[นิยายแปล]Nine Stars Tyrant Body Arts ตอนที่ 2 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล]Nine Stars Tyrant Body Arts

Ch.2 - คนถ่อยที่น่ารังเกียจ


ตอนที่     2                              คนถ่อยที่น่ารังเกียจ

 

 

 

ยาเหลวซึมเข้าสู่กลางท้อง หลงเฉินเร่งรีบใช้ออกด้วยจิตสำนึกดูดซับชี้นำ จนทำให้ยาเหลวแตกออก ซึมเข้าไปยังมือเท้าทั้งสี่เส้นเลือดนับร้อย

 

ผู้ฝึกยุทธ์ปกติธรรมดาจะดูดซับวัตถุยา ต่างก็ต้องซึมเข้าไปยังใจกลางของจุดตันเถียน จากนั้นค่อยกระจายออกไปทั่วทั้งร่างกาย แต่ว่าหลงเฉินไม่มีรากจิต จุดตันเถียนก็มีแต่ความว่างเปล่าเท่านั้น ไม่มีวิธีความสามารถที่จะเก็บกักเอาไว้ได้

 

มีเพียงแต่นำฤทธิ์ยากระจายออกไปทั่วทั้งร่างกายแต่ละส่วน ถึงแม้ว่าวัตถุยาเหล่านี้จะเป็นเพียงยาสมุนไพรธรรมดาสามัญ แต่ว่าเมื่อผ่านการผสมมาจากหลงเฉิน ก็จะสามารถดึงผลลัพธ์ของยาจนมาถึงในระดับที่มีประสิทธิ์ภาพที่สุด

 

เมื่อฤทธิ์ยาได้ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกาย เส้นขนนับไม่ถ้วนก็ได้เปิดขึ้นอย่างช้าๆ ในทุกๆอนู คล้ายกับมีคนที่เกือบจะหายใจไม่ออกก็มิปาน ดูดซับพลังจิตท่ามกลางสภาวะฟ้าดินอย่างบ้าคลั่ง

 

 “  ตูม  “

 

ภายในร่างกายหลงเฉินก็ได้มีส่งร้องดังขึ้นมา ความจริงที่เส้นชิงหลอ(ชิงหลอ)ที่กำลังปิดอยู่ก็ได้ถูกเปิดออก หลงเฉินร้องเสียงชิชิชะชะออกมาอย่างอดไม่ได้

*ชิงหลอ=ช่องเล็กและช่องสำคัญในร่างกาย

 

ผู้อื่นทำการบำเพ็ญ ต่างก็ต้องใช้พลังจากจุดตันเถียน แล้วจึงค่อยๆเปิดสู่เส้นชิงหลอ แล้วจึงค่อยๆเป็นค่อยๆไปตามลำดับ ไม่ได้มีความเจ็บปวดแต่อย่างไร

 

แต่ว่าหลงเฉินทำไม่ได้ เขาจำเป็นที่จะต้องหยิบยืมพลังจากภายนอก ดุจดั่งการเคลื่อนย้ายน้ำในมหาสมุทรยกมายังท้องนา ที่มีพลังมหาศาลและรุนแรง ไม่ใช่คนโดยทั่วไปจะสามารถทานรับไว้ได้

 

 “  เจ็บจริง เยี่ยม  ความเจ็บปวดนี้ข้าจดจำไว้แล้ว  “  หลงเฉินขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ถ้าหากมิใช่มีคนช่วงชิงรากจิตของตนเองไป เขาจะยังต้องมาใช้วิธีการบ้าบิ่นเช่นนี้ได้อย่างไรกัน ?

 

 “  ตุบตุบตุบ ……  “

 

ภายในร่างกายของหลงเฉินคล้ายดั่งจะระเบิดออกมา จุดชิงหลอถูกเปิดขึ้นมาทีละอันทีละอัน ทุกครั้งที่มีการเปิดขึ้นของเส้นชิงหลอ หลงเฉินจะต้องได้รับความเจ็บปวดเช่นนี้ติดต่อกันทุกครั้ง

 

เมื่อเส้นชิงหลอทั่วร่างถูกเปิดขึ้น หลงเฉินก็เกือบที่จะสลบไป พักฟื้นถึงหนึ่งชั่วยามเต็มๆ  หลงเฉินจึงได้ค่อยฟื้นกลับมา

 

ความเจ็บปวดเช่นวันนี้ก็ได้ผ่านไป  หลงเฉินรู้สึกได้ว่ารูขุมขนทั่วร่างต่างก็ได้ถูกเปิดออก  ตัวเองหายใจเข้าออกอย่าผ่อนคลาย  พลังจิตของฟ้าดินที่มองเห็น  ก็ได้ค่อยๆถูกตัวเองดูดซับเข้าไป

 

 “  ยอดมาก เส้นชิงหลอถูกเปิดแล้ว ในที่สุดก็สามารถบำเพ็ญได้เสียที  “

 

หลงเฉินสัมผัสร่างกายอยู่ครู่หนึ่ง  เส้นชิงหลอในสายตาก็ได้ถูกเปิดขึ้น  สามารถผ่านเข้ารูขุมขน  ดูดซับพลังจิตฟ้าดินด้วยตัวมันเอง  บ่มเพาะร่างกาย  ให้ร่างกายเปลี่ยนเป็นแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก

 

ในวันนี้ถึงแม้ว่าจะพึ่งได้เปิดเส้นชิงหลอไป แต่ว่าเมื่อพลังจิตได้ถูกผ่านการเปลี่ยนแปลง ทั่วร่างหลงเฉินก็ได้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอันมหาศาล

 

 “ ซูม “

 

หมัดหนึ่งได้พุ่งออกไป  ก็ได้มีเสียงที่ลู่ไปตามลม  บนใบหน้าหลงเฉินก็ได้มีรอยยิ้มขึ้นมา  ความเจ็บปวดนี้  ไม่ได้เสียเปล่า

 

คนธรรมดาที่บำเพ็ญ จะต้องเข้าสู่ขอบเขตสัมผัสพลังก่อน หลังจากที่สัมผัสได้ถึงพลังจิตแล้ว จึงจะสามารถเข้าสู่ขอบเขตรวมพลังได้

 

และหลงเฉินที่เดินผ่านจุดสูงสุด ผ่านวิถีอีกขอบเขต ผ่านพ้นการใช้ยาผ่านรูขุมขน ดึงซับพลังจิตแห่งฟ้าดินเข้ามา ทะลวงผ่านเส้นชิงหลอ เข้าสู่ในขอบเขตก่อพลัง( จวีชี่聚气/รวมพลัง )

 

ทว่าด้วยการชี้นำสู่ขอบเขตก่อพลังร่างกายของหลงเฉินก็จำต้องถูกบ่มเพาะจนแข็งแกร่งขึ้นอีกระดับ เข้าสู่ขอบเขตระดับก่อพลัง  เพราะว่าไม่ได้มีจุดตันเถียน จึงไม่อาจที่จะผนึกรวมพลังเอาไว้ได้ ดังนั้นเขาจึงมิอาจที่จะเข้าสู่ขั้นก่อรวมพลังอย่างแท้จริงได้

 

 “ ปัจจุบันแม้ว่าจะฝืนทะลวงพลังเข้าผ่านเส้นชิงหลอ แต่ว่าภายในจุดตันเถียนไม่อาจที่จะกักเก็บพลังแท้เอาไว้ได้  แม้ต้องสู้กับผู้คน ถ้าถูกยื้อเวลาไว้นาน ก็ยังคงไม่ไหวอยู่ดี  “

 

ท่ามกลางในความทรงจำของหลงเฉินที่ค้นหาอยู่ถึงครึ่งวัน ทันใดนั้นภายใต้ศิลปะการหลอมโอสถนับไม่ถ้วน ก็ได้พบวิทยายุทธ์แขนงหนึ่งภายในความทรงจำ—— เคล็ดกายานวดารา(九星霸体决)

 

สิ่งที่ทำให้หลงเฉินเกิดความยินดีก็คือ เคล็ดพลังกายเก้าดวงดาว กล่าวอย่างง่ายดายก็คือทำให้เขาสามารถควบคุมพลังในร่างกายเอาไว้ได้ มันยังมีความสามารถอันลี้ลับอยู่อีกชนิดหนึ่ง คือการเบิกพลังลี้ลับที่ซ่อนเร้นเอาไว้ของมนุษย์ การฝึกมันไม่จำเป็นต้องผ่านจุดตันเถียน แต่เป็นนวดารา (九星 จิ่วซิง)

 

นวดาราก็คือร่างกายของมนุษย์ ความลี้ลับที่ซ่อนเร้นไว้อยู่ทั้งเก้า ถ้าหากเบิกความอันลี้ลับที่ซ่อนเร้นทั้งเก้า ก็เหมือนดั่งการเบิกจุดตันเถียนทั้งเก้า เมื่อมองถึงความข้อนี้ ก็แทบจะทำให้หลงเฉินแทบกระโดดขึ้นมาด้วยความลิงโลด

 

ทว่ามองไปถึงภายหลัง ก็ได้เกิดความหนาวเย็นขึ้นมาภายในจิตใจของหลงเฉิน นั้นก็คือการฝึกปรือเคล็ดวิชากายเก้าดวงดาวนั้น จำเป็นที่จะต้องผลาญยาโอสถอย่างนับไม่ถ้วน

 

ประกายดาราดวงที่หนึ่ง —— การก่อรวมของคลังดาราวายุ ทั้งยังต้องเผาผลาญพลังความสามารถไปมากมายนับไม่ถ้วน พลังความสามารถเหล่านั้น ถ้าหากรากฐานแห่งแสงถูกพลังภายนอกดึงดูดไป ต่อให้ผ่านพ้นไปอีกร้อยปี ก็อย่าได้หวังที่จะรวมได้อีกครั้ง

 

ต้องการที่จะก่อพลังดาวดวงที่หนึ่ง จำเป็นต้องใช้ยาโอสถ อีกทั้งในด้านของปริมาณยังถือได้ว่าพอที่จทำให้ผู้คนตกใจได้อีกด้วย มิเช่นนั้นคงจะไร้หนทางในการฝึกปรือได้

 

แต่ว่าปัจจุบันสถานะของบ้านตระกูลหลงถือได้ว่าขาดสน แทบจะไม่อาจที่จะสามารถซื้อยาโอสถมาได้มากมายนัก ยิ่งไปกว่านั้นยาลูกชิ้นที่เขากินไป ยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นยาโอสถได้เลย

 

 “  ต้องหาวิธีหาเงินหน่อยถึงจะได้แล้ว  “

 

หลงเฉินไตร่ตรองอยู่สักพัก เปลี่ยนเสื้อผ้าบนร่างกาย ออกไปจากประตูห้อง ในเวลานี้ได้ผ่านไปจนถึงกลางวันแล้ว แต่ว่าตำหนักจวนขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ถึงกับมีเงาของผู้คนเพียงแค่ไม่กี่คน เป็นที่ชัดเจนถึงความน่าเศร้าสลดยิ่งนัก

 

บิดาแท้ๆของหลงเฉินคือขุนนางจงหยวน(ขุนนางฝ่ายบู๊) อยู่แต่ภายนอกมาตลอด หลายปีที่ผ่านมานี้ หลงเฉินสองแม่ลูก ได้รับการดูแคลนเหยียดหยามจากผู้คนมากมาย แม้ว่าจะมีตำแหน่งบรรดาศักดิ์ เมื่อผ่านพ้นไปเนิ่นนานก็ยังคงยากแค้นอย่างที่สุด ทั่วทั้งตำหนักจวน มีเพียงคนรับใช้สิบกว่าคนเท่านั้น นั้นก็เพราะว่าถ้ามีคนจำนวนมาก พวกเขาก็เลี้ยงไม่ไหว

 

สามารถกล่าวได้ว่าในบรรดาท่ามกลางผู้มีบรรดาศักดิ์ชั้นสูงทั้งหมด ตระกูลหลงถือได้ว่าตระกูลที่คดแค้นมากที่สุด เมื่อหลงเฉินได้กำเนิดเกิดมา ความยากจนก็ได้เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น

 

จักรวรรดิเมืองเฟิงหมิงเจริญเฟื่องฟูในด้านวิทยายุทธ์ ทุกคนต่างก็มีวิทยายุทธ์ แต่ว่าหลงเฉินกลับกลายเป็นสิ่งแปลกแยก ไร้หนทางที่จะฝึกยุทธ์ อีกทั้งนั้นยังกายเป็นตัวแทนของสิ่งที่น่าขบขันของผู้คนมากมายอีกด้วย

 

และสิ่งที่แตกต่างจากหลงเฉินก็คือ บิดาของหลงเฉินเทียนเซียว กลับเป็นถึงยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งยุค รักษาสุดเขตแดนรกร้าง ถึงแม้จะต้องเผชิญกับชนเผ่าดุร้าย ก็ไม่ให้ถูกย่างกรายเข้ามายังจักรวรรดิเมืองเฟิงหมิงแม้เพียงครึ่งก้าว

 

หลงเทียนเซียวคือแม่ทัพเทพอันดับหนึ่งแห่งจักรวรรดิเมืองเฟิงหมิง และหลงเฉินกลับกลายเป็นเจ้าไร้ประโยชน์ที่ไม่อาจที่จะสัมผัสได้ถึงพลัง ไม่อาจที่จะไม่ทำให้ผู้คน ต้องรู้สึกได้ว่าบิดาพยัคฆ์กลับมาบุตรสุนัขได้

 

มีผู้คนมากมายต่างก็เย้ยหยันเขา หลงเฉินก็ยังไม่เก็บมาใส่ใจ แต่ว่าเมื่อหลายวันก่อน บุตรชายของขุนนางฝ่ายการคลังโจวเย้าหยาง กลับหัวเราะเยาะหลงเฉินว่าเป็นลูกนอกสมรสของหลงเทียนเซียว

 

หลงเฉินจึงได้มีความโกรธแค้นพุ่งขึ้นมา นั้นก็เป็นเหมือนดั่งการบ่งบอกว่ามารดาของเขานั้นคบชู้ ในช่วงเวลานั้นก็กลายเป็นเหมือนถูกความโกรธแค้นเข้าครอบงำอยู่ภายในใจของหลงเฉิน ถึงแม้ว่าจะต้องสู้กันขึ้นมากับอีกฝ่ายก็ตาม

 

แต่ว่าฝ่ายตรงข้ามกลับเป็นยอดฝีมือที่มีพลังก่อรวมถึงขั้นที่เจ็ดแล้ว เขาเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่แม้แต่พลังก็ยังไม่เคยสัมผัสได้ แทบจะเป็นสิ่งที่ตนเองไม่อาจที่จะใคร่คว้าได้

 

ดังนั้นหลังจากนั้นหลงเฉินจึงได้ถูกทุบตีจนสลบดั่งตายลง ข่าวที่ถูกส่งกลับมายังตระกูลหลง  นับตั้งแต่ช่วงเวลาแรกหลงเฉินก็ได้กลายเป็นประเด็นหัวเราะภายในจักรวรรดิ

 

เมื่อออกมาจากตำหนักจวนแล้ว หลงเฉินก็มีความตั้งใจที่จะไปตรอกร้อยสมุนไพร ที่แห่งนั้นถือได้ว่ามีสมุนไพรมีค่ามากมายหลากหลายชนิด เขาจำเป็นที่จะต้องมีความเข้าใจถึงสภาพแวดล้อมโดยรวมของสมุนไพรเหล่านี้

 

ตลอดรายทางมีผู้คนไม่น้อย มองเห็นหลงเฉินเดินออกมา ก็อดไม่ได้ที่จะจิ่มๆชี้ๆจากทางด้านหลัง หลงเฉินรู้สึกเคยชินกับเรื่องราวเหล่านี้ไปแล้ว

 

ในเวลาเดียวกันก็ได้เกิดเสียงหัวเราะเย็นเยียบภายในใจ บิดาในดวงใจของตนเองกลับกลายเป็นที่ขบขัน บิดาของตนเองรักษาเขตชายแดนเอาไว้ เพื่อที่จะให้ทั่วทั้งจักรวรรดิเมืองเฟิงหมิงไม่ได้รับผลกระทบใดๆจากข้าศึก

 

แต่ว่าได้รับสิ่งใดนั้น ? พวกเขาสองแม่ลูกกลับถูกการดูถูกดูแคลนมามากามายนับไม่ถ้วน ตนเองเกือบที่จะทุบตีจนตาย นี้คือสิ่งที่ได้รับการตอบแทน ? กลุ่มคนที่ได้ถูกบิดาช่วยเหลือเอาไว้ ก็ได้ดูแคลนตนเองยิ่งไปกว่านั้น นี้คือการตอบแทนงั้นหรือ ? 

 

หลงเฉินเดินเร็วขึ้น แม้ว่าเขาจะไม่กลัวที่จะถูกมองดูเช่นนี้ แต่ว่าก็ยังมีความรู้สึกที่ไม่ชื่นชอบอยู่ส่วนหนึ่ง แต่ว่าในช่วงเวลานี้ เส้นทางที่เขากำลังไปกลับถูกคนขวางเอาไว้

 

 “  เอ๊ะ นี้มิใช่องค์ชายหลงเฉินหรอกหรือ ? ได้ยินมาว่าถูกทุบตีจนมารดาตนเองก็ยังจำไม่ได้แล้ว วันนี้ทำไมจึงได้มากระโดดโลดเต้นออกมาได้กันเล่า  “   

 

ที่ด้านหน้าหลงเฉิน ก็ได้มีเด็กหนุ่มสวมชุด*มั่งมี(华服)อายุสิบหกสิบเจ็ดปี นำพาผู้คุ้มกันมาด้วยสองคน กำลังใช้ใบหน้าเย้ยหยันมองไปทางด้านของหลงเฉิน

*มาร์คไว้ก่อนคิดคำไม่ออก

 

คนผู้นี้ที่มีบรรดาศักดิ์ของบ้านขุนนางเช่นเดียวกัน มีนามว่าหลี่เฮ่า ทว่าตำแหน่งบรรดาศักดิ์ก็มิได้สูงมากมาย ในด้านบรรดาศักดิ์คนชั้นสูงก็แทบจะไม่อาจเปรียบได้กับหลงเฉินเลย แต่ว่าในจักรวรรดิเมืองเฟิงหมิง ทั้งบรรดาศักดิ์และยศถาต่างก็เป็นสิ่งที่ต้องการ เป็นเหมือนดั่งขุมพลังที่มีความสำคัญ

 

หลี่เฮ่าในเวลานี้ได้ยืนขวางรั้งเอาไว้บนถนนอย่างพอดิบพอดี ถ้าหากหลงเฉินคิดที่จะผ่านไป จำเป็นที่จะต้องผ่านร่างกายขอคนผู้นี้เข้าไป

 

ถ้าหากเปลี่ยนเป็นหลงเฉินก่อนหน้า คงจะหันหน้าเดินเดินกลับไปแล้ว แต่ว่าหลงเฉินในวันนี้กลับมองไปที่หลี่เฮ่า ส่ายหน้าไปมา ถอนหายใจออกคำหนึ่งแล้วกล่าว 

 

 “  ผู้คนก็บอกกล่าวกันว่าสุนัขที่ดีไม่ขวางถนนหนทาง ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่ใช่สุนัขที่ดีอะไรนะ  “  

 

 “ หลงเฉิน ดูเหมือนว่าครั้งที่แล้วเจ้ายังถูกสั่งสอนมาไม่พอหรอกหรือ ยังคิดอยากจะถูกทุบตีจนตายกลับไปงั้นหรือ สติเลอะเลือนไปแล้วหรืออย่างไร ?  “  หลี่เฮ่าได้เปลี่ยนใบหน้าเป็นขาดซีดคราหนึ่ง ยิ่งกล่าวคำพูดดูถูกเย้ยหยันออกมายิ่งกว่าเก่า

 

 “  ดังนั้นถึงได้บอกว่าเจ้าเป็นได้แค่สุนัขตัวหนึ่งไง ก็คงจะเหมาะสมที่จะตามก้นของโจวเย้าหยางแล้ว  “  หลงเฉินส่ายหน้าไปมา  เกี่ยวกับบุคคลเช่นนี้ เขาไม่คิดที่จะเสียเวลาให้ เขาเพียงคิดที่จะทำเรื่องของเขา จึงได้เดินผ่านเข้าไปยังด้านข้าง

 

 “ หลงเฉิน เจ้าหาที่ตาย  “

 

หลี่เฮ่าเก็บสีหน้าโกรธเคืองเอาไว้ไม่อยู่ เขาคิดไม่ถึงว่าหลงเฉินที่อ่อนโทรมผู้หนึ่ง ถึงกลับกล้าขัดขืนถึงเพียงนี้ แทบจะเรียกได้ว่าไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา ยื่นมือคว้าจับไว้ที่หลงเฉิน

 

หลงเฉินค่อยๆขมวดคิ้วขึ้น เมื่อครู่กำลังคิดที่ต้องการจะกล่าว ทันใดนั้นก็ได้มีเงาร่างหนึ่งเดินเข้ามา ด่าทอยกใหญ่ไปทางด้านของหลี่เฮ่า  “  หลี่เฮ่า เจ้าจึงหาที่ตาย เจ้าถือว่าเป็นตัวอะไรกัน ถึงกับหาญกล้ามาข่มขู่พี่น้องของข้า  “   

 

ผู้ที่มาเป็นชายหนุ่มที่ดูสูงใหญ่ผู้หนึ่ง ดูไปแล้วมีลักษณะอายุประมาณสิบกว่าปี แต่ว่ากลับมีร่างกายที่สูงล้ำ สูงกว่าบุคคลทั่วไปถึงหนึ่งศีรษะ ดูแล้วมีพลังที่น่าเกรงขามจนน่าตกใจ

 

 “ ซือฟง ที่นี่ไม่มีเรื่องของเจ้า เจ้าทางที่ดีอย่าได้มายุ่งมากความ  “

 

หลี่เฮ่าเมื่อพบเห็นซือฟง ก็ปกปิดความหวาดกลัวที่อยู่ภายในจนต้องตะโกนออกมา ซือฟงก็เป็นถึงลูกขุนนางผู้หนึ่ง บรรดาศักดิ์มิได้ด้อยไปกว่าเขามากนัก แต่ว่าซือฟงกลับสามารถเป็นยอดฝีมือที่ไปจนถึงขั้นก่อพลังระดับที่แปดแล้ว และเขาที่ยังไม่ผ่านพ้นขั้นก่อพลังระดับที่สามเท่านั้นเอง

 

นอกจากซือฟงจะมีพลังแห่งเทพมาแต่กำเนิด โดยส่วนมากถ้ากล่าวในรุ่นเดียวกันแล้ว น้อยนักที่จะมีคนเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้ เขาจึงไม่มีความหาญกล้าที่จะท้าทายซือฟงเช่นนั้น

 

 “ พี่หลงเฉิน  ได้ยินมาว่าท่านได้ถูกเจ้าลูกเต่าบัดซบโจวเย้าหยางนั้นทุบตี พี่น้องข้าจะให้เจ้าระบายความอัดอั้นเอง  “  ซือฟงมองไปที่หลงเฉิน แล้วกล่าวออกมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น

 

หลงเฉินมองไปยังร่างกายของเด็กหนุ่มร่างใหญ่ผู้นี้ ในใจก็เกิดความอบอุ่นขึ้นมาเป็นสาย  ท่ามกลางทั่วทั้งจักรวรรดินี้ ซือฟงถือได้ว่าเป็นเพียงบุคคลเดียวที่ทำเหมือนเขาเป็นดั่งพี่น้องของเขาอย่างแท้จริง

 

 “  ไม่เป็นไร ความแค้นของข้า ข้าต้องเอาคืนด้วยตัวเอง เจ้าวางใจเถอะ “  หลงเฉินหัวเราะขึ้นช้าๆ  สักพักก็ตบไปที่บ่าของซือฟงแล้วกล่าว

 

ซือฟงเห็นว่าหลงเฉินกล่าวออกมาเช่นนี้  รู้สึกได้ว่าหลงเฉินน่าจะเป็นเพราะขายหน้า จึงมิได้ต้องการที่จะเอ่ยประเด็นนี้ขึ้นมาอีก

 

 “ มาเถอะ ไปเดินเล่นกับข้าหน่อย  “  หลงเฉินหัวเราะแล้วกล่าว  กล่าวจบก็ได้พาซือฟงเดินไป

 

หลี่เฮ่าพบเห็นทั้งสองคน ทำเหมือนเขาเป็นเหมือนอากาศธาตุ ก็มิอาจระงับความโกรธได้ จนด่าทอออกไป  “  หลงเฉิน เจ้าเด็กนอกคอก เจ้าแน่จริง ก็ตามข้าไปสู้ที่สนามประลอง  “

 

หลงเฉินพึ่งจะเดินไปได้หลายก้าว ทันใดนั้นสีหน้าก็ได้ครุ่นคิดขึ้น สายตาทั้งคู่เปี่ยมไปด้วยรังสีฆ่าฟัน ค่อยๆหันศีรษะกลับไป

 

 “  เจ้าคิดที่จะท้าประลองกับข้า ?  “  น้ำเสียงของหลงเฉินเย็นเยียบ คล้ายดั่งน้ำแข็งจากขั้วโลกก็มิปาน ทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวไปจนถึงกระดูก

 

หลี่เฮ่าไม่เพียงมีจิตใจที่โลเลในการต่อสู้อันเย็นเยียบนี้  เขารู้สึกได้ว่าหลงเฉินในวันนี้มีหลายส่วนที่ดูไปแล้วประหลาดอยู่ แต่ว่าในเมื่อคำพูดก็ได้ถูกกล่าวออกมาแล้ว ถ้าหากในเวลาเช่นนี้ยังไม่กล้า เขาก็คงจะกลายเป็นตัวตลกที่น่าขบขันของทั่วทั้งจักรวรรดิ

 

ยิ่งไปกว่านั้น ตามปกติเขามักจะรังแกหลงเฉินอยู่เสมอ ทั้งยังเคลื่อนไหวด้วยประสบการณ์อันมากมาย ภายในจิตใจจึงมิได้มีความหวาดกลัวเกิดขึ้นมาแม้แต่น้อย

 

 “  มิผิด เจ้ากล้ารับคำท้าหรือไม่ ?  “  หลี่เฮ่าตะโกนถามเสียงดัง

 

 “  ไม่มีปัญหา แต่ว่าข้าต้องการเพิ่มเดิมพัน “ หลงเฉินคิดอยู่สักพักแล้วจึงตอบกลับ

 

 “  เพิ่มเดิมพัน ? ฮ่าฮ่า ตระกูลหลงของพวกเจ้ามิใช่จะไม่มีจะกินอยู่แล้วมิใช่หรือ เจ้าจะเอาอันใดมาเดิมพันกับข้า ? ใช้บ้านตระกูลเจ้า หรือว่าเจ้าจะมาเป็นขี้ข้าของข้ากันเล่า ?  “  หลี่เฮ่าหัวเราะอย่างเย็นเยียบตอบ

 

แต่ว่าเขากลับไม่คิดว่า จะปรากฏรอยยิ้มอันเย็นเยียบขึ้นมามุมปากของหลงเฉิน  รอยยิ้มนั้น ยังให้ความหนาวเหน็บอยู่เล็กน้อย

 

 “  พี่ซือ ให้ข้ายืมดาบล้ำค่าของท่านได้หรือไม่ ?  “  หลงเฉินถาม

 

 “  เอาไปสิ  “

 

ซือฟงถึงแม้จะนึกเสียดายอยู่ส่วนหนึ่ง แต่ว่ากุมดาบยาวเข้ามา

 

หลงเฉินพยักหน้า จดจำน้ำใจครั้งนี้อย่างขึ้นใจ กล่าวต่อหลี่เฮ่าว่า  “  ดาบล้ำค่าเล่มนี้ ถึงแม้จะมิใช่สมบัติระดับสูง แต่ว่าก็มีราคาค่างวดแปดพันตำลึงทอง  ในวันนี้ข้าจะคิดว่ามันมีราคาอยู่ที่ห้าพันตำลึงทอง ถ้าเจ้าชนะ ก็เอาดาบล้ำค่าเล่มนี้ไป ถ้าหากเจ้าแพ้ ก็ต้องมอบให้ข้าห้าพันตำลึงทอง เป็นอย่างไร ?  “   

 

หลี่เฮ่าจิตใจไหวหวั่นเล็กน้อย ดาบในมือของซือฟง เรียกได้ว่าถูกตีขึ้นมาจากเหล็กบริสุทธิ์ ทั้งจากมีจากช่างที่มีชื่อเสียง ย่อมต้องมีราคาอย่างน้อยแปดพันตำลึงทอง แน่นอนว่ามีค่าอย่างมาก

 

เจ้าโง่งมหลงเฉินผู้นี้ในตอนนี้ ถึงกับกล้าที่จะใช้สิ่งของเช่นนี้มาเพื่อเดิมพัน ในใจของเขาจึงได้เกิดความยินดีอย่างเปรมปรีดิ์

 

มุมปากก็ได้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน  “  ไม่ทราบว่าหลังจากที่เจ้าแพ้ไปแล้ว จะมีคนที่ไม่ยินยอมกลับคำพูดไม่คิดบัญชีหรือไม่นะ ?  “  

 

 “  วางใจเถอะ ข้าซือฟงพูดคำไหนคำนั้นมาตั้งแต่แรก  “  ซือฟงหัวเราะอย่างเย็นเยียบแล้วกล่าว

 

 “  เยี่ยม  เช่นนั้นก็ไปลงชื่อสู้บนเวทีเถอะ  วันนี้ถ้าไม่ทุบตีจนฟันทั้งปากของเจ้าไม่หลงเหลือ ข้าจะไม่ขอเรียกว่าหลี่เฮ่า  “  หลี่เฮ่าเก็บอาการลิงโลดไม่อยู่ เอ่ยขึ้นมาด้วยท่าทียินดี

 

หลงเฉินยังคงสีหน้าสงบ ทว่าภายในดวงตาทั้งคู่ ก็ได้ปรากฏความอึกครึ้มขึ้นมาสายหนึ่ง ทว่าหลี่เฮ่าเป็นเพียงสุนัขข้างกายของโจวเย้าหยางตัวหนึ่งเท่านั้น  แต่ก็หลงเฉินก็มิได้เห็นอยู่ในสายตา ทว่าพวกเขาเหมือนกับเจาะจงมุ่งเป้ามาที่ตนเอง ที่แท้มีแผนการร้ายอันใดกัน ?

 

ทว่าไม่ว่าจะเป็นแผนการร้ายอันใด ก็คงต้องมีซักวันที่เหมือนดั่งสาดน้ำเข้ากับหินศิลา หลงเฉินเดินนำหน้าไปทางด้านของเวทีต่อสู้ของจักรวรรดิไป

.

.

.

.




NEKOPOST.NET