนร่วมชั้นของเขากระซิบปลอบโยนต่อเจ้าสัตว์เลื้อยคลานสีส้มแดงบนตัก สัตว์ตัวนั้นจ้องมองที่เขาอย่างมุ่งมั่นด้วยดวงตาสีเหลืองสว่าง ลิ้มรสอากาศด้วยลิ้นของมันอย่างประหม่า แต่ไม่ส่งเสียงฟ่ออีกครั้ง เมื่อโซเรียนค่อย ๆ นั่งลงกับเก้าอี้อย่างระมัดระวัง

"โทษทีสำหรับเรื่องนั้น" เด็กชายกล่าว "เขายังกระวนกระวายนิดหน่อยเวลาอยู่กับคนแปลกหน้าน่ะ"

"อย่ากังวลไปเลย" โซเรียนกล่าว โบกมือปัดขอโทษ เขาไม่ได้รู้จักไบรอัมดีนักทั้งหมด แต่ก็รู้ว่าครอบครัวของเขาเพาะพันธุ์เดรกอัคนีเพื่อหาเลี้ยงชีพ ดังนั้นมันก็ไม่แปลกสำหรับเขาที่จะมีสักตัว "อย่างนี้เอง ครอบครัวของนายมอบเดรกอัคนีให้เป็นของตัวเองแล้วงั้นสินะ ?"

ไบรอัมพยักหน้าอย่างปีติ เหม่อเกาหัวของเจ้าสัตว์เลื้อยคลานและทำให้เจ้าสิ่งมีชีวิตนั้นปิดตาลงอย่างพึงพอใจ "ฉันผูกพันธะกับเขาตั้งแต่วันหยุดฤดูร้อนน่ะ" เขากล่าว "การผูกพันธะใกล้ชิดออกจะประหลาดหน่อยในตอนแรก แต่ฉันก็คิดว่าฉันรับมันได้ อย่างน้อยฉันก็สามารถบอกกับเขาได้ว่าอย่าหายใจเป็นไฟใส่ผู้คนโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่อย่างนั้นฉันก็ต้องสวมปลอกคอยับยั้งไฟให้เขา และเขาก็ไม่ชอบเจ้านั้นเลย"

"โรงเรียนคงไม่ว่าอะไรที่นายนำมันมาร่วมชั้นเรียน ?" โซเรียนถามอย่างสงสัย

"เขา" ไบรอัมแก้คำ "และไม่ พวกเขาไม่ห้าม นายสามารถนำสิ่งใกล้ชิดมาที่ชั้นเรียนได้ถ้านายรายงานพวกเขาต่อวิทยาลัยและสามารถควบคุมพวกเขาได้ และแน่นอน ตราบเท่าที่เขามีขนาดตัวที่สมเหตุสมผลพอ"

"ฉันได้ยินว่าเดรกอัคนีตัวใหญ่มาก" โซเรียนตั้งข้อสังเกตทางทฤษฎี

"พวกเขาเป็น" ไบรอัมเห็นด้วย "นั่นเป็นเหตุผลที่ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้มีพวกเขามาตลอดจนถึงตอนนี้ ในเวลาไม่กี่ปี เขาจะตัวโตมากเกินกว่าจะตามฉันเข้าห้องเรียน แต่ว่าจนถึงเวลานั้นฉันก็จบการศึกษาและกลับไปที่ฟาร์มแล้ว"

เจ้าสิ่งมีชีวิตนั้นพึงพอใจและไม่พยายามจะกัดเขาในระหว่างชั้นเรียน โซเรียนละความสนใจของเขาไปที่อื่น เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการศึกษาเหล่าเด็กหญิงอย่างลับ ๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ เขากล่าวโทษเบนิเสคด้วยเรื่องนี้ ตั้งแต่ที่ปกติแล้วเขาแทบไม่สนใจในเพื่อนร่วมชั้นเลย ไม่ว่าบางคนในนั้นจะน่ารักแต่ไหนก็เถอะ...

