[นิยายแปล] Kusuriya no Hitorigoto คำรำพึงจากร้านยา ตอนที่ 15 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Kusuriya no Hitorigoto คำรำพึงจากร้านยา

Ch.15 - เปลวเพลิง


(มีจริงๆ ด้วย)

นางผุดสีหน้ายินดีขณะถือตะกร้าผ้าไว้ในมือหนึ่ง

ตรงป่าสนข้างประตูตะวันออก มีเห็ดสนแดงงอกอยู่จริงๆ
อุทยานในวังหลังมักได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง ในป่าสนเองก็ได้รับการเก็บกวาดใบไม้หรือกิ่งไม้แห้งออกไปปีละครั้ง นั่นเป็นการกระตุ้นให้เห็ดชนิดหนึ่งงอกงามอย่างรวดเร็ว

ที่นางถืออยู่ในมือคือเห็ดสนที่หมวกเห็ดขนาดไม่ใหญ่โตนัก
บางคนรังเกียจกลิ่นของมัน หากเห็ดนี้เป็นของโปรดของเหมาเหมา ผ่าออกเป็นสี่ซีก ย่างบนตะแกรง โรยเกลือ บีบมะนาว ได้รับประทานนับว่าเป็นการเสพสุขยิ่ง

นี่เป็นป่าเล็กๆ แต่นางนับว่าโชคดีที่เจอมันขึ้นเป็นกลุ่ม ในตะกร้าจึงบรรจุไว้ด้วยเห็ดสนห้าดอก

(เอาไปทานที่สำนักหมอหลวงดีไหมนะ หรือว่าจะไปทานในครัวดี)
 
หากไปทานในตำหนักหยกเขียว อาจถูกไถ่ถามถึงที่มาที่ไปของวัตถุดิบ เหมาเหมาไม่แน่ใจว่าการไปเก็บเห็ดจากในป่ามาโดยพลการจะถือเป็นข้อห้ามไม่เหมาะสมสำหรับนางในหรือไม่

ด้วยเหตุนี้ นางจึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปหาหมอหลวงผู้นิสัยดีหากการงานเหลวไหล หากเขาโปรดปรานเห็ดนี้อยู่แล้วก็นับเป็นเรื่องดี แต่ถึงจะไม่ชอบ ก็คงยอมมองข้ามไปได้กระมัง
 

 

นางไม่ลืมแวะไปหาเสี่ยวหลานระหว่างทาง สำหรับผู้ขาดแคลนมิตรสหายเช่นเหมาเหมา เสี่ยวหลานถือเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญ
 
เหมาเหมาที่ซูบผอมไปจากการเฝ้าพยาบาลพระสนมริฟา เมื่อกลับมาก็ถูกเหล่านางกำนัลรุ่นพี่ขุนเสียจนมีเนื้อหนัง เนื่องเพราะไปใช้เวลาอยู่ในตำหนักของพระสนมคู่อริถึงสองเดือน เมื่อได้รับการปฎิบัติเช่นนี้ นางย่อมดีใจ หากก็มีส่วนที่น่าอึดอัดใจเช่นกัน ในตะกร้ามีขนมเปี๊ยะและขนมอบกรอบที่ได้รับทุกครั้งเมื่อมีงานน้ำชาใส่อยู่
 
เสี่ยวหลานผู้บรรจุของหวานเข้าไปได้ไม่จำกัดตาเป็นประกาย ระหว่างช่วงเวลาพักสั้นๆ ก็เจรจากับเหมาเหมาไม่หยุดปาก

เรื่องเล่าโดยมากเป็นเรื่องภูตผีแปลกประหลาดเช่นเคย หากว่า...
 
"มีสตรีในราชสำนักใช้ยาปลุกกำหนัดล่อลวงขุนนางฝ่ายบู๊ผู้เคร่งครัดไม่แยแสอิสรตรีสำเร็จด้วยนะ"
 
เมื่อได้ยินเรื่องราวเช่นนั้น เหงื่อเย็นเยียบก็หลั่งไหล

(อื้อ คงไม่เกี่ยวกับข้าหรอก คงไม่เกี่ยว)
 
