[นิยายแปล] Kusuriya no Hitorigoto คำรำพึงจากร้านยา ตอนที่ 2 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Kusuriya no Hitorigoto คำรำพึงจากร้านยา

Ch.2 - พระสนมสองพระองค์



"อ๋า ว่าแล้วจริงๆ ด้วย"
"อื้อ เขาว่าเห็นท่านหมอเข้าไปด้วยนะ"

เหมาเหมาเอียงหูรับฟังขณะจิบน้ำแกง ในโรงอาหารกว้างขวางมีหญิงรับใช้หลายร้อยคนกำลังรับทานสำรับเช้าอันประกอบด้วยน้ำแกงและข้าวต้มธัญพืช

หญิงรับใช้ที่นั่งเฉียงไปทางเบื้องหน้ากำลังบอกเล่าข่าวลือที่ได้รับฟังมา แม้จะปั้นหน้าเวทนา หากแววสนใจใคร่รู้ฉายชัดอยู่ในเบื้องลึกของดวงตา

"ที่ตำหนักท่านเกียคุโยก็ด้วย ตำหนักท่านริฟาก็ด้วย"
"หวา ทั้งสองท่านเลยเหรอ เพิ่งจะครึ่งปีกับสามเดือนเองใช่ไหม"
"ใช่ใช่ หรือจะเป็นคำสาปจริงอย่างที่ว่ากันนะ"

นามที่เอ่ยมาคือนามของพระชายาผู้เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ ส่วนสามเดือนและครึ่งปีคืออายุทารกที่พวกนางให้กำเนิด

ข่าวลือแพร่กระจายอย่างรวดเร็วภายในฝ่ายใน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพระสนมผู้เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ เรื่องทายาทผู้สืบทอดบัลลังก์ ทั้งคำวิพากษ์วิจารณ์เสียๆ หายๆ เจือปนอคติและความเกลียดชัง หรือแม้กระทั่งเรื่องผีสางอันเหมาะกับอากาศร้อนอ้าว

"นั่นสินะ ไม่งั้นคงไม่สิ้นไปทั้งสามพระองค์หรอก"

หมายถึงทารกที่บรรดาพระสนมให้กำเนิด หรือรัชทายาทที่จะเป็นผู้สืบทอดราชวงศ์ต่อไป สมัยยังเป็นองค์ชายรัชทายาทหนึ่งพระองค์ หลังขึ้นเป็นพระจักรพรรดิแล้วอีกสองพระองค์ ล้วนแล้วแต่สิ้นใจตั้งแต่ยังเป็นทารกน้อย อัตราการเสียชีวิตของเด็กทารกย่อมสูงเป็นธรรมดา  แต่การที่ราชนิกุลจะสิ้นไปถึงสามพระองค์ก็นับว่าผิดสังเกต
ปัจจุบัน มีเพียงทารกของพระสนมเกียคุโยและพระสนมริฟาเท่านั้นที่ยังมีชีวิต

(ถูกวางยาพิษหรือเปล่านะ)

เหมาเหมาอมน้ำร้อนไว้ในปากพลางครุ่นคิด หากก็ได้ข้อสรุปว่าไม่น่าใช่
ในหมู่ทารกทั้งสาม ยังมีพระราชธิดาอยู่ถึงสองพระองค์ เมื่อมีเพียงบุรุษที่มีสิทธิขึ้นครองราชย์ จึงแทบไม่มีเหตุผลจะสังหารองค์หญิง

สองคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าแทบไม่ขยับตะเกียบ พูดถึงแต่คำสาปคำแช่งต่างๆ นานา

(แต่คำสาปอะไรนั่นก็เป็นไปไม่ได้)

พูดอย่างรวบรัดได้ว่าเหลวไหล ในยามนี้ที่มีกฎหมายตราว่าหากกระทำการสาปแช่งจะมีโทษถึงขั้นประหารล้างตระกูลนั้น อาจกล่าวได้ว่าความคิดของเหมาเหมาล้ำสมัยไปบ้าง หากในหัวของนางมีความรู้เป็นหลักฐานพอจะยืนยันสิ่งที่ตนกล่าวได้

(หรือว่าเป็นอาการป่วยไข้? หรือว่าโรคทางพันธุกรรม? ไม่รู้ว่าสิ้นไปด้วยอาการเยี่ยงไร)

ในยามนั้นเองที่หญิงรับใช้ผู้ถูกกล่าวขานว่าเงียบขรึมหน้าตาไม่รับแขกเป็นฝ่ายเข้าไปชวนหญิงรับใช้ช่างพูดก่อน

จะสำนึกเสียใจที่พ่ายแพ้ต่อความอยากรู้อยากเห็นก็เป็นเรื่องหลังจากนั้นอีกไม่นานนัก

 

"ข้าก็ไม่รู้ละเอียดนักหรอกนะ แต่เขาว่าล้วนแล้วแต่อ่อนแอลงน่ะ"
 
ดูเหมือนเสี่ยวหลาน นางกำนัลชั้นล่างผู้ช่างจำนรรจาจะเกิดสนใจในหัวข้อที่เหมาเหมาชวนคุย หลังจากนั้น นางก็เล่าเรื่องข่าวลือที่ได้ฟังมาอยู่เนืองๆ
 
"ถ้านับจากจำนวนครั้งที่หมอหลวงถวายการตรวจเยี่ยม ดูท่าทางพระสนมริฟาจะอาการหนักกว่ากระมัง"
 
นางเช็ดกรอบหน้าต่างด้วยผ้าขี้ริ้วที่บิดจนแห้งขณะว่า
 
"ตัวพระสนมริฟาเองด้วยน่ะหรือ"
"อา ทั้งมารดาทั้งบุตร"
 
ที่แพทย์หลวงหมั่นเข้าเยี่ยมพระสนมริฟา คงมิได้มาจากความหนักหนาสาหัสของอาการเพียงอย่างเดียว หากแต่คงเพราะเป็นองค์ชายรัชทายาทกระมัง ทางทารกของพระสนมเกียคุโยนั้นเป็นพระธิดา
แม้ฮ่องเต้จะมีเสน่หามากล้นแก่พระสนมเกียคุโย หากบุตรที่กำเนิดมามีเพศผิดแผกแตกต่าง ก็เป็นอันเห็นได้ชัดว่าพระองค์จะให้น้ำหนักกับฝ่ายใดมากกว่ากัน  
 
"ไม่รู้อาการของโรคโดยละเอียดหรอกนะ แต่เห็นว่าปวดศีรษะ ปวดท้อง แล้วก็คลื่นไส้"
 
เสี่ยวหลานดูจะสาสมใจเมื่อได้พูดสิ่งที่ตนรู้ออกมาจนหมดไส้พุง จึงจากไปทำงานต่อ
 
เหมาเหมามอบชาผสมกันเฉ่า (ชะเอมเทศ) ให้แทนคำขอบคุณ นางทำขึ้นจากต้นกันเฉ่าที่งอกอยู่ริมสวนกลาง แม้จะฉุนกลิ่นยาหากมีรสหวานจัด หญิงรับใช้ชั้นล่างที่แทบไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสหวานจึงยินดียิ่ง
 
(ปวดศีรษะ ปวดท้อง แล้วก็คลื่นไส้งั้นหรือ)
 
อาการป่วยที่คุ้นเคย แต่ปราศจากหลักฐานยืนยันให้แน่ชัด
บิดานางย้ำแล้วย้ำอีกว่าไม่อาจขบคิดโดยอาศัยเพียงการคาดการณ์
 
(จะลองไปดูซักนิดดีไหมนะ)
 
เหมาเหมาเร่งมือทำงานตรงหน้าให้เสร็จ

 


แม้จะเรียกอย่างรวบรัดว่าวังหลัง หากขนาดนั้นกว้างขวางอย่างยิ่ง
ตามปรกติก็มีเหล่านางในอยู่ถึงสองพัน และขันทีที่อาศัยอยู่ภายในอีกมากกว่าห้าร้อยคน
เหล่าหญิงรับใช้อย่างพวกเหมาเหมาอาศัยรวมกันอยู่อย่างแออัดนับสิบคนในห้องขนาดใหญ่ หากนางสนมชั้นล่างจะได้รับประทานห้อง นางสนมชั้นกลางได้รับเรือน ส่วนนางสนมชั้นสูงได้รับตำหนัก หากรวมถึงโรงอาหาร ราชอุทยานแล้วก็นับว่ากว้างกว่าเมืองทั่วๆ ไปมากนัก

ด้วยเหตุนี้ เหมาเหมาจึงไม่เคยออกจากปีกตะวันออกที่เป็นที่พำนักของตนมาก่อน นางจะได้ไปไหนบ้างก็ต่อเมื่อถูกใช้ให้ไปธุระเป็นเรื่องเป็นราวเท่านั้น
 
(ถ้าไม่มีธุระ สร้างขึ้นมาเองก็ได้)
 
เหมาเหมาทักนางกำนัลที่ถือตะกร้าอยู่ในมือ ตะกร้าในมือนางใส่ไว้ด้วยผ้าไหมชั้นสูง จำเป็นจะต้องนำไปซักที่บ่อน้ำทางปีกตะวันตก มิทราบว่าเป็นเพราะคุณภาพของน้ำแตกต่าง หรือฝีมือคนซักแตกต่าง เมื่อนำมาซักทางปีกตะวันออก เนื้อผ้ากลับเสียหายในเวลาอันรวดเร็วยิ่ง
 
เหมาเหมาพอจะรู้ว่าเนื้อผ้าไหมจะเสียหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าจะตากในเงาหรือไม่ หากนางไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมา
 
"อยากเห็นขันทีผู้งดงามที่ว่ากันว่าอยู่ที่ส่วนกลาง"  
 
เมื่อพูดตามที่ได้รับฟังมาจากเชารัน นางก็ยกหน้าที่ให้ด้วยความยินดี
 
ดูเหมือนในสถานที่อันแห้งแล้งเรื่องรักๆ ใคร่ๆ นี้ กระทั่งขันทีก็อาจเป็นเป้าหมายอันชวนให้วาบหวามใจ เรื่องของผู้ที่ลาออกจากการเป็นนางกำนัลไปเป็นภรรยาของขันทีในภายหลัง นางถึงกับเคยรับทราบมาอยู่บ้าง เทียบกับการเล่นเพื่อนแล้วยังถือว่าดีกว่า แต่ก็อดจะโคลงศีรษะไม่ได้อยู่ดี
 
(สักวันหนึ่งข้าก็จะเป็นเช่นนั้นด้วยหรือ)

เหมาเหมากอดอกครางอืมตั้งคำถามกับตนเอง

 


เมื่อเร่งเอาตะกร้าผ้าไปส่ง ก็พบว่าตรงกลางเป็นที่ตั้งของอาคารทาสีแดง เป็นตำหนักที่ได้รับการตกแต่งอย่างประณีตหรูหรากว่าตำหนักทางทิศตะวันออก
 
ปัจจุบัน ผู้ครอบครองตำหนักที่โอ่โถงที่สุดในวังหลังคือพระสนมริฟา ผู้ให้กำเนิดองค์ชายรัชทายาท เมื่อฮ่องเต้ยังมิได้แต่งตั้งให้ผู้ใดเป็นฮองเฮา พระสนมริฟามารดาของทารกชายเพียงผู้เดียวย่อมกลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในที่แห่งนี้ไปโดยปริยาย
 
ทว่าทิวทัศน์ที่ได้รับชมกลับไม่ต่างจากในร้านตลาดเท่าใดนัก
สตรีผู้ด่าทอ สตรีผู้ก้มหน้าลงต่ำ และบุรุษผู้พยายามไกล่เกลี่ยอย่างงกเงิ่น
 
(ก็ไม่ต่างจากหอนางโลมเสียเท่าไหร่นี่)
 
เหมาเหมาเข้าร่วมกับฝั่งบุคคลที่สาม หรือผู้คนที่มุงดูกันอยู่ด้วยความรู้สึกเยือกเย็นอย่างยิ่ง
 
สตรีผู้ด่าทอคือผู้มีอำนาจสูงสุดในวังหลัง ส่วนสตรีผู้ก้มหน้าคือผู้มีอำนาจรองลงมา ส่วนผู้ที่มัวแต่ละล้าละลังคือเหล่านางกำนัล ผู้ที่เข้าห้ามทัพคือหมอยาผู้มิใช่บุรุษอีกต่อไป เหล่านี้นางเรียนรู้ได้จากเสียงซุบซิบจากรอบข้างและรูปลักษณ์การแต่งกาย
 
"เจ้าเป็นคนร้าย คิดจะสาปแช่งบุตรชายของข้าให้ตายเพราะตัวเองคลอดธิดาใข่ไหม!"
 
เมื่อใบหน้างดงามบิดเบี้ยวกลับดูน่าสะพรึงกลัวยิ่ง ผิวขาวราววิญญาณและแววตาอาฆาตราวอสูรร้ายจ้องมองสตรีงามที่ยกมือขึ้นกุมแก้ม

"จะเป็นเช่นนั้นไปอย่างไรได้เล่าเพคะ เสี่ยวหลินเองก็ทรมานอยู่เช่นเดียวกัน"
 
สตรีผู้มีเรือนผมสีแดงและดวงตาสีเขียวหยกตอบอย่างเยือกเย็น ใบหน้าของพระสนมเกียคุโยผู้สืบสายเลือดชาวตะวันตกเข้มข้นเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหมอหลวง
 
"ข้าจึงอยากให้ท่านมาตรวจอาการธิดาข้าบ้าง"
 
แม้จะเป็นผู้เข้าห้ามทัพ หากสาเหตุก็ดูจะมาจากหมอหลวงผู้นี้เอง ดูท่านางจะเข้าร้องอุทธรณ์ที่หมอหลวงตรวจแต่อาการองค์รัชทายาท โดยมิเหลือบแลพระธิดา
 
ในฐานะมารดาแล้วก็เป็นที่น่าเห็นใจ หากว่าระบบของวังหลังย่อมเชิดชูทารกชายมาก่อน
หมอหลวงเองก็ดูหน้าตากระอักกระอ่วนมิอาจตอบคำ
 
(เป็นหมอกำมะลอหรือไงกัน)  
 
อยู่ใกล้พระสนมทั้งสององค์ถึงเพียงนั้นแล้วยังมองมิออก ไม่สิ หรือจะไม่เคยรับรู้มาก่อนเลย
 
มรณกรรมของทารกน้อย ปวดศีรษะ ปวดท้อง คลื่นไส้ ผิวขาวซีดและเรือนร่างผอมบางของพระสนมริฟา
 
เหมาเหมาพึมพำอะไรอยู่คนเดียวขณะผละออกห่างจากเหตุชุลมุนตรงหน้า


(มีอันใดพอจะใช้เขียนได้หรือไม่)
 
นางครุ่นคิด
 
ด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้เหลือบมองบุคคลที่เดินสวนกันแม้แต่น้อย


 

 




NEKOPOST.NET