[นิยายแปล]Nine Stars Tyrant Body Arts ตอนที่ 5 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล]Nine Stars Tyrant Body Arts

Ch.5 - ไท่เสวียกู่


ตอนที่   5 ไท่เสวียกู่

 

ไท่เสวียกู่ในทุกๆเดือนจะเปิดให้ลูกขุนนางภายในจักรวรรดิเข้ามาหนึ่งครั้ง มันจะเปิดขึ้นทั้งหมดในหนึ่งวัน และในเวลาช่วงเช้าจะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับราชพิธี ในช่วงบ่ายก็จะเข้าไปยังหอตำรายุทธ์ได้ อีกทั้งยังเปิดให้แก่ผู้คนทั่วไปได้เข้าอีกด้วย

 

แต่ว่าตอนนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว หลังจากที่หลงเฉินผ่านการใช้โอสถกักวายุไป ก็ก่อรวมพลังจากจุดดารากักวายุเล็กๆได้

 

ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่รูปแบบเล็กๆ แต่ก็ยังคงรูปพลังจิตที่มีอยู่เล็กน้อยไว้สำหรับการกักตุน แต่เมื่อเทียบกับการกักเก็บพลังในร่างที่มีเส้นลมปราณหลายสายก็นับว่ายังคงเป็นอะไรที่ยากเนื่องจากเส้นลมปราณนั้นมันคล้ายดั่งสารธารทั้งสายหนึ่ง อีกทั้งจุดตันเถียนก็ยังเป็นเหมือนมหาสมุทรใหญ่นับร้อยสาย ปกติสิ่งนี้จะถูกเรียกว่าพลังมหาสมุทร(气海)

 

สายธารถึงแม้ดูไปจะมีอยู่มากมาย แต่ว่าก็ยังมีอยู่อย่างจำกัด ไม่มีจุดตันเถียนที่คอยเกื่อหนุน คงอีกไม่นานก็จะเหือดแห้งหมดไป แต่ว่าคำถามเหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็เป็นไปตามการก่อรวมของดารากักวายุ ทั้งหมดก็จะถือได้ว่าถูกแก้ไข ที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อก่อรวมดารากักวายุในจุดเล็กๆ ขอเพียงวันข้างหน้ามีพลังที่เพียงพอ ในที่สุดก็จะกลายเป็นดารากักวายุที่สมบูรณ์ได้

 

ในเวลานั้น หลงเฉินก็จะสามารถใช้จุดนั้นที่เป็นเหมือนด่านแรกของจุด“ตันเถียน” ในเคล็ดวิชากายานวดารา ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงก็คือในข้อนี้

 

เมื่อเบิกดาราทั้งก้าวได้หมด ก็เหมือนดั่งมีจุดไหลเวียนของจุดตันเถียนทั้งเก้า แม้ไม่จำเป็นที่จะต้องคิด ก็ทราบได้ว่าพลังจิตนี้ทรงพลังถึงเพียงไหน ทั้งยังมีความแข็งแกร่งถึงเท่าใด

 

อีกทั้งถึงแม้หลงเฉินจะมีเคล็ดกายานวดาราเพื่อขับเคลื่อนวิชาทั้งหมดได้ แต่ว่าเกี่ยวกับวิชาสะท้านฟ้าสายนี้ ยังถือว่ามีความเข้าใจอยู่น้อยมาก ยังคงจำเป็นต้องทำการพิสูจน์อีกหลายขั้นตอน

 

รอคอยหลังจากที่เข้าก่อรวมพลังกักวายุได้เสร็จสิ้นแล้ว ก็จะสามารถเก็บพลังจิตเอาไว้ได้เป็นจำนวนมาก เขาก็จะสามารถที่จะทดลองฝึกปรือเพื่อเข้าสู่ขอบเขตก่อโลหิตที่เส้นลมปราณโลหิต เพียงแค่นี้ก็จะสามารถกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้อย่างแท้จริงแล้ว 

 

ขอบเขตก่อพลังเพียงแค่เพียงก้าวแรกของการเข้าสู่เส้นทางของวิทยายุทธ์เท่านั้น ขอเพียงก้าวเข้าสู่ขอบเขตก่อโลหิตได้ พลังโลหิตทั่วร่างก็จะถาโถมเข้ามา พลังการต่อสู้ก็จะโหมกระหน่ำเข้ามา เช่นนั้นจึงจะถือว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์อย่างแท้จริง

