Magical Girl Raising Project Arc 1.5 : Snow White Raising Project ตอนที่ 4 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Magical Girl Raising Project Arc 1.5 : Snow White Raising Project

Ch.4 - Arc 1.5 - ตอนที่ 4


จะทำยังไงเพื่อให้เมจิคัลเกิร์ลแข็งแกร่งขึ้นงั้นเหรอ?

ฉันเชื่อว่าหลายคนก่อนหน้านี้เคยพยายามกันมาแล้ว

 

ฉันมีรายงานของเมจิคัลเกิร์ลที่ทำสิ่งเหล่านี้ก่อนหน้า...

 

...รวมถึงรายงานการทดสอบของแครนเบอร์รี่

 

แต่ฉันก็มีประสบการณ์ของตัวเอง

 

ทักษะพลังเวทย์ของเมจิคัลเกิร์ลแต่ละคน

ความสามารถทางกายภาพ และเทคนิคการต่อสู้

 

ซึ่งเมจิคัลเกิร์ลแต่ละคนนั้นก็แตกต่างกันออกไป

 

เมจิคัลเกิร์ลบางคนก็พูดว่า “มุมมองของเราน่ะมันต่างกัน”

 

ถ้าเธอเป็นเมจิคัลเกิร์ลประเภทที่ต่อสู้กับภัยระดับจักรวาล

เธอก็ไม่มีเวลามาช่วยเพื่อนบ้านตัวเองกับปัญหาเล็กๆน้อยๆหรอก

 

ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะทำอะไรแบบนั้นได้

ถ้าทำไปล่ะก็คงมีปัญหาแน่

 

ในการที่มนุษย์จะแข็งแกร่งขึ้นนั้น

ต้องใช้เวลาเนิ่นนานเพื่อที่จะได้ความแข็งแกร่งมา

 

แต่พวกเราคือเมจิคัลเกิร์ล

พวกเราไม่จำเป็นต้องฝึกอะไรแบบธรรมดาหรอก

 

แทนที่พวกเราจะสวมใส่ชุดเกราะ

พวกเราสวมใส่ชุดฟูฟ่องและติดริบบิ้น

 

พวกเราใช้เพียงแค่เท่านั้น

เพราะตัวตนของเมจิคัลเกิร์ลมันอยู่นอกเหนือเหตุผลอยู่แล้ว

 

ความปรารถนาของเรา

ความฝันของเรา

ความรักของเราต่อเมจิคัลเกิร์ลนั้น

มันผลักดันเรา และให้ทำสิ่งในที่เราอยากทำ โดยไม่จำเป็นต้องห่วงอะไร

 

แทนที่จะต้องใช้สถานที่ฝึก

ต้องถูกโค้ชแนะนำ เพื่อไม่ให้ร่างกายตัวเองต้องบาดเจ็บ

 

เราใช้เวลาฝึกอยู่ที่บ้านโดยที่ไม่ต้องกังวลอะไร

 

ใช่แล้วล่ะ พวกเราทำแต่เรื่องที่โง่ๆ

พวกเราคือเมจิคัลเกิร์ล และทุกคนรู้ว่าเมจิคัลเกิร์ลนั้นคือฮีโร่

 

พวกเรารู้ว่าสิ่งที่เราไปนั้นมันดูโง่เง่ายังไงตอนที่เราทำมันไปแล้ว

แต่ตราบใดที่เรายังมุ่งหน้าทำต่อไป โลกใบใหม่ก็จะถูกเปิดขึ้น

 

ใช่ ฉันไม่ได้ทำสิ่งนั้น มันน่ารำคาญ

แต่ถ้าคนอื่นทำล่ะก็ บางทีฉันคงจะดูงานให้

 

ถ้าสโนไวท์ต้องการที่จะแข็งแกร่งล่ะก็ ฉันเองคงจะไม่ว่าอะไรหรอก

 

ฉันกดหมายเลขบนเมจิคัลโฟนเพื่อโทรออก

 

“สวัสดี สโนไวท์ใช่ไหม? นี่เฟรเดริก้าเองนะ”

 

“...สวัสดีค่ะ”

 

“ยังไม่เปลี่ยนใจเหรอ?”

 

“ไม่ค่ะ”

 

ฉันพยายามที่จะพูดเรื่องเล็กๆน้อยๆกับเธอ แต่ว่า...

 

“ตอนนี้วางสายได้รึเปล่าคะ?”

 

เหมือนว่าเธอจะไม่ค่อยใส่ใจเลยเอาซะเลย

 

“เธอยังไม่เปลี่ยนใจเรื่องที่อยากจะแข็งแกร่งขึ้นสินะ”

 

“ไม่เปลี่ยนค่ะ”

 

“นี่เธอได้คิดตามสิ่งที่ฉันพูดไหม?

ที่ว่าเมจิคัลเกิร์ลไม่จำเป็นต้องมีแค่ความแข็งแกร่งเท่านั้นน่ะ?”

 

“คิดค่ะ”

 

“แล้วเธอยังจะต้องการความแข็งแกร่ง แม้มันจะทำลายตัวเธอเองงั้นเหรอ?”

 

“ต้องการค่ะ”

 

“แล้วถ้ามันทำลายอะไรที่มากกว่าตัวเธอเองล่ะ?”

 

“...หมายความว่ายังไงคะ?”

 

“เพื่อนและครอบครัวของเธอ

เธอต้องการความแข็งแกร่งแม้ว่าจะต้องเสียสละพวกนั้นเหรอ?”

 

ไม่มีคำตอบ สโนไวท์เองก็ไม่ได้พูดอะไร แต่เธอก็ไม่ได้วางสาย

 

ฉันไม่รอคำตอบของเธอ

 

“ขอให้คิดเรื่องนั้นด้วยนะ”

 

แล้วฉันก็วางสายไป

 

เหตุผลที่สโนไวท์ต้องการความแข็งแกร่ง

ฉันคิดว่ามันมาจากการทดสอบของแครนเบอร์รี่

 

ในการทดสอบของแครนเบอร์รี่นั้น

เมจิคัลเกิร์ลทั้งได้ฆ่าและถูกฆ่า

 

แน่นอนว่าเพื่อนของสโนไวท์เองก็โดนฆ่าด้วย

 

ลาพูเซลและฮาร์ดกอร์อลิส

เมจิคัลเกิร์ลทั้งสองคนต้องการที่จะปกป้องสโนไวท์

และพวกเขาทั้งคู่ก็ถูกฆ่าตาย

 

สโนไวท์เกลียดตัวเองที่ไร้ความสามารถ

นั่นคือเหตุผลที่เธออยากแข็งแกร่งขึ้น

แทนที่ตัวเองจะมัวเมาในพลังของเมจิคัลเกิร์ล

ตัวสโนไวท์ตะหนักว่าตัวเองไร้ประโยชน์ขนาดไหน

 

การที่คนๆหนึ่งจะใฝ่หาพลังนั้น

มักเริ่มมาจากการตะหนักได้ว่าตัวเองอ่อนแอแค่ไหนนั่นเอง

 

สำหรับฉัน

นอกเหนือจากงานของเมจิคัลเกิร์ลปกติแล้ว

ฉันยังประสบการณ์เรื่องสอดแนมและการเป็นผู้ดูแลการทดสอบด้วย

 

จากประสบการณ์ในการสอดแนมของฉัน

มันสามารถนับพวกที่เป็น คนดี ได้ด้วยนิ้วเลยล่ะ

 

แม้ว่านั่นจะเป็นงานของดินแดนเวทมนต์ที่ไม่ค่อยได้ผลตอบแทนอะไร

แต่ฉันก็ภูมิใจที่ได้ทำ

 

ในตอนที่ค้นหาคนที่เข้าร่วม

ฉันก็ไม่ได้ทำตามขั้นตอนตามที่ดินแดนเวทย์มนต์ส่งมาให้

ฉันใช้วิธีการของตัวเอง

 

ที่แรกที่ฉันไปดูคือโรงเรียนอนุบาลไม่ก็ที่รับเลี้ยงเด็ก

 

ขั้นแรก

ฉันหาเส้นผมของครูแล้วใช้มันเพื่อนมองดูเหล่าเด็กๆ

ฉันมองหาเด็กที่แปลกแยกจากคนอื่น

เด็กคนที่ไม่ได้รวมกลุ่มกับใคร หรือเด็กที่โดนคนอื่นรังเกียจ

 

ใครๆก็บอกได้ว่าคนแบบนั้นเป็นยังไง

พวกที่อยู่ต่อหน้าคนอื่นทำเป็นหัวเราะเสียงดัง แต่พออยู่คนเดียวกลับเหงาน่ะ

 

ฉันเองไม่ค่อยมุ่งอยู่กับชีวิตในโรงเรียนเท่าไหร่นัก

 

บางที เด็กๆควรจะมีชีวิตในโรงเรียนอย่างสนุกสนาน

แต่นั่นคือพวกเขากำลังปิดบังปัญหาทางบ้านของตัวเองอยู่ด้วย

 

เด็กคนที่ตื่นขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว

เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของพ่อบุญธรรมตัวเองในตอนกลางคืน

 

เด็กคนที่ไม่อยากกลับบ้าน บางครั้งก็พยายามหนีออกจากบ้าน

มาอยู่ในป่ากับพวกเครื่องใช้ในครัว

 

หดหู่ ซึมเศร้า

เด็กพวกนี้ควรจะมีความแข็งแกร่งมากกว่าใครอื่น

เด็กเหล่านี้อยากจะมีอิสระในชิวิต แต่ก็ทำแบบนั้นไม่ได้

เพราะคิดว่าการอดทนนั่นคืออิสระนั่นเอง

 

ใช่แล้ว

การอธิษฐาน และ ความหวัง

 

จนความปรารถส่องสว่างขึ้น และนั่นคือสิ่งที่เหมาะสมกับเมจิคัลเกิร์ล

แม้จะลำบากยากเย็นขนาดไหน มันก็สำเร็จได้ถ้าพยายาม

 

แม้แต่ปัญหาอะไรส่วนตัวก็ตาม

บางคน ที่ได้กลายเป็นเมจิคัลเกิร์ล

รู้สึกว่าปัญหาต่างๆของตนนั้นได้ถูกแก้ไขแล้ว

ความปรารถนาไม่ได้พลักดันพวกเขาไปข้างหน้า

 

ฉันก็สอดแนมพวกผู้ใหญ่ด้วยเช่นกัน

และก็คิดว่าความปรารถนาของผู้ใหญ่นั้นแรงกล้ายิ่งกว่าเด็ก

 

ฉันเล็งเป้าไปที่พวกคนทำงานที่แทบไม่มีเงิน

คนไร้บ้านที่อาศัยอยู่ในลังกระดาษ หรือพนักงานโรงงานที่ชีวิตตกต่ำ

แม้กระทั่งผู้หญิงมีอายุที่รู้สึกว่าไม่มีใครรัก และจมอยู่กับแอลกอฮอล์ทุกคืน

 

แม้คนพวกนั้นจะเข้ากับหมวดหมู่ของฉัน

แต่ผลของมันก็ไม่น่าพอใจเลย

 

ส่วนใหญ่คนพวกนั้นรู้สึกอึดอัด เมื่อกลายเป็นเด็กตัวผู้หญิงตัวเล็กๆ

 

ในจุดนั้น

ฉันเลยกำหนดให้เป็นผู้หญิงที่อายุ 20 แทน

ดูเหมือนจะมีพลังเวทย์อยู่สูงด้วย

แต่มันก็ยาก เพราะไม่มีคนตามที่ต้องการเลย

 

ในทางกลับกัน

เด็กๆนั้นเป็นพวกที่หาได้ง่ายที่สุด แต่ส่วนใหญ่ก็มักหยุดอยู่ครึ่งทาง

 

สำหรับสโนไวท์

 

เธอคือผู้เข้าร่วมการทดสอบของแครนเบอร์รี่ ซึ่งนั่นชัดเจนว่ามีผลกระทบกับเธอ

 

เหมือนกับแครนเบอร์รี่

เธอต้องการที่จะแข็งแกร่งด้วยการผลักดันขีดจำกัดของเมจิคัลเกิร์ลให้ขึ้นไปถึงขั้นสุด

เธอไม่เคยพอใจกับพลังที่มีอยู่ของตัวเอง

 

เธอเหมือนกับตัวเอกของโชเน็นมังงะ

 

ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นใคร

ไม่ว่าจะแข็งแกร่งแค่ไหน

ไม่ว่าจะหนังเหนียวยังไง

เธอจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองจนกระทั่งผ่านมันไปได้

 

ความแข็งแกร่งที่พลักดันเธอนั้นไม่ใช่สิ่งที่คลุมเครือ

เธอต้องการจะแข็งแกร่งขึ้น แต่ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง

 

ถ้าเธอค้นพบวิธีแล้ว

บางทีอาจเป็นเหมือนแครนเบอร์รี่

เธอจะไล่ตามสิ่งนั้นจนถึงแก่ความตาย

 

คนที่ถูกเรียกว่า เด็กสาวแห่งแครนเบอร์รี่  ได้นั้นไม่ใช่อะไรที่ธรรมดา

แม้ว่าคนที่เกลียดขี้หน้าแครนเบอร์รี่เองก็พบว่าการใช้ชีวิตของเธอมันน่าสนใจ

 

แต่สำหรับคนอื่น คนที่อยากจะลงจากเวทีแห่งนี้ล่ะ?

 

ในวันธรรมดาก่อนที่สโนไวท์ช่วยเหลือจะผู้คน

1 ชั่วโมงก่อนหน้านั้น ฉันไปพบกับริปเปิล

 

เพื่อที่จะติดต่อและหาข้อมูลจากเธอ

ฉันเลยขออนุญาตไปยังเมจิคัลเกิร์ลเบื้องบนก่อน

 

นั่นไม่ได้หมายความว่าฉันจะฝึกเธอ

แต่มันเป็นอะไรที่ชัดว่าเด็กคนนั้นโดนบังคับให้กลายมาเป็นเมจิคัลเกิร์ล

 

สงสัยว่าเบื้องบนจะประหลาดใจกับการกระทำของฉัน

แต่ก็ตอบมาว่า “จะทำอะไรก็ทำเถอะ”

 

ริปเปิลเองก็ติดการช่วยเหลือผู้คนเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้เหมือนสโนไวท์

เธอมีกำหนดเส้นทางลาดตระเวณอยู่แล้ว

 

เธอหยุดอยู่ตรงด้านบนตึกครู่หนึ่ง

มองดูรอบๆ แล้วก็ลาดตระเวณต่อไป

นั่นเป็นเรื่องปกติในการช่วยเหลือผู้คน

 

ไม่เหมือนกับสโนไวท์ ที่มีพลังในการได้ยินคนที่ตกอยู่ในปัญหา

นั่นเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดของริปเปิลที่จะทำได้

 

ก่อนที่จะพบกับเธอ

ฉันก็ลอบเข้าไปในที่พักของ คาโนะ ซาซานามิ และเจอเส้นผมของเธอ

 

จากนั้น ฉันก็ไปที่ชั้นบนของที่พัก

ตัวเธอก็ยืนอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ

 

ก่อนที่จะเรียกเธอ

ฉันก็เห็นว่ามือของเธอนั้นกำลังเลื่อนไปจับคาตานะของเธออยู่

อย่างที่คิดเลย เธอเป็น เด็กสาวแห่งแครนเบอร์รี่ จริงๆ

 

การเคลื่อนไหวของเธอไม่เสียเปล่า

เธอเคลื่อนไหวเร็ว และเรื่มต่อสู้ก่อนจะกระพริบตาซะอีก

 

เธอนั้นนั่งอยู่ที่พื้น

 

ชุดนินจาของเธอนั้นเป็นการเสริมความคล่องตัวและความเร็ว

และด้วยพลังเวทย์ “ขว้างชูริเคนเข้าเป้าทุกครั้ง” จึงไม่แปลกใจเลยที่เธอผ่านการทดสอบมาได้

 

คงเป็นเพราะการเคลื่อนไหว

ผมสีดำของเธอก็เลยสะบัดตาม

เส้นผมสีดำสะท้อนกับแสงจันทร์

มันยากซะจริงๆที่จะหาเด็กผู้หญิงผมดำที่เส้นผมส่องประกายในตอนกลางคืนเช่นนี้

 

ช่างเป็นเส้นผมที่งดงามจริงๆ

อยากจะสัมผัสมันเหลือเกิน

แค่คิดถึงความรู้สึกที่เส้นผมนั้นอยู่ระหว่างนิ้ว

แค่นั้นหัวใจฉันก็สั่นไหวแล้ว

 

แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลา

 

ฉันยิ้ม และยื่นมือไปหาให้เธอเห็นว่าไม่ได้มาด้วยเจตนาร้าย

เธอเอามือออกจากคาตานะอย่างช้าๆและลุกขึ้นยืน

 

ฉันเดินไปหาและยื่นนามบัตรให้

 

“ฉันแน่ใจว่าตอนนี้เธอรู้แล้วนะ ฉันคือพี่เลี้ยงของสโนไวทื”

 

“พี่เลี้ยงเธอ?”

 

ใบหน้าของเธอนั้นดูอ่อนลง แม้จะเห็นรอยแผลอย่างชัดเจน

เธอดูเหมือนกับเมจิคัลเกิร์ลอันสง่างามอีกครั้งนึง

 

ผิวของเธอนั้นดูนุ่มนวล และดูใจเย็นลงแล้ว

เมื่อเธอแสดงการต่อต้าน ตัวเธอจะเต็มไปด้วยความคุกคาม

ตอนนี้ เธอแสดงออกมาแค่ใบหน้าของนักรบที่เต็มไปด้วยบาดแผลแค่นั้น

 

ฉันพูดต่อ

 

“สโนไวท์มาปรึกษาฉันเมื่อเร็วๆนี้น่ะ”

 

“เรื่อง?”

 

“ทำยังไงถึงจะแข็งแกร่งขึ้น”

 

สิ่งที่ริปเปิลนั้นแสดงออกมานั้นดูแย่กว่าเดิมอีก

เธอหยีตา รอยแผลเองดูจะขยับไปด้วย

 

“เธอรู้เหตุผลไหมว่าทำไมเธอถึงทำแบบนั้นน่ะ?”

 

ริปเปิลไม่ได้ตอบ

ตัวเธอเองก็มองไปที่ขอบฟ้า

ฉันมองชุดที่เธอสวม

ดูเกี๊ยะไม้ที่น่าอึดอัด

แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของชุดเมจิคัลเกิร์ลเลยไม่มีปัญหาในการเคลื่อนไหว

 

ฉันเลยพูดต่อ

 

“เธอรู้ใช่ไหมล่ะ?

เธอกับสโนไวท์เองอยู่การทดสอบครั้งสุดท้ายของแครนเบอร์รี่

ผู้คนเองจับจ้องมองดูพวกเธอทั้งคู่อยู่

ถึงเธอจะมีจุดประสงค์ดีก็เถอะ

ความแข็งแกร่งที่เธอปรารถนานั้นอาจจะนำพาเรื่องไม่ดีมาได้ด้วย”

 

ริปเปิลเองก็ไม่ได้พูดหรือมองตาฉันด้วย

 

“ฉันไม่รายงานไปที่ดินแดนเวทมนต์หรอก”

 

ริปเปิลคงตกใจกับคำพูดนั้น เลยเลิกคิ้วขึ้น

 

ฉันจึงพยักหน้า

 

“พอดีมีแผนจะปกปิดข้อมูลในรายงานน่ะ”

 

ฉันยิ้มบางๆเพื่อให้อารมณ์ดีขึ้น

 

“ไม่ว่ายังไง การรับผิดชอบสโนไวท์ก็เป็นหน้าที่ฉัน

ถ้าดินแดนเวทมนต์พบว่าเธอใฝ่หาความแข็งแกร่งล่ะก็

ถึงตอนนั้นฉันอธิบายอะไรไม่ได้ล่ะก็

คิดถึงคนที่พวกนั้นจะส่งมาเป็นพี่เลี้ยงคนต่อไปดูสิ

ลองคิดดูนะ

คนต่อไปอาจจะเป็นศัตรู และอยากให้ทุกคนเหมือนแครนเบอร์รี่ก็ได้

แม้กระทั่งสโนไวท์ก็เถอะ”

 

ตาข้างเดียวของริปเปิลนั้น

จ้องกลับมาหาฉันเหมือนกับจะฆ่าแกงกันแบบนั้นเลย

จริงๆนี่เป็นเรื่องซีเรียสซะด้วย

แต่ฉันก็หายใจออกแล้วก็พูดต่อไป

 

“ก็พักนึงแล้วนะที่ขึ้นมาอยู่บนนี้

อ่า รู้สึกคิดถึงจัง”

 

เมื่อฉันยังเป็นเด็ก

จำได้ว่าเคยมาเล่นบนดาดฟ้าแบบนี้

ในสายตาของเด็ก สนามเด็กเล่นที่มีตาข่ายล้อมรอบแบบนี้ ก็เหมือนกับคอกอะไรซักอย่าง

 

คงเป็นเพราะเศรษฐกิจแย่ อะไรๆก็เปลี่ยนไป

 

ร้านขายข้าวโพดคั่วที่เคยอยู่ตรงถนน

พวกก้อนหินที่เคยเล่น

รั้วบางที่ก็เป็นของใหม่

ตรงที่เคยเป็นรูก็หายไป คงซ่อมแล้วสินะ

 

ฉันมองกลับไปที่ริปเปิล

เหมือนเธอจะดูสับสนกว่าเดิม

บางทีแบบนี้อาจจะเจรจาได้ดีกว่าเดิมก็ได้

 

“ช่วยถามเรื่องความตั้งใจจริงๆของสโนไวท์ให้หน่อยได้ไหม?

ฉันเคยถามแล้ว แต่เธอก็ไม่ได้ให้คำตอบที่น่าพอใจมาเลย

บางทีที่เธออยู่ใกล้ชิดกับสโนไวท์ อาจจะได้คำตอบมาก็ได้”

 

ฉันใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความพยายามมองไปที่เธอ

 

“ถ้าสิ่งที่สโนไวท์ต้องการมันทำได้ ฉันเองก็จะช่วย”

 

สายตาของริปเปิลมองมาที่ฉันโดยชัดเจนแล้ว

เหมือนว่าเธอกำลังคิดอยู่

ตัวเธอที่มีชีวิตอยู่ด้วยการต่อสู้ตลอดเวลานั้น

คงจะยากเวลาที่จะเจรจาไม่ก็จะถามอะไรสินะ

 

ไม่ใช่จากรูปลักษณ์ของเธอ

แต่ริปเปิลนั้นแข็งแกร่ง

เพราะเธอเองก็คือ เด็กสาวแห่งแครนเบอร์รี่ นี่นะ

 

ฉันให้ที่อยู่กับเบอร์โทรกับริปเปิลไป

จับมือกัน แล้วก็กระโดดออกจากดาดฟ้าไป

ฉันรู้สึกได้ถึงสายตาของริปเปิลจากด้านหลัง

 

เธอไม่ได้ปล่อยสัญชาตญาณในการต่อสู้ออกมา

แม้จะไม่ได้ต่อสู้ แต่จิตใจของเธอยังเฉียบคนอยู่ดีสินะ อย่างที่คิดไว้เลย

 

วันต่อมา สโนไวท์โทรหาฉัน

 

“บอกริปเปิลทำไมคะ!?”

 

มาตรงๆเลยสินะ

 

“ตั้งแต่เป็นพี่เลี้ยงเธอเนี่ย

ฉันคิดว่ามันเป็นความคิดที่ดีนะที่จะรู้จักเพื่อนๆของเธอบ้าง

ไม่คิดงั้นเหรอ?”

 

“อย่าทำแบบนั้น!”

 

เสียงของเธอดังขึ้น

จนใกล้จะตะโกนแล้ว

แม้ว่าเธอจะระวังไม่ให้ดังเกินก็ตาม

 

“ในทางตรงกันข้าม มันจำเป็นนะ

ถ้าเธอไม่สนใจคนที่อยู่ใกล้ตัว

เธอจะอยู่ในอันตรายได้ นอกจากนี้...”

 

ฉันหายใจเข้าลึกๆ แล้วก็พูดต่อ

 

“...ฉันต้องรู้เหตุผลของเธอที่ต้องการแข็งแกร่งขึ้น

แต่เธอก็ยังไม่บอกฉันอยู่ดี”

 

“ฉัน ไม่จำเป็น ต้องบอกคุณค่ะ”

 

เสียงของสโนไวท์เบาลง

แม้ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแค่เล็กน้อย

ฉันคิดว่าตอนนี้มันไม่ดีที่จะถาม

 

“ถ้าเธอบอกฉัน ฉันเองก็จะช่วยเธอได้

ถ้าไม่ ฉันเองก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน

เธอทำแบบนี้เพื่ออะไรงั้นเหรอ?

ฉันคิดว่าเธอไม่อยากให้ใครรู้

ดังนั้นฉันเองก็จะไม่บอกดินแดนเวทย์มนต์หรือคนอื่นเช่นกัน

ฉันขอสาบานในนามแห่งเมจิคัลเกิร์ล”

 

ฉันไม่คิดว่ามันแย่นะที่สาบานในนามเมจิคัลเกิร์ลแบบนี้

เพราะฉันเองก็ไม่รู้ว่าสโนไวท์รู้สึกแบบไหนเหมือนกัน

 

“จำที่ฉันพูดไปก่อนหน้านี้ได้รึเปล่า?

ที่ว่าเธอยินดีที่จะสูญเสียเพื่อความแข็งแกร่งน่ะ?

บางทีคำว่า “สูญเสีย” มันคงแรงไปหน่อย

เอาล่ะ มาพูดกันอีกครั้งนะ

อะไรคือสิ่งที่เธอยินดีที่จะใช้ในการค้นหาความแข็งแกร่งกันล่ะ?

ใช่แล้ว เอาแบบนี้ดีกว่า

อะไรที่เธอยินดีจะทำเพื่อให้ได้ความแข็งแกร่งนั้นมา?

ถ้าเธอใช้แค่ตัวเองล่ะก็ มันก็จะหยุดอยู่แค่นั้น”

 

เธอเงียบ แต่ฉันก็ได้ยินเสียงเธอ

นั่นเป็นสัญญาณแล้วว่าเธอเริ่มยอมรับคำถามของฉันแล้ว

 

“ถ้าเธอไม่มีคู่ซ้อมล่ะก็ ถามริปเปิลสิ

ถ้าฉันเป็นเธอล่ะก็ ฉันจะใช้ประโยชน์จากพี่เลี้ยงที่ปิดปากทุกเรื่องแบบนี้

นี่เป็นเครื่องมือที่ดีีที่ใช้ฝึกฝนตัวเองได้

ฉันรู้ ว่าฉันไม่เหมือนแครนเบอร์รี่ที่เก่งเรื่องสู้

แต่ฉันเองก็เป็นเมจิคัลเกิร์ลคนนึง

เป็นคนที่รู้ว่าจะสอนเธอให้ดีกว่าแครนเบอร์รี่ได้ยังไง

ดังนั้นเพื่อความก้าวหน้าของตัวเธอแล้ว

ฉันคิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติพอ”

 

ฉันใช้เวลาพักหายใจอยู่ครู่นึง

 

“ได้โปรดใช้ฉันเถอะ สโนไวท์

แต่ก่อนหน้านั้น

บอกฉันทีว่าทำไมเธอทำแบบนี้?

ทำไมเธอต้องการที่จะแข็งแกร่งขึ้น?

ถ้าฉันรู้เหตุผล ฉันก็จะช่วยในแบบที่ถูกต้องได้”

 

“ฉัน...”

 

เสียงของเธอนั่นนิ่ง ไม่อ่อนแอ แต่นิ่งเงียบ

การที่จะคุยกับใครคนอื่น

คนที่ต้องการให้เข้าใจสถานการณ์

ต้องให้ตัวเธอพูดออกมาเอง แบบนี้ดีแล้ว

 

“ฉันจะได้อะไรจากการใช้ตัวคุณงั้นเหรอคะ?”

 

“ทำไมล่ะ ฉันเป็นพี่เลี้ยงของเธอนี่

แม้กระทั่งในโลกมนุษย์ เธอน่าจะรู้นะ

ว่านักเรียนก็จำเป็นต้องใช้ที่ปรึกษาให้เป็นประโยชน์ก่อนที่จะออกมาใช้ชีวิตในโลกจริงนี่นา

นั่นคือเหตุผล ถ้าเธอต้องการคำแนะนำของฉัน ฉันเองจะดีใจมาก

ไม่ต้องกังวลกับสิ่งที่ฉันคิดหรอก

ฉันรับงานนี้มาด้วยตัวเอง เลยเตรียมที่จะรับผลที่ตามมาแล้ว”

 

เธอไม่ได้อะไรตอบกลับมา แต่ฉันเองก็ไม่ได้รอคำตอบนั้น

 

“ให้ฉันรู้สิ่งที่เธอตัดสินใจด้วยแล้วกันนะ”

 

แล้วฉันก็วางสายไป

 

วันต่อมา

มีเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่ปกติเกิดขึ้น

สโนไวท์ได้สู้กับริปเปิล

 

เพราะเวทมนต์ของฉันทำงาน

จึงไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย

แบบนี้ก็ไม่เข้าใจว่าทั้งคู่พูดอะไรกันพอดี

 

แต่ฉันก็เห็นทั้งคู่กำลังโต้เถียงกันอย่างรุนแรง

 

เหตุผลที่โต้เถียงกันนั้น

สำหรับฉันที่เคยคุยกับทั้งคู่แล้ว

คิดได้ง่ายๆเลยว่าพูดถึงเรื่องอะไรกันอยู่

 

สโนไวท์ต้องการที่จะแข็งแกร่งขึ้น เธอจะเอาตัวเองเข้าสู่สนามรบ

 

แต่เธอโน้มน้าวริปเปิลไม่ได้ เพราะสำหรับริปเปิล การต่อสู้ของเธอมันจบลงแล้ว

 

ริปเปิลนั้นว่าอะไรคือสิ่งที่ดีสำหรับสโนไวท์

ก่อนหน้านี้ สโนไวท์เองก็คิดถึงริปเปิลตลอด

 

ก่อนหน้านี้ ทั้งคู่ไม่เคยโต้เถียงกันเลย

แต่ตอนนี้ สโนไวท์นั้นดูโกรธ

มันต่างจากสิ่งที่ฉันเห็นตอนสัปดาห์ที่แล้วจริงๆแหะ

 

คนเดียวที่สโนไวท์เชื่อใจได้นั้นคือริปเปิล

แต่ก็ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว

 

ทั้งสองถกเถียงกันอยู่ไม่จบไม่สิ้น

และสโนไวท์ก็หันหลังให้ริปเปิล และไม่ได้โบกมือให้อย่างปกติ

คงจะไม่ได้ข้อสรุปกันสินะ


 

ในตอนนั้นฉันตัดสินใจติดต่อหาริปเปิล

 

“สวัสดี ริปเปิลใช่ไหม? นี่เฟรเดริก้าเองนะ”

 

“...อ่า สวัสดี”

 

“สโนไวท์เป็นยังไงบ้าง? เธอได้บอกเหตุผลรึเปล่า”

 

ริปเปิลไม่ได้ตอบ

ลองคิดดูแล้ว เวลาที่ติดต่อมานี่ก็เหมาะเจาะพอดีเลย

คงเหมือนกับว่าฉันแอบมองดูเธอจากที่ไหนซักแห่ง

เธอเลยมองดูไปรอบๆตัว มันดูน่าแปลกสำหรับเธอสินะ

 

สำหรับริปเปิล

ฉันเป็นคนที่ไม่น่าไว้ใจ

 

แต่ฉันมั่นใจว่าสโนไวท์จะบอกเหตุผลของเธอให้ริปเปิลฟัง

 

“ฉันเป็นห่วงสโนไวท์น่ะ”

 

“...เป็นห่วง?”

 

“เป็นห่วงสิ! ถ้าสโนไวท์ยังเป็นแบบนี้ต่อไป

เธอจะเหมือนกับพวกตัวอันตรายหลายคนๆ

เธอต้องการที่จะหาความแข็งแกร่งโดยไม่มีคนสอนเรื่องขีดจำกัดของตัวเอง

แบบนี้มันจะทำให้ชีวิตของเธอตกอยู่ในอันตรายเอาได้”

 

ขณะที่ฉันถือเมจิคัลโฟนด้วยมือขวา

มือซ้ายของฉันก็จัดการกับลูกแก้ว

ฉันเห็นริปเปิล ดูเหมือนเธอกำลังกินยาอะไรซักอย่างที่ขมมากๆอยู่

 

“เห็นอยู่ว่าฉันพูดอะไรกับเธอไม่ได้

แต่ไม่ใช่กับเธอ ริปเปิล

เธอสามารถแนะนำสโนไวท์ได้

อย่าพยายามหยุดตัวสโนไวท์ไว้แค่นั้นเลย

แต่ให้นำทางเธอไป เพื่อไม่ให้เธอทำอะไรที่เสี่ยง

เธอคิดว่าตัวเองทำได้ไหม?”

 

ฉันรู้คำตอบอยู่แล้ว

สโนไวท์จะไม่หยุดแม้ริปเปิลจะถามเธอแล้ว

เพราะแบบนั้น ฉันจึงนำเธอมาในทางนี้

 

สีหน้าของริปเปิลนั้้นดูไม่มีความรู้สึกอะไร

ฉันพอใจกับผลลัพธ์นี้แล้ว เลยปิดเมจิคัลโฟนและลูกแก้วไป

 

ถ้าปล่อยเธอไปแบบนี้

สโนไวท์ก็จะทำอะไรด้วยตัวเอง

เธอจะเริ่มทำสิ่งที่อันตราย ซึ่งฉันเองก็เป็นห่วง

ถ้ามันเกิดขึ้นกับเธอ เธอคงจะตายเข้าซักวันแน่ๆ

 

มันคงดีกว่าถ้าไม่ปล่อยให้เธอทำอะไรเสี่ยงๆ

ถ้าจะทำแบบนั้น ริปเปิลต้องให้คำแนะนำแก่สโนไวท์

เพื่อจะให้เธอมีโอกาศรอดมากขึ้น

 

หลังจากที่ฉันฝังความคิดนั้นไว้ในหัวริปเปิลแล้ว

เธอคงเข้าใจว่าต้องทำอะไรต่อไป

 

แล้วฉันก็ติดต่อหาสโนไวท์

 

“สวัสดีสโน นี่เฟรเดริก้านะ”

 

“...คะ?”

 

เสียงของเธอสั่นไหว

อ่า คงร้องไห้สินะ

ฉันไม่ต้องใช้ลูกแก้วดูเรื่องนี้หรอก

 

ฉันเริ่มที่จะพูดเรื่องเล็กๆน้อยๆกับเธอก่อน

“ที่โรงเรียนเป็นไงบ้าง? สอบผ่านไหม?”

 

หลังจากนั้น

ฉันก็พูดทุกๆเรื่อง และให้คำแนะนำอะไรกับเธอไปบ้าง

 

จนสโนไวท์เริ่มพูดตอบ

 

“เอ่อ...”

 

เสียงนั่นมันเต็มไปด้วยความกังวล

ฉันเลยถามกลับไป

 

“อะไรเหรอ?”

 

ฉันพูดตอบไปด้วยเสียงที่อ่อนโยน

เสียงนั่นเหมือนกับ เสียงของเด็กจากอีกฟากนึงที่อยากจะเป็นอิสระ

ฉันไม่ต้องเปิดประตูบานไหนอีกแล้ว

ถ้าเธอเปิดมันด้วยตัวเอง

ส่วนของฉันไม่มีอะไรให้ทำอีกต่อไป

ตอนนี้ก็ได้เวลาที่มาดูผลลัพธ์

 

ฉันคิดว่าถ้าไม่ใช่วันนี้ ก็คงเป็นวันพรุ่งนี้ ไม่ก็วันต่อไป

วันที่เธอจะพูดออกมา...

 

...คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้ไปตลอด

 

แต่ฉันก็ไม่ได้ตกใจอะไร ยังทำตัวเหมือนเดิม

สุดท้าย หลังที่ที่สโนไวท์เงียบไป 2 นาทีก็เริ่มจะพูดออกมาแบบตะกุกตะกัก

 

“ถะ...ถ้ามีเมจิคัลเกิร์ลคนอื่นที่เหมือนแครนเบอร์รี่อีกล่ะก็

ฉันจะหยุดพวกเขาค่ะ

ฉันไม่อยากให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอีกแล้ว

ฉันจะขัดขวางเรื่องร้ายแรงไม่ให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้

เพื่อการนั้น ฉันจำเป็นต้องแข็งแกร่งขึ้นค่ะ”

 

เหตุผลของสโนไวท์นั้นเป็นเหตุผลที่ฉันเองก็เห็นด้วย

 

แม้ว่าเธอจะถูกจับตามองอยู่

แต่ระบบของดินแดนเวทย์มนต์เองก็ไม่ได้เข้มงวดมากมาย

 

จะพูดแบบนี้กับพวกนั้นก็คงแย่น่าดู

แต่ว่าทางที่จะตรวจดูคนอื่นน่ะ มันควรที่จะอยู่ใกล้ชิดกับคนๆนั้นจะดีกว่านะ

 

มากกว่าร้อยปีแล้ว ระบบก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

 

ทำไมถึงมีเมจิคัลเกิร์ลแบบ เด็กสาวแห่งแครนเบอร์รี่ เกิดขึ้นมาอีก?

 

ในฐานะที่เป็นพี่เลี้ยงของเธอ

ฉันจะให้ความร่วมมือมากเท่าที่จะทำได้

 

เมื่อพูดถึงการทำสิ่งชั่วร้าย

สโนไวท์นั้นแตกต่างจากริปเปิล

 

ริปเปิลนั้นเกลียดคนอื่น

ในขณะที่สโนไวท์นั้นเกลียดตัวเอง

 

คนอย่างริปเปิล ที่เกลียดคนที่ทำชั่ว

ไฟแห่งความโกรธจะลามอย่างรวดเร็ว

จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังคงเห็นมันยังอยู่ในตัวของริปเปิล

 

แต่คนแบบสโนไวท์ ไฟนั้นจะลุกไปตลอดกาล

 

ฉันหายใจเข้าลึกๆ

เว้นจังหวะไปสักครู่ให้ดูเหมือนว่าตกใจคำพูดของสโนไวท์

 

ฉันทำเหมือนว่ามันเกินจะรับไหว

ถ้าแสดงออกน้อยกว่านี้ เธอคงสงสัยเอาได้

 

ใช่แล้ว

ฉันมีข้อสรุปอยู่แล้วว่าจะทำให้สโนไวท์แข็งแกร่งขึ้น

 

ด้วยบุคลิกและจิตใจ

เธออาจจะเป็น เมจิคัลเกิร์ลในอุดมคติ ของฉันเลยก็ได้

ซึ่งนั่นก็เป็นไปได้ว่า เธอจะปฏิรูปดินแดนเวทย์มนต์ซะใหม่

 

ในฐานะพี่เลี้ยงฉันรู้สึกว่า

นี่เป็นพรสวรรค์ที่ไม่ได้เจอมาเนิ่นนาน

 

แม้ตอนนี้พวกที่มีอำนาจอาจจะลงมาทำหน้าที่ แต่ตอนนี้ได้เวลาที่เหมาะสมแล้ว

 

ที่ไหนซักแห่ง

ดินแดนเวทย์มนต์ได้จับกุมเมจิคัลเกิร์ลเลวๆ 2 คน

พวกนั้นได้ถูกตราหน้าในเวลาเดียวกัน

และได้มอบฉายาอันเลวร้ายเพื่อกระจายความน่ากลัวของ 2 คนนั่น

 

ถ้าดินแดนเวทย์มนต์ทำแบบเดียวกับสโนไวท์ มันก็คงเหมือนกัน

 

หลังจากนั้น

ฉายาจะกลายเป็นสัญลักษณ์ และอยู่กับคนๆนั้นเป็นเวลาเนิ่นนาน

 

ปีศาจสีขาว?

ยมฑูตสีขาว?

 

ไม่สิ ดูไม่เข้ากัน แถมน่ากลัวเกินไปหน่อย

แต่ฉันก็ต้องคิดฉายาที่เหมาะสมสำหรับเธอไว้ด้วย

...นั่นคืองานสำหรับวันนี้ของฉัน


ฉันปิดเมจิคัลโฟนแล้ววางลงบนโต๊ะ แล้วเดินไปเปิดประตูบานเลื่อนที่ห้องครัว

 

ที่ห้องข้างๆ ฉันได้ยินเสียงพัดลมดัง วืออ วืออ อยู่ตลอด

ฉันก้าวผ่านประตูไป เท้าของฉันนั้นรู้สึกได้ว่ามันจมไปกว่าปกติ

ก็ตั้งแต่ปีก่อนแล้วนี่นะ ที่ห้องนี้เคยมีเสื่อทาทามิ บางทีก็คิดว่ามันยังอยู่ แต่ก็หายไปแล้ว

 

จนฉันเข้ามาในห้อง ความสุขทั้งหลายก็ทะยานเข้ามาสู่ตัวฉัน

 

กำแพงเหล็กทั้งด้านซ้ายและขวา

และตรงหน้าฉันก็มีชั้นหนังสือชั้นใหญ่ตั้งอยู่

ห้องนี้นั้นได้ถูกปรับปรุงหลังใหม่จากเกิดเหตุแผ่นดินไหวทำลายไป

ตอนนี้ฉันมั่นใจว่าถ้าเจอภัยอะไรอักก็คงไม่พังแล้ว

 

มีแฟ้มอยู่ที่ชั้นหนังสือ เรียงตามตัวอักษร

ฉันเจาะจงมาอันนึงแล้วเปิดออก

 

ที่แฟ้มนั้นมีเส้นผมอยู่เส้นนึง

เส้นผมบางๆสีน้ำตาลเข้ม

นี่เป็นหนึ่งในคอลเลคชั่นของฉัน

 

มองดูรอบๆเส้นผมเส้นนั้น

ความทรงจำต่างๆก็แล่นเข้ามาในหัว

ความทรงจำจากหลายช่วงเวลามันหวนกลับมาอีกครั้ง

 

แต่ถ้าฉันยังเก็บเส้นผมนี้อยู่ ฉันเองก็จะก้าวไปข้างหน้าไม่ได้

 

แม้เธอจะเคยเป็นหนึ่งในนั้น

แต่ตอนนี้ ตัวฉันสนใจแต่สโนไวท์

 

ฉันหยิบเส้นผมออกมา

เอาแฟ้มกลับไปไว้ที่เดิมแล้วก็เดินไปที่ถังขยะ

เอาเท้าไว้บนที่เหยียบเพื่อเปิดฝาถัง

แล้วก็นำไปใส่ในนั้น

 

พอฉันทำแบบนั้นมันก็รู้สึกเศร้า

 

อ่า… น่าอายจังเลย

 



NEKOPOST.NET