"เธอดูดีเลยใช่ไหมล่ะ ?"

โซเรียนกระโดดตัวอย่างตกใจจากเสียงข้างหลังเขาและก่นสาปแช่งตัวเองที่ไม่ระวังตัวให้ถูกจับได้

"ฉันไม่รู้ว่านายพูดเรื่องอะไร" เขารีบตอบ นั่งหันหน้าให้สงบที่สุดเท่าที่จะทำได้ไปยังใบหน้าของแซค ใบหน้าของเพื่อนร่วมชั้นยิ้มแก้มปริบอกกับเขาว่าเขาหลอกใครไม่ได้หรอก

"อย่าเขินน่ะ" แซคบอกเขาอย่างมีความสุข "ฉันไม่คิดว่ามีเด็กชายโสดคนไหนในชั้นเรียนที่ไม่เคยฝันกลางวันเป็นครั้งคราว​ถึงแม่เทพธิดาหัวแดงที่อาศัยอยู่ร่วมห้องกับพวกเราหรอกน่ะ"

โซเรียนฮึดฮัด อันที่จริงเขาไม่ได้มองเรย์นี่เลยสักนิด แต่เป็นเด็กหญิงที่เธอกำลังพูดด้วยต่างหากล่ะ แต่เขาก็ไม่คิดจะแก้ความถูกต้องให้กับแซคถึงเรื่องนั้น หรืออะไรทั้งนั้นจริง ๆ – โซเรียนมีความรู้สึกที่ประสมประเสกันเกี่ยวกับแซค ในทางหนึ่งเด็กชายผมอีกาคนนี้มีเสน่ห์ มีความมั่นใจ หน้าตาดี และเป็นที่นิยม – และยังทำให้เขานึกถึงพวกพี่ชายของเขาที่อิหลักอิเหลื่อด้วย – แต่ในอีกด้านหนึ่งเด็กชายก็ไม่เคยทำแย่หรือไม่เกรงใจต่อโซเรียน และมักจะพูดคุยกับเขาบ่อยครั้งเวลาที่ทุกคนเมินเฉยเขา ผลลัพธ์ก็คือ โซเรียนไม่เคยแน่ใจเลยว่าควรจะทำทีต่อเขาอย่างไร

นอกไปจากนั้น โซเรียนก็ไม่เคยสนทนาเรื่องรสนิยมในหญิงสาวของเขากับเด็กชายคนอื่น โรงโม่ข่าวลือแห่งวิทยาลัยหายใจเข้าออกด้วยข่าวลือว่าใครชอบใคร และโซเรียนก็รู้ดีทั้งหมดว่าถึงแม้จะเป็นข่าวลือที่ไร้พิษภัยก็สามารถทำให้ชีวิตของคุณทุกข์ยากไปได้เป็นปี ๆ

"จากน้ำเสียงละห้อยของนาย ฉันเดาว่าหล่อนคงยังมีภูมิคุ้มกันเสน่ห์ของนายอยู่ล่ะสิ" โซเรียนกล่าว พยายามเบนประเด็นของบทสนทนาให้ห่างจากตัวเอง

"หล่อนเจ้าเล่ห์" แซคเห็นด้วย "แต่ฉันก็มีเวลาทั้งหมดในโลกแล้ว"

โซเรียนเลิกคิ้วกับสิ่งนั้น ไม่แน่ใจว่าเด็กชายบอกอะไรเป็นนัยกันแน่ เวลาทั้งหมดในโลก ?