จะว่าไป นางคล้ายไม่ได้ถามว่ายานั้นประสงค์จะใช้กับใคร

ในราชสำนัก แปลว่าเป็นในวังหลวง ไม่ใช่ในวังหลังแห่งนี้

แม้มีบุรุษภาคภูมิมากมาย แต่ก็เป็นอาชีพสูงส่งที่เหล่าสตรีพากันแก่งแย่ง

หนำซ้ำที่นี่ยังปราศจากบุรุษ นับเป็นสถานที่ทำงานที่ว้าเหว่เงียบเหงายิ่ง

 

 

ที่สำนักหมอหลวง นอกจากลุงหนวดแล้ว ยังมีขันทีใบหน้าซีดเซียวที่นางไม่คุ้นหน้าอยู่อีกคนหนึ่ง
ดูเหมือนกำลังลูบไล้อะไรอยู่อย่างไม่วางมือ  
 
"โอ้ แม่นาง มาได้จังหวะพอดี"
"มีอะไรหรือเจ้าคะ"
"มือเป็นผื่นน่ะ ช่วยทำขี้ผึ้งให้หน่อยได้หรือไม่"
 
ไม่สมควรจะเป็นวาจาของหมอหลวงผู้ดูแลวังหลังแม้แต่น้อย
เอาเถิด ก็เป็นเช่นนี้อยู่ร่ำไป นางจึงมุ่งหน้าไปยังห้องข้างเคียงที่วางชั้นเก็บตัวยา

แต่ก่อนหน้านั้น วางตระกร้าลง หยิบเอาเห็ดสนออกมา
 
"มีถ่านไหมเจ้าคะ"
"โอ้ เก็บต้นอวบๆ มาด้วยหรือนี่ ต้องมีเจี้ยง (ซอสชนิดหนึ่ง) และเกลือด้วยสินะ"
 
เห็นจะเป็นของชอบ เรื่องจึงดำเนินไปอย่างรวดเร็ว หมอหลวงเดินอย่างเริงร่าไปยังโรงครัวเพื่อขอปันส่วนเครื่องปรุง

ส่วนผู้ป่วยผู้น่าเวทนาถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

(ถ้าไม่ได้เกลียด ข้าแบ่งให้ดอกหนึ่งก็ได้)
 
นางคิดพลางบดส่วนผสมสำหรับขันทีผู้น่าเวทนาครืดคราด

เมื่อหมอหลวงกำมะลอถือเอาเครื่องปรุงและเตาถ่านกลับมา ขี้ผึ้งเนื้อเหลวก็ได้ที่พอดี
 
นางจับมือขวาของขันทีขึ้น ทายาขี้ผึ้งลงไปบนผื่นแดงอย่างเบามือ กลิ่นอาจฉุนเฉียวไปนิด คงมีแต่ต้องให้อดทน
เมื่อทายาเสร็จ ใบหน้าขาวซีดดูจะมีสีสันขึ้นบ้างเล็กน้อย

"แหม ช่างเป็นหญิงรับใช้ที่มีเมตตานัก"
"ใช่ไหมเล่า ได้นางมาช่วยข้าบ่อยๆ"

ขันทีสองคนต่อบทสนทนากันอย่างชื่นมื่น
พูดถึงขันทีแล้ว ในบางยุคสมัยอาจถูกมองเป็นทรราชเลวทรามกระหายอำนาจ หากความจริงที่เป็นเช่นนั้นมีแทบนับหัวได้ โดยมากมักมีบุคลิกอ่อนน้อมเช่นนี้เสียมากกว่า
 
(คงมีข้อยกเว้นบ้างสินะ)

ใบหน้าชวนให้อารมณ์เสียผุดขึ้นมา นางจึงลบทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
 
จุดไฟในถ่าน วางตะแกรง วางเห็ดสนที่ฝานแล้วลงไป จากนั้นจึงหั่นมะนาวที่เสียมารยาทหยิบฉวยมาโดยมิได้บอกกล่าวจากสวนผลไม้

กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์โชยมาแตะจมูก เมื่อเห็ดปรากฎรอยย่างเกรียมเล็กน้อยก็นำขึ้นจาน โรยเกลือและบีบมะนาวลงไป พร้อมรับประทาน

เมื่อตาลุงทั้งสองหย่อนเข้าปากไปแล้วจึงนับเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด

ขณะเหมาเหมาเคี้ยวหมุบหมับ หมอกำมะลอก็ชวนคุยเรื่องสัพเพเหะระตามสบาย
 
"คุณหนูนี่ทำอะไรก็เป็น เบาแรงข้าได้มากจริงๆ นอกจากขี้ผึ้งแล้วยังช่วยปรุงยาให้ข้าอีกหลายตัวเชียวนะ"
"โฮ่ นับว่าประเสริฐแท้"
 
ทำราวกับนางเป็นบุตรสาวแท้ๆ ชวนให้กระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง
นางพลันนึกถึงบิดาผู้ไม่ได้พบกันมานานกว่าครึ่งปีแล้ว

ขณะจมอยู่ในภวังค์ไปได้เพียงเล็กน้อย หมอกำมะลอก็หลุดปากอย่างไร้ความรับผิดชอบ สมกับเป็นหมอกำมะลออย่างยิ่ง
 
"อา สงสัยว่าจะไม่มียาตัวไหนที่ปรุงไม่เป็นเลยเชียวล่ะ"

(หา?)

ก่อนนางจะได้ปรามว่าอย่าโอ้อวดเกินงาม ขันทีตรงหน้าก็มีปฎิกริยาเสียก่อน

"ได้ทุกอย่างเลยหรือ"
"ได้ทุกอย่าง"
 
หมอกำมะลอที่พ่นลมทางจมูกหึหืม  เฮ้อ ก็เป็นหมอกำมะลอจริงๆ

"งั้นปรุงยาคลายคำสาปได้หรือเปล่า"

บุรุษผู้นั้นว่าพลางลูบมือขวาที่เห่อแดง
สีหน้ากลับไปซีดเซียวดั่งเช่นเมื่อครู่


○●○

ราตรีก่อนนั้นเอง
งานของตนจบลงที่การเก็บกวาดขยะเช่นเคย

ขยะที่ออกมาจากแต่ละส่วนของวังหลังจะถูกรวบรวมขึ้นเกวียน แล้วนำไปเผากำจัดที่ทางฝั่งตะวันตก
ความจริงแล้วตั้งแต่ช่วงเย็นลงไปถือเป็นกฎห้ามก่อไฟ หากพิจารณาแล้วว่าไม่มีลม อีกทั้งอากาศยังชื้น คำสั่งอนุญาตจึงออกมา
 
เหล่าผู้รับใช้ชั้นล่างโยนขยะลงไปในหลุม
ตนเองก็หวังจะให้งานเสร็จโดยไว้ จึงขมีขมันทำงานเช่นเดียวกับรอบข้าง

พลันสายตาไปสะดุดเข้ากับสิ่งหนึ่งในเกวียน
 
เป็นอาภรณ์ของสตรี
 ไม่ใช่ไหม หากเป็นเนื้อผ้าชั้นดี จะทิ้งนับว่าน่าเสียดาย

เมื่อลองหยิบขึ้นมาดูด้วยความสงสัย ก็พบว่าภายในห่อหุ้มไว้ด้วยแผ่นป้ายไม้กระจัดกระจาย
อาภรณ์ที่ใช้เป็นเครื่องห่อหุ้ม ปลายแขนเสื้อบานกว้างปรากฎรอยไหม้ขนาดใหญ่

ไม่ทราบว่ามีความเป็นมาอย่างไร  
 
หากมัวแต่กุมหัวงานก็ไม่เดิน
ตนจึงหยิบป้ายไม้ขึ้นมาทีละอัน โยนเข้ากองไฟในหลุมไป
 

○●○

"จากนั้น กองเพลิงก็ลุกโชติช่วงขึ้นมากะทันหัน สีสันเปลี่ยนไปอย่างน่าขยะแขยง"
"อา"

ท่านลุงดูเหมือนจะนึกถึงเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวครั้งนั้นขึ้นมาได้ ไหล่จึงไหวระริก

"ใช่เป็นสีแดง สีม่วง หรือสีฟ้าหรือไม่เจ้าคะ"
"ถูกต้อง"

เหมาเหมาพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
ที่มาของข่าวลือที่ได้ฟังจากเสี่ยวหลานในวันนี้ก็คงมาจากตรงนี้เองกระมัง
 
(เรื่องของฝั่งตะวันตก แพร่มาถึงที่นี่แล้วหรือ)

ที่เขาว่าข่าวลือของสตรีในราชสำนักรวดเร็วกว่าฝีเท้าของพระสกันทโพธิสัตว์ ดูจะเป็นเรื่องจริง