 

หลงเฉินตอนนี้ไม่ทราบว่าสภาวะของตนเองเช่นวันนี้จะถือได้ว่าอยู่ในขั้นก่อพลังระดับใด แต่ถ้าหากว่าสะสมพลังในจุดเล็กๆของจุดดารากักวายุจนสำเร็จ ร่างกายของเขาก็จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก นี้จึงถือได้ว่าทำให้เขาเกิดความยินดีไม่หยุด

 

จนวันนี้ที่เขาเพียงแค่พุ่งหมัดออกอย่างธรรมดาง่ายดาย ก็จะมีเสียงของลมพุ่งผ่าน จนสามารถทำลายแจกันดอกไม้ที่อยู่นอกห้องที่อยู่ห่างถึงห้าเซียะได้ ตลอดทั้งร่างยังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอันมหาศาล

 

การมายังไท่เสวียกู่ในครั้งนี้ มันมาก็เพื่อที่ดูจะว่ามีตำราลับวิทยายุทธ์ที่มาของการก่อพลังของจุดดารากักวายุหรือไม่  พลังจิตภายในร่าง ก็จะค่อยๆมีอย่างเพียงพอ จนเขาอยู่ในระดับที่จะสามารถฝึกฝนวิชาการต่อสู้สายวิทยายุทธ์ได้แล้ว

 

ทั้งหมดของวิชาการต่อสู้สายวิทยายุทธ์ ต่างก็ถือได้ว่าเป็นเหล่าความสามารถอันยิ่งใหญ่ของผู้อาวุโสรุ่นก่อนๆ เป็นไปตามพลังจิตร่างกายของตนเอง มุ่งเน้นผ่านไปตามเส้นลมปราณ บรรจบออกมาเป็นทักษะในการต่อสู้อันพิสดาร

 

วิชาการต่อสู้ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง มันสามารถที่จะทำให้ผู้ฝึกยุทธ์สามารถใช้ออกมาด้วยพลังอันแข็งแกร่งจากพลังอันมาหาศาลได้ ที่มีพลังทำลายมากกว่าปกติอยู่หลายเท่าตัว

 

ดังนั้นวิชาการต่อสู้หากมองในมุมมองของผู้ฝึกยุทธ์ ถือได้ว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เฉกเช่นวันนี้ที่หลงเฉินสามารถฝึกฝนพลังจิตของวิชาการต่อสู้ได้ ดังนั้นจึงแทบจะอดทนรอไวไม่ไหวแล้ว

 

….

 

ไท่เสวียกู่ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของจักรวรรดิ  กินพื้นที่ยาวไปรวมสิบลี้ ซึ่งนอกเสียจากพระราชวังแล้ว ก็ถือได้ว่าเป็นตึกรามที่มีความอลังการที่สุด

 

หลงเฉินหลังจากที่ได้ถูกตรวจสอบแผ่นป้ายแล้ว ก็ได้เข้ามายังภายในไท่เสวียกู่ ตรงดิ่งเข้าไปยังตีกเรียน ที่แห่งนี้ก็คือสถานที่ไว้ “บำเพ็ญ” ในช่วงเช้าจะได้ยินเสียงสวดคำโบราณ(古论今)มาจากเหล่าผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ ทั้งยังศัพท์ในราชพิธี ทั้งยังมีการเอือนเอ่ยสุภาษิตโบราณจากเหล่าชายชราที่ฟันแทบจะร่วงออกมา

 

ในขณะที่พึ่งจะเข้ามายังตึกศึกษาอักษร ด้วยการที่มาในยามเช้า ตึกศึกษาอักษรขนาดใหญ่แห่งนี้ จึงมีเพียงเหล่าลูกขุนนางอยู่สิบกว่าคนที่อยู่ภายในเท่านั้น

 

“ฮ่าฮ่า พี่หลง ท่านมาแล้วรึ”

 

หลงเฉินพึ่งจะมาถึง วินาทีนั้นก็ได้มีเด็กหนุ่มอยู่หลายคน ทักทายกับหลงเฉินอย่างสนิทสนม

 

เด็กหนุ่มเหล่านี้ก็เป็นเหมือนกับหลงเฉินเช่นเดียวกัน ต่างก็ตรงที่มาที่ไปของพวกเขา ที่ต่างก็ไม่อาจที่จะฝึกปรือวิชาใดได้ถึงแม้จะมิได้เป็นเพื่อนที่สนิทกันมากนัก แต่ว่าก็ยังถือว่าอยู่ในโรคที่น่าสงสารนี้เช่นเดียวกัน

 

จักรวรรดิเมืองเฟิงหมิงที่เจริญเฟื่องฟูในด้านวิทยายุทธ์ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมิได้ถูกกลั่นแกล้งจนน่าสงสารเยี่ยงหลงเฉิน แต่ว่าก็มักจะถูกเย้ยหยันอยู่เป็นประจำ นี่เป็นสายตาอันเย็นเยียบที่มักมองมาที่พวกเขา

 

“ฮ่าฮ่า ท่านทั้งหลายก็มาได้เช้าเสียเหลือเกินเลยนะ” หลงเฉินยิ้มขึ้นพร้อมทั้งเอ่ยวาจาทักทายตอบ การสำเร็จการก่อรวมดารากักวายุในวันนี้ จึงได้ทำให้ภายในจิตใจเกิดความยินดีอย่างยิ่ง มันจึงมิได้ห่อเหี่ยวดั่งเช่นเมื่อวันก่อน

 

ได้ยินมาเมื่อหลายวันก่อน พี่หลงได้แสดงอภินิหารออกมา จัดการหลี่เฮ่าจนพ่ายแพ้ ช่างทำให้พวกข้ายินดีเป็นอย่างยิ่งนัก ที่แท้พี่หลงเริ่มที่จะฝึกปรือได้แล้วอย่างงั้นหรือ?” ชายหนุ่มร่างผอมคนหนึ่งก็ได้ตอบกลับมาด้วยความยกย่องอย่างถึงที่สุด

 

พวกเขาความจริงต่างก็อยู่ในระดับเดียวกันกับหลงเฉิน เมื่อได้ยินว่าหลงเฉินถึงกับสามารถล้มหลี่เฮ่าที่อยู่ในขั้นก่อพลังระดับสามลงได้ ก็ได้ตกใจขึ้นมาในเวลาเดียวกัน อีกทั้งยังเกิดความอิจฉาอยู่เล็กน้อย

 

“หึหึ ก็แค่โชคดีช่วยเท่านั้น เพียงแต่ว่าผู้น้องช่วงนี้ ได้เรียนวิชาเทพแขนงใหม่มาเท่านั้นเอง” หลงเฉินไม่คิดที่จะเอ่ยถึงประเด็นนี้ต่อไปจึงได้ตอบกลับไปอย่างมีลับลมคมใน

 

“วิชาเทพ? นั้นคืออะไรรึ?” ผลสุดท้ายก็ได้ดึงดูดสายตาของผู้คนมากมายเข้ามา ทันใดนั้นก็ได้เริ่มต้นเอ่ยถึงปัญหานี้ขึ้นมา

 

“หึหึ... เมื่อเร็วๆนี้ผู้น้องได้หนังสือล้ำค่าวิชาทำนายมาเล่มหนึ่ง หากว่าอ่านคำทำนาน ก็จะล่วงรู้ถึงจิตใจได้” หลงเฉินเอ่ยตอบกลับด้วยความลำพองอยู่เล็กน้อย

 

“ทำนาย? นั้นมีใช่เป็นของลวงโลกตามท้องตลาดหรอกงั้นรึ?”

 

“พูดเช่นนี้ก็ไม่ถูก ผู้น้องเมื่อเร็วๆนี้ได้ศึกษาวิชาทำนาย จนมีจิตใจที่หนักแน่น วันนั้นข้าพบเห็นหลี่เฮ่ามีใบหน้าดำคล้ำ คล้ายดั่งจะโชคร้าย บ่งบอกว่าจะต้องพบเจอกับคราเคราะมาถึงตัว กระนั้นข้าจึงได้ตบปากรับคำท้าดวลของเขา ส่วนผลลัพธ์ หึหึ..” หลงเฉินหัวเราะขึ้นไม่เอ่ยวาจาต่อ

 

ในเวลานี้ผู้คนที่มองมาต่างก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง พริบตานั้นแต่ละคนก็ได้จับกลุ่มคุยกันขึ้นมา “ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องจริงนะได้ยินมาว่าวันนั้นหลี่เฮ่าคล้ายกับโดนอะไรเข้าสิง พลังการต่อสู้ทั่วทั้งร่างกายยังไม่ทันจะได้ใช้ออกมา ก็ถูกพี่หลงทุบตีจนพ่ายแพ้ไปเสียแล้ว”

 

ผู้คนมากมายต่างก็ได้ยินเรื่องการต่อสู้ของหลงเฉินและหลี่เฮ่า แต่ว่าผู้คนจำนวนมาก ต่างก็เกิดความผิดหวังต่อหลี่เฮ่า อย่างไม่ทราบสาเหตุ จนผ่านมาถึงวันนี้เมื่อหลงเฉินเอ่ยขึ้น เพียงครู่เดียวผู้คนมากมายก็เริ่มที่จะประติประต่อกันขึ้นมาได้ เกี่ยวกับคำพูดของหลงเฉิน ไม่อาจที่จะไม่เชื่อได้หลายส่วน

 

“หึหึ พี่หลง ในเมื่อท่านกระจ่างแจ้งในการทำลายทายทักเช่นนี้แล้ว เช่นนั้นลองช่วยข้าดูหน่อย ว่าเพราะอะไรคู่หมั่นของข้า ถึงเอาแต่หลบเลี่ยงข้า ไม่กล้าที่จะมาพบหน้า แท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” มีอยู่คนหนึ่งที่มีเรื่องปวดหัวอยู่ก็ได้เอ่ยถามขึ้นมา

 

“ไม่มีปัญหา มามา พวกเราไปหาที่นั่งคุยกันก่อน ยืนอยู่ตรงนี้คงจะไม่เหมาะสมเท่าไร”

 

ผู้คนมากมายต่างก็มาถึงหัวมุมหนึ่ง เสาะหาโต๊ะตัวหนึ่งนั่งลงไป บนโต๊ะยังถูกจัดวางไว้ด้วยเหล่าขนมหวาน ที่ใช้ไว้รับรองเหล่าลูกขุนนาง

 

หลงเฉินชี้ไปยังขนมหวานบนโต๊ะ แล้วก็ยิ้มแล้วกล่าวให้แก่คนผู้นั้น “ลองสักชิ้นเถอะ”

 

“ได้” คนผู้นั้นก็ไม่เกรงอกเกรงใจ หยิบขนมหวานชิ้นหนึ่งขึ้นมากิน ผู้คนมากมายต่างก็มองไปที่หลงเฉินอย่างไม่อาจเข้าใจได้

 

“รสชาติเป็นยังไงบ้าง?”

 

“ยอดเยี่ยมเลย”

 

“ต้องการอีกสักชิ้นหรือเปล่า?”

 

“ดี”

 

คนผู้นั้นก็ได้หยิบขนมหวานขึ้นมาอีกชิ้นหนึ่ง อ้าปากกว้างแล้วกินเข้าไป ทว่าเมื่อกินไปได้คำหนึ่ง ทันใดนั้นทั่วทั้งใบหน้าก็ได้อ้าปากค้างตาทอประกายขึ้นมา หันไปคารวะแล้วกล่าวต่อหลงเฉิน “ขอบคุณพี่หลงที่ชี้แนะ ผู้น้องเข้าใจอย่างกระจ่างแล้ว แท้จริงแล้วเป็นเพราะผู้น้องโลภมากจนเกินไป พี่หลงยังเตือนสติผู้น้อง เกิดเป็นคนยังไงเสียก็ต้องรู้จักคำว่าพอใช่หรือไม่?”

 

ผู้คนมากมายต่างก็มองไปหลงเฉินด้วยใบหน้าที่นับถือ คิดไม่ถึงว่าหลงเฉินจะลวงรู้หรือหลักการและเหตุผลได้ลึกล้ำถึงเพียงนี้ ถึงกับใช้เพียงขนมหวานเล็กๆเพียงชิ้นเดียว ก็สามารถที่จะทำให้ผู้คนเข้าใจได้

 

จากนั้นหลงเฉินก็ได้ส่ายหัวถอนลมหายใจแล้วกล่าว “เจ้าผิดแล้ว ที่ข้าคิดที่จะเตือนเจ้าก็คือ เจ้าที่อ้วนถึงขนาดนนี้ ยังจะกินอย่างเอาเป็นเอาตาย จนประตูก็เกือบจะเข้าไม่ได้แล้วต่างหาก”

 

“คู่หมั่นเจ้าเพียงแต่เอาแต่หลบเลี่ยงเจ้า มิได้ถอนหมั่นกับเจ้า ก็ถือได้ว่าเป็นบุญวาสนาที่สวรรค์ประทานมาให้แล้ว เจ้าทราบหรือยัง”

 

“ก็ด้วยรูปร่างในตอนนี้ของเจ้า ไม่ว่าจะเป็นหญิงสาวคนใดที่ได้นอนอยู่ข้างกายของเจ้า ต่างก็ต้องตกใจจนไม่กล้าที่จะหลับนอนด้วย กลัวว่าถ้าเจ้าเพียงแค่พลิกตัว จนทับจนชาวบ้านกลายเป็นภาพวาดแล้ว”

 

คนผู้นั้นใบหน้าแดงก่ำขึ้นมา  เมื่อได้ผ่านการเตือนสติจากหลงเฉิน ก็มองไปที่ตนเองที่มีรูปร่างสูงใหญ่อ้วนท้วม ก็รู้สึกได้ว่าตนองคล้ายกับว่ามีส่วนที่อ้วนขึ้นมาอยู่เล็กน้อย

 

“เจ้าอ้วน เจ้าก็อย่าได้มาผลาญเวลาอันมีค่าของพี่หลงแล้ว รีบกลับไปลดความอ้วนเถอะ พี่หลง หึหึ ท่านดูที่โหงวเฮ็งข้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ชายหนุ่มร่างผอมอีกทางด้านหนึ่งก็ได้กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยกย่องออกมา

“ใช่แล้ว” หลงเฉินขมวดคิ้วมองไปที่เรื่องราวของเขา จากนั้นก็เอ่ยขึ้นมาได้เพียงครึ่งประโยค “เมื่อได้ดูดวงของเจ้าช่วงก่อนอายุสามปี จะได้รับความตระกำลำบาก ทว่ายังดีที่ หลังจากอายุสามสิบ ……”

 

คนผู้นั้นก็ได้ร้องขึ้นมาอย่างยินดี “ที่แท้หลังจากอายุสามสิบ ข้าก็จะได้รับโชคลาภอันเช่นนั้นงั้นหรือ?”

 

“ไม่ หลังจากอายุสามสิบ เจ้าก็จะค่อยๆเคยชินขึ้นมา” หลงเฉินตอบ

 

คนผู้นั้น “ …… ”

 

ผู้คนมากมายต่างก็อดที่จะหัวเราะฮ่าฮ่ายกใหญ่ไม่ได้ ในตอนที่ทุกผู้คนกำลังหัวเราะกันอยู่ พริบตานั้นก็ได้มีสายตาคู่หนึ่งมองมาด้วยความอาฆาต มองเข้ามาทางด้านนี้ จนทำให้เสียงหัวเราะของผู้คนมากมายต้องหยุดเงียบลง

 

หลงเฉินรับรู้ได้ตั้งแต่แรก จึงได้หันหน้ามองกลับไป เพียงเห็นดวงตาทั้งสองของหลี่เฮ่าประดุจดั่งอาวธที่คมกล้าก็มิปาน  จ้องมองไปอย่างดุร้ายไปที่หลงเฉิน

 

“คุณชายใหญ่หลี่ อาการบาดเจ็บของเจ้าดีขึ้นแล้วงั้นรึ? เป็นที่น่ายินดีอย่างแท้จริง เพียงแต่ว่าอาการบาดเจ็บเมื่อครั้งที่แล้วได้ดีขึ้น อาการบาดเจ็บของครั้งต่อไปจะเป็นอย่างไรกัน?” หลงเฉินถามตัดบทกลับไป

 

สีหน้าของหลี่เฮ่าชาด้านขึ้นมา เขาที่ถูกหามกลับไปยังฉวน อีกทั้งทั่วทั้งใบหน้ารวากับถูกหลงเฉินใช้แผ่นไม้ทุบเข้าไปก็มิปาน

 

ตระกูลหลี่ได้เร่งรีบเสาะหาเรียนเชิญเย่าซือที่ทราบการปรุงยามา ทั้งยังต้องสูญเสียเงินทองไปมากมายมหาศาล จึงค่อยฟื้นฟูหลี่เฮ่ากลับมาดั่งเดิมได้ 

 

ไม่อาจกล่าวได้ว่า มีเงินนั้นเป็นเรื่องดี ภายในช่วงเวลาอันสั่น หลี่เฮ่าก็มิได้มีความแตกต่างจากบุคคลทั่วไปแต่อย่างไร

 

แต่ว่าวันนี้เมื่อผ่านการเตือนของหลงเฉิน หลี่เฮ่าก็ราวกับมีปฏิกิริยาตอบสนองขึ้นมาในทันทีก็มิปาน บริเวณช่วงล่างยังคงเกิดความเจ็บปวดขึ้นมาเป็นสาย ราวกับหวนนึกถึงเมื่อครั้งที่หลงเฉินได้ใช้ฝ่าเท้าข้างนั้นเหยียบลงไป

 

เท้าข้างนั้นของหลงเฉินได้เหยียบลงไปอย่างโหดร้าย เกือบที่จะทำให้เขาพิการไปได้ สิ่งทำให้เขารู้สึกหมั่นเขี้ยวขึ้นมาก็คือในช่วงเวลาที่เขาถึงหาบกลับไปยังภายในฉวนนั้นเอง จึงได้พบว่า ไข่ของเขาได้หายไปก้อนหนึ่ง

จนทำให้คนในฉวนต้องเร่งรีบติดตามกลับไปที่เวทีประลอง แต่ก็กลับพบว่าเวทีประลองได้ถูกทำความสะอาดไปอย่างเรียบร้อยแล้ว กล่าวกันว่าไข่ใบนั้น ได้ถูกสุนัขคาบจากไปแล้ว

 

เมื่อตอนที่หลี่เฮ่าได้ตื่นขึ้นมา ก็ได้ยินข่าวลือนี้ โกรธจนเกือบที่จะสลบกลับไปอีกครั้ง แต่ว่าก็ไม่อาจที่จะย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงได้ ต่อให้ผู้หลอมโอสถเก่งกาจกว่านี้ ก็ไม่อาจที่จะทำให้ไข่อีกลูกฟื้นคืนกลับมาได้ใหม่

 

ถึงแม้การเดินเหินจะได้ แต่ก็ไม่อาจวิ่งได้ แต่ว่าความจริงที่ว่าสิ่งของนั้น จะได้ลดน้อยลงไปหนึ่งอย่าง นี่มันเป็นสิ่งที่เขายอมรับไม่ได้เช่นกัน

 

ทั้งในวันนี้หลงเฉินก็ได้เอ่ยขึ้นมา สีหน้าก็ได้ปั้นยากขึ้นมาอย่างถึงที่สุด มองไปทางหลงเฉินอย่างเอาเป็นเอาตาย ขบเคี้ยวเขี้ยวฟันแล้วกล่าวตอบ “หลงเฉินเจ้าลูกชู้ ข้าต้องการสู้กับเจ้าที่เวทีประลองเป็นตายอีกครั้ง เจ้ากล้ารับคำท้าหรือไม่?”

 

หลงเฉินความจริงที่กำลังยิ้มหึหึอยู่บนใบหน้า ก็ได้หยุดลงไปในทันที การเรียกขานเช่นนี้ถือได้ว่าการเหยียดหยามอย่างถึงที่สุด อีกทั้งยังเป็นการเหยียดหยามมารดาของเขาเองด้วย

 

“ความจริงก็ไม่ได้คิดที่จะเอาให้ถึงตายหรอกนะ ในเมื่อเรื่องนี้ยังทำให้เจ้าปวดหัวจนยังคิดไม่ตก ข้าก็จะทำให้เจ้าสมความปรารถนาเอง”

 

“ ยังคงเป็นคำกล่าวเดิม ข้าต้องการเพิ่มเงื่อนไข ”

 

หลงเฉินมองไปที่หลี่เฮ่า ในเมื่อเจ้าอยากตาย จะตายก็ต้องตายไปให้มันมีราคาหน่อยถึงจะดี ในเมื่อต่างก็เป็นคนในบ้านเมืองเดียวกัน เขาอดที่จะมองไปที่หลี่เฮ่าไม่ได้ จะให้ตายจนไม่เหลือแม้แต่ขนเพียงเส้นเดียว

 

“ได้ ไม่ว่าเจ้าต้องการจะพนันมากน้อยแค่ไหน ข้าหลี่เฮ่าจะรับปากก็ถือว่าได้แล้ว”

ภายในใจก็ได้ปรากฏเสียงหัวเราะอย่างเย็นเยียบขึ้นมา ต่อให้เพิ่มข้อต่อรองมากขึ้นอีก เจ้าก็ไม่มีชีวิตให้ใช้ได้อีกแล้ว ครั้งที่แล้วหลี่เฮ่าเพียงแต่ได้ใจ เลยถูกหลงเฉินได้กำไรไป จึงได้พบกับความพ่ายแพ้เช่นนี้ เขาแน่ใจว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องผิดพลาดเช่นนั้นกับตนเองอีกอย่างแน่นอน

 

ในครั้งนี้ย่อมไม่เหมือนกับครั้งที่แล้ว ที่เขาบอกไปเป็นการต่อสู้ที่เดิมพันด้วยชีวิต และเมื่อครั้งที่แล้วเป็นเพียงการต่อสู้ ถึงแม้ว่าการสู้จนอีกฝ่ายตายลงก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรับผิดชอบ แต่ว่าขอเพียงอีกฝ่ายยอมแพ้ ก็จะไม่อาจตามไปเอาเรื่องเอาอีกฝ่ายได้

 

แต่ว่าการประลองเป็นตายนั้นไม่เหมือนกัน เมื่อทั้งสองขึ้นไปยังบนเวที ก็เปรียบเสมือนดั่งเอาชีวิตขึ้นไปแลก ต่อให้ยอมแพ้ก็ไม่มีประโยชน์อันใด ทางฝ่ายของผู้ชนะ สามารถจัดการควบคุมความเป็นตายของอีกฝ่ายได้ตามอำเภอใจ  

 

“ได้ พรุ่งนี้กลางวันยามสาม พวกเราไปพบกันที่บนเวทีเป็นตาย” หลี่เฮ่าหัวเราะเสียงเย็นเยียบขึ้นมา มองดูหลงเฉินคล้ายกับคนที่ตายไปแล้วก็มิปาน

 

หลงเฉินก็ได้ยิ้มเยาะขึ้นในใจ ในวันนี้จะเป็นเวลาที่ข้าจะเชือดไก่ให้ลิงดูเอง พบว่าหลี่เฮ่าต้องการจะจากไป หลงเฉินก็หัวเราะและกล่าวอย่างเยียบเย็น “เวลาเดินก็ระวังด้วยละ อย่าได้หกล้มเอาได้”

 

ได้ยินคำพูดของหลงเฉิน  หลี่เฮ่าที่ได้หันกายเดินจากไปแล้ว ก็ได้เกิดอาการสั่นเทาขึ้นทั่วทั้งร่างกาย สีหน้าก็ได้เปลี่ยนแปลงกลับกลาย เขาย่อมทราบถึงความหมายในคำพูดของหลงเฉิน

 

เมื่อได้สูดลมหายใจเข้าออกคำหนึ่ง ก็เหมือนกับมิได้ยินคำพูดของหลงเฉินก็มิปาน ค่อยๆเดินออกไปอีกทางด้านของตึกศึกษาอักษรอย่างช้าๆ

 

แต่ว่าคำพูดของหลงเฉิน เป็นเหมือนดั่งเข็มเงินเล่มหนึ่งก็มิปาน เสียดแทงเข้าไปยังความรู้สึกของเขาได้อย่างพอดิบพอดี สัมผัสของเมื่อตอนที่นยกเท้าขึ้น ก็จะทำให้เกิดความทรงจำขึ้นมาภายในจิตใจ

 

เขาคิดที่จะเดินจากไปเหมือนไร้เรื่องราว แต่ว่าเมื่อเขายิ่งคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไร ก็ยิ่งเดินได้ไม่เหมือนปกติมากขึ้น จนำให้ผู้คนทั้งหมดมองไปที่เขาอย่างสงสัย

 

เมื่อได้มองการเดินที่คล้ายกับเป็ดของหลี่เฮ่าจากไปไกล ข้างกายของหลงเฉินก็ได้มีอยู่คนหนึ่ง เอ่ยเตือนสติขึ้นมาอย่างระมัดระวัง “พี่หลง ท่านไปตอบรับเขาทำไมกัน นั้นเป็นการประลองเป็นตายเลยนะ ถึงกับเอาชีวิตคนเลยนะ”

 

“ช่างมันเถอะ วันนี้ข้ามองไปที่หว่างคิ้วของเขาแล้วมีรังสีพลังหยินอยู่สายหนึ่ง ทั้งยังเต็มเปี่ยมไปด้วยรังสีแห่งความตาย เหมือนดั่งมีพญามัจจุราชคอยติดตามเอาชีวิตอยู่ เขามีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงวันมะรืนหรอก ใช่แล้ว ข้ามีอยู่เรื่องหนึ่ง หวังว่าท่านทั้งหลายพอจะช่วยเหลือได้” หลงเฉินกล่าวจบ ก็ได้มองไปทั้งหลายคนแล้วกล่าวอันใดขึ้นมาอยู่เล็กน้อย

 

ผู้คนมากมายต่างก็สบตามองกัน ท้ายที่สุดคนที่ถูกเรียกว่าเจ้าอ้วนก็ได้กัดฟันขึ้นมาแล้วกล่าว “พี่หลง ในเมื่อเจ้าเอ่ยปากขอร้องมาแล้ว เงินที่ข้าเก็บเอาไว้มาทั้งหมดท่านก็เอาไปให้หมดเถอะ”

 

กล่าวจบก็ได้ยื่นบัตรใสใบหนึ่งให้กับหลงเฉิน หลงเฉินคิดไม่ถึงว่าเจ้าอ้วนคนนี้ถึงกับใจกว้างถึงขนาดนี้ บนบัตรถึงกับมีมากถึงแปดหมื่นตำลึงทอง

 

ถึงแม้ว่าพวกเขาต่างก็เป็นเหล่าลูกขุนนางเช่นเดียวกัน แต่ว่าโดยส่วนมากต่างก็เป็นเพียงแค่ชาติกำเนิด มิได้รับการใส่ใจเท่าที่ควร เงินทองเหล่านี้ เมื่อมองในด้านของเจ้าอ้วน ก็คือได้ว่าเป็นเงินที่เก็บออมมาทั้งชีวิตเลย

 

“ให้ตายเถอะ ที่ข้านี้ก็มีอยู่หกหมื่น เอาไปสิ”

 

“ส่วนมีอยู่น้อยหน่อย มีเพียงแค่สามหมื่น พี่หลงนี้คงสุดความสามารถของข้าแล้วละ”

 

“ที่ข้านี้ ……”

 

หลงเฉินความจริงยังคิดว่า หยิบยืมจากพวกเขาจะได้เพียงแค่หนึ่งหมื่นกว่าพันกว่าตำลึงก็ถือได้ว่าไม่น้อยแล้ว คิดไม่ถึงว่าพวกเขาถึงกับให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ขนาดนี้

 

“ทุกท่าน ถ้าเกิดข้าตายไป เงินเหล่านี้ของพวกท่านก็จะกลายเป็นสูญเปล่าแล้วนะ” หลงเฉินมองไปที่บัตรใสท่ามกลางฝ่ามือ อดไม่ได้ที่จะกล่าวเตือนสติขึ้นมา

 

“พี่หลงกำลังดูถูกพวกเราอยู่งั้นหรือ? พวกเราต่างก็ไม่อาจที่จะฝึกปรือได้  พี่หลงท่านกล้ารับคำท้าประลองเป็นตายกับพวกเขา พวกเราถึงแม้จะไม่มีความกล้าเช่นนั้น แต่ว่าก็เพียงสามารถสนับสนุนได้เพียงแค่นี้ ยังพอที่จะรับได้อยู่”

 

หลายคนเมื่อเห็นหลงเฉินตอบตกลงคำท้าดวลประลองเป็นตายกับหลี่เฮ่า ก็เก็บอาการความรู้สึกที่ดั่งมีศัตรูคนเดียวกันเอาไว้ไม่อยู่ พบว่าหลงเฉินขอความช่วยเหลือ ห้วงสมองก็ร้อนวูบขึ้นมา ไม่ว่าสิ่งใดก็ไม่สนใจอีกแล้ว

 

หลงเฉินพยักหน้า น้ำใจในครั้งนี้จะขอจดจำจนขึ้นใจ ในมือที่มีอยู่ถึงสองแสนกว่าตำลึงทอง เพียงพอที่จะให้เขาทำอะไรต่อมิอะไรได้แล้ว

 

ในเวลาเช่นนี้ ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นมา มีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามายังตึกศึกษาอักษร ตึกศึกษาอักษรที่ความจริงกำลังคึกครืนกันอยู่ ก็ได้เงียบกริบลงไปในทันที

.

.

 

.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




NEKOPOST.NET