ต้องขอบคุณ เขาได้รับการช่วยเหลือจากการสนทนาที่ดำเนินไปต่อ เมื่อประตูเปิดเสียงดังและอาจารย์ก็เข้ามาในห้องเรียน โซเรียนประหลาดใจจริง ๆ ที่เห็นอิลซ่าเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับหนังสือเล่มใหญ่สีเขียวที่อาจารย์ทุกคนพกกัน แม้ว่าเขาไม่ควรจะแบบเป็นนั้นเลยก็เถอะ – เขารู้อยู่แล้วว่าอิลซ่าเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัย ดังนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่หล่อนจะสอนวิชาเรียน หล่อนมองเขาด้วยรอยยิ้มก่อนจะวางหนังสือลงกับโต๊ะของหล่อนและปรบมือเข้าด้วยกันเพื่อเงียบเสียงเหล่านักเรียนที่ยังหมกมุ่นกับการสนทนาของตัวเองเกินกว่าจะตระหนักว่าอาจารย์เข้ามาในห้องแล้ว

"สนใจหน่อยค่ะ ทุกคน คาบเรียนเริ่มแล้ว" อิลซ่ากล่าว รับรายชื่อนักเรียนที่มาจากอโคจา ผู้ที่ยังคงยืนอยู่ข้างอิลซ่าด้วยท่าทีแข็งทื่ออย่างกับนายทหารที่อยู่ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ระดับสูง

"ยินดีต้อนรับค่ะ นักเรียน สู่คาบเรียนแรกของคุณในปีการศึกษาใหม่ ฉัน อิลซ่า ซิเลตี้ และฉันจะเป็นอาจารย์ของคุณในชั้นเรียนนี้ ตอนนี้คุณเป็นนักเรียนชั้นปีที่สามกันแล้ว นั่นก็หมายความว่าคุณผ่านการรับรองและเข้าร่วมกับพวกเราสู่... ชุมชนนักมนตราอันรุ่งโรจน์ของพวกเรา คุณได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าตัวคุณมีความปราดเปรื่อง​ มีพลังขับเคลื่อน และมีศักยภาพในการยืดหยุ่นมานา – โลหิตแห่งชีวิตของเวทมนตร์ – ให้เป็นไปตามประสงค์​ ทว่าการเดินทางของคุณนั่นเพิ่งจะเริ่มต้น อย่างที่คุณทุกคนตระหนักและคุณทุกคนก็บ่นระงม ว่าที่ผ่านมาคุณได้รับการสอนคาถาเพียงหยิบมือ และพวกมันทั้งหมดก็เป็นเพียงของเด็กเล่น คุณควรจะยินดีที่ได้ทราบว่าความอยุติธรรมนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว"

เสียงโห่ร้องยินดีดังปะทุจากบรรดานักเรียน และอิลซ่าก็อนุญาตให้พวกเขาบ้าคลั่งกันสักสองสามวินาทีก่อนจะออกท่าให้พวกเขาเงียบเสียงลงอีกครั้ง หล่อนมีไหวพริบในการแสดงอย่างแน่นอน

เหมือนกับบรรดานักเรียนอย่างมากจริง ๆ – เสียงโห่ร้องนั้นที่แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาไม่อาจระงับความตื่นเต้นของตัวเองได้

"แต่ว่าจริง ๆ แล้วคาถาคืออะไรกันล่ะ ?" หล่อนถาม "ใครสามารถตอบฉันได้บ้าง ?"

"โอ้ ยอดเยี่ยม" โซเรียนพึมพำ "ทบทวนบทเรียน"

เสียงงึมงำดังในห้องเรียนจนกระทั่งอิลซ่าชี้ไปยังเด็กหญิงคนหนึ่งอย่างเจาะจง ผู้ที่ตอบย้ำว่า 'เป็นโครงสร้างของเวทมนตร์'

"ใช่แล้ว คาถาคือโครงสร้างของเวทมนตร์ การร่ายคาถาอาคมก็เพื่อเรียกใช้การสร้างมานาอย่างเจาะจง การสร้างนั้นมีธรรมชาติที่จำกัดอยู่ในสิ่งที่สามารถกระทำได้ นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมโครงสร้างของคาถาถึงถูกเรียกว่าเป็น 'คาถาพันธะ' ด้วยเช่นกัน การฝึกก่อรูปลักษณ์ที่คุณเคยทำสำหรับสองปีที่ผ่านมา – หนึ่งในสิ่งคุณทั้งหมดต่างคิดว่ามันเป็นงานไร้ประโยชน์ – คือเวทมนตร์ที่ไร้โครงสร้าง ในทางทฤษฎี เวทมนตร์ที่ไร้โครงสร้างนั้นสามารถทำอะไรก็ได้ การบริกรรมคาถาเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้ชีวิตของคุณนั้นง่ายขึ้น เป็นสิ่งค้ำจุน จะเรียกแบบนั้นก็ได้ การร่ายคาถาพันธะคือการสละความยืดหยุ่นและบังคับมานาให้เข้าสู่กระบวนการสร้างอย่างตายตัวที่สามารถปรับปรุงได้เพียงไม่กี่ทาง แล้ว ทำไมทุกคนถึงชอบการบริกรรมกันล่ะ ?"

หล่อนรอสักพักหนึ่งก่อนจะว่าต่อ "ในโลกอุดมคติ คุณจะศึกษาวิธีการประกอบเวทมนตร์ของคุณทั้งหมดในลักษณะที่ไร้โครงสร้าง ดัดแต่งพวกมันได้ตามแต่ประสงค์ ทว่านี่ไม่ใช่โลกในอุดมคติ เวทมนตร์ที่ไร้โครงสร้างนั้นช้าและยากที่จะศึกษา และเวลาก็เป็นสิ่งมีค่า นอกจากนั้น การบริกรรมก็ดีพอสำหรับวัตถุประสงค์ส่วนใหญ่ พวกมันสามารถทำในสิ่งที่อัศจรรย์ มีหลายสิ่งที่คุณสามารถทำให้สัมฤทธิผลได้ด้วยการบริกรรมซึ่งไม่เคยซ้ำแบบกับเวทมนตร์ที่ไร้โครงสร้าง อย่างเช่น..."

หล่อนนำปากกาออกมาจากกระเป๋าและวางไว้บนโต๊ะก่อนที่ร่ายอะไรที่โซเรียนบอกได้ว่ามันคือคาถา 'คบเพลิง' อย่างง่าย ปากกาปะทุแสงอ่อนซึ่งสว่างในห้อง ก็นะ อย่างน้อยตอนนี้เขาก็รู้แล้วทำให้ผ้าม่านในห้องเรียนถึงปิดไว้ – มันยากที่จะแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของคาถาแสงในเวลากลางวันแสก ๆ คาถานี้ไม่มีอะไรใหม่สำหรับโซเรียน ตั้งแต่ที่พวกเขาได้สอนวิธีการร่ายตั้งแต่ปีที่แล้ว

"การบริกรรม 'คบเพลิง' เป็นหนึ่งในคาถาที่ง่ายที่สุด และคุณควรจะรู้จักอยู่แล้วในตอนนี้ มันเทียบเคียงได้กับการฝึกก่อรูปเปล่งแสงที่คุณก็ควรจะรู้อยู่แล้วเช่นกัน"

จากนั้นอิลซ่าก็เริ่มให้คำอธิบายเกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของคาถา 'คบเพลิง' เปรียบเทียบกับการฝึกก่อรูป และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์โครงสร้าง vs เวทมนตร์ไร้โครงสร้างแบบทั่วไป ส่วนใหญ่นั้น ไม่มีอะไรที่โซเรียนไม่เคยรู้จากหนังสือและการฟังบรรยายมาก่อนแล้ว และโซเรียนก็สนุกกับการวาดสิ่งมีชีวิตเวทมนตร์ต่าง ๆ ในขอบสมุดของเขาขณะที่หล่อนพูด จากมุมสายตาเขามองเห็นอโคจาและคนอื่น ๆ จำนวนหนึ่งเขียนทุกสิ่งอย่างขมีขมัน แม้ว่านี่จะเป็นเพียงการทบทวนบทเรียนและเกือบจะแน่นอนได้ว่าพวกเขาเคยเขียนทั้งหมดนี้ไว้ในสมุดเมื่อปีก่อนไว้แล้ว เขาไม่รู้ว่าควรจะประทับใจการอุทิศตัวของพวกเขาหรือแสยงต่อความมุ่งมั่นของพวกเขาดี อย่างไรก็ตามเขาก็สังเกตเห็นว่ามีนักเรียนบางคนที่ให้ปากกาของพวกเขาเคลื่อนไหวเองเพื่อคัดลอกการบรรยายทั้งหมดขณะที่พวกเขาฟัง โซเรียนชอบที่จะจดบันทึกด้วยตัวเอง แต่ก็เห็นแล้วว่าคาถานี้มีประโยชน์อย่างไร ดังนั้นเขาจึงรีบจดเตือนไว้ว่าจะไปหาคาถาที่พวกเขาใช้กันบ้าง

จากนั้นอิลซ่าก็เริ่มพูดถึงเรื่องการคลายคาถา – อีกหัวข้อที่พวกเขาได้เรียนอย่างครอบคลุมถี่ถ้วนในช่วงปีที่แล้ว และยังเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่พวกเขาต้องมีความชำนาญเพื่อให้ผ่านกระบวนการรับรองอีกด้วย ว่าอย่างไร้อคติเลย มันเป็นหัวข้อที่ซับซ้อนและสำคัญ ไม่ได้มีเพียงวิธีการเดียวที่เหมาะสมสำหรับการแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพในการยกเลิกโครงสร้างคาถา และการปราศจากการรู้ถึงวิธีการคลายคาถาของตัวเองนั้น การทดลองกับโครงสร้างเวทมนตร์อาจกลายเป็นหายนะได้เลย นี่ยังคงเป็นหนึ่งสิ่งที่วิทยาลัยถือว่าตอนนี้พวกเขารู้จักมันแล้วและเดินหน้าต่อ

ในแต่ละส่วนบรรทัด อิลซ่าได้ตัดสินใจเติมเต็มคำอธิบายด้วยตัวอย่างและเรียกคาถาอัญเชิญสักประเภทซึ่งผลลัพธ์คือชามเซรามิกหลายกองก็โผล่มามีตัวตนบนโต๊ะของหล่อน หล่อนบอกให้อโคจากระจายชามให้กับทุกคนและจากนั้นให้พวกเขาใช้คาถา 'วัตถุล่องลอย' ทำให้ชามลอยขึ้นเหนือโต๊ะ เปรียบเทียบกับการลอยจักรยานของเด็กหญิงน้อยที่แม่น้ำ นี่มันง่ายดายนัก

"เข้าใจล่ะ คุณทุกคนสามารถลอยชามได้" หล่อนพูด "ดีมาก ตอนนี้ฉันอยากให้คุณร่ายคาถาดับมอดใส่มัน"

โซเรียนเลิกคิ้วตัวเอง นั่นเพื่อบรรลุอะไรกันล่ะ ?

"เอาน่ะ" อิลซ่าเร่งเร้า "อย่าบอกฉันนะคุณลืมวิธีการร่ายกันไปหมดแล้ว ?"

โซเรียนรีบวาดท่าสองทีและกระซิบคำ 'ชู่ว' พร้อมมุ่งเน้นไปที่ชาม วัตถุในคำถามโคลงเคลงในอากาศไม่กี่วินาทีก่อนจะตกจากอากาศในที่สุดเหมือนกับวัตถุธรรมดาที่หนักกว่าอากาศ เสียงอึกทึกครึกโครมแจ้งเขาว่านี่ไม่ใช่เรื่องประหลาดที่เกิดขึ้น เขาเหลือบมองตรงไปยังอิลซ่าสำหรับคำอธิบาย

"อย่างที่คุณเห็น คาถา 'วัตถุล่องลอย' สามารถถอนได้ด้วยคาถา 'ดับมอด' เป็นพัฒนาการที่น่าสนใจทีเดียว คุณไม่เห็นด้วยหรือ ? คาถาที่สร้างสรรค์มาเพื่อดับมอดต้นกำเนิดของเวทไฟทำอะไรกับวัตถุที่ลอยได้กัน ? ความจริงแล้วนะ ลูกศิษย์​น้อยของฉัน 'การดับมอด' นั้นเป็นรูปแบบพิเศษอย่างง่ายที่มีวัตถุประสงค์ทั่วไปคือการทำให้คาถาปั่นป่วน ซึ่งทำลายโครงสร้างของคาถาเพื่อให้มันหายไป ถึงแม้จะไม่ได้ออกแบบมาเพื่อ 'วัตถุล่องลอย' ก็ตาม มันยังคงส่งผลกระทบถ้าคุณมีพลังพอ"

"ถ้างั้นทำไมอาจารย์ไม่บอกให้พวกเราคลายมันแบบปกติล่ะคะ ?" หนึ่งในเด็กหญิงถาม

"หัวข้อนั้นสำหรับคราวหน้า" อิลซ่าพูดไม่แม้แต่พักหายใจ "ตอนนี้ ฉันอยากให้คุณสังเกตว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อคุณคลายคาถาบนชาม – มันจะหล่นลงต่างก้อนหิน และถ้ามันไม่ได้เสริมเวทคงทน บางทีก็คงจะแตกทันทีที่กระแทกกับโต๊ะแล้ว นี่เป็นปัญหาหลักที่มีอยู่ในการปั่นป่วนคาถาทั้งหมด คาถาปั่นป่วนมีรูปแบบที่ง่ายที่สุดสำหรับการคลายคาถา และแทบจะทุกคาถาก็สามารถปั่นป่วนได้ ถ้าคุณมีพลังพอที่จะปั่นป่วน แต่บางทีการปั่นป่วนคาถาก็อาจส่งผลร้ายยิ่งกว่าการปล่อยให้มันดำเนินต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคาถาคำสั่งขั้นสูงที่มักจะตอบสนองด้วยการระเบิดเมื่อถูกปั่นป่วน เพราะจำนวนมานาอันมหาศาลที่พวกเขาร่ายไว้ ไม่ต้องพูดถึงว่า 'พลังมากพอ' นั้นผู้วิเศษคนใดต่างก็สามารถมีมากกว่ากันได้ทั้งกัน วางชามของคุณกับโต๊ะและใส่กระดาษบางส่วนจากสมุดของคุณไว้ข้างใน"

โซเรียนค่อนข้างประหลาดใจกับคำร้องปุบปับของอิลซ่า แต่ก็ทำตามที่หล่อนบอก เขามักมีกระดาษที่ฉีกขาดซึ่งออกจะเป็นการระบาย ดังนั้นเขาจึงใส่กระดาษในชามเกินจำเป็นสักหน่อย และรอคำแนะนำเพิ่มเติม

"ฉันอยากให้คุณทั้งหมดร่ายคาถา 'ลุกไหม้' บนกระดาษ แล้วตามด้วยดับมอดบนไฟผลลัพธ์เพื่อคลายมัน" อิลซ่าพูด

โซเรียนถอนหายใจ ครั้งนี้เขาตามทันแล้วว่าหล่อนกำลังจะทำอะไร และรู้ดีกว่าเปลวไฟจะไม่ถูกคลายคาถาด้วยการดับมอด แต่เขาก็ทำตามที่หล่อนบอกอยู่ดี เปลวไฟไม่แม้แต่ริบหรี่ และดับลงด้วยตัวของมันเองเมื่อเชื้อเพลิงหมด

"เข้าใจล่ะคุณทุกคนสามารถใช้คาถาลุกไหม้ได้อย่างยอดเยี่ยมเชียว" อิลซ่ากล่าว "ฉันคิดว่าฉันไม่ควรประหลาดใจหรอก – การทำสิ่งของให้ร้อนขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดแล้วของเวทมนตร์ ทั้งนั่นและระเบิด ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครเลยที่สามารถดับเปลวไฟได้ก็เถอะ คุณคิดว่าทำไมกันล่ะ ?"

โซเรียนทำฟึดฟัด ฟังสิ่งที่นักเรียนหลายคนพยายามเดาคำตอบ 'เดา' เป็นคำที่ชัดเจนที่สุด เพราะว่าพวกเขาดูจะโยนคำตอบที่แบบมั่วซั่วไปทั่วโดยหวังว่ามันจะถูกต้องสักอัน ปกติแล้วเขาไม่เคยอาสาสำหรับอะไรทั้งนั้นในชั้นเรียน – เขาไม่ชอบการเป็นที่สนใจ – แต่เขาก็เหนื่อยกับเกมเดาคำตอบนี้และอิลซ่าที่ดูจะไม่เต็มใจที่ให้คำตอบด้วยตัวเองจนว่าจะมีใครคิดออก

"เพราะว่าไม่มีอะไรให้คลาย" เขาพูดขึ้น "มันเป็นเพียงแค่ไฟทั่วไป ที่ถูกจุดจากเวทมนตร์ แต่มันไม่ได้เป็นเชื้อเพลิง"

"ถูกต้อง" อิลซ่ากล่าว "นี่เป็นอีกจุดอ่อนของคาถาปั่นป่วน พวกมันทำลายโครงสร้างของมานา แต่กับอะไรก็ตามที่ไม่ใช่เวทมนตร์ซึ่งได้รับผลจากคาถานั้นไม่สะทกสะท้านด้วย รู้เรื่องนี้แล้ว พวกเราก็กลับเข้าสู่เรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้นกันเถอะ..."

สองชั่วโมงหลังจากนั้น โซเรียนออกจากห้องเรียนกับเพื่อนร่วมชั้นของเขา อันที่จริงมันออกจะน่าผิดหวัง เขาเรียนรู้น้อยมากในระหว่างการบรรยาย และอิลซ่าก็บอกว่าหล่อนจะใช้เวลาทั้งเดือนแบบปัดเศษขึ้น สำหรับพื้นฐานของพวกเขาก่อนที่จะย้ายไปเรื่องที่สูงกว่า จากนั้นหล่อนก็ยังให้โปรเจ็คเรียงความในหัวข้อการคลายคาถา มันถูกทำให้กลายเป็นวิชาเรียนที่น่าเบื่อ ตั้งแต่ที่โซเรียนมีความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นฐานดีอยู่แล้ว และพวกเขาก็ต้องเรียนสารัตถะ​บริกรรมห้าครั้งต่อสัปดาห์ – พูดได้เลยว่า หฤหรรษ ทุกวัน

ส่วนที่เหลือของวันไม่มีเหตุการณ์ใดนัก ตั้งแต่ที่มันยังคงเป็นสี่วิชาของการแนะนำเท่านั้น การสรุปคร่าว ๆ ว่าอะไรคือเนื้อหาที่ครอบคลุมของแต่ละวิชาและรายละเอียดอื่น ๆ รสายนเวทศาสตร์และการปฏิบัติทำวัตถุเวทมนตร์ดูจะมีความหวัง แต่อีกสองวิชาอื่นนั้นก็เหมือน ๆ กับสิ่งที่เขามีสำหรับสองปีที่ผ่านมา โซเรียนไม่แน่ใจว่าทำไมวิทยาลัยถึงรู้สึกว่าพวกเขาจำเป็นต้องเรียนเรื่องประวัติศาสตร์เวทมนตร์และกฎหมายเวทมนตร์กันต่อในการศึกษาปีที่สาม เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาพยายามจะรบกวนทุกคนอย่างจงใจ นี่อาจเป็นเรื่องจริงก็ได้ เพราะว่าอาจารย์วิชาประวัติศาสตร์ของพวกเขา ชายชรานาม ซีโนมีร์ โอลไก มีความกระตือรือร้นในวิชาของเขามากและมอบหมายให้พวกเขาอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ 200 หน้าในช่วงปลายสัปดาห์

นี่มันเป็นจุดเริ่มต้นของสัปดาห์ที่ย่ำแย่นักในความเห็นของโซเรียน

 
✦ ✧ ✦ ✧ ✦ ✧



NEKOPOST.NET