"นั่นเป็นคำสาปของนางสนมที่ตายในเพลิงไหม้สมัยก่อน ไม่ควรจุดไฟตอนกลางคืนจริงๆ มือข้าถึงกลายเป็นแบบนี้"
 
ดูเหมือนผื่นแดงที่มือของขันทีจะเกิดขึ้นหลังเห็นเพลิงลุกในครั้งนั้น

"นะ แม่สาวน้อย ปรุงยาคลายคำสาปให้ข้าด้วยเถอะนะ"
"ยาเช่นนั้นไม่มีอยู่จริงหรอกเจ้าค่ะ"  
 
พูดอย่างเย็นชาแล้วลุกจากที่นั่ง ขึ้นไปรื้อๆ ค้นๆ ชั้นยาข้างๆ

นางไม่สนใจหมอกำมะลอและขันทีที่พะว้าพะวง หันมาวางอะไรไว้บนโต๊ะ หลายอย่างดูคล้ายแป้งฝุ่น ที่เหลือเป็นเศษจากป้ายไม้

"กองเพลิงที่ว่ามีสีเช่นนี้หรือไม่เจ้าคะ"

นำเศษป้ายไม้ไปจ่อที่ถ่าน เมื่อเห็นว่าไฟติดแล้วจึงนำช้อนยาตักผงขาวใส่ลงไปในไฟ
เปลวเพลิงสีส้มพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดง

"หากไม่ใช่ ก็ทางนี้"

คราวนี้นางตักผงอื่นลงไป เปลวไฟเปลี่ยนเป็นสีฟ้าอมเขียว
 
"ยังทำเช่นนี้ได้ด้วยนะเจ้าคะ"

ใส่เกลือที่โรยเห็ดสนเมื่อครู่ลงไปหนึ่งหยิบมือ เปลวเพลิงเปลี่ยนเป็นสีเหลือง

"คุณหนู นี่คืออันใดกัน"

หมอกำมะลอถามด้วยท่าทางตกใจ

"เหมือนกับสีดอกไม้ไฟนั่นแหละเจ้าค่ะ แค่สีเปลี่ยนไปตามเชื้อเพลิงเท่านั้น"

แขกของหอนางโลมยังมีช่างทำดอกไม้ไฟอยู่ด้วย กระทั่งวิชาลับที่ห้ามถ่ายทอดแก่คนนอก เมื่ออยู่บนเตียงก็กลับเปิดเผยง่ายดายดั่งเรื่องชาวบ้านร้านตลาด
โดยไม่ได้รับรู้ว่าข้างกันนั้นมีเด็กน้อยที่หลับๆ ตื่นๆ อยู่

"แล้วมือนี่เป็นอะไรเล่า ไม่ใช่คำสาปหรอกหรือ"

เหมาเหมาชี้ไปที่ผงแป้งขาว
 
"หากใช้มือเปล่าจับต้องสิ่งนี้บางทีอาจทำให้เกิดผื่นคันขึ้นได้ หรือไม่ก็มียางไม้เคลือบอยู่ที่แผ่นป้ายกระมังเจ้าคะ จะอย่างไร ไม่ใช่ว่าผิวของท่านบอบบางอยู่แต่เดิมหรอกหรือ"
"....เท่านั้นเองหรือ"

ท่านลุงทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างหมดแรงราวกับกระดูกหายไปจากร่าง ใบหน้าฉายแววโล่งใจระคนแปลกใจ
 
 อาจด้วยมีสิ่งเหล่านี้ติดอยู่กับแผ่นป้ายไม้ เมื่อตกอยู่ในกองเพลิงจึงก่อให้เกิดเปลวเพลิงหลากสีสัน
เพียงเท่านั้นเอง
 
(เพียงแต่ทำไมจึงเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีกเท่านั้นแหละ)

ความคิดของเหมาเหมาถูกขัดจังหวะกลางคัน
จากเสียงปรบมือเปาะแปะที่ดังแว่วมา
 
"ยอดเยี่ยมนัก"
 
แขกผู้ไม่เป็นที่ต้อนรับไม่ทราบว่าโผล่มาตั้งแต่เมื่อใด
บนใบหน้ายังปรากฎรอยยิ้มของเทพเซียนบนสรวงสวรรค์เช่นเคย


 ○●○

เห็ดสนย่างบีบมะนาว

 




NEKOPOST